กลับไปพุทธพจน์

มหาสติปัฎฐานสูตร

  

  มหาสติปัฏฐานสูตร

คลิกขวาเมนู

มิจฉาสมาธิ  ย่อมบังเกิดแก่ผู้มีมิจฉาสติ

 หัวข้อ

สัมมาสมาธิ  ย่อมบังเกิดแก่ผู้มีสัมมาสติ

มิจฺฉาสติสฺส  มิจฺฉาสมาธิ  ปโหติ

สมฺมาสติสฺส  สมฺมาสมาธิ  ปโหติ

(อวิชชาสูตร ๑๙/๑)

จิตมีตัณหาปรุงแต่งเวทนาเป็นเหตุ

เป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์  

ผลของจิตมีตัณหาปรุงแต่งเวทนา

เป็นทุกข์อุปาทาน         

สตเห็นกาย,เวทนา,จิตสังขารหรือธรรม

เป็นมรรคปฏิบัติ           

ผลของสตเห็นกาย,เวทนา,จิต,ธรรม

เป็นนิโรธอันพ้นทุกข์     

พนมพร คูภิรมย์

          สติปัฏฐาน ๔   เป็นการฝึกสติและใช้สตินั้นในการปฏิบัติ อันท่านได้กล่าวไว้ว่าเป็นทางปฏิบัติสายเอก(เอกายนมรรค)  พึงสังวรว่าเป็นการฝึกสติ  มิใช่การปฏิบัติหรือฝึกฌาน,สมาธิโดยตรง   ฌานสมาธิเป็นผลข้างเคียงที่อาจพึงบังเกิดขึ้นแต่ก็เพื่อนำไปใช้ประโยชน์กล่าวคือใจที่สุข,สงบ,สบายจากอำนาจของฌานสมาธิที่เกิดขึ้นจากการระงับไปชั่วคราว(วิกขัมภนวิมุตติ)ของเหล่ากิเลสในนิวรณ์ ๕ เพื่อนำไปปฏิบัติวิปัสสนาหรือเจริญวิปัสสนา  แต่ถ้าไปยึดติดเพลินในความสุข,สงบ,สบายที่เกิดขึ้นโดยไม่นำพาต่อการวิปัสสนาด้วยอวิชชาแม้โดยไม่รู้ตัวก็ตามที  ฌานสมาธินั้นก็จักกลับกลายเป็นฝ่ายมิจฉาสมาธิเสีย  

ฝึกสติ เพื่อจุดประสงค์อะไร

          สติปัฏฐาน ๔ การมีสติเป็นประธานในการปฏิบัติ  จึงมีจุดมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่ ทั้งเป็นการฝึกสติ และเพื่อให้มีสติระลึกรู้เท่าทันในธรรมหรือสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะที่จะเป็นเหตุก่อให้เกิดทุกข์๑.  ซึ่งประกอบด้วยการมีสติอย่างตั้งมั่นหรือต่อเนื่อง(สมาธิ)๑.  และเป็นสติที่รู้เข้าใจตามความเป็นจริงหรือปัญญาโดยหมวดธัมมานุปัสสนา๑.    สติปัฏฐาน ๔ ท่านแบ่งออกเป็น ๔ หมวด

          กายานุปัสสนา  การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันกายและเรื่องทางกาย  

          เวทนานุปัสสนา  การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันเวทนา  (เวทนา)  

          จิตตานุปัสสนา  การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต(เจตสิก)  (จิตหรือจิตตสังขาร)  

          ธัมมานุปัสสนา    การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันธรรม  

        เรียกกันสั้นๆว่า  มีสติเห็นกาย เวทนา จิต ธรรม,  มีสติในกาย เวทนา จิต ธรรม

          เมื่อโยนิโสมนสิการจากพระสูตรนี้  จักทำให้เห็นพระพุทธประสงค์ได้อย่างแจ่มแจ้งขึ้น  ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔  กล่าวคือ  สติปัฏฐาน ๔ นั้น เป็นการปฏิบัติที่เน้นตามชื่ออยู่แล้ว คือ สติเป็นประธาน  หรือการใช้สติเป็นฐาน เป็นบาทฐานในการปฏิบัติต่างๆ   แต่ก็เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสมาธิร่วมขึ้นด้วยเพียงในระดับหนึ่งที่ยังกอบด้วยสติพร้อมบริบูรณ์   และตลอดจนใช้สติยังให้เกิดปัญญาขึ้นด้วยเช่นกัน  เนื่องด้วยเพราะธัมมานุปัสสนานั้น  เป็นการใช้สติเป็นแก่น ที่มีสมาธิเป็นองค์ประกอบร่วมด้วยนั้น ไปในในการระลึกรู้เท่าทันธรรมที่หมายครอบคลุมถึงการใช้สติพิจารณาในธรรมต่างๆเพื่อให้เกิดปัญญา ดังที่ท่านหยิบยกมาเป็นแบบอย่างในพระสูตร

           มีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้

           ๑. กายานุปัสสนา คือ เป็นทั้งการฝึกสติ และให้ใช้สตินั้น พิจารณากาย หรือตามดูรู้เท่าทันตามจริงในสังขารกายต่างๆ   ตลอดจนเพื่อนำสติที่ฝึกหัดดีนั้น นํามาพิจารณาและปฏิบัติใน เวทนา จิต และธรรม อีกต่อไป,  จุดประสงค์คือเป็นการฝึกสติในขั้นแรกแล้วใช้สตินั้นพิจารณากาย เพื่อให้เกิดนิพพิทาความหน่ายคลายกําหนัดและความหลงไหลในกาย  อันท่านได้กล่าวไว้ดังนี้

                    ๑.๑  อานาปานบรรพ หรืออานาปานสติ เป็นการฝึกสติ ให้มีสติตามกําหนดตามลมหายใจเข้า,ลมหายใจออก  อันท่านกล่าวไว้ว่าลมหายใจนั้นก็เป็นกายสังขารชนิดหนึ่ง(การกระทําทางกาย) เช่น เดียวกับการยืน นอน เดิน นั่ง ฯ.

                    การปฏิบัติในข้อนี้มีความสับสนกันมาก  เพราะมีความนิยมเอาลมหายใจเช่นกันเป็นอุบาย กล่าวคือ เป็นอารมณ์หรือเครื่องกำหนด,เครื่องล่อจิต เพื่อปฏิบัติสมาธิหรือฌาน   จริงๆแล้วอานาปานสติเป็นการปฏิบัติวิปัสสนาที่ต้องเป็นการมีสติตามดูรู้เข้าใจลมหายใจอย่างมีสติ   มิใช่ขาดสติโดยการปล่อยให้เลื่อนไหลเข้าสู่ภวังค์หรือสมาธิอันแสนสงบสบายแต่อย่างเดียวดังที่นิยมปฏิบัติกันโดยไม่รู้ตัว,   แต่ถ้าปฏิบัติสมถสมาธิโดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรืออารมณ์ ก็ขอให้เป็นไปโดยรู้ตัวว่าทำสมาธิ ก็ถือว่าถูกต้องตามวัตถุประสงค์   แต่มิใช่ว่าตั้งใจฝึกสติ แต่กลับไปทำสมถสมาธิจนจิตระงับแต่ฝ่ายเดียว  แล้วไปคิดไปนึกเอาเองว่าเป็นการฝึกสติ

                    ๑.๒ อิริยาบถ กําหนดรู้เท่าทันอิริยาบถ เป็นการฝึกสติ ให้ให้มีสติรู้เท่าทันอิริยาบถต่างๆ  เช่น ยืน  นอน  เดิน  นั่ง ฯ.

                    ๑.๓ สัมปชัญญะ เป็นการฝึกสติในขั้นต่อไป กล่าวคือ ขั้นแรกระลึกรู้เพียงอิริยบทเดียวให้ชำนาญ  แล้วให้ฝึกความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในการเคลื่อนไหวที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เช่น ในการดื่ม การกิน การเดิน การเคี้ยว ปัสสาวะ อุจจาระ ฯลฯ.  (เพื่อให้เกิดความชำนาญหรือเป็นวสี และไม่เกาะเกี่ยวมีสติแต่กับสิ่งใดแต่อย่างเดียว  แต่มีสติระลึกรู้ในสิ่งอื่น หรือทั่วพร้อมในสิ่งอื่นๆอีกด้วย  เพื่ออำนวยประโยชน์เมื่อนำไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวันในการเห็น กายบ้าง เวทนาบ้าง จิตบ้าง หรือธรรมบ้าง อันล้วนเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน) อยากแนะนำให้ต่อเนื่องสัมพันธ์กันคือสติระลึกรู้ต่อเนื่องในอิริยบถต่างๆที่เปลี่ยนไปมาด้วย  ไม่ใช่เดินก็พิจารณาแต่เดินอย่างเดียว  เช่น เมื่อเดินก็รู้ว่าเดิน แต่เมื่อดื่มนํ้าก็รู้ว่าดื่มนํ้าคืออิริยบถที่ต่อเนื่องกัน  ไม่ใช่อิริยบถเดียวแต่หมายถึงรู้เท่าทันต่อเนื่องกันไป  และมีสติระลึกรู้ไม่เพ่งจนแน่วแน่จนเป็นสมาธิระดับสูง  เพราะต้องการฝึกสติเป็นหลักหรือประธานตามชื่อพระสูตร  ไม่ใช่สมาธิ  สมาธิเป็นผลที่เกิดตามมาบ้างเท่านั้น   บางท่านฝึกสัมปชัญญะในการเดิน ก็ไปเป็นการฝึกสติตามอิริยบถแต่อย่างเดียวเสียแน่วแน่ต่อเนื่องเป็นสมาธิในการยก การเหยียบ การย่าง  ผลที่ออกมาจึงเป็นการเจริญอิริยบถจนเป็นสมถสมาธิแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่รู้ตัว  ดังนั้นการฝึกจึงควรมีสติ ไม่ปล่อยให้เป็นไปในรูปสมาธิเป็นหลัก  กล่าวโดยย่อก็คือ มีสติรู้เท่าทันอิริยาบถต่างๆที่เกิดขึ้นหรือสังขารขึ้นนั่นเอง ไม่เกาะเกี่ยวกับอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งโดยเฉพาะดังเช่นในข้อ ๑.๒ อิริยาบถ แต่รู้สึกตัวทั่วพร้อม,  จึงเหมาะอย่างยิ่งในการปฏิบัติต่อจากข้อ ๑.๒ อิริยาบถข้างต้น  ก็เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ในการปฎิบัติในชีวิตประจำวัน กล่าวคือ มีสติต่อเนื่องแต่ไม่เกาะเกี่ยวกับสิ่งใดแต่อย่างเดียวจนขาดสติไม่รู้เท่าทันในสิ่งอื่นๆ แต่มีสติรู้เท่าทันในสิ่งต่างๆทั่วพร้อม ดังเช่น สติรู้เท่าทันในกายบ้าง เวทนาบ้าง จิตบ้าง ธรรมบ้าง,  จึงไม่ใช่การไปมีสติยึดเกาะแต่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดแต่ฝ่ายเดียวจนไม่มีสติในสิ่งอื่นๆ  ซึ่งถ้าเป็นไปอย่างนั้นก็จัดว่าเป็นสติในลักษณะอุปัฏฐานะในวิปัสสนูปกิเลสอันให้โทษ   ในพระอภิธรรม ท่านให้คำจำกัดความของ สัมปชัญญะ ไว้ดังนี้ : ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด นี้เรียกว่า สัมปชัญญะ (พระไตรปิฏก เล่มที่ ๓๕ ข้อที่ ๔๕๕)  หรือการรู้ตัวทั่วพร้อมในกิจหรืองานที่กระทำนั่นเอง

                    ๑.๔ ปฏิกูลมนสิการ เป็นการใช้สติที่ฝึกนั้น  นำสติมาพิจารณาในกายตนว่า ล้วนประกอบด้วยสิ่งที่ไม่สะอาด ปฏิกูลต่างๆทั้งสิ้น เพื่อให้เกิดนิพพิทาคลายความรัก ความหลงใหล ความลุ่มหลง ความยึดถือ ทั้งในกายตน ตลอดจนในกายของบุคคลอื่นๆอีกด้วย

                     ๑.๕ ธาตุมนสิการ เป็นการใช้สติในการพิจารณาให้เห็นว่า กายเรานั้นตามความเป็นจริงขั้นสูงสุด(ปรมัตถ์) หรือแก่นแท้แล้วล้วนเกิดแต่เหตุของธาตุทั้ง ๔ มาเป็นปัจจัยกัน  หรือกายสักแต่ว่าธาตุ ๔ มาเป็นปัจจัยประชุมปรุงแต่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนอยู่ชั่วขณะหรือระยะหนึ่งเท่านั้น  จึงไม่เที่ยง คงทนอยู่ไม่ได้  เพื่อให้เกิดนิพพิทา คลายความกำหนัดในกาย

                     ๑.๖ นวสีวถิกา พิจารณาศพในสภาพต่างๆ อันมี ๙ ระยะ  เพื่อให้นิพพิทาคลายความยึดมั่น ความหลงใหล ลุ่มหลงในกาย ว่ากายเราหรือบุคคลอื่นๆ ต่างก็ล้วนเป็นอสุภที่เน่าเปื่อยสลายไปเป็นเช่นนี้เป็นที่สุด   ในปัจจุบันนี้คงต้องใช้การน้อมนึกพิจารณา

           ๒. เวทนานุปัสนา การมีสติรู้เท่าทันเวทนา  เท่าทันขณะเกิดขึ้นบ้าง เท่าทันขณะที่กำลังแปรปรวนอยู่บ้าง หรือขณะดับไปบ้าง  พร้อมทั้งรู้ว่าเป็น สุขเวทนา ทุกขเวทนา เฉยๆหรืออทุกขมสุขก็ดี  ทั้งที่มีอามิส(เจือด้วยกิเลส), หรือไม่มีอามิส(เป็นธรรมชาติไม่มีอามิส) ก็รู้ชัดตามที่เป็น (พิจารณาสักนิดตรง รู้ชัดตามที่เป็น  ไม่ใช่พยายามไม่ให้เกิด ไม่ให้มี ไม่ให้เป็น)  สติรู้เท่าทันเวทนานั้น แล้วเป็นกลางอุเบกขา วางทีเฉย โดยการไม่เอนเอียงไปคิดไปนึกปรุงแต่งไปทั้งในทางดีหรือชั่ว  เพราะล้วนเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเวทนาต่างๆนาๆขึ้นอีกด้วยความไม่รู้หรืออวิชชา

          ลองสังเกตุดูความหมายข้างต้น  จึงมีความสัมพันธ์กับ "เวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา" ในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง จึงให้มีสติรู้เท่าทันธรรมคือเวทนานั้นตามความเป็นจริง  

          เมื่อเทียบเคียงกับปฏิจจสมุปบาทแล้ว ก็สามารถกล่าวได้ว่า เป็นอาการของจิต คือ อาการที่จิตมีสติที่รู้เท่าทัน  เวทนาที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา๑   หรือเวทนามีอามิสที่เกิดในองค์ธรรมเวทนา๑   หรือเวทนูปาทานขันธ์ที่เกิดวนเวียนเป็นวงจรอยู่ในองค์ธรรมชรา๑ ในวงจรปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง

          ๓. จิตตานุปัสสนา การมีสติรู้เท่าทันจิต หรือจิตตสังขารคือความคิด หรือเท่าทันอาการของจิตคือเจตสิก  เท่าทันขณะเกิดขึ้นบ้าง เท่าทันขณะที่กำลังแปรปรวน(กำลังคิดปรุง)อยู่บ้าง หรือขณะดับไปแล้วบ้างก็ตามที  พร้อมทั้งอาการรู้อยู่ในทีว่าในขณะนั้นว่า จิตมีราคะ ไม่มีราคะ,  มีโทสะ ไม่มีโทสะ,  มีโมหะ ไม่มีโมหะ,  จิตหดหู่,  จิตคิดฟุ้งซ่าน(จิตปรุงแต่ง),  จิตเป็นสมาธิ,  จิตมีสิ่งอื่นยิ่งกว่า,  จิตหลุดพ้น ไม่หลุดพ้น ฯ. ก็รู้ชัดตามที่มันเป็นในขณะนั้น (พิจารณาสักนิดตรง รู้ชัดตามที่เป็น  ไม่ใช่พยายามไม่ให้เกิด ไม่ให้เป็น เสียแต่ฝ่ายเดียว) และที่สําคัญคือเป็นกลางอุเบกขา วางทีเฉย โดยไม่คิดนึกปรุงแต่งไปทั้งในทางดีหรือทางร้าย ต่อจากสติรู้เท่าทันนั้น  เพราะอาจเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาต่างๆนาๆขึ้นอีกต่อเนื่องไป เช่น ทุกขเวทนา

          หรือ คือรู้เท่าทันความคิดหรือจิตสังขาร อันย่อมเกิดขึ้นต่อเนื่องมาจากเวทนาความรู้สึกรับรู้ในสิ่งที่กระทบสัมผัส  (จิตหรือจิตตสังขาร)

            เมื่อเทียบเคียงกับปฏิจจสมุปบาทแล้ว จิตตานุปัสสนา ก็คือ อาการของจิตคือสติ ที่รู้เท่าทัน   จิตตสังขารที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาของขันธ์ ๕ หรือชีวิต๑   หรือสังขารูปาทานขันธ์(อุปาทานสังขาร)ที่เกิดในองค์ธรรมชาติ  หรือสังขารูปาทานขันธ์ที่เกิดวนเวียนเป็นวงจรในองค์ธรรมชรา๑

          อนึ่งอาการของจิตทั้งหลายหรือเจตสิก ดังเช่น ราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ. นั้นมันไม่มีอาการเป็นรูปธรรมแท้จริง  แต่มันอาศัยแฝงอยู่กับสังขารขันธ์คือการกระทำต่างๆนั่นเอง  ดังเช่น ความคิด(มโนสังขาร)ที่ประกอบด้วยราคะ,  การทำร้ายผู้อื่นทางกาย(กายสังขาร)ที่ประกอบด้วยโทสะ,  การด่าทอต่อว่า(วจีสังขาร)ที่ประกอบด้วยโมหะ,  การเกี้ยวพาราสีทั้งด้วยคำพูดทั้งกริยาท่าทางที่ประกอบด้วยราคะ ฯลฯ.

          ๔. ธัมมานุปัสสนา การมีสติรู้ทันธรรม  อันหมายถึง มีธรรมเป็นเครื่องรู้  เครื่องระลึก เครื่องพิจารณา เครื่องเตือนสติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจหรือปัญญาญาณ ตลอดจนเป็นเครื่องอยู่ของจิต และยังให้เกิดนิพพิทาญาณ เพื่อการดับทุกข์,  สติระลึกรู้เท่าทันหรือพิจารณาให้แจ่มแจ้งในธรรม ดังเช่นที่พระองค์ท่านกล่าวถึงก็มี  นิวรณ์ ๕,  ขันธ์ ๕,  อายตนะภายในและภายนอกทั้ง ๑๒,  โพชฌงค์ ๗,  และอริยสัจจ ๔ อันมี ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค.

          ข้อสังเกตุ การปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน๔  เป็นการปฏิบัติในชีวิตประจําวันในชีวิต  จึงไม่ใช่การปฏิบัติเฉพาะในการปฏิบัติพระกรรมฐานที่นั่งพิจารณาในรูปแบบแผนหรือเฉพาะเวลาแต่อย่างเดียว

          ถ้านั่งปฏิบัติแบบมีรูปแแบบแผน  ให้มีสติอย่าปล่อยให้เลื่อนไหลสู่องค์ฌานหรือสมาธิระดับประฌีต  ผ่อนคลายกายและใจ  เมื่อดูลมหายใจ ก็จะเกิดอาการต่างๆทางวิปัสสนามาให้เห็น แต่นักปฏิบัติมักจะไม่ชอบ คิดว่าผิด อันไปคิดกันว่าไม่ดี ไม่ถูก จิตไม่สงบ  เพราะไม่รู้จึงไม่แยกแยะว่านี่เป็นการฝึกสติ ไม่ใช่ฝึกสมาธิ ไม่ได้ลิ้มรสอร่อยของสมาธิหรือฌานตามที่เข้าใจหรือเคยประสบ,  โดยธรรมชาติของจิตนั้น จิตจะส่งออกไปเห็นนั่น  เห็นนี่  คิดนั่น  คิดนี่  เป็นปกติธรรมดาตามสภาวธรรมหรือธรรมชาติของปุถุชน  ตรงนี้แหละที่สําคัญที่สุดในการปฏิบัติ  เพราะต้องการให้เห็น ให้รู้ ให้เข้าใจตามธรรม(ธรรมชาติ)ของเวทนาหรือจิตสังขารที่ผุดขึ้นมาเหล่านั้น  อันเป็นเหตุให้เกิดจิตปรุงกิเลส  ให้มีสติรู้เข้าใจว่านั่นแหละเวทนาหรือจิต(จิตตสังขาร)หรือความคิดความนึกที่เป็นโลภ โกรธ หลง หดหู่ สมาธิ ฌาน ฯ.  ก็ให้มีสติรู้ตามความเป็นจริง  อย่าไปกดข่ม  แค่ต้องรับรู้ตามจริง  แล้วเป็นอุเบกขาเป็นกลาง  เป็นกลางอย่างไร?  เป็นกลางวางทีเฉย โดยการไม่ไปนึกคิดปรุงแต่งเอนเอียงไปในทางใดๆทั้งสิ้นไม่ว่าจะ ดีหรือชั่ว, ถูกหรือผิด   เป็นการฝึกอบรมสั่งสมสังขารใหม่อันไม่เกิดแต่อวิชชา  จึงเป็นการปฏิบัติเวทนานุปัสสนาหรือจิตตานุปัสสนาที่ถูกต้อง,  หรือเมื่อปวดเมื่อยหรือรับรู้ความรู้สึกใดๆที่กระทบทางกายหรือใจ ก็ให้รู้ว่านั่นแหละเวทนา  ให้มีสติรู้ว่าเป็นความรู้สึกรับรู้ต่อกายหรือใจเยี่ยงไร  มีกิเลสแฝงด้วยไหม  แล้วอุเบกขาเป็นกลางวางเฉยไม่ปรุงแต่งเอนเอียงไปในด้านใด  รู้สึกอย่างไรก็รู้สึกอย่างนั้น  ไม่ใช่หวังว่าอาการนั้นๆต้องหายไป  แต่ต้องวางใจเป็นอุเบกขา ไม่ปรุงแต่ง อันเป็นการปฏิบัติเวทนานุปัสสนา เพื่อสร้างสมสังขารใหม่เช่นดั่งจิตตานุปัสสนา,  หรือธรรมใดบังเกิดต่อจิตหรือหยิบยกขึ้นมาพิจารณา ก็ให้พิจารณาธรรมนั้นๆเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมอันมีกําลังของสติที่ไม่ซัดส่ายมีกําลัง เป็นเครื่องช่วย อันเป็นการปฏิบัติธัมมานุปัสสนา,  หรือใช้สตินั้นพิจารณากายว่าล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย สักแต่ว่าธาตุ ๔ มาประชุมกันชั่วขณะหรือระยะหนึ่ง หรืออันล้วนแต่เป็นสิ่งปฏิกูล ฯ. เป็นการคลายลดละความยึดถือยึดมั่นในกายแห่งตน อันเป็นการปฏิบัติแบบกายานุปัสสนาอย่างหนึ่งเช่นกัน

          พุทธประสงค์ของสติปัฏฐาน ๔ นั้นก็คือ ต้องการให้ฝึกสติและใช้สตินั้นพิจารณาอยู่ในธรรมทั้ง ๔  คือพิจารณาธรรมใดหรือสิ่งใดที่บังเกิดแก่จิตในขณะนั้น  หรือตามจริตของผู้ปฏิบัติ  ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมให้เกิดปัญญาญาณ(สัมมาญาณ)อันเป็นมรรคองค์ที่ ๙ ในสัมมัตตะ ๑๐ หรือภาวะแห่งความถูกต้องในการปฏิบัติ  แล้วยังเป็นเครื่องอยู่ของจิต คือให้จิตวนเวียนเฝ้าปฏิบัติและพิจารณาอยู่ในธรรมเหล่านั้น อันเมื่อปฏิบัติหรือพิจารณาอย่างมีความเพียรไม่ย่อท้อในชีวิตประจําวัน  ย่อมส่งผลให้ไม่ส่งจิตฟุ้งซ่านออกนอกไปปรุงแต่ง(คิดนึกปรุงแต่ง) อันเป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้ไม่เกิดทุกข์  และเป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องอันเนื่องมาจากการปฏิบัติและพิจารณา และเกิดกําลังแห่งจิตอันเกิดขึ้นจากสภาวะปลอดทุกข์ชั่วขณะ เนื่องจากจิตไม่ส่งออกไปคิดนึกปรุงแต่งภายนอกใดๆ เหล่านี้อันเป็นปัจจัยสําคัญให้เกิดปัญญาญาณอันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสัมมาวิมุตติหรือสุขจากการหลุดพ้น อันเป็นมรรคองค์ที่๑๐ ในสัมมัตตะ ๑๐ ของพระอริยเจ้า

          การปฏิบัติหรือพิจารณานั้น หลายท่านมีความสงสัยว่า ไม่ต้องตั้ง "กายให้ตรง ดํารงจิตเฉพาะหน้า"ตามพระสูตรหรือ?

          การ "ตั้งกายตรง ดํารงสติเฉพาะหน้า" นั้นใช้ขณะฝึกสติโดยใช้ลมหายใจในเบื้องต้น  เพื่อให้การหายใจสะดวก และช่วยให้สติสังเกตุลมหายใจได้ดีขึ้น   ดังนั้นในภายหน้า เราควรทําหรือปฏิบัติในชีวิตประจําวันทุกโอกาส ขยายความหรือทันทีที่สติรู้เท่าทัน หรือตามธรรมใดๆที่บังเกิดขึ้นแก่จิต

          พิจารณาธรรมทําอย่างไร?  ต้องคิดอย่างไร.  ทําไม่เป็น.   ปัญญาไม่ดี.  หัวไม่ดี.  เริ่มไม่ถูก ....ฯลฯ.  เหล่านี้เป็นปัญหาข้อสงสัย(วิจิกิจฉา)ของนักปฏิบัติโดยทั่วไป  จริงๆแล้วคือให้คิดในข้อธรรมนั้นๆอย่างมีเหตุมีผลเหมือนความคิดทั่วไป และอย่างมีสติ ไม่ซัดส่ายสอดแส่หรือฟุ้งซ่านไปภายนอกหรือไปในความคิดอื่นๆนั่นเอง  เพราะเมื่อพิจารณาธรรมไปเรื่อยๆดูราวกับว่าซํ้าๆซากๆ  ดูราวกับว่าไม่มีอะไรให้เกิดประโยชน์  แต่ในความเป็นจริงนั้นเมื่อพิจารณาไปเรื่อย บ่อยๆ นานๆ(ไม่ใช่วันเดียวนะครับ)  จิตเองย่อมจะเกิดข้อสงสัยต่างๆขึ้น เช่น  ทําไมจึงเป็นเช่นนั้น?  อย่างนี้ถูกหรือเปล่า?  จริงอย่างที่ท่านกล่าวไว้ไหม?  เป็นไปได้หรือ?  สารพัดสารเพในข้อธรรมเหล่านั้น  ทําให้จิตหยุดการส่งออกไปคิดนึกปรุงแต่งในเรื่องอื่นๆอันอาจก่อให้เกิดทุกข์อันทําให้เกิดกําลังแก่จิตโดยไม่รู้ตัว และจิตเองเริ่มพิจารณาหาคําตอบที่สงสัยโดยไม่รู้ตัว จนเกิดความรู้ความเข้าใจทีละน้อยๆโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน อันทําให้เป็นกําลังแก่จิตมากยิ่งขึ้น  จนในที่สุดจักเกิดอาการ อ๋อ มันเป็นเช่นนี้เอง ในธรรมเหล่านั้นขึ้นมา อันเป็นสัมมาญาณที่จําเป็นในการดับทุกข์  หรือก็คือการปฏิบัติให้เกิดสังขารอันสั่งสมอบรมไว้(ในปฏิจจสมุปบาท)ที่ไม่เกิดแต่อวิชชา  อันเป็นความเคยชินที่สั่งสมอบรมเพื่อการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

          ข้อสังเกตุในหมวดเวทนานุปัสสนา และจิตตานุปัสสนาก็คือ ให้มีสติรู้เท่าทัน และรู้ตามความเป็นจริงของธรรม หมายความว่า ยังมีการเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านั้นอยู่ ไม่ใช่ไม่เกิด เช่น จิตมีโมหะ โทสะ โลภะ ก็รู้ว่าจิตมี, หรือมีเวทนาใด ก็รู้ว่ามี  เพราะเมื่อปฏิบัติไปสักระยะหรือเมื่อขาดสติหรือเผลอตัว หรือเมื่อเกิดเวทนาหรือจิตสังขารต่างๆขึ้น(คิด)ขึ้นมาแล้ว  รู้(แต่ไม่เท่าทันแต่แรก)เลยมักหงุดหงิด   มันยังคงต้องมีต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  เพราะเมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ เมื่อลืมตัวขาดสติ พอเห็นมันเกิดขึ้นก็ลืมตัวว่า ทําไมยังเกิด? ทําไมยังมี?  ท่านขอให้แค่มีสติรู้เท่าทัน เพราะขณะจิตที่เห็นเวทนาหรือจิต(คิด)นั้น จิตจะหยุดทุกข์นั้นชั่วขณะเพราะสติ  ตลอดจนเห็นคุณโทษค่อยๆชัดแจ้งขึ้น และข้อสําคัญ....

           สติรู้เท่าทันนั้นแล้ว  ยังครอบคลุมถึงสติวางใจเป็นกลางหรืออุเบกขา ไม่คิดนึกปรุงแต่งอันยังให้เกิดเวทนา อันอาจยังให้เกิดตัณหาขึ้น ไม่คิดนึกปรุงแต่งไปทั้งในทางดีหรือชั่ว เช่น  คิดว่าเราถูก คิดว่าเขาผิด,  คิดว่านี่บุญ คิดว่านั่นบาป จึงจะถูกต้องจริงๆ  และนี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์ต้องการให้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ คือเกิดสังขารที่สั่งสมอบรมอันมิได้เกิดแต่อวิชชาขึ้นใหม่ ที่เกิดแต่ความเข้าใจหรือวิชชา  แล้วอุเบกขา เป็นกลาง วางเฉยโดยการไม่ปรุงแต่งไปทั้งในด้านดีหรือชั่ว  อันจักเกิดขึ้นได้จากการฝึกฝนปฏิบัติเท่านั้น  ไม่ใช่อยู่ดีจะวางจิตเป็นกลางเฉยๆดังความเข้าใจของบางท่าน   อย่าไปหงุดหงิดกับการที่ยังมีเกิดขึ้นของเวทนาและจิตสังขารในระยะแรกๆ มันเป็นเช่นนั้นเอง จนกว่าท่านจะปฏิบัติจนเป็นสังขารที่สั่งสมไว้อันดียิ่งมิได้เกิดแต่อวิชชา หรือมหาสตินั่นเอง

          เมื่อเกิดเวทนาหรือจิตสังขารขึ้นแล้ว มีสติรู้เท่าทันสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ของเวทนาหรือจิตสังขารที่เกิดขึ้นนั้น  และมันเป็นเช่นนั้นเองเป็นธรรมดา ไม่ต้องไปทําอะไรกับเขา  เพียงแต่มีสติ แล้วละเสีย ถืออุเบกขาเป็นกลางวางทีเฉย, วางเฉยโดยการไม่คิดนึกปรุงแต่งทั้งทางดีและร้าย  เพราะจักยังให้เกิดเวทนา อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ตามวงจรปฏิจจสมุปบาท 

          ข้อสังเกตุและความคิดเห็นของผู้เขียน. ในหมวดธรรมานุปัสสนา อันกล่าวถึงธรรมต่างๆเพื่อเป็นเครื่องรู้ เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ อันเป็นจุดมุ่งหมายของพระองค์ท่านเพื่อให้เป็นเครื่องอยู่ของจิตและพิจารณาให้เกิดปัญญาญาณ,  และมีกล่าวถึงสมาธิหรือองค์ฌานไว้ในหมวดของมรรค ๘ ว่าเป็นสัมมาสมาธิหรือหมายถึงสมาธิที่ถูกต้อง ที่ถูกที่ควร,  ถูกต้องจริงแต่หมายถึงในแง่สมถสมาธิเท่านั้น อันไว้เป็นกําลังแห่งจิตหรือพักผ่อนกายและจิตเป็นแค่เครื่องอยู่,  ไม่ใช่ในแง่การปฏิบัติวิปัสสนา หรือสติปัฏฐาน ๔ อันเป็นการใช้สติปฏิบัติวิปัสสนาให้รู้แจ้งตามความเป็นจริงแห่งธรรม,  จึงมีผู้สับสนเป็นจํานวนมาก เพราะมีการอาศัยอุบายวิธีหรือสื่อเดียวกันคือลมหายใจ จึงเกิดความเข้าใจว่าปฏิบัติสมาธิหรือฌานแล้ว เป็นสติปัฏฐาน๔ที่ถูกต้อง เป็นคนละเรื่องกัน,  แม้แต่เกิดองค์ฌานตามพระสูตรอันเป็นสัมมาสมาธิก็ต้องไม่ไปยึดติดยึดมั่นในองค์ฌาน ปีติ สุข อุเบกขา นั้นด้วยจึงจะถูกต้อง มิฉนั้นก็จะเกิดวิปัสสนูปกิเลส อันยังผลร้ายแก่นักปฏิบัติ

        การปฏิบัติสติปัฏฐาน๔ จึงต้องให้เกิดและมีสติเห็นธรรม(ธรรมชาติ)ของเวทนาหรือจิตสังขารคิดที่ไม่สงบเหล่านั้น  แล้วถืออุเบกขา ที่ท่านใช้คำว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นใดๆในโลกนี้   เพื่อให้เห็นว่าทุกข์นั้นเกิดแต่ใด?  อะไรเป็นเหตุ ?  เหตุใดจึงดับไปได้?  แสดงพระไตรลักษณ์  ตลอดจนธรรมต่างๆเพื่อเป็นเครื่องรู้ เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ ให้เกิดปัญญา   สติปัฏฐาน ๔ จึงเป็นการปฏิบัติทั้งใน สติ สมาธิ และวิปัสสนา(ปัญญา)

กุณฑลิยสูตร

     กุณฑลิยะ     :    ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ  ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว  กระทำให้มากแล้ว  ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์?

     พระพุทธเจ้า :    ดูกรกุณฑลิยะ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์.

     กุณฑลิยะ     :    ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว  ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์?

     พระพุทธเจ้า :    ดูกรกุณฑลิยะ สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์.

มหาสติปัฏฐานสูตร

(พระไตรปิฎก ฉบับสมาคมศิษเก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)

        [๒๗๓] ข้าพเจ้า(หมายถึงพระอานนท์เถระ)ได้สดับมาอย่างนี้

        สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่า กัมมาสทัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์

        เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ

        เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส

        เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง

        เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน  หนทางนี้คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ,

        ๔ ประการ เป็นไฉน   ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

    พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑,(อภิชฌา-ความยินดี, ความโลภ ;  โทมนัส-ความเสียใจ, ความทุกข์)

    พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

    พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

    พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑ ฯ

(เพราะมีสติ สัมปชัญญะ ด้วยความเพียร จึงไม่ซัดส่ายส่งออกไปปรุงแต่ง จิตย่อมระงับอภิชฌาและโทมนัสเสียด้วยปฎิจจสมุปบันธรรม  จึงมิได้หมายถึงต้องกระทำใดๆอะไรๆในการกำจัดอภิชฌาและโทมนัส)

จบอุทเทสวารกถา

กายานุปัสนา

        [๒๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า  

    ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า

    เธอมีสติหายใจออก  มีสติหายใจเข้า

    เมื่อหายใจออกยาว  ก็รู้ชัด(มีสติ)ว่า  เราหายใจออกยาว

    เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า  เราหายใจเข้ายาว

    เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า  เราหายใจออกสั้น

    เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า  เราหายใจเข้าสั้น

    ย่อมสำเหนียกว่า  เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจออก

    ย่อมสำเหนียกว่า  เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจเข้า

    ย่อมสำเหนียกว่า   เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก

    ย่อมสำเหนียกว่า  เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว   

    เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น   แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน

    เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า  เราหายใจออกยาว

    เมื่อหายใจเข้ายาว  ก็รู้ชัดว่า  เราหายใจเข้ายาว

    เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า  เราหายใจออกสั้น

    เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า  เราหายใจเข้าสั้น

    ย่อมสำเหนียกว่า  เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก

    ย่อมสำเนียกว่า  เราจักเป็นผู้กำหนดกองลมทั้งปวง หายใจเข้า

    ย่อมสำเนียกว่า  เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก

    ย่อมสำเหนียกว่า  เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า

        ดังพรรณนามาฉะนี้   ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกาย ในกายภายในบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของตนเองบ้าง,  แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

        พิจารณาเห็นกาย ในกายภายนอกบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของบุคคลอื่นๆบ้าง ว่าล้วนเป็นเช่นกัน,  แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

        พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง (ทั้งของตนเองบ้าง, ทั้งของผู้อื่นบ้าง)

        พิจารณาเห็นธรรม(ธรรมชาติ,สภาวธรรม)คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕, ปฏิจจสมุปบันธรรม)

        พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในพระไตรลักษณ์)

        พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ และพระไตรลักษณ์)

        ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้  เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น   เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ,ความยึดมั่น)ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก(ไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน  จึงอุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง) ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า  พิจารณาเห็นกายในกายอยู่(อย่างแจ่มแจ้ง)

จบอานาปานบรรพ

 

        [๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเมื่อเดิน ก็รู้ชัด(มีสติ)ว่าเราเดิน   เมื่อยืน ก็รู้ชัด(มีสติ)ว่าเรายืน   เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่าเรานั่ง   เมื่อนอน ก็รู้ชัดว่าเรานอน

        หรือ เธอตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ ก็รู้ชัดอาการอย่างนั้นๆ

        ดังพรรณนามาฉะนี้   ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกาย ในกายภายในบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของตนเองบ้าง,  แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

        พิจารณาเห็นกาย ในกายภายนอกบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของบุคคลอื่นๆบ้าง ว่าล้วนเป็นเช่นกัน,  แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

        พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง (ทั้งของตนเองบ้าง, ทั้งของผู้อื่นบ้าง)

        พิจารณาเห็นธรรม(ธรรมชาติ,สภาวธรรม)คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕, ปฏิจจสมุปบันธรรม)

        พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในพระไตรลักษณ์)

        พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ และพระไตรลักษณ์)

        ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้  เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น   เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ,ความยึดมั่น)ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก(ไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน  จึงอุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง) ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า  พิจารณาเห็นกายในกายอยู่(อย่างแจ่มแจ้ง)

จบอิริยาปถบรรพ

 

        [๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก  ในการทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัว ในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง

        ดังพรรณนามาฉะนี้   ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกาย ในกายภายในบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของตนเองบ้าง,  แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

        พิจารณาเห็นกาย ในกายภายนอกบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของบุคคลอื่นๆบ้าง ว่าล้วนเป็นเช่นกัน,  แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

        พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง (ทั้งของตนเองบ้าง, ทั้งของผู้อื่นบ้าง)

        พิจารณาเห็นธรรม(ธรรมชาติ,สภาวธรรม)คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕, ปฏิจจสมุปบันธรรม)

        พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในพระไตรลักษณ์)

        พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ และพระไตรลักษณ์)

        ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้  เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น   เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ)ไม่อาศัยอยู่แล้ว  และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก(อุเบกขา) ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า  พิจารณาเห็นกายในกายอยู่(อย่างแจ่มแจ้ง)

จบสัมปชัญญบรรพ

 

        [๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ  แต่พื้นเท้าขึ้นไป  แต่ปลายผมลงมา  มีหนังเป็นที่สุด(โดย)รอบ  เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้   ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไถ้มีปากสองข้าง เต็มด้วยธัญชาติต่างชนิดคือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง  งา ข้าวสาร บุรุษผู้มีนัยน์ตาดี(ปัญญา)แก้ไถ้นั้นแล้ว พึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี  นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่วเหลือง นี้งา นี้ข้าวสาร ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน (พิจารณาให้เห็นสิ่งต่างๆ ที่ผสมปนเปเป็นปฏิกูล ไม่สะอาดอยู่ภายใน ทั้งยังประกอบไปด้วยซากพืช อสุภะของสัตว์ใหญ่น้อย ดุจดังสุสานใหญ่, ทางหนึ่งพึงเข้าทางปาก อีกทางหนึ่งพึงขับถ่ายออกมาปฏิกูลเหลือกำลัง จึงอุปมาได้ดังไถ้ก้นรั่ว ที่มีปากเข้าอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านก็ก้นรั่วเสีย เติมเท่าไรจึงไม่รู้จักเต็ม จึงต้องหมั่นเติมอยู่เสมอๆ ทุกๆวัน วันละหลายๆครั้ง)

        ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร

        ดังพรรณนามาฉะนี้   ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกาย ในกายภายในบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของตนเองบ้าง,  แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

        พิจารณา