buddha1-1.gif

ตัวอย่างการนำไปพิจารณาในอนิจจลักขณะ ทุกขลักษณะ และอนิจจลักษณะ ของสังขารต่างๆ

รวมทั้งขันธ์ ๕ ที่คิดว่าเป็นของเรา  อันเป็นสังขารอย่างหนึ่งเช่นกัน

เพื่อใช้เป็นเครื่องอยู่ของจิต

พิจารณากับลักษณะต่างๆของสังขาร

    เช่น ในการพิจารณารูปขันธ์  จะเห็นได้ว่า รูปขันธ์ร่างกายนั้น ไม่เที่ยง เพราะ

    1 ร่างกายนี้ มีการเกิด มีการดับสลายคือตายไป  อีกทั้งมีการเกิดดับๆของส่วนย่อยๆอยู่ภายในตลอดเวลาอีกด้วย

    2 ร่างกายนี้ เป็นของแปรปรวน มีการเปลี่ยนแปลงแปรสภาพ อยู่เรื่อยๆตลอดเวลา ภายในภายนอกร่างกายนี้  ตั้งแต่ทารก..เด็ก...วัยรุ่น...จนโต...และแก่ชรา...จนดับไปเป็นที่สุด  เซลล์ต่างๆเช่นผิวหนัง ฯ. ในร่างกายก็มีการหลุดร่วง เกิดใหม่ แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา

    3 ร่างกายนี้ เป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วขณะๆชีวิตหนึ่ง

    เมื่อร่างกายนี้ไม่เที่ยง จึงย่อมเป็นทุกข์ในที่สุด เพราะ

    1 มีการเกิด การดับและอีกทั้งความตาย บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา  เช่นการเกิด ดับต่างๆในร่างกายที่มีอยู่ตลอดเวลา เช่นการหลุดร่วงดับไปของผม ขน หนัง ร่างกายส่วนต่างๆ อยู่ตลอดเวลา จนถึงต้องตายไปเป็นที่สุด

    2 ร่างกายเมื่อเจ็บป่วย ก็ทำให้ทนอยู่ด้วยได้ยาก  หรือเวลาร่างกายดีก็ไม่สามารถคงทนอยู่ในสภาพนี้ได้ตลอดไป

    3 เป็นที่ตั้งของความทุกข์ คือ ทั้งทุกข์จากการเกิด จากการแก่ จากการเจ็บป่วย จากการตาย  อีกทั้งการต้องดูแล ทั้งรักษา ทั้งทำความสะอาด หาอาหาร อีกทั้งต้องคอยดูแลให้ดูดีอีกเสียด้วย

    อีกทั้งรูปขันธ์ย่อมเป็นอนัตตาโดยธรรมหรือธรรมชาติ เพราะ

    1 เป็นของสูญ เพราะไม่มีตัวตนของตนจริง ไม่มีอยู่โดยลำพัง หรือไม่เป็นของชิ้นๆเดียวกันอย่างแท้จริง  ตัวตนร่างกายนี้ เป็นเพียงการประกอบกันขึ้นชั่วคราวหรือชั่วขณะหนึ่งๆของธาตุทั้ง ๔ อันมี ดิน น้ำ ลม ไฟ,   ดินคือของข้นแข็ง หรือพิจารณาว่ามาจากธาตุต่างๆทั้ง 108 ธาตุ มาชุมนุมปรุงแต่งกันก็ได้  ส่วนนํ้านั้นก็ของเหลวสารพัดในร่างกาย ทั้งน้ำดี น้ำย่อย ฯ  ส่วนลมนั้นก็ลมหายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งลมภายในร่างกายต่างๆ ฯ.  ส่วนไฟก็คือการสันดาปต่างๆร่วมกับ ดิน น้ำ ลมในร่างกาย จึงให้ความอบอุ่นและพลังงานต่างๆแก่ร่างกาย  เมื่อธาตุทั้ง ๔ มาประกอบกันลงตัวจึงเกิดขึ้นเป็นการชั่วขณะ  ธาตุทั้ง ๔ หรือเหตุย่อยๆต่างๆจำนวนเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านๆที่มาประชุมกันนั้น ย่อมล้วนว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา

    2 เมื่อไม่มีตัวตนจริง จึงไม่มีใครครอบครองเป็นเจ้าของมันได้อย่างแท้จริง  เพราะเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงขึ้นและแปรปรวนเป็นไปตามเหตุต่างๆอันแสนหลากหลายที่มาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน  แท้จริงจึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาตัวตนเรา

    3 เมื่อไม่สามารถครอบครองได้ จึงย่อมไม่อยู่ในอำนาจของเรา หรือใครๆ  เช่นอย่าเกิด อย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าตาย ขอให้สวย ขอให้แข็งแรง ฯ.

    4 เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของสังขารทั้งปวง(สังขตธรรม) คือ สังขารทั้งปวงล้วนสิ้นเกิดแต่เหตุปัจจัย  แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอันหลากหลายดังกล่าวนั่นเอง ไม่มีเกิดโดยลำพัง  ล้วนเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตานั่นเอง

พิจารณาว่ามีรูปขันธ์ของผู้ใดบ้างที่ไม่เป็นไปดั่งนี้

พิจาณาเช่นตัวอย่างอย่างนี้เป็นเครื่องอยู่ได้

 

    เวทนาขันธ์ นั้นไม่เที่ยง เพราะ

    1 เวทนามีการเกิด การดับ อยู่ตลอดเวลา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  เกิดดับๆ เป็นสุขเวทนาบ้าง เป็นทุกขเวทนาบ้าง เป็นอทุกขมสุขเวทนาบ้าง

    2 เวทนามีการแปรปรวน เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ เป็นสุขเวทนาบ้าง เป็นทุกขเวทนาบ้าง เป็นอทุกขมสุขเวทนาบ้าง

    3 เวทนาจึงเป็นของชั่วคราว ตั้งอยู่ได้ชั่วขณะๆหนึ่ง

    เวทนาขันธ์ เมื่อไม่เที่ยง จึงเป็นทุกข์ในที่สุด

    1 เวทนามีการเกิด การดับ บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา  เช่น เป็นสุขเวทนาแล้วก็ต้องดับไป  เมื่อเกิดทุกขเวทนาก็เป็นทุกข์

    2 เมื่อเป็นทุกขเวทนาก็ทนอยู่ด้วยได้ยาก  เมื่อเป็นสุขเวทนาก็ไม่สามารถคงสภาพทนอยู่ได้ เมื่อเกิดอทุกขสุขก็ประมาทแปรปรวนไปเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาในที่สุด

    3 เป็นที่ตั้งของความทุกข์ในที่สุด เกิดทุกขเวทนาก็เป็นทุกข์ เกิดสุขเวทนาก็ทนอยู่ไม่ได้ดับไปจนเป็นทุกข์ในที่สุด ฯ.

    เวทนาขันธ์ ย่อมเป็นอนัตตา

    1 เป็นของสูญ เพราะไม่มีตัวตนของตนจริง อีกทั้งเป็นนามธรรม ไม่มีหรือไม่เกิดขึ้นอยู่โดยลำพัง หรือไม่เป็นของชิ้นๆเดียวกันอย่างแท้จริง เวทนาจะเกิดขึ้นมาได้ก็จากเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยกัน จึงเกิดขึ้นมาชั่วขณะๆหนึ่งได้ คือเกิดมาจากการผัสสะกันของอายตนะต่างๆนั่นเอง เช่น เกิดจากความคิด กระทบ ใจ เกิดมโนวิญญาณ...จนเกิดเวทนาต่างๆในที่สุด หาตัวหาตนย่อมไม่ได้  เกิดแต่เหตุปัจจัยอันหลากหลายดังกล่าว

    2 เมื่อไม่มีตัวตน จึงย่อมเข้าไปครอบครองเป็นเจ้าของไม่ได้  เพราะเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงขึ้นและแปรปรวนเป็นไปตามเหตุต่างๆอันแสนหลากหลายที่มาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน  แท้จริงจึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาตัวตนเรา

    3 เมื่อไม่สามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้ จึงย่อมไม่อยู่ในอำนาจของเรา หรือใครๆ เช่น จงเกิดแต่สุขเวทนาเถิด อย่าได้เกิดทุกขเวทนาเลย ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา ฯ

    4 เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของสังขารทั้งปวง(สังขตธรรม) คือ สังขารทั้งปวงล้วนสิ้นเกิดแต่เหตุปัจจัย  แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอันหลากหลายดังกล่าวนั่นเอง ไม่มีเกิดโดยลำพัง  ล้วนเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตานั่นเอง

พิจารณาว่ามีเวทนาขันธ์ของผู้ใดบ้างที่ไม่เป็นไปดั่งนี้

พิจาณาเช่นตัวอย่างอย่างนี้เป็นเครื่องอยู่ได้

 

    สัญญาขันธ์ ความจำได้หมายรู้ ไม่เที่ยงเพราะ

    1 สัญญาขันธ์ย่อมมีการเกิด มีการดับ  เกิดดับๆ อยู่ตลอดเวลา

    2 สัญญาขันธ์ เป็นของแปรปรวนมีการเปลี่ยนแปลงแปรสภาพอยู่เรื่อยๆ  เดี๋ยวเป็นกุศลสัญญา เดี๋ยวเป็นอกุศลสัญญา เคยชอบก็เปลี่ยนเป็นชัง อยากจำแต่กุศลสัญญากลับลืม  อยากลืมอกุศลสัญญากลับจำ

    3 เป็นของชั่วคราว ตั้งอยู่ได้เป็นชั่วขณะๆ

    สัญญาขันธ์ เมื่อไม่เที่ยง จึงเป็นทุกข์

    1 การเกิด ดับ ย่อมบีบคั้น เมื่อเกิดกุศลสัญญาก็ย่อมถูกบีบคั้นจนดับไป เกิดอกุศลสัญญาก็ย่อมเป็นทุกข์

    2  เมื่อเป็นอกุศลสัญญาเกิดขึ้นก็ย่อมทนอยู่ด้วยได้ยาก  เมื่อเกิดกุศลสัญญาก็คงสภาพทนอยู่ไม่ได้

    3 จึงเป็นที่ตั้งของความทุกข์ เมื่อเป็นกุศลสัญญาก็ต้องดับไป เมื่อเป็นอกุศลสัญญาก็เป็นทุกข์ คือ ที่อยากจะจำกลับลืม ที่อยากจะลืมกลับจำ

    สัญญาขันธ์ ย่อมเป็นอนัตตา

    1 เป็นของสูญ เพราะไม่มีตัวตนของตนจริง ทั้งเป็นนามธรรม ไม่มีหรือไม่เกิดขึ้นอยู่โดยลำพัง หรือไม่เป็นของชิ้นๆเดียวกันอย่างแท้จริง  สัญญาขันธ์เกิดแต่เหตุปัจจัย ได้จากการสั่งสมอบรมมาแต่อดีต เกิดมาแต่การผัสสะต่างๆอันมากหลายในอดีตสั่งสมเก็บจำไว้ ไม่ได้เกิดโดยลำพัง ทั้งยังต้องอาศัยขันธ์อื่นๆในการเก็บจำอีกด้วยเช่นสมองในรูปขันธ์

    2 เมื่อไม่มีตัวตน จึงเข้าไปครอบครองเป็นเจ้าของไม่ได้  จึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาตัวตนเรา

    3 เมื่อไม่สามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้ จึงย่อมไม่อยู่ในอำนาจของเรา หรือใครๆ เช่น อยากจะลืมกลับจำ อยากจะจำกลับลืม

    4 เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของสังขารทั้งปวง(สังขตธรรม) คือ สังขารทั้งปวงล้วนสิ้นเกิดแต่เหตุปัจจัย  แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอันหลากหลายดังกล่าวนั่นเอง ไม่มีเกิดโดยลำพัง  ล้วนเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตานั่นเอง

พิจารณาว่ามีสัญญาขันธ์ของผู้ใดบ้างที่ไม่เป็นไปดั่งนี้

พิจาณาเช่นตัวอย่างอย่างนี้เป็นเครื่องอยู่ได้

 

    สังขารขันธ์ สภาพของใจในช่วงระยะหนึ่ง หรืออารมณ์ที่หมายถึงอาการต่างๆของจิตในขณะช่วงระยะหนึ่งคือช่วงเวลาหนึ่ง เช่นอารมณ์โลภ โกรธ หลง กลัว กังวล หดหู่ ฯ. ที่ไปปรุงแต่งจิตให้เกิดสัญเจตนาหรือความจงใจความคิดอ่านให้เกิดการกระทำต่างๆทางกาย วาจา และใจ ทั้งดีและชั่ว และกลางๆโดยทั่วไปในการดำรงชีวิตอีกด้วย ย่อมไม่เที่ยงเพราะ

    1 สังขารขันธ์นี้ ย่อมมีการเกิด การดับสลายไปอยู่ตลอดเรื่อยๆ  เกิดดับๆ เกิดโทสะแล้วดับไป เกิดโมหะแล้วดับไป เกิดหดหู่แล้วก็ดับไป ฯ

    2 มีการแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เป็นสุขใจบ้าง เป็นทุกข์ใจบ้าง เป็นโทสะบ้าง เป็นโมหะบ้าง เป็นหดหู่บ้าง เป็นฟุ้งซ่านบ้าง เป็นสมาธิบ้าง

    3 เป็นของชั่วคราว  เป็นชั่วขณะๆ ไม่ตั้งอยู่ตลอดไปได้

    สังขารขันธ์ ไม่เที่ยง จึงย่อมเป็นทุกข์ เพราะ

    1 การเกิด การดับ บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา  เมื่อทุกข์ใจ,หดหู่ ฯ เกิดขึ้นก็เป็นทุกข์   เมื่อมีความสุข ฯ ก็ถูกบีบคั้นให้ดับไป

    2 เมื่อเป็นทุกข์,หดหู่ หรืออกุศลสังขารเกิดขึ้น ก็ทนอยู่ด้วยได้ยาก  หรือเมื่อเป็นสุขหรือเกิดกุศลสังขารขึ้นก็คงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องดับไป

    3 จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์ในที่สุด  เกิดความสุขใจก็ต้องดับไปเป็นทุกข์  เมื่อเกิดความทุกข์ใจก็เป็นทุกข์ แม้ดับไปก็แปรปรวนเป็นทุกข์ในที่สุด

    สังขารขันธ์ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวของตนจริง เพราะ

    1 เป็นของสูญ เพราะไม่มีตัวตนของตนจริง ทั้งเป็นนามธรรม ไม่สามารถเกิดหรือไม่มีอยู่โดยลำพัง หรือไม่เป็นของชิ้นๆเดียวกันหรือไม่เป็นมวลรวมเดียวกันอย่างแท้จริง เป็นของที่ประชุมกันเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่งๆหรือชั่วคราว เกิดมาจากการผัสสะของเหตุปัจจัยต่างๆมาปรุงแต่งกัน อาทิเช่น อายตนะทั้งหลายต่างๆมาผัสสะกัน..ย่อมเกิดวิญญาณ...ย่อมเกิดเวทนาต่างๆ...ย่อมเกิดสัญญา...จนเกิดสังขารขันธ์ต่างๆขึ้น  จึงไม่ได้เกิดโดยลำพัง ทั้งยังต้องอาศัยขันธ์ต่างๆเป็นเหตุในการเกิดอีกด้วย

    2 เมื่อไม่มีตัวตน จึงเข้าไปครอบครองเป็นเจ้าของไม่ได้  หรือแท้จริงแล้วขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย  จึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาตัวตนเรา

    3 เมื่อไม่สามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้ จึงย่อมไม่อยู่ในอำนาจของเรา หรือใครๆ, จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้ทุกข์เลย ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา, จงอย่าหดหู่เลย จงอย่าฟุ้งซ่านเลย ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา เพราะเป็นไปตามเหตุปัจจัย

    4 เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของสังขารทั้งปวง(สังขตธรรม) คือ สังขารทั้งปวงล้วนสิ้นเกิดแต่เหตุปัจจัย  แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอันหลากหลายดังกล่าวนั่นเอง ไม่มีเกิดโดยลำพัง  ล้วนเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตานั่นเอง

พิจารณาว่ามีสังขารขันธ์ของผู้ใดบ้างที่ไม่เป็นไปดั่งนี้

    วิญญาณขันธ์ ความรู้แจ้งในสิ่งที่กระทบ หรือระบบประสาทสัมผัส ไม่เที่ยง

    1 วิญญาณ์นี้ ย่อมมีการเกิด การดับสลายไปอยู่ตลอดเรื่อยๆ  เกิดดับๆ ตากระทบรูป จักขุวิญญาณก็เกิด เมื่อไม่กระทบก็ดับ  หูกระทบเสียง โสตะวิญญาณย่อมเกิด เมื่อไม่กระทบก็ดับไป จึงมีการเกิดดับๆ เช่นนี้อยู่ตลอดเวลา

    2 มีการแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เกิดดับจักขุวิญญาณบ้าง โสตะวิญญาณบ้าง ชิวหาวิญญาณบ้าง มโนวิญญาณบ้าง ฯ.

    3 เป็นของชั่วคราว  เป็นชั่วขณะๆ ไม่ตั้งอยู่ตลอดไปได้

    วิญญาณขันธ์ ไม่เที่ยง จึงย่อมเป็นทุกข์ เพราะ

    1 การเกิด การดับ บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา

    2 ทนอยู่ด้วยได้ยากเมื่อเกิดอกุศลวิญญาณ  หรือเมื่อเป็นกุศลวิญญาณก็คงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องดับไป

    3 จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์ในที่สุด  เกิดอกุศลวิญญาณก็พาไปให้เป็นทุกข์ เกิดกุศลวิญญาณก็ต้งดับไปแล้วเป็นทุกข์ในที่สุด

    วิญญาณขันธ์ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวของตนจริง เพราะ

    1 เป็นของสูญ เพราะไม่มีตัวตนของตนจริง ทั้งเป็นนามธรรม ไม่สามารถเกิดหรือไม่มีอยู่โดยลำพัง หรือไม่เป็นของชิ้นๆเดียวกันหรือไม่เป็นมวลรวมเดียวกันอย่างแท้จริง เป็นของที่ประชุมกันเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่งๆหรือชั่วคราว เกิดมาจากการกระทบของเหตุปัจจัยต่างๆมาปรุงแต่งกัน คือนามรูปเป็นเหตุจึงมีวิญญาณ

    2 เมื่อไม่มีตัวตน จึงเข้าไปครอบครองเป็นเจ้าของไม่ได้  หรือแท้จริงแล้วขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย  จึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาตัวตนเรา

    3 เมื่อไม่สามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้ จึงย่อมไม่อยู่ในอำนาจของเรา หรือใครๆ, ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา เพราะเป็นไปตามเหตุปัจจัย

    4 เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของสังขารทั้งปวง(สังขตธรรม) คือ สังขารทั้งปวงล้วนสิ้นเกิดแต่เหตุปัจจัย  แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอันหลากหลายดังกล่าวนั่นเอง ไม่มีเกิดโดยลำพัง  ล้วนเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตานั่นเอง

 อีกทั้งสังขารอื่นๆทั้งปวง ก็ล้วนเป็นไปในลักษณาการเช่นนี้เช่นกัน

 

        โลก เที่ยงหรือไม่เที่ยง

        ชีวิตเที่ยงหรือไม่เที่ยง

        มีอะไรที่เที่ยงบ้าง

กลับหน้าเดิม