buddha

ถึงแม้อุเบกขาแล้วก็ตาม แต่ว่า.......เป็นกลาง วางใจเฉยไม่ได้

เพื่อการดับทุกข์

หัวข้อธรรม ๓

 

คลิกขวาเมนู

        อุเบกขา คือ การวางใจเป็นกลาง วางใจเฉย เมื่อสติเห็นคือระลึกรู้เหตุอันควรที่ให้โทษ เช่น โทสะ(โกรธ) โลภะ(โลภ, ราคะ) โมหะ(หลง, กังวล, กลัว) หดหู่ ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ทุกข์ใจ ตัณหา ฯ. โดยการไม่เอนเอียงเข้าไปคิดนึกปรุงแต่ง ด้วยถ้อยคิด หรือกิริยาจิตใดๆ ในเรื่องหรือเหตุนั้น   ผลก็คือจางคลายหรือดับทุกข์จากอารมณ์หรือสังขารขันธ์ที่สติเห็นว่าเป็นโทษดังเช่นที่กล่าวข้างต้น

        อุเบกขา ในที่นี้จะกล่าวถึงการอุเบกขาในโพชฌงค์ (องค์ของการตรัสรู้) หรือที่เรียกกันเต็มๆว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ที่ต้องประกอบด้วยทั้งสัมมาสติและสัมมาปัญญา ในการดับทุกข์  (เนื่องจาก"อุเบกขา"มีหลากหลายความหมาย คลิกไปดูได้)  จึงจัดได้ว่าเป็นธรรมอันมีประโยชน์สูงสุด เมื่อประกอบด้วยสติ และปัญญา(ญาณ) ในการดับอุปาทานทุกข์คือทุกข์ชนิดที่ประกอบด้วยอุปาทาน เป็นความทุกข์ที่ประกอบด้วยความยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจของกิเลสตน คือยึดถือยึดมั่นด้วยอำนาจของกิเลสอยากให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นและเป็นไปตามปรารถนาของตนนั่นเอง จึงแสนเร่าร้อนเผาลนกว่าทุกข์ทั่วๆไปตามธรรมชาติหรือทุกขอริสัจ

        จึงควรฝึกให้มีสติระลึกรู้คือสังเกตุอยู่เสมอๆให้เห็นความคิด  และมีการพิจารณาโดยละเอียดและแยบคาย(โยนิโสมนสิการ) จนจิตยอมรับตามความเป็นจริงอันยิ่งว่า  เมื่อเกิดการผัสสะ ของอายตนะภายในกับภายนอก เช่น การกระทบกันของความคิดกับใจ หรือตากับรูป หรือกายกระทบสัมผัส(โผฐทัพพะ) ฯ. ขันธ์ทั้ง๕ ย่อมทำงานของเขาไปตามธรรมหรือธรรมชาติ ไม่มีใครไปห้ามไปหยุดการทำงานของเขาได้ จึงย่อมยังให้เกิดทั้งเวทนาและสังขารขันธ์ขึ้นทุกๆครั้งไป เป็นธรรมดา ห้ามไม่ให้เกิด ไม่ให้มี ไม่ให้เป็นไป ไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะเป็นการทำงานตามธรรมหรือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของขันธ์ทั้ง ๕ (ถ้ายังสงสัย ดูการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕)

        บางทีบางท่านอาจกล่าวว่าบางครั้งเมื่อเกิดการผัสสะแล้วไม่เกิดอะไรขึ้นก็มี ไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ เฉยๆ  แต่เป็นเพราะความไม่รู้ ซึ่งแท้จริงแล้วมันเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ว่าแผ่วเบาหรือเกิดเป็นประจำสม่ำเสมอจนเคยชินยิ่ง เพราะเกิดเวทนาเช่นอทุกขมสุขเวทนาอันแผ่วเบา คือเกิดความรู้สึกรับรู้จากการผัสสะ ชนิดความรู้สึกรับรู้เป็นไม่สุขไม่ทุกข์จากการผัสสะนั้นอันแผ่วเบา หรือเฉยๆ จึงมีความรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงเข้าใจไปเช่นนั้นว่า ไม่ได้เกิดเวทนาใดๆเลย ซึ่งเปรียบเสมือนดั่งการสวมใส่เสื้อผ้านั่นแหละ(กายกระทบผัสสะ)ซึ่งถ้าไม่สังเกตุหรือกล่าวถึงก็จะไม่รู้สึกจากการสัมผัสใดๆเลย เฉยๆ เป็นกลางๆ ก็เพราะด้วยความเคยชินยิ่งตามที่ได้สั่งสมสวมใส่มาตั้งแต่รู้ความ แต่นั่นแหละได้มีเวทนาเกิดขึ้นแล้ว เป็นเวทนาประเภทอทุกขมสุขเวทนาหรือเฉยๆ เป็นกลางๆ นั่นเอง,  ตาไปกระทบรูปเช่นคนไม่รู้จักทั่วๆไปก็เฉยๆเป็นกลางๆ นั่นก็เป็นความรู้สึกที่เกิดจากการรับรู้ในรูปนั้นเป็นอทุกขมสุขเวทนานั่นเอง  ส่วนสังขารขันธ์นั้นเป็นผลที่ย่อมเกิดขึ้นต่อเนื่องสัมพันธ์จากเวทนา เพราะเป็นกระบวนธรรมการทำงานของชีวิตโดยธรรมชาติ ซึ่งเพียงอาจเป็นอาการความรู้สึกของจิตแบบ เฉยๆกลางๆ(เป็นเพียงสภาวะของอารมณ์หรืออาการของจิตอย่างหนึ่งที่เรียกว่าอุเบกขาเหมือนกัน แต่เป็นเพียงหนึ่งในเจตสิก๕๒ ข้อที่๓๔) อันแผ่วเบาเช่นกันเท่านั้นเอง ซึ่งเคยชิน เนื่องจากไม่รู้จึงไม่เคยพิจารณาเห็นเช่นกัน แต่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเพราะเป็นไปตามกระบวนธรรมการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕ ที่เนื่องสัมพันธ์กันโดยธรรมชาติ จึงดำรงชีวิตอยู่ได้ (ดุจดั่งลูกศรที่หลุดออกจากแหล่งแล้วนั่นเอง)

เหตุที่แจงความสัมพันธ์ของขันธ์ ๕  เป็นเพียงการจำแนกเพื่อพอให้เข้าใจในกระบวนการทำงานของชีวิตโดยประมาณ ของขันธ์ทั้ง ๕

ที่ต้องทำงานประสานร่วมกันทำหน้าที่โดยธรรมชาติ  ซึ่งไม่สามารถไปแทรกแซงบังคับการทำงานใดๆของเขาได้เลย เป็นไปตามเหตุเท่านั้น

จึงต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเหตุคือธรรมารมณ์หรือคิดนึกเท่านั้นจึงจักทำได้

ใจ    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ธรรมารมณ์  ย่อมเกิด มโนวิญญาณ  (การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ คือ ผัสสะ)  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้  สังขารขันธ์ต่างๆ

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือทวารทั้ง ๖ ที่ชีวิตมีไว้สื่อสารติดต่อกับโลกภายนอก ก็เป็นไปในลักษณาการเดียวกันกับใจทั้งสิ้นนั่นเอง

อย่าลืมว่า ความจริงแล้ว "ขันธ์ ๕" ต่างล้วนทำตามหน้าที่ของเขาเท่านั้น เป็นอนัตตา

จึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา จึงบังคับบัญชามันไม่ได้ ไม่เป็นไปตามปรารถนา

คือต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย คือเป็นไปตามธรรม(ธรรมชาติ)นั่นเอง

ส่วนธรรมารมณ์ความนึกคิด ไม่ได้เป็นขันธ์ ๕ แต่เป็น "เหตุ" ที่จะไปเป็นปัจจัยร่วมกับขันธ์ ๕

(ธรรมชาตฺิการทำงานของขันธ์ ๕)

        ต้องทำความเข้าใจกันอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า แม้มีสติเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เช่น มีสติเห็นในสังขารขันธ์หรือจิตต่างๆอันให้โทษที่เกิดขึ้นก็ตาม เช่นเห็นใน โทสะ(โกรธ,ขุ่นเคือง), โมหะ(หลง, กลัว, กังวลใจ ฯ.), โลภะ(โลภ ราคะ ฯ.), ฟุ้งซ่าน, รำคาญใจ, หดหู่, ริษยา ตัณหา ฯ. แล้วถืออุเบกขา เป็นกลาง วางทีเฉย  แต่ถึงแม้อุเบกขาแล้ว มันก็ใช่ว่าจะหายไปในทันทีดังใจ ไม่สามารถเปิดปิดได้เหมือนดังสวิตช์ไฟหรอก มันเป็นเช่นนี้เอง แต่เปรียบดั่งเปลวไฟที่แม้เราดับเปลวไฟอันเผาไหม้ร้อนแรงลงไปแล้วก็ตาม แต่ย่อมมีควันลอยคุกรุ่นบ้างระยะหนึ่ง มันเป็นสภาวธรรมชาติ มันต้องเป็นเช่นนี้เองเช่นกัน เป็นธรรมดา  มีสติและปัญญาให้เข้าใจจึงอย่าไปดิ้นรนคือ"อยากไปละ"มันจนเป็นตัณหา ซึ่งย่อมทำให้เป็นทุกข์จนดิ้นรนกระวนกระวายเพิ่มเสียอีก  เพราะสักพักควันไฟที่ลอยคุกรุ่นอยู่นั้นก็ย่อมค่อยๆลดลงๆ....เป็นธรรมดา จนดับสิ้นไป เมื่อไม่มีเหตุคือไม่ใส่เชื้อเพลิงและเชื้อไฟเข้าไปเพิ่มเติมอันคือธรรมารมณ์หรือความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆ  ทั้งเวทนาความรู้สึกที่เกิดจากการรับรู้การผัสสะ และสังขารขันธ์(อารมณ์)ที่เกิดขึ้น ทั้งสองก็ย่อมคลายดับไปเป็นที่สุด เป็นธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา

    เป็นปัจจัย จึงมี     เป็นปัจจัย จึงมี

        ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนนะว่า การอุเบกขานั้นควรเป็นการอุเบกขาที่เหตุ ไม่ใช่ผล  ดังเช่น อุเบกขาเป็นกลาง วางใจเฉย ในเหตุคือธรรมารมณ์หรือความนึกคิด  ไม่ใช่การวางใจอุเบกขาในผลแต่ฝ่ายเดียว เช่นความโกรธ อันเป็นผลและเป็นสังขารขันธ์หรืออารมณ์อย่างหนึ่ง เป็นอนัตตา จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงบังคับบัญชามันไม่ได้ มันทำตามหน้าที่ของเขา คือเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัยได้เท่านั้นเอง ไปเปลี่ยนแปลงบังคับใดๆไม่ได้  เมื่อไม่เข้าใจจึงพยายามไปละหรือดับสังขารขันธ์หรืออารมณ์เช่นความโกรธเสียอย่างเดียว อย่าโกรธ...อย่าโกรธ...อย่าโกรธไปเลยนะ อย่าโกรธไปเลยไม่ดีเลย ยกโทษให้เขาเถิด ฯ. หรือถ้าเช่นการทุกข์ใจ,เสียใจ ก็มักว่า อย่าทุกข์....อย่าทุกข์ใจไปเลย....อย่าทุกข์ใจไปเลยเดี๋ยวก็หาย อย่าทุกข์ไปเลยมันเป็นเช่นนี้เอง ฯ. แม้พึมพัมท่องบ่นดังกล่าวแต่จิตยังฟุ้งปรุงแต่งดังกล่าวอยู่เรื่อยๆ จึงย่อมไม่ได้ผล  เพราะด้วยไม่รู้ว่ากำลังทำเหตุอยู่ ผลก็ย่อมเกิดขึ้นวนเวียนเป็นวงจรของทุกข์อีกเป็นธรรมดา เพราะไม่ใช่การดับที่เหตุ  ต้องดับที่เหตุให้เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา จึงได้ผลยิ่ง กล่าวคือ "เมื่อเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี.....เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ" หรือเป็นไปตามหลักวิทยาศาตร์นั่นเอง  ดังนั้น"อุเบกขา" จึงหมายกระทำ การวางใจเป็นกลาง วางใจเฉย โดยการไม่คิดนึกเอนเอียงเข้าไปปรุงแต่งใน "เหตุ" คือความคิดนั้นๆ เป็นสำคัญนั่นเอง ที่มักจะพึงเกิดขึ้นเนื่องต่อๆไปอีก

        การอุเบกขานี้จะได้ผลดียิ่ง ถ้าเข้าใจในหน้าที่การทำงานและความสัมพันธ์กันของขันธ์ทั้ง ๕  ด้วยจะมีกำลังของปัญญา(ญาณ)ในการอุเบกขา ที่จะเกิดขึ้นได้จากการพิจารณา จนเห็นเข้าใจในเหตุในผล จนยอมรับความเป็นจริงอันยิ่งได้ด้วยตนเองว่า เมื่อมีการคิดปรุงแต่งหรือมีการต่อล้อต่อเถียงกับจิตอีก ย่อมทำให้เกิดการไปผัสสะกระทบของธรรมารมณ์หรือความคิดต่างๆนาๆนั้นกับจิต อันย่อมยังให้เกิดเวทนาและสังขารขันธ์ต่างๆนาๆ สืบเนื่องเป็นวงจรของทุกข์ต่อไปอีก เป็นธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา

        ด้วยเหตุเหล่านี้ เราจึงอุเบกขา ด้วยการวางใจเป็นกลาง วางใจเฉย  "การวางใจเฉยนี้ ไม่ใช่การที่ต้องมีความรู้สึกเฉยๆ"  บางท่านไปเข้าใจเอาเสียว่า การอุเบกขานั้นถ้าปฏิบัติถูกต้องแล้ว เมื่อมีความทุกข์หรืออะไรจรมากระทบ(ผัสสะ)แล้วต้องรู้สึกสงบเฉยๆ ต้องไม่รู้สึกรู้สาอะไร เป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง พอเกิดความรู้สึกหรืออารมณ์(สังขารขันธ์)ต่างๆอันให้โทษขึ้นมา ก็เอ๊ะอ๊ะเกิดวิจิกิจฉาต่างๆนาๆไปว่า ทำไมมันยังเกิด ทำไมจึงทำไม่ได้ ทำไมยังรู้สึกขุ่นเคืองอยู่ ทำไมปฏิบัติแลัวจึงไม่ได้ผล ทำไมยังเป็นทุกข์ ฯ.  ด้วยไม่รู้ความจริงอันยิ่งว่า แม้จิตจะระลึกรู้ในเวทนาหรืออารมณ์หรือความคิดนึกที่เกิดขึ้นแล้วก็ตาม  เพราะแท้ที่จริงแล้วมีความรู้สึกอย่างไรที่เกิดขึ้นจากการผัสสะของเหตุ  ไม่ว่าจากสติระลึกรู้ความรู้สึกจากเวทนา(เป็นสุขเวทนา เป็นทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข) หรือสติอาจระลึกรู้จากความรู้สึกของอารมณ์(สังขารขันธ์ เช่นโกรธ หดหู่ ฟุ้งซ่าน ฯ.)ที่เกิดขึ้น  เบื้องแรกนั้นก็ย่อมต้องรู้สึกเยี่ยงนั้นเอง เป็นธรรมดาหรือโดยธรรมชาติของขันธ์ ๕ อยู่แล้วคือเป็นการทำตามหน้าที่,ตามเหตุปัจจัยของเขา "ซึ่งถูกต้องแล้ว" เป็นการทำหน้าที่ของเขาอย่างสมบูรณ์และถูกต้องดีงามแล้ว  ดังนั้นจึงไม่ต้องไปดิ้นรนขับไสความรู้สึกใดๆนั้น เช่น อยากให้มันหายไปทันทีทันใด ซึ่งย่อมไม่ได้ ด้วยเป็นอนัตตา   เพียงแต่เราปฏิบัติโดยการไม่ให้จิตนั้นคิดนึกเอนเอียงเข้าไปปรุงแต่งด้วยถ้อยคิด(ความคิด ความนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆ) หรือด้วยกิริยาจิต(ชอบ-ชัง, ดี-ชั่ว, ถูก-ผิด, บุญ-บาป, ยินดี-ยินร้าย) ใดๆในเรื่อง(เหตุ)นั้น  ซึ่งเมื่อขาดเหตุเสียแล้ว ผลคือทุกข์ก็ย่อมต้องจางคลายจนดับไปเป็นธรรมดา ดั่งเปลวไฟที่กล่าวเบื้องต้น

        แต่ถ้ารู้สึกว่าสังขารขันธ์(หรืออารมณ์)ที่เกิดขณะนั้นช่างเร่าร้อนเผาลนรุนแรงยิ่งนัก เกินกว่ากำลังที่จะอุเบกขาได้เอง ยังฟุ้งซ่านเข้าไปปรุงแต่งไม่หยุดหย่อน หยุดไม่ได้ ห้ามไม่อยู่ จิตคอยแต่จะแอบเข้าไปคิดไปปรุงแต่งเมื่อขาดสติหรือเผลอเสมอๆ ก็อาจใช้วิธีการเปลี่ยนอารมณ์(อารมณ์ คราวนี้หมายถึงในทางธรรมที่หมายถึง สิ่งที่จิตไปกำหนดหมายหรือยึดเหนี่ยว จึงไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนอารมณ์(สังขารขันธ์)ที่หมายถึงอาการของจิตหรือความรู้สึกในชั่วขณะหนึ่งๆ เช่นเปลี่ยนอารมณ์เสียเป็นอารมณ์ดี อารมณ์โกรธเป็นอารมณ์เฉยๆ อารมณ์หดหู่เป็นสุขใจ ซึ่งย่อมทำไม่ได้ ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า สังขารขันธ์เช่นความโกรธ เป็นขันธ์ที่ล้วนเกิดและเป็นไปตามเหตุปัจจัย และเป็นอนัตตาจึงไม่ใช่ของเรา จึงไปบังคับบัญชามันไม่ได้ จริงๆแล้วมันทำตามหน้าที่ของมันอย่างถูกต้องตามเหตุปัจจัยได้เท่านั้นเอง  การเปลี่ยนอารมณ์คราวนี้จึงหมายถึงการเปลี่ยนสิ่งที่จิตไปกำหนดหมายคือเหตุในขณะนั้นๆ เพื่อดับเหตุอันเป็นสิ่งที่พึงทำได้ จึงต้องเป็นการดับที่เหตุ อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา  ไปกำหนดหมายในสิ่งอื่นๆ เช่น ลมหายใจ แต่ต้องมีสติกำหนดหมายตามดูลมหายใจ(อย่างสบายๆ ไม่ใช่นั่งสมาธิ)  หรือกำหนดหมายในสิ่งอื่นๆที่ถูกจริต ถูกใจ แต่ต้องมีสติและยิ่งได้ผลยิ่งถ้าประกอบด้วยปัญญา เพื่อไม่ทำให้จิตฟุ้งซ่านไปอื่นๆ เช่น จิตไปอยู่กับธรรม(โยนิโสมนสิการ)ได้แนบแน่น หรือบริกรรมท่องบ่นแบบพิจารณาอย่างมีสติในความหมายของอุเบกขาเองก็ได้ เช่น เราถืออุเบกขา เป็นกลาง วางใจเฉย รู้สึกเยี่ยงไรก็ย่อมรู้สึกเยี่ยงนั้นเป็นธรรมดาในช่วงแรก แต่ต้องไม่เอนเอียงแทรกแซงด้วยถ้อยคิด กิริยาจิตใดๆในเรื่อง(เหตุ)นั้น เพราะย่อมยังให้เกิดผัสสะ ฯ.  หรืออะไรก็ตามทีที่จิตสามารถไปกำหนดหมายได้ดีตามจริตหรือความชำนาญของตน และไม่มีโทษ  หรือการบริกรรมพุทโธอย่างมีสติกำกับ  หรือการมีสติไปกำหนดสนใจในกิจการงานอื่นๆ  ซึ่งต่างล้วนก็เป็นอุบาย(วิธี)การเปลี่ยนอารมณ์ได้ทั้งสิ้น แต่จำต้องมีสติประกอบด้วยเป็นสำคัญ  บางท่านก็แนะนำให้ดับความโกรธด้วยการนับเลขในใจ ซึ่งก็เป็นอุบายวิธีเบี่ยงเบนอารมณ์จากเหตุคิดฟุ้งอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน จากความโกรธ(ผล)อันเกิดจากเหตุคือความคิด มาพยายามกำหนดจิตอยู่กับการนับเลข ก็ย่อมได้ผลบ้าง แต่ก็มักไม่ได้ผลดีนัก เพราะผู้ปฏิบัติแม้มีสติระลึกรู้ว่าโกรธ แต่ยังขาดปัญญาคือความเข้าใจในเหตุปัจจัย ในเหตุในผล จึงย่อมไม่มีสติและกำลังของจิตเท่าที่ควร จึงมักไปสนใจแต่ในสังขารขันธ์เช่นความโกรธ  ความทุกข์ใจ โดยไม่รู้ว่าความสำคัญอยู่ที่เหตุคือความคิดนึกต่างๆ จึงมักวนเวียนกลับไปปรุงแต่งต่อด้วยความไม่รู้   จึงต้องมีทั้งสติ๑และประกอบด้วยปัญญา๑จึงได้จะได้ผลดียิ่ง  หรืออาจใช้อุบายคือวิธี

วิธีเปลี่ยนอารมณ์

        ดังที่ท่านหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้แนะอุบายคือวิธีไว้อย่างหนึ่ง  ซึ่งได้นำมาพิจารณาโดยละเอียดและแยบคาย อีกทั้งได้ลองปฏิบัติทำดูแล้วได้ผลดียิ่ง เห็นว่ามีกำลังมาก ได้ประโยชน์แก่ผู้ที่ถูกอารมณ์(สังขารขันธ์)ต่างๆรุมเร้า จนเร่าร้อนเผาลน ด้วยความทุกข์โศก โกรธ เสียใจ หดหู่ ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ตัณหา ฯ.

        "เมื่อความโกรธเกิดขึ้น เรากลั้นลมหายใจเสีย ความโกรธนั้นก็หายไป แล้วแต่จะเหลือแต่ใจเดิม คือความรู้สึกเฉยๆ  อย่าลืม ทำบ่อยๆ ก็เห็นใจเดิม แล้วความโกรธก็ค่อยๆหายไป"

(คำสอนของ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)

        ซึ่งก็คืออุบายหรือวิธีการเปลี่ยนอารมณ์อีกอย่างหนึ่งนั่นเอง แต่มีกำลังแรง ด้วยวิธีที่ท่านแนะนำนี้แม้แลดูเป็นคำสอนที่ง่ายลัดสั้น  แต่เมื่อนำมาพิจารณาด้วยเหตุและผลแล้วช่างแยบคายทั้งทางธรรมและทางโลก จะเห็นได้ว่า มีเหตุมีผลยิ่ง เพราะขณะที่กลั้นลมหายใจอย่างมีสติด้วยความตั้งใจมั่นนั้น ช่วยในการเปลี่ยนอารมณ์ได้ดียิ่งนัก เพราะสิ่งที่จิตกำหนดหมายในเรื่องใดๆในขณะนั้น (ไม่ได้หมายถึงสังขารขันธ์คือความโกรธ ความทุกข์ ฯ.นะ  แต่เป็นธรรมารมณ์หรือความคิดอันเป็นเหตุ) ซึ่งถูกบีบบังคับด้วยเหตุอันสำคัญอย่างน้อย ๓ ประการคือ ความมีสติระลึกรู้และตั้งใจมั่นในการจะกระทำ ๑  อีกทั้งสำคุญยิ่งคือกำลังของปัญญา(ด้วยมีความเข้าใจในเหตุและผลดังที่ได้กล่าวเกริ่นกันมา)๑  และที่สำคัญยิ่งอีกอย่างหนึ่งคือความจำเป็นยิ่งนักของกายในการดำรงชีวิต เพราะลมหรือการหายใจย่อมเป็นสิ่งสำคัญขาดไม่ได้ในการดำรงชีวิต เมื่อกลั้นลมแล้วย่อมต้องการลมหรือการหายใจในที่สุด๑  จิตจึงถูกบีบบังคับด้วยความจำเป็นอย่างจำยอมอย่างยิ่งยวดในชั่วขณะนั้นให้ต้องเปลี่ยนอารมณคือการกำหนดหมายของจิต ไปในกิจของกายคือการกลั้นลมซึ่งบีบคั้นยิ่งนัก ด้วยความจำเป็นถึงชีวิตจึงจำต้องละจาก เหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดทุกข์ได้ชั่วขณะหนึ่ง ก็ด้วยความจำเป็นในการดำรงอยู่ของชีวิตนั่นเอง  สำหรับบางท่านอาจต้องทำหลายๆครั้ง จิตจึงยอมทิ้งจากเหตุคืออารมณ์กำหนดหมายเดิมที่ให้โทษนั้นๆ มาอยู่ที่อารมณ์กำหนดหมายใหม่คือการกลั้นลมด้วยความจำเป็นบังคับ  สังขารขันธ์เดิมๆเช่นความโกรธ ฯ. เพราะเมื่อจิตจำต้องไปกำหนดหมายในเหตุอื่นคือกายในการกลั้นลมเสียแล้วด้วยความจำเป็น จึงย่อมขาดจากการผัสสะคือการกระทบกับเหตุคือธรรมารมณ์หรือความคิดนึกเดิมๆที่ทำให้เกิดความโกรธ หรือการปรุงแต่งต่างๆ ฯ. ไปชั่วขณะ เมื่อขาดจากเหตุอันเป็นปัจจัยปรุงแต่งเสียแล้วชั่วขณะ ผลก็คือจิตสังขาร(โกรธ)ย่อมคลายหรือดับไปในชั่วขณะนั้นเช่นกัน ความโกรธจึงคลายหรือดับโทสะลง.....(หรือสังขารขันธ์หรืออารมณ์อื่นใดก็เฉกเช่นกัน) ด้วยเพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ ล้วนเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตาอันยิ่งใหญ่นั่นเอง  เมื่อเหตุดับ ผลคือบรรดาอารมณ์เดิม(สังขารขันธ์)จึงย่อมจำเป็นต้องคลายและค่อยๆดับไปเองโดยธรรม(ธรรมชาติ)  อย่าลืมเสียว่ามันค่อยๆคลายดับนะ ดังควันไฟที่กล่าวเบื้องต้น  วิธีนี้จึงเป็นอุบายหรือวิธีในการเปลี่ยนอารมณ์อันดีเยี่ยมอย่างหนึ่ง ยิ่งถ้าประกอบด้วยปัญญา  และอย่าลืมที่ท่านหลวงปู่เตือนสอนเอาไว้ด้วยว่า ต้องทำบ่อยๆ(หมายถึงบางทีบางท่านหรืออารมณ์นั้นรุนแรงจึงอาจจะต้องทำหลายๆครั้ง จึงไม่ใช่หมายถึงการที่ต้องทำเป็นกิจประจำ ทำเฉพาะยามเจอสังขารขันธ์หรืออารมณ์อันรุนแรงเร่าร้อนเผาลนเกินกำลัง) จึงจะค่อยๆหายไป คือคลายจนดับไปอย่างแน่นอนเป็นที่สุด  แต่บางท่านเมื่อลองทำดูแล้วช่วงแรกๆอาจแค่จางคลายแล้วก็ไม่ได้ผล ดังผู้เขียนเองรู้วิธีนี้เมื่อหลายปีก่อนแต่ขณะนั้นยังขาดปัญญา(ความเข้าใจ)จึงปฏิบัติไม่ค่อยได้ผล เพราะแรกๆจิตอาจยังวอกแวกคือยังแอบเข้าไปปรุงแต่งไปมาในเหตุหรือธรรมารมณ์เดิมบ้างโดยไม่รู้ตัวด้วยความไม่รู้๑  ด้วยยังไม่มีความเข้าใจเหตุและผล(ปัญญา)จึงไม่มีกำลัง๑  เลยพาลคิดไปเสียว่าไม่ได้ผล  ส่วนบางทีบางท่านก็อยากให้ดับไปทันทีทันใจ ดังเปิดปิดสวิทช์ไฟด้วยตัณหาเร่าร้อน๑(จึงกลายเป็นทุกข์เร่าร้อน)  เพราะมันไม่ใช่การทำปุ๊บหายปั๊บเหมือนดั่งเปิดปิดสวิตช์ไฟหรอกนะ แต่มันเป็นไปดังที่กล่าวเรื่องไฟไว้ข้างต้น  และข้อสำคัญต้องมีสติระวังอย่าเอนเอียงเข้าไปพัวพันปรุงแต่งในเหตุอีกต่อไป จิตก็จักค่อยกลับไปอยู่ใจเดิม เฉยๆกลางๆที่หมายถึงใจปกติธรรมดาๆ ที่ยังไม่ถูกครอบงำด้วยเหตุอันยังให้เกิดสังขารขันธ์หรืออารมณ์อันให้โทษนั้นๆ  ใจเดิมนี้จึงไม่ได้หมายความถึงขนาดใจหรือจิตเดิมแท้อันประภัสสร คือ จิตบริสุทธิ์เดิมแท้ๆก่อนที่มีกิเลสตัณหาจรมาครอบครอง

        จิตจะถูกบีบบังคับด้วยความจำเป็นอย่างที่สุด ให้เปลี่ยนไปกำหนดหมายในกายคือลมหายใจ ในจังหวะตอนที่ใกล้หมดกำลังกลั้นลม คือทั้งจิตและกายย่อมมีอาการดิ้นรนทุรนทุรายกระวนกระวาย จากการกลั้นลมและการต้องการลมเพื่อยังชีวิตนั่นเอง จิตจึงจำต้องทิ้งอารมณ์ที่กำหนดหมายหรือยึดหน่วงเดิม  การกลั้นลมนานเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับร่างกายตน, สังขารขันธ์หรืออารมณ์นั้นรุนแรงมากน้อยเพียงใด ถ้าน้อยก็อาจกลั้นลมแต่พอควร แล้วอาจต้องทำหลายครั้ง เพราะถึงแม้กลั้นลมน้อยแต่จิตก็ต้องเปลี่ยนอารมณ์มาอยู่ที่การกลั้นลมบ้าง  บางท่านก็จำต้องกลั้นลมสุดกำลังจนจิตดิ้นรนต้องการหายใจ จึงต้องลองหาความพอเหมาะพอดีของตนนั่นแหละเป็นสำคัญในการกลั้นลมมากหรือน้อย ถี่บ่อยแค่ไหน

        ขณะกลั้นลมหายใจควรมีสติคือมีความตั้งใจจดจ่ออยู่กับการกลั้นลม ไม่ใช่สักแต่ว่ากลั้นลม จะทำให้ได้ผลดีกว่า  ร่วมด้วยการอย่าส่งจิตวอกแวกออกไปปรุงแต่งด้วยปัญญาทราบเหตุผล ดังที่ได้พยายามอธิบายแล้ว  ลองกันดู อย่างน้อยก็จางคลายจากอารมณ์(สังขารขันธ์)อันเร่าร้อนแรงกล้า เมื่อเหล่าเหตุจางคลายจนดับ หรือน้อยลงไป..น้อยลง...น้อยลง

        เทคนิคการกลั้นลมนั้น ขอแนะนำจากการปฏิบัติ คือมีสติระลึกรู้ในลม ทำในจังหวะหายใจเข้าออกปกติ ไม่ต้องสูดลมอั้นไว้ ทำในจังหวะหายใจออกตามปกติ เมื่อหายใจออกปกติจนสุดลมแล้ว จึงกลั้นลมไว้  เพราะเมื่อกลั้นลมจนสุดกำลังแล้ว จะได้หายใจเข้าได้สะดวก ไม่มีอาการสะดุดสำลักลมจากการรีบเร่งหายใจเข้าเพื่อชีวิต  เมื่อหายใจได้สะดวก เช่น หายใจเข้าออกสักสองสามทีพอให้หายอึดอัดหรือหายเหนื่อย(แล้วแต่จริต,ร่างกาย) ก็สามารถทำใหม่ได้ อาจจะต้องทำหลายๆครั้งดังกล่าว จนรู้สึกว่าจิตทิ้งธรรมารมณ์เดิมๆ(เหตุ)แล้วก็พอ ข้อสำคัญขณะทำขอให้สำรวมสังวรระวังอย่าส่งจิตออกนอก คืออย่าส่งจิตออกนอกไปปรุงแต่งต่างๆนาๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตามที ดีก็ไม่ ชั่วก็ไม่ บุญก็ไม่ บาปก็ไม่ ชอบก็ไม่ ชังก็ไม่ ฯ. เพราะล้วนเป็นเพียงการหลอกล่อของจิตให้ออกไปปรุงแต่งทั้งสิ้น ให้เกิดเป็นวงจรของทุกข์หมุนเนื่องต่อไป

       วิธีนี้จึงเหมาะแก่อารมณ์ซึ่งคือสังขารขันธ์ที่เกิดอย่างเร่าร้อนรุนแรง จนไม่มีกำลังไปอุเบกขาได้เอง เช่น ความโกรธ ความเกลียด ความหดหู่ ความขุ่นเคืองคับแค้นใจ ความกังวล ความกล้ว ความทุกข์ ฟุ้งซ่าน เสียใจ ฯ. ที่ประเดประดังกันมาอย่างรุนแรงเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวาย คือสังขารขันธ์หรืออารมณ์ทั้งหลายที่มีกำลังแรงทั้งสิ้นนั่นเอง จนไม่สามารถหยุดคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆได้

        ตัวอย่างการอุเบกขาในเหตุ  จิตคิดถึงบุคคลใดแล้วโกรธหรือเป็นทุกข์(เป็นสังขารขันธ์หรืออารมณ์ในทางโลก)   ความคิดในบุคคลนั้นเป็นธรรมารมณ์หรือเหตุ ที่ต้อง อุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉย ไม่เอนเอียงเข้าไปปรุงแต่งด้วยความคิดนึกในบุคคลนั้น ด้วยถ้อยคิด หรือกิริยาจิต(ชอบ-ชัง ผิด-ถูก ชั่ว-ดี บุญ-บาป ยินดี-ยินร้าย)ใดๆ  ความโกรธก็จะค่อยจางคลายจนดับเป็นที่สุด ไม่เป็นอื่นไปได้

        คิดเรื่องใดแล้วเป็นทุกข์ใจ(สังขารขันธ์หรืออารมณ์อย่างหนึ่ง)  ความคิดในเรื่องใดนั้นเป็นธรรมารมณ์หรือเหตุ ที่ต้อง อุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉย ไม่เข้าไปปรุงแต่งในความคิดนึกเรื่องนั้น ด้วยความคิด หรือกิริยาจิตใดๆ  ความทุกข์ใจก็จะต้องค่อยจางคลายดับไป

        คิดเรื่องใดแล้วกังวลใจ(สังขารชันธ์)  ความคิดในเรื่องใดนั้นเป็นธรรมารมณ์หรือเหตุ ที่ต้อง อุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉย ไม่เข้าไปคิดนึกปรุงแต่งในเรื่องใดนั้น ด้วยความคิด หรือกิริยาจิตใดๆ  ความกังวลใจก็จะต้องค่อยจางคลายดับไป

        คิดเรื่องใดแล้วหดหู่(สังขารขันธ์)  ความคิดในเรื่องใดนั้นเป็นธรรมารมณ์หรือเหตุ ที่ต้อง อุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉย ไม่เข้าไปปรุงแต่งในเรื่องนั้น ด้วยความคิด หรือกิริยาจิตใดๆ  ความหดหู่ใจก็จะต้องค่อยจางคลายดับไป

        คิดเรื่องใดแล้วมีโมหะ(สังขารขันธ์)  ความคิดต่างๆในเรื่องใดนั้นเป็นธรรมารมณ์หรือเหตุ ที่ต้อง อุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉย ไม่เข้าไปปรุงแต่งในเรื่องนั้น ด้วยความคิด หรือกิริยาจิตใดๆ  โมหะก็จะต้องค่อยจางคลายดับไป

        คิดเรื่องใดแล้วมีราคะ โลภะ ผิดหวัง สมหวัง ฯ. (สังขารขันธ์)  ความคิดในสิ่งใดๆนั้นเป็นธรรมารมณ์หรือเหตุ ที่ต้อง อุเบกขาไม่เข้าไปปรุงแต่งในเรื่องนั้น ด้วยความคิด หรือกิริยาจิตใดๆ  ราคะ โลภะ ผิดหวัง สมหวัง ฯ. ก็จะต้องค่อยจางคลายดับไป

        ตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบในสิ่งใดแล้วเกิดสังขารขันธ์(อารมณ์)ชนิด โทสะ โมหะ โลภะ หดหู่ รำคาญใจ ตัณหา ฯ. เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของขันธ์ ๕ ที่ย่อมต้องดำเนินเป็นไปตามเหตุที่จรมาเป็นปัจจัยกัน เป็นเรื่องธรรมชาติ บังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ (แต่มีสติระลึกรู้ได้)  แต่ปุถุชนมักคิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านต่อด้วยความไม่รู้  ความคิดนึกปรุงแต่งต่อในสิ่งใดนั้นย่อมเป็นธรรมารมณ์หรือเหตุที่จะเกิดขึ้นอีกนั่นเอง จึงต้อง อุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉย ไม่เข้าไปคิดนึกปรุงแต่งต่อในสิ่งใดๆนั้น ด้วยความคิด หรือกิริยาจิตใดๆ  สังขารขันธ์ต่างๆก็จะต้องค่อยจางคลายดับไป

        เมื่อพิจารณาแล้ว จะเห็นว่าไม่ว่าจะผัสสะกับอายตนะใดๆ  ที่สุดของที่สุดแล้ว ย่อมนำมาสู่ใจคือความคิด(ธรรมารมณ์)คือความคิดเสริมเติมแต่งอีก(ปรุงแต่ง)เป็นที่สุด  จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีสติระลึกรู้ และรู้จักการอุเบกขาไว้นั่นเอง

        ดังที่กล่าวมาแล้วว่า สังขารขันธ์ เป็นขันธ์ ๕ เป็นขันธ์อย่างหนึ่ง เป็นอนัตตา เพราะเกิดจากการที่มีเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกันจึงเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยนั้น ในขณะหนึ่งๆ แท้จริงสังขารขันธ์จึงขึ้นอยู่กับเหตุต่างๆเหล่านั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราเลย แต่ด้วยความไม่รู้หรืออวิชชาเราจึงไปยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา ทั้งๆที่แท้จริงแล้วไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะถ้าเป็นของเรา เราย่อมสามารถบังคับบัญชามันได้ให้เป็นไปตามปรารถนา, ขันธ์ทั้ง ๕ จึงเพียงทำงานตามหน้าที่ของตนไปตามสภาวธรรมของขันธ์นั้นๆ  ไม่สามารถไปห้ามไปหยุดการทำหน้าที่ต่างๆของเขาเพื่อให้เป็นไปตามปรารถนาได้  เขาทำหน้าที่ตามเหตุต่างๆที่มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งแก่กันและกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องระลึกรู้ แล้วละวาง ไม่ยึดถือ หรืออุเบกขาในเหตุนั้นเสียนั่นเอง ผลจึงค่อยจางคลายดับไป จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ตามคำสอนของพระศาสดา

        อีกอย่างหนึ่งที่พึงสังวรระวังไว้ เมื่อปฏิบัติแล้วแม้ทั้งเหตุและสังขารขารขันธ์(อารมณ์)อันเร่าร้อนเผาลนได้จางคลายหรือแม้ดับไปแล้วก็ตามที  อย่าลืมว่า สัญญาขันธ์ความจำได้ ความหมายรู้ ในสิ่งต่างๆนั้นยังคงมีอยู่เป็นธรรมดา เพราะเป็นส่วนหนึ่งและเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในการดำเนินชีวิต มันจึงอาจผุดขึ้นมาได้เองเมื่อไรอีกก็ได้(ทั้งความจำทั่วไปที่เป็นทั้งกุศลสัญญาและอกุศลสัญญาหรืออาสวะกิเลส) หรืออีกทั้งเมื่อมีสิ่งกระตุ้นเร้าจรมากระทบ  เราจึงต้องมีสติเท่าทันเห็นในความคิดนึกที่อาจผุดเกิดขึ้นจากสัญญาขันธ์เหล่านี้ กล่าวคือเมื่อสัญญาขันธ์ผุดระลึกคิดนึกขึ้นมานั้น ก็จะไปทำหน้าที่เป็นธรรมารมณ์คือความคิดนึกคือเหตุอีกเสียนั่นเอง  ดังนั้นเมื่อมีสติจากการหมั่นฝึกฝนซ้อมทำให้เห็นความคิดนึกอยู่เสมอๆ ก็ย่อมอุเบกขาได้เสียแต่ต้นมือด้วยความเด็ดขาด ไม่พิรี้พิไร ไม่โอดครวญ คือจะเป็นเหมือนดั่งที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้กล่าวสอนไว้ คือ เมื่อมีสติ แม้เมื่อแขกที่เราไม่ยินดีต้อนรับ(ความคิด,สังขารขันธ์หรืออารมณ์ให้โทษต่างๆ)มาเยือนถึงหน้าบ้าน เราก็รู้ แต่ไม่ต้อนรับแขกนั้นให้เข้าบ้านเสียนั่นเอง จึงย่อมไม่เป็นทุกข์  เมื่อปฏิบัติดั่งนี้ได้บ่อยๆย่อมมีอาการดังที่ว่า คือรู้ทันแต่ไม่ต้อนรับแขกนั้นๆ ด้วยอาการอุเบกขา หรือการทำความเห็นให้เป็นปกติ ไม่ยึดถือความเห็นใดๆทั้งสิ้น(ดี-ชั่ว ถูก-ผิด บุญ-บาป ชอบ-ชัง ฯ.) คือเมื่อชำนาญขึ้นสามารถทำเองอย่างเป็นมหาสติคือโดยอัติโนมัติได้เองอีกด้วย ทุกข์ย่อมเบาบางไปตลอดกาลนาน

        ขอย้ำเตือน การอุเบกขา ไม่ใช่การหยุดคิดหยุดนึกไปเสียเกือบทุกๆเรื่อง หรือในทุกเรื่อง หยุดคิดหยุดนึกแต่ความคิด(ธรรมมารมณ์,จิตตสังขาร,สังขารขันธ์แล้วแต่จะเรียก)อันให้โทษหรือฟุ้งซ่านเท่านั้น  เพราะย่อมไม่สามารถห้ามจิตให้หยุดคิดหยุดนึกได้ ด้วยจิตเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา จิตอย่างไรเสียก็ต้องคิดต้องนึกเพื่อการดำรงขันธ์หรือชีวิต,เพื่อการงาน,เพื่อการดำรงชีวิตให้ดำเนินไปตามปกติได้  เมื่อไปพยายามหยุดคิดหยุดนึกไปเสียเกือบทุกๆเรื่อง หรือพยายามไปในทุกเรื่องจึงเป็นการไม่ถูกต้องและเป็นโทษอันร้าย  เพียงแต่ว่าเมื่อจิตคิดจิตนึกแล้ว มีสติระลึกรู้เท่าทัน คือสังเกตุรู้,สังเกตุเห็นความคิดนั้นๆได้ และอีกทั้งสำคัญยิ่งคือการมีปัญญากำกับรู้อีกด้วยว่าความคิดนั้นๆเป็นคุณหรือโทษ,เป็นมิตรหรือศตรู เมื่อเห็นว่าเป็นโทษแล้วจึงอุเบกขาคือ วางใจเป็นกลาง วางใจเฉย หยุดคิดหยุดนึกทั้งปวงในเหตุหรือเฉพาะเรื่องนั้นๆ ยิ่งด้วยความเด็ดขาดยิ่งประสบผลดี

        ในกรณีที่เกิดทุกขเวทนา จากความเจ็บปวดหรือเจ็บป่วยทางกาย แม้อุเบกขาแล้ว แต่ทุกขเวทนาทางกายนั้นย่อมยังมีอยู่ ด้วยยังมีชีวิตประสาทสัมผัสมันจึงยังทำงานอยู่ และเวทนามีหน้าที่รับรู้ความรู้สึกหรือเสวยอารมณ์(หมายถึงสิ่งที่จิตกำหนดหมายหรือกระทบ)ของสิ่งที่ผัสสะตามหน้าที่ของเขาจึงยังคงมีอยู่เป็นธรรมดาถ้าเหตุจากการเจ็บปวดหรือโรคภัยไข้เจ็บยังคงมีอยู่ แต่จักขาดหรือผ่อนคลายจากความทุกข์ใจอันแสนเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายลง เหตุเพราะแม้ว่าเวทนายังคงทำหน้าที่ของเขาตามธรรม ตามหน้าที่ของเวทนาขันธ์นั้นๆ และด้วยเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา จึงบังคับบัญชาเขาไม่ได้ กล่าวคือ แม้ยังคงเสวยทุกขเวทนาทางกายอยู่  แต่ไม่เนื่องให้เป็นทุกข์ทางใจ(สังขารขันธ์,อารมณ์)อันเร่าร้อนเผาลนถ้าเราอุเบกขาเสีย  สภาวะเช่นนี้จะเหมือนกับเมื่อมีใครมาตีเราแรงๆเราจะเกิดความเจ็บปวดจากความรู้สึกรับรู้ในทุกขเวทนาทางกาย พร้อมเกิดความรู้สึกขึ้นเช่นความโกรธ เร่าร้อน ความไม่พอใจต่างๆนาๆขึ้นทันทีจนถึงขั้นทะเละวิวาทได้จากสังขารขันธ์ใจเช่นความโกรธที่เกิดเนื่องต่อมาด้วย  แต่ถ้าเราตีตัวเราเองด้วยความแรงที่พอๆกันนั้น แม้เราย่อมเจ็บปวดจากทุกขเวทนาทางกายเหมือนกันเป็นธรรมดา เพราะเป็นทุกขอริยสัจ เพราะเวทนาขันธ์เขาทำตามหน้าที่คือเสวยความรู้สึกในการรับรู้นั้นๆของเขา  แต่จะขาดจากความโกรธเกรี้ยวไม่พอใจหรือไม่เกิดความรู้สึกขึ้นจากสังขารขันธ์(อารมณ์)ความโกรธ ความไม่พอใจ อันเป็นทุกข์เร่าร้อน  อันเกิดขึ้นจากสติและสัญญาคือรู้ตัว(สติ)และรู้ดี(สัญญาหมายรู้)ว่าเราตีตัวเองจึงไม่เกิดการยึดถือ จึงไม่เกิดกิเลสขึ้น จึงไม่เกิดทุกข์ทางใจเนื่องต่อขึ้น คือแม้เกิดทุกขเวทนาทางกายเป็นธรรมดา แต่ไม่ก่อให้เป็นทุกข์ใจ(สังขารขันธ์)อันแสนเร่าร้อนใจ คือเกิดสังขารขันธ์อาการของจิตชนิดปัญญินทรีย์(ความเข้าใจ, ความไม่หลง) ซึ่งจัดเป็นสังขารขันธ์หรืออาการของจิตอย่างหนึ่งในเจตสิก ๕๒ ในหัวข้อที่ ๕๒ ที่เกิดจากสัญญาหมายรู้ชนิดกุศลสัญญา(คือสัญญาที่เกิดจากปัญญาที่ได้สั่งสมอบรมไว้)ที่หมายรู้เข้าใจดีว่าตีตนเองนั่นเอง  ที่กล่าวมาเป็นเพียงการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างความทุกข์ใจอันเร่าร้อน กับความทุกข์ที่ปล่อยวางไม่ยึดถือด้วยเข้าใจ อันเกิดมาจากทุกขเวทนาอันแรงกล้า แต่ถ้ามีสังขารขันธ์เช่นความโกรธเกิดขึ้นแล้ว ก็เพียงต้องอุเบกขาเสีย นั่นก็คือการปล่อยวางไม่ยึดถือนั่นเอง จึงจะทำให้เหมือนต้องศรเพียงดอกเดียว ไม่ใช่ ๒ ดอก ดังมีพุทธพจน์ตรัสไว้ในพระสูตรสัลลัตถสูตร

        อุเบกขาสัมโพชฌงค์นี้ แท้จริงแล้วเป็นไปเพื่อการปล่อยวาง ไม่ยึดถือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น วางอุปาทานลงนั่นเอง  จึงเป็นหลักการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลขึ้นคือการปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง  และถ้าปฏิบัติด้วยความเด็ดขาดคือ ดับธรรมารมณ์ ปรุงแต่ง

แสดง การทำงานของขันธ์ ๕ ว่าทำไมดับธรรมารมณ์ลงแล้ว จึงคลายดับทุกข์ลงไปได้

 

 อุเบกขา การวางใจเป็นกลาง วางใจเฉย เมื่อสติเห็นเหตุอันควร

 

ธรรมข้อคิด

ขันธ์ ๕ ย่อมทำงานของเขาไปตามธรรมชาติ  ไม่มีใครหยุด หรือห้ามการทำงานของเขาได้ เพียงแต่มีสติ ระลึก รู้ แล้ว วาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็สามารถเป็นอิสระเหนือขันธ์ ๕ ได้ โดยวิธีนี้

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

 

หลักการที่สำคัญมากในการดูจิตที่ขอย้ำ  ก็คือ ให้ รู้ อารมณ์(สังขารขันธ์)เฉยๆ  อย่าไปพยายาม ละ อารมณ์นั้นเด็ดขาด  จะเดินทางผิดทันที เพราะอารมณ์ทั้งปวงนั้น เป็นตัวขันธ์(คือสังขารขันธ์ จึง) เป็นตัวทุกข์  ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่รู้เท่านั้น  อย่าอยาก (มีตัณหา) ที่จะไปละมันเข้า

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

webmaster-เนื่องจากขันธ์ทั้ง ๕ แม้สังขารขันธ์(อารมณ์)ต่างล้วนไม่เที่ยง จึงเป็นทุกข์ อีกทั้งจึงไม่ใช่เรา ไม่ของเรา จึงบังคับบัญชามันไม่ได้  จึงอย่าอยากด้วยตัณหาที่จะละมันเข้า เพียงปล่อยวาง ไม่ยึดมั่น ด้วยการกระทำคือการทำอุเบกขาเสียนั่นเอง

 

ประโยชน์ของการดูจิตนั้นมีอยู่มากนัก เบื้องต้นดูจิตเพื่อให้เห็นความคิด  การเห็นความคิดบางทีเผลอบ้าง หลงลืมบ้างไม่เป็นไร  ฝึกบ่อยๆ จนชำนาญก็เอาอยู่ เมื่อฝึกจนชำนาญแล้วแขกจะไม่ค่อยมาเยือน  เมื่อถึงที่สุดเมื่อแขกมา...ยืนหน้าบ้าน เราก็รู้ แต่ไม่ต้อนรับแขกให้เข้ามาแล้ว

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

Webmaster-เมื่อถึงที่สุด ของหลวงปู่หมายถึง เมื่อปฏิบัติทำบ่อยๆก็เป็นมหาสติได้อย่างหนึ่งนั่นเอง คือหมายถึงมันสามารถทำเองได้โดยอัติโนมัติ ไม่ต้องตั้งใจ เหมือนดังเมื่อมีแมลงมาตอมก็ยกมือขึ้นปัดโดยอัติโนมัติ  เดินสะดุดจะล้มก็มีสติที่สั่งสมให้ทรงตัวเองโดยอัติโนมัติ ของตกก็รีบคว้าโดยทันทีอัติโนมัติ ฯ. ดังนั้นเมื่อฝึกให้เห็นจิตอันให้โทษแลัวอุเบกขาเสีย จนชำนาญ อีกหน่อยจิตก็สามารถทำเองได้โดยอัติโนมัติ  แล้วจึงเหมือนดังที่หลวงปู่ท่านกล่าวไว้ คือเมื่อมีแขกอันให้โทษมาเยือนถึงหน้าบ้านแล้ว เราก็มีสติรู้และด้วยปัญญา(ซึ่งกลายสัญญาหมายรู้) จึงอุเบกขาเสีย คือไม่ต้อนรับแขกนั้นให้เข้าบ้านเสียแต่ต้นมือ เราก็ย่อมอาศัยอยู่ในบ้านได้อย่างร่มเย็น

 

มีผู้เรียนถามหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ว่า "ท่านยังมีโกรธอยู่ไหม?"

หลวงปู่ตอบสั้นๆว่า "มี  แต่ไม่เอา"   (อตุโล ไม่มีใดเทียม น.๔๖๑)

 หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

Webmaster-หลวงปู่ตอบตามความสัจจริงยิ่งว่า "มี"  เหตุเพราะ "โกรธ" เป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่ง จึงเป็นไปของเขาเองตามเหตุปัจจัยของขันธ์ ๕ ของเขา ซึ่งบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ จึงยังคงมีอยู่เป็นธรรมดา แม้ในพระอริยะเจ้า,  ซึ่งปุถุชนมักคาดเดากันไปเองว่าไม่มี,  แต่หลวงปู่ "ไม่เอา" ที่มีความหมายยิ่งถึง เมื่อเป็นสังขารขันธ์อันให้โทษ(โกรธ)แล้ว ท่านก็ปล่อยวาง ไม่ยึดถือ ไม่ยึดมั่น ไม่เอาไปปรุงแต่ง ทั้งปวงก็คือการอุเบกขาเสียนั่นเอง

 

อีกครั้งหนึ่ง มีผู้เรียนถามหลวงปู่เรื่องการละกิเลส "หลวงปู่ครับทําอย่างไรจึงจะตัดความโกรธให้ขาดได้"

หลวงปู่ตอบว่า "ไม่มีใครตัดให้ขาดได้หรอก  มีแต่รู้ทัน...เมื่อรู้ทันมันก็ดับไปเอง."    (อตุโล ไม่มีใดเทียม น.๔๖๒)

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

Webmaster-สังขารขันธ์ อันให้โทษอื่นๆก็ปฏิบัติเฉกเช่นเดียวกัน เช่น โมหะ โลภะ หดหู่ ทุกข์ใจ รำคาญใจ ฯ. เพราะสังขารขันธ์เป็นขันธ์ที่ทำงานตามหน้าที่ของเขาตามสภาวธรรมหรือธรรมชาติ มันเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น จึงไปควบคุมบังคับบัญชาเขาให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้  ไม่ให้เกิด ไม่ให้มี ไม่ให้เป็นย่อมไม่ได้  ที่เราทำได้คือ รู้เท่าทัน แล้วไม่เอา คือการปล่อยวาง ไม่ยึดถือ ด้วยการทำอุเบกขาเสียนั่นเอง มันก็ดับไป

 

 

 ฟุ้งซ่าน -  ไม่สงบ, ไม่นิ่ง, พล่านไป, คิดไปไม่หยุดนิ่ง, ใช้แก่อาการของจิต

 

หัวข้อธรรม

 

กลับหน้าเดิม

สารบัญ