buddha

เปรียบเทียบขันธ์ ๕ กับสังขารอื่นๆ

หัวข้อธรรม ๘

ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕

 คลิกขวาเมนู

 

    พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบขันธ์ ๕ คือส่วนต่างๆที่ประกอบกันเป็นชีวิต ล้วนเป็นเพียงสิ่งไร้สาระ ไร้แก่นสาร เพื่อให้คลายความยึดถือ ยึดมั่น  เกิดนิพพิทาญาณ ความหน่ายเพื่อการปล่อยวางไว้ดังนี้

    1.รูปหรือรูปขันธ์ คือร่างกาย อุปมาดั่ง กลุ่มของฟองน้ำ  ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีแก่นสาระ เป็นเพียงกลุ่มก้อนหรือมวลรวมจากการรวมตัวกันขึ้นของฟองอากาศบนผิวน้ำเล็กๆที่มาเกาะรวมกันเป็นกลุ่มก้อนตามเหตุ คือตามแรงน้ำแรงลมแรงตึงผิว จึงเป็นผลไหลมารวมกันเป็นกลุ่มก้อน แลเห็นเป็นรูปร่างต่างๆนาๆ ในชั่วระยะหนึ่งๆ  ซึ่งอุปมาดั่งรูปขันธ์หรือร่างกายของเราเช่นกันซึ่งเป็นเพียงกลุ่มก้อนมวลรวมของธาตุ ๔  ตัวตนแท้จริงแล้วว่างเปล่า จึงไม่มีแก่นสาระใดๆเหมือนกลุ่มฟองน้ำนั้นๆ  ซึ่งย่อมต้องทะยอยแตกดับไปในที่สุด ไม่มีแก่นแกนสาระแท้จริง

กลุ่มฟองน้ำ รวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นรูปร่างต่างๆ ได้แค่ชั่วขณะๆ แล้วแตกสลายไป ไม่มีแก่นสาระ สูญดับไป

x

    2.เวทนาขันธ์ การเสวยอารมณ์ หรือเสวยรสในสิ่งที่ผัสสะ คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ในการกระทบของอายตนะภายนอกและภายในคือการผัสสะ   เวทนาเกิดขึ้นอุปมาดั่ง ฟอง(ฟอวอากาศ)ของน้ำ ที่ย่อมต้องเกิดขึ้นเช่นนั้นเอง เมื่อเม็ดฝนอันเป็นเหตุที่ได้ตกกระทบ(ผัสสะ)กับผิวน้ำ(เหตุอีกอันหนึ่งที่มาเป็นปัจจัยกัน)ทุกครั้งทุกคราไป ที่ย่อมเกิดผลคือฟองน้ำ ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง หรืออาจแค่ระลอกบ้างเป็นธรรมดา แต่คือยังไงก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา จึงเป็นดั่งสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขบ้างนั่นเอง ที่ต้องเกิดขึ้นทุกครั้งทุกคราไปที่เกิดการผัสสะ จึงต้องมีสติระลึกรู้ว่า มันต้องเกิดขึ้นเช่นนี้เป็นธรรมดา เหมือนฟองน้ำ  เม็ดฝนเปรียบได้อย่างความคิด(รูป เสียง กลิ่น ฯ.)  ผิวน้ำเปรียบประดุจดั่งใจ(ตา หู จมูก ฯ.) เมื่อเม็ดฝนตกกระทบผิวน้ำ ย่อมเกิดพลังงาน(เปรียบได้ดั่งวิญญาณที่ย่อมต้องเกิดขึ้นเช่นกัน)ขึ้นจึงเกิดฟองน้ำ เป็นใหญ่บ้าง เป็นเล็กบ้าง เป็นระลอกบ้าง เปรียบดุจดั่งเวทนาเช่นกัน ที่ย่อมต้องเกิดขึ้นเมื่อมีการผัสสะ เป็นสุขเวทนาบ้าง เป็นทุกขเวทนาบ้าง เป็นอทุกขมสุขบ้าง เป็นธรรมดา ไม่มีแก่นสาระเช่นเดียวกันดุจฟองน้ำที่ก็แตกสลายดับไป ไม่มีสาระ เป็นเพียงสภาวธรรมที่มันเป็นเช่นนี้เองเป็นธรรมดา ที่ต้องเกิดขึ้นและเป็นไปเช่นนี้เอง

ฟองน้ำย่อมเกิดจาการกระทบของเม็ดฝนกับผิวน้ำ เกิดฟองน้ำใหญ่บ้าง เล็กบ้าง เป็นระลอกบ้าง แล้วล้วนแตกดับไปเป็นธรรมดา ไร้แก่นสาระ

 

    3.สัญญาขันธ์ ความจำได้ หมายรู้ อุปมาดั่ง พยับแดด (mirage ภาพลวงตา) แลดูเหมือนมีตัวมีตนจริงๆ แต่แท้จริงล้วนว่างเปล่า ไม่มีตัวตนเป็นแก่นสาระ  ซึ่งแท้จริงเกิดจากการหักเหแปรปรวนของแสงจากอากาศที่มีอุณหภูมิแตกต่างกัน อากาศร้อนลอยตัวแปรปรวน จึงทำให้เกิดการแลเห็นเป็นกลุ่มก้อนหรือมวลรวมต่างๆนาๆ ทั้งที่แท้จริงแล้วไม่มีแก่นสาระหรือตัวตนใดๆ  เป็นเพียงอดีตที่เคยประสบสั่งสมมา ผ่านไปแล้ว เป็นเพียงเหมือนดั่งภาพลวงตา

ภาพลวงตา แลเห็นน้ำบนผิวถนน แต่ไม่มีน้ำหรือแก่นสาระตัวตนใดๆ

 

    4.สังขารขันธ์ สภาพหรือธรรมหรือสิ่ง ที่ปรุงแต่งจิต ให้เกิดเจตนาหรือจงใจให้เกิดการกระทำ(กรรม)ต่างๆ ได้ทั้งในทางดีและชั่ว หรือกลางๆทั่วๆไป  หรือก็คือสภาพของใจหรืออาการของจิต ที่สนับสนุนให้เกิดเจตนาหรือจงใจผลักดันให้เกิดการกระทำต่างๆ ได้ทั้งดีหรือชั่วหรือกลางๆที่ใช้ดำเนินชีวิต ได้ทั้งทางกาย วาจา หรือใจ  หรือทางโลกจะเรียกกันว่า"อารมณ์"ก็คงได้ เช่น อารมณ์โกรธ-สภาพที่ปรุงแต่งจิตหรืออาการของจิตที่ประกอบด้วยความโกรธ จึงเกิดการกระทำต่างที่ประกอบหรือปรุงแต่งด้วยความโกรธ เช่นเกิดวจีกรรม ด่าทอ ต่อว่า ฯ., อารมณ์หดหู่-สภาพที่ปรุงแต่งจิตต่างแต่ล้วนประกอบด้วยความหดหู่,  อารมณ์กังวล อารมณ์กลัว อารมณ์ฟุ้งข่าน ฯ. ก็เป็นเฉกเช่นกัน  (แต่ในทางธรรมแล้ว อารมณ์หมายถึง สิ่งที่จิตไปกำหนดหมายในขณะนั้นๆ)  สังขารขันธ์นั้นอุปมาดั่ง ต้นกล้วย แม้ต้นแลดูทั้งอวบทั้งใหญ่ แลดูว่าน่ามีคุณค่าเหมือนไม้แก่นทั้งหลาย  แต่แท้จริงไม่มีแก่นไม่มีแกนไม่มีกระพี้ใดๆ แท้จริงจึงไม่มีสาระใดๆให้ใช้เป็นประโยชน์ได้ คือใม่สามารถนำเอาแก่นหรือแกนไปใช้งานความแข็งแรงหรือเป็นฟืนได้ดังเช่นไม้แก่นทั้งหลาย  จึงเปรียบเหมือนดังสังขารขันธ์ที่แท้จริงแล้วไม่มีสาระใดๆ ไม่มีประโยชน์ใดๆดังที่คิดหรือเห็น จึงอย่าไปยึดถือ

แม้อวบใหญ่ แต่ไม่มีแก่น จึงไม่มีสาระประโยชน์ดังไม้แก่น

 

    5.วิญญาณขันธ์ อุปมาดั่งมายากล  เกิดดับๆดุจดั่งมายากล ซึ่งแท้จริงแล้วไม่เป็นไปดั่งที่ตาเห็นหรือคิดหรือที่แสดงให้เห็น ไม่ใช่สิ่งที่แท้จริง ดังกลที่เป็นเพียงการแสดง วิญญาณขันธ์จึงเกิดขึ้นดับไปเหมือนดั่งการเล่นมายากลนั่นเอง  คือสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีสาระแก่นแกนตัวตนดั่งตาเห็น เพราะเป็นเพียงมายาล่อลวง ด้วยอาศัยการเปลี่ยนแปลงแปรปรวนต่างๆอย่างแคล่วคล่องว่องไวยิ่ง ดังวิญญาณ ที่แปรปรวนเปลี่ยนแปลงเกิดดับๆได้อย่างว่องไวดุจราวกับมายากลทั้งหลาย  กล่าวคือ เมื่อเกิดการผัสสะของอายตนะภายในใดๆก็เกิดวิญญาณนั้น เป็นจักษุวิญญาณบ้าง โสตวิญญาณบ้าง มโนวิญญาณบ้าง ฯ. เพราะย่อมเกิดดับๆเป็นไปตามการกระทบของอายตนะภายนอกและภายในนั่นเอง  ซึ่งรวดเร็วว่องไวเสียยิ่งกว่ามายากลเสียอีก

 

เกิดขึ้นว่องไวราวมายากล แต่ไม่มีแก่นสาระ เป็นไปตามกระทบ

 

 

เผณปิณฑสูตร

ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕

 

 หัวข้อธรรม

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

    

วิบากกรรม