ภาพแสดงการทำงานหรือกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕  ที่ทำงานเป็นเหตุปัจจัยกัน เหมือนดั่งวงจรปฏิจจสมุปบาท

และล้วนทำงานตามหน้าที่ตนโดยอิสระ ควบคุมบังคับเขาไม่ได้ ด้วยล้วนเป็นอนัตตา  จึงยังผลให้เกิดกรรม(การกระทำ)ต่างๆขึ้น

โดยเป็นเหตุปัจจัยร่วมกับ"เหตุ"ต่างๆ คือ อายตนะภายนอก อันมี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์(คิด) ทั้ง ๖

ข้อสังเกตุ เมื่อเกิดการกระทบกันของอายตนะภายนอกและภายในดังที่แสดง  แล้วย่อมดำเนินไปตามกระบวนธรรมนี้อย่างแน่นอน เหมือนดั่งวงจรปฏิจจสมุปบาท  ดุจดั่งลูกธนูที่หลุดจากแหล่งแล้ว ย่อมไม่สามารถควบคุมบังคับได้อีกต่อไป  มีหน้าที่เพียงมี "สติรู้เท่าทัน"และ"ปัญญา"เห็นตามความเป็นจริงว่า มันเป็นเช่นนี้เอง แล้วปล่อยวางหรืออุเบกขา

                                                                         ผัสสะ     ธัมมสัญญา                        ธัมมสัญเจตนา

ธรรมารมณ์(คิดอันเป็นเหตุ)    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม มโนวิญญาณ  การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น  สัญญาจํา ย่อมทำให้เกิด  เวทนา ย่อมทำให้เกิด สัญญาหมายรู้  ย่อมทำให้เกิด สังขารขันธ์ [ เป็นปัจจัยไปปรุงจิต ให้เกิดสัญเจตนาเกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) จึงทำให้เกิดกรรม (คือ การกระทำต่างๆ ทางใจ(มโนกรรม)เช่นความคิดเป็นทุกข์อันให้โทษ(คิดที่เกิดจากสังขารขันธ์นี้เป็นผล) ]     แสดงขันธ์ ๕ อย่างละเอียด ของสัญญา

 

ลักษณาการเหมือนๆกันในทุกอายตนะเมื่อมีการผัสสะ ยังให้เกิดมโนกรรม คือความคิดนึกอันเป็นผลได้เหมือนกัน

                                         ผัสสะ      รูปสัญญา                          รูปสัญเจตนา

รูป    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ตา ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม จักขุวิญญาณ  การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น  สัญญาจํา ย่อมทำให้เกิด  เวทนา  สัญญาหมายรู้  ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม สังขารขันธ์ [ anired06_next.gifเกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ)จึงทำให้เกิดกรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย วาจา หรือใจเช่นมโนกรรม]

 

 

                                           ผัสสะ     สัททสัญญา                      สัททสัญเจตนา

เสียง    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป หู ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม โสตะวิญญาณ  การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น  สัญญาจํา ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม  เวทนา ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม สัญญาหมายรู้  ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม สังขารขันธ์ [ anired06_next.gifเกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ จึงทำให้เกิดกรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย วาจาหรือใจเช่นมโนกรรม ]

 

                                              ผัสสะ    คันธสัญญา                          คันธสัญญา

กลิ่น    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป จมูก ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม ฆนะวิญญาณ  การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น  สัญญาจํา ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม  เวทนา ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม สัญญาหมายรู้  ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม สังขารขันธ์ [ anired06_next.gifเกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ)จึงทำให้เกิดกรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย วาจาหรือใจเช่นมโนกรรม ]

 

                                           ผัสสะ      รสสัญญา                          รสสัญเจตนา

รส    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ลิ้น ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม ชิวหาวิญญาณ  การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น  สัญญาจํา ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม  เวทนา ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม สัญญาหมายรู้  ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม สังขารขันธ์ [ anired06_next.gifเกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ)จึงทำให้เกิดกรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย วาจาหรือใจเช่นมโนกรรม]

 

                                                    ผัสสะ   โผฏฐัพพะสัญญา             โผฏฐัพพะสัญเจตนา

โผฏฐัพพะ    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป กาย ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรมย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม กายวิญญาณ  การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น  สัญญาจํา ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม เวทนา ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม สัญญาหมายรู้ ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม สังขารขันธ์ [ anired06_next.gifเกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ)จึงทำให้เกิดกรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย วาจาหรือใจเช่นมโนกรรม]

ภาพแสดงกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง๕  ที่มักยังให้พลาดท่าเกิดทุกข์ จากการคิดฟุ้งซ่าน  จึงสามารถปรุงแต่งวนเวียนเป็นวงจรได้อย่างไม่รู้จบ จนอาจเกิดทุกข์ขึ้น

คิด หรือ ธรรมารมณ์ (คิดที่เป็นเหตุ เมื่อเกิดแล้วย่อมดำเนินไปตามหตุ)    +   ใจ     anired06_next.gif    มโนวิญญูาณขันธ์     anired06_next.gif     เวทนาขันธ์

หยุด มโนกรรม                       แสดงวงจรกระบวนธรรมการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕  ที่วนเวียนปรุงแต่ง                               

สังขารขันธ์ เกิดมโนกรรม(เกิดคิดที่เป็นผล แม้ต้องรับผล ไม่สามารถดับได้  แต่อุเบกขาได้ จึงไม่ไปเป็นเหตุอีกได้)      สัญญาขันธ์

( อุปาทานขันธ์ ๕ ที่ยังให้เกิดอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนวนเวียนแสนยาวนาน  ก็เกิดในลักษณาการเดียวกันเช่นนี้  ดั่งในองค์ธรรมชรานั่นเอง)

        โดยย่อ เมื่อ"ความคิด" กระทบ "ใจ" เป็นเหตุปัจจัยให้"มโนวิญญาณ"ย่อมเกิด  การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ เรียกผัสสะ  เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด"เวทนา"  แล้วเวทนาจึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด"สัญญา"  แล้วสัญญาจึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด"สังขารขันธ์"  และสังขารขันธ์หรืออารมณ์ทางโลกๆนี้นี่เอง ที่ปรุงแต่งจิตให้เกิดสัญเจตนาความคิดอ่านต่างๆให้เกิดการกระทำต่างๆขึ้น รวมทั้งความคิด(มโนกรรม) ความคิดนึกหรือมโนกรรมนี้จึงเป็นผลที่เกิดมาจากสังขารขันธ์นั่นเอง แม้ต้องรับผลที่เกิดขึ้น แต่เมื่ออุเบกขาเสีย ผลที่ได้รับจึงย่อมเสื่อมดับไป ไม่เป็นเหตุก่อให้ต่อเนื่องสืบไปอีก,  จึงต่างจากความคิดแรกหรือธรรมารมณ์ที่ทำหน้าที่เป็นเหตุ เมื่อเกิดผุดนึกผุดจำขึ้นมาแล้ว ก็จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ต้องดำเนินไปตามกระบวนธรรมของชีวิต จึงดับไม่ได้โดยตรง คือจะหยุดคิดหยุดนึกทุกๆความคิดไม่ได้นั้นเอง อีกทั้งยังจำเป็นใช้ในการดำเนินชีวิตอีกด้วย  จึงหยุดแค่มโนกรรมความคิดนึกอันเป็นผลของสังขารขันธ์อันเป็นทุกข์หรืออกุศลเท่านั้นพอ

        รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เมื่อเกิดการผัสสะ ก็เกิดผลเป็นสังขารขันธ์ความคิดนึกขึ้นได้เฉกเช่นกัน  แล้วก็วนเวียนเป็นวงจรดั่งแสดงข้างต้นนี้ได้อีกเช่นกัน

        เมื่อความคิดแรกเป็นเหตุ จึงต้องดำเนินไปตามเหตุปัจจัยจนเกิดผล  คือจนเกิดสังขารขันธ์เช่นความคิดอันเป็นผล(มโนกรรม)  ความคิดนี้จึงย่อมต้องเกิดขึ้นเช่นนี้เองแม้เป็นโทสะ ทุกข์ ฯ. แม้ห้ามไม่ได้ แต่สามารถอุเบกขา ปล่อยวางได้  แล้วสังขารขันธ์ทุกข์ที่เกิดมานั้นย่อมเสื่อมดับด้วยธรรมนิยาม ไม่เกิดทุกข์สืบเนื่องต่อไปอีกได้

แปลเป็นแบบไทยๆ

คิดหรือธรรมารมณ์ (คิดที่เป็นเหตุ เมื่อเกิดแล้วย่อมดำเนินไปตามหตุ)  + ใจ  anired06_next.gif  วิญญูาณ-ประสาทรับสัมผัส  anired06_next.gif   การรับรู้รสสิ่งที่กระทบ

 หยุดมโนกรรม                             แสดงวงจรกระบวนธรรมการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕  ที่วนเวียนปรุงแต่ง                                    

อารมณ์ ยังให้เกิดมโนกรรมเกิดคิดนึกที่เป็นผล แม้ต้องรับผล ไม่สามารถดับได้  แต่อุเบกขาได้ จึงไม่ไปเป็นเหตุอีกได้    ความจำได้หมายรู้

อธิบายการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕

ขยายแบบบริบูรณ์ที่สุด

ใจ กระทบ ธรรมารมณ์ เป็นเหตุปัจจัยจึงมี มโนวิญาณ ขึ้นรับรู้หรือรู้แจ้ง      

เพราะเหตุทั้ง ๓ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ     

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี ธัมมสัญญาความจำได้หมายรู้ จึงเข้าใจในคิดนั้นๆ      

เพราะธัมมสัญญาเป็นปัจจัยจึงมี เวทนา รู้สึกรับรู้ในคิดนั้นเป็น สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา      

เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมี  ธัมมสัญเจตนา ความคิดอ่านในความคิดนั้นไปปรุงจิต     

เพราะธัมมสัญเจตนาเป็นปัจจัยจึงมี สังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆเช่น โทสะ โมหะ ราคะ สุข ทุกข์ กลางๆ ฯ.    

เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมี สัญเจตนาเจตนาจงใจไปปรุงแต่งจิตให้กระทำการต่างๆ(กรรม)ได้ทั้งทางดี ชั่ว หรือกลางๆ ได้ทั้งทางกาย วาจา ใจ     

เพราะสัญเจตนาเป็นปัจจัย จึงมี สังขารปรุงแต่งต่างๆขึ้นทางกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร      

เพราะสังขารปรุงแต่งเป็นปัจจัยจึงมี กรรม การกระทำต่างๆขึ้นจึงเกิด กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ต่างๆขึ้นได้

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ