กระดานธรรม ๓

 นิวรณ์ ๕

 คลิกขวาเมนู

        นิวรณ์, นิวรณธรรม, นิวรณูปกิเลส  ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี,  กิเลส(สิ่งขุ่นมัว)ที่ขัดขวางจิตไม่ให้ก้าวหน้าในธรรม, สิ่งขุ่นมัวหรือกิเลสที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นนั่นเอง มี ๕ อย่าง คือ
        
๑. กามฉันท์  ความพอใจ,ความกำหนัด หรือราคะ คือ ความพอใจ ความยินดีใน รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ  หรือกามคุณ ๕
     
   ๒. พยาบาท  คิดร้ายผู้อื่น  ความอาฆาต พยาบาท  ความขุ่นเคือง  ความขัดข้อง
     
   ๓. ถีนมิทธะ  ความหดหู่ซึมเซา  ถีนะ - ความหดหู่ใจ  ความท้อแท้ใจ จิตหดหู่,  มิทธะ - ความง่วงเหงาหาวนอน ความง่วงงุน  ความซึมเซา อันเกิดแต่จิตเป็นเหตุ,  ส่วนการต้องการนอนเพราะร่างกายต้องการการพักผ่อนเป็นเรื่องปกติธรรมชาติ หรือสภาวธรรมของชีวิต
        
๔. อุทธัจจกุกกุจจะ  ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ  อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน, กุกกุจจะ - ความรำคาญใจ อันเกิดจากความฟุ้งซ่านออกไปปรุงแต่งไปในสิ่งต่างๆอันไม่ควร ซึ่งเมื่อเกิดการผัสสะกับเหล่าความคิดฟุ้งซ่านนั้นๆ ย่อมยังให้เกิดเวทนาเป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาติ จึงย่อมเกิดเวทนาหรือความรู้สึก(Feeling)จากการผัสสะต่างๆ จนเกิดความรำคาญใจต่างๆนาๆขึ้นได้เป็นธรรมดา
       
 ๕. วิจิกิจฉา  ความลังเลสงสัย  ความลังเลสงสัยในธรรมต่างๆ  ในการปฏิบัติ ฯ. เพราะเกิดจากศรัทธาหรือจากอธิโมกข์ จึงยังไม่เข้าใจหรือยังไม่สามารถเห็นได้ด้วยปัญญาจักขุเอง เมื่อปฏิบัติไปย่อมพบปัญหาบ้าง
เป็นธรรมดาก็ย่อมไม่สามารถแก้ไขได้ ย่อมเกิดวิจิกิจฉาขึ้นเป็นธรรมดา  จึงพึงแก้ไขได้ด้วยปัญญาจึงถึงที่สุด

        การสงบระงับของนิวรณ์ทั้ง ๕ ลงด้วยอำนาจฌานสมาธินั้น ล้วนเกิดขึ้นเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรมนั่นเอง  ยังเป็นการชั่วคราวอยู่  เกิดแต่จิตไปอยู่กับอารมณ์ คือแน่วแน่หรือแช่อยู่ในอารมณ์นั้นๆได้ดี แม้ในวิถีจิต  จิตจึงย่อมหยุดการคิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านออกไปปรุงแต่งในขณะนั้นๆลงไปได้ระดับหนึ่งๆ ชั่วขณะระยะหนึ่งๆ จึงยังเป็นการสงบระงับแบบชั่วคราวอยู่ จึงทำให้เกิดความสุขหรือวิมุตติชนิดวิกขัมภนวิมุตติ ซึ่งยังไม่เที่ยงแปรปรวนได้อยู่  ที่จำเป็นต้องเจริญวิปัสสนาต่อไปเพื่อยังให้เกิดปัญญาวิมุตติ ที่ไม่แปรปรวนกลับกลายหายสูญอีกต่อไป

        นิวรณ์ ๕ หรือนิวรณธรรมเป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ หรือธรรมคู่ปรับกับฌาน,สมาธิ โดยสภาวธรรมคือโดยธรรมชาติเอง  ดุจดั่งนํ้ากับไฟ หรือนํ้ากับนํ้ามัน ที่ย่อมมีสภาวธรรมหรือธรรมชาติทั่วไปที่ไม่ยอมรวมอยู่ด้วยกันโดยดีเป็นธรรมดา,   ก็เป็นไปและเกิดขึ้นด้วยความเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันหรือปฏิจจสมุปบันธรรม กล่าวคือ เมื่อมีนิวรณ์ ๕ เหล่านี้เกิดขึ้นในจิต  เหล่าฌาน,สมาธิก็ไม่สามารถเกิดขึ้นหรืองอกงามได้อย่างดีงาม,  และเช่นเดียวกัน เมื่อเจริญในสมาธิหรือฌานอยู่ เหล่ากิเลสในนิวรณ์ทั้ง ๕ เหล่าใดเหล่านี้ก็เป็นอันไม่สามารถงอกงามได้ดีหรือระงับไปได้ในระยะหนึ่งๆเช่นกัน  การระงับนี้ กินเวลาได้นานเท่าใด ขึ้นอยู่กับความชำนาญ,จริต,การสั่งสม,แนวทางปฏิบัติ ฯ.  จึงไม่ใช่เกิดขึ้นแต่เฉพาะในขณะการนั่งสมาธิแบบมีรูปแบบเท่านั้น กล่าวคือความสุข,ความสงบ,ความสบายตลอดจนการระงับไปของนิวรณ์นั้น สามารถดำเนินเกิดขึ้นและเป็นไปอยู่ในวิถีจิตคือในการดำเนินชีวิตตามปกติธรรมดาได้ อีกระยะหนึ่งๆด้วย แต่ก็ย่อมยังแฝงอยู่ภายใต้อำนาจของภพชนิดรูปภพอยู่นั่นเอง กล่าวคือคือจิตก็ยังอยู่ภายใต้กำลังของฌานสมาธิอยู่ได้โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง

        ดังนั้นจึงพึงสังวรและทำความเข้าใจให้ถูกต้องด้วยว่า กิเลสที่พึงระงับไปด้วยอำนาจของสมาธิหรือฌานนี้  จึงเป็นไปอย่างชั่วคราว ยังไม่ถาวร ยังยึดถือไม่ได้ เป็นความสุข สงบ สบาย ที่ยังเป็นวิกขัมภนวิมุตติอยู่  จึงยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการวิปัสสนาให้เกิดปัญญาต่อไปอีก จนกว่าจะเกิดปัญญาวิมุตติจึงเป็นการถาวรไม่กลับกลายหายสูญ,   และถ้าเกิดไปติดเพลิน(นันทิ)ในฌานหรือสมาธิเสียด้วยเหตุคือความสุข, ความสงบ หรือความสบายที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องล่อลวง ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ดี ก็จะกลับกลายเป็นผลร้ายแทนผลดี ดังแสดงออกด้วยอาการจิตส่งในเพราะไปติดสุข หรือติดสงบ หรือไปติดสบาย อันล้วนย่อมสั่งสมจนเป็นสังขารอันให้โทษอย่างรุนแรงในภายหน้า  ทั้งไม่สามารถก้าวหน้าในธรรมได้อีกด้วย

        ลักษณาการของการเป็นปฏิปักษ์ของฌานสมาธิกับนิวรณ์ทั้ง ๕ นี้ เป็นไปโดยธรรม คือโดยอาการธรรมชาติ  หรือเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบันธรรม คือเกิดขึ้นจากการเป็นเหตุปัจจัยกันนั่นเอง กล่าวคือ สมาธิหรือฌาน มีหตุอันเป็นองค์ประกอบหลักสำคัญอยู่ที่การมีจิตแน่วแน่หรือเป็นเอกอยู่กับสิ่งที่กำหนด(อารมณ์)  ดังนั้น เมื่อเกิดกิเลสในนิวรณ์ ๕ เหล่าหนึ่งเหล่าใดขึ้นแก่จิตก็ดี  ย่อมหมายถึง จิตในขณะนั้นย่อมฝักใฝ่สอดแส่คือส่งส่ายหรือตกไปในอารมณ์ของนิวรณ์ ๕ เหล่าใดเหล่านั้นอันใดอันหนึ่ง กล่าวคือ จิตย่อมมีการส่งออกไปคิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านไปในนิวรณ์เหล่าใดเหล่านั้นที่เกิดขึ้นมา  ซึ่งเมื่อเกิดการคิดนึกปรุงแต่งขึ้นแล้วย่อมเป็นเหตุปัจจัยยังให้เกิดการผัสสะกันขึ้นเป็นธรรมดา  ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเวทนาและจิตสังขารต่างๆนาๆขึ้นจากการผัสสะกับสิ่งเหล่านั้น  จึงย่อมต้องเกิดความรู้สึก(เวทนา)เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา  นั่นหมายถึงจิตย่อมไม่สามารถตั้งมั่นหรือแน่วแน่อยู่กับสิ่งที่กำหนดเป็นอารมณ์ได้ดี  หมายถึงย่อมต้องซัดส่ายสอดแส่ไปตามกระแสของเวทนา(ความรู้สึก-felling)ที่ย่อมเกิดขึ้นมาตามการคิดนึกปรุงแต่งคือฟุ้งซ่านนั้นๆ(จิตสังขาร)ที่เกิดดับ..เกิดดับๆๆ..ขึ้นเสมอๆเหล่าใดเหล่านั้น,  องค์ประกอบหลักที่สำคัญที่สุดของฌานและสมาธิ ก็คือความมีจิตตั้งมั่นหรือจิตที่แน่วแน่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จึงย่อมเกิดขึ้นไม่ได้   จึงเป็นผลให้จิตย่อมไม่สามารถรวมเป็นหนึ่งเป็นฌานสมาธิระดับประณีตได้นั่นเอง,   อนึ่งพึงโยนิโสมนสิการโดยแยบคายว่า เหตุการณ์เหล่านี้กล่าวคือความสุข สงบ สบาย ที่เกิดขึ้นมาแต่อำนาจของจิตเป็นฌานสมาธิ จึงเกิดขึ้นและเป็นไปโดยธรรมหรือธรรมชาติ คือเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบันธรรม  จึงไม่ได้เป็นไปด้วยอำนาจวิเศษแต่ประการใด ตามความเชื่ออย่างงมงายหรือผิดๆคือสีลัพพตปรามาส

         ส่วนเมื่อจิตเป็นฌาน,สมาธิแล้ว ก็เช่นกัน  ก็เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรมเช่นกัน กล่าวคือ แสดงว่าจิตในขณะนั้นมีอารมณ์เป็นหนึ่งหรือเป็นเอกอยู่ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำหนดนั้น(เอกัคตา)ได้ดี  จึงย่อมเป็นปัจจัยให้ คือเกิดผลให้จิตย่อมไม่ซัดส่ายสอดแส่ไปปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านในเหล่ากิเลสในนิวรณ์ทั้ง ๕ ข้างต้นนั้น  จึงย่อมเป็นเหตุปัจจัยไม่เกิดการผัสสะกับเหล่าความคิดฟุ้งซ่านอันประกอบด้วยกิเลสขึ้น  จึงย่อมไม่เกิดเวทนา และจิตสังขารที่ฟุ้งซ่านซัดส่ายไปให้เกิดทุกข์ (เมื่อผัสสะดับจากการหยุดปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่าน เวทนาจึงดับ เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทธรรม ฝ่ายปฏิโลมหรือนิโรธวารหรือฝ่ายดับทุกข์)  ซึ่งหมายความว่า กิเลสอันเร่าร้อนจากนิวรณ์ทั้ง ๕ นั้นจึงเป็นอันระงับไปนั่นเอง  จึงย่อมต้องเกิดความสงบ  เมื่อเกิดความสงบย่อมเกิดความสุข เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรมอีกเช่นกัน กล่าวคือเมื่อเกิดความสุขแล้ว จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ จึงยังให้เกิดสมาธิ(ที่เรียกกันทั่วไปสั้นๆว่าสมถะ,สมถสมาธิ,สมาธิ)หรือฌานระดับละเอียดประณีตได้ดี   ดังนั้นความสุข สงบ สบายจึงเกิดขึ้นอันเป็นไปดังพุทธพจน์ที่ตรัสถึงธรรมหรือธรรมชาตินี้ไว้ในปาฏลิยสูตร ว่า เมื่อกายสงบ ย่อมพบความสุข  เมื่อเป็นสุข จิตย่อมตั้งมั่น ขยายความ

         นำมาเขียนแสดงความเป็นเหตุปัจจัยกันตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรมได้ดังนี้

จิตแน่วแน่อยู่กับอารมณ์   เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด  ความสงบ   เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด   ความสุข   เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด   สัมมาสมาธิ   เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด   สมาธิหรือฌานระดับประณีต

         ดังที่กล่าวอยู่เนืองๆเป็นอเนกว่า ความสุข,ความสงบ,ความสบายที่เกิดขึ้นเหล่าใดเหล่านั้นอันเกิดแต่อำนาจของฌานสมาธินั้น เป็นเราเป็นผู้ปรุงแต่งขึ้น จึงย่อมเป็นสังขารอย่างหนึ่ง จึงไม่เที่ยง คงทนอยู่ไม่ได้ จึงทรงอยู่ไม่ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเชี่ยวชาญชำนาญยิ่งสูงสุดสักเพียงใดก็ตามที จึงมีอาการเสื่อมไป ดับไปโดยธรรมหรือธรรมชาติ  ตลอดจนเมื่อจิตหวั่นไหวเลื่อนไหลหลุดออกจากสมาธิหรือฌานอันเนื่องจากมีเหตุแห่งทุกข์จรมากระทบผัสสะเข้าโดยธรรมหรือธรรมชาติดังเช่นทุกขอริยสัจทั้งหลาย  จึงยังเป็นวิกขัมภนวิมุตติ ที่เหล่ากิเลสยังกำเริบเสิบสานกลับกลายได้อีก   ด้วยเหตุดังนี้นี่เอง เมื่อถอนออกจากฌานสมาธิในระดับประณีตแล้ว จึงต้องเจริญวิปัสสนาทางปัญญากำกับไปด้วยทุกครั้ง ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความเข้าใจระดับปัญญาญาณหรือนิพพิทาญาณ ที่ยังให้เกิดสัมมาวิมุตติอันไม่กลับกลายหายสูญเป็นที่สุด  และเป็นการป้องกันวิปัสสนูปกิเลส อันเป็นผลข้างเคียงอันเกิดจากการติดเพลินไปในความสุขความสงบความสบาย อันเกิดแต่อำนาจของฌาน,สมาธิ ดังที่ตรัสไว้ในปาฏลิยสูตร  อันมักแสดงอาการออกมาในรูปของจิตส่งในหรือจิตส่องในไปแช่นิ่งความสงบ หรือไปคอยเสพรสของความสุขความสงบความสบายจากอำนาจของสมาธิหรือองค์ฌานต่างๆ ที่เกิดขึ้นแต่กายหรือภายในจิตแห่งตนโดยไม่รู้ตัว จนเสียการคือเกิดวิปัสสนูกิเลสคือติดสุข

         อนึ่ง วิจิกิจฉา ที่พึงระงับได้ด้วยอำนาจของฌานสมาธินั้น  เกิดขึ้นแต่ในขณะนั้นจิตแน่วแน่หรือตั้งมั่นอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด จิตจึงวางคือหยุดการปรุงแต่งในเหล่าวิจิกิจฉาเหล่าใดเหล่านั้นลงไปชั่วระยะขณะหนึ่ง  จึงยังจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญาในการเห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง วิจิกิจฉาหรือความคลางแคลงสงสัยจึงดับไปอย่างถาวร  และเมื่อมีวิจิกิจฉาจิตย่อมเกิดสมาธิไม่ได้ เพราะจิตย่อมไปวุ่นวายซัดส่ายไปในความคิดนึกสงสัยจึงปรุงแต่งจนเกิดเวทนาต่างๆนาๆ ดังเช่น วิจิกิจฉาคือสงสัยในการปฏิบัติว่า ใช้พุทโธหรือสัมมาอรหังหรือลมหายใจเป็นอารมณ์ในการปฏิบัติดีกว่ากัน?  ปฏิบัติถูกหรือผิด?  ของอาจารย์คนไหนดีกว่ากัน?....จิตจึงย่อมสงบหยั่งลงสู่สมาธิหรือฌานไม่ได้เป็นธรรมดาเป็นไปตามธรรมหรือปฏิจจสมุปบันธรรมอีกนั่นเอง

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน  ถาม - ตอบ เรื่องฌานสมาธิ

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter