เวทนา ในปฏิจจสมุปบาท

        เวทนา หมายถึง การเสวยอารมณ์,   เสวย ที่แปลว่า การกิน  การรับประทาน  การเสพ  การเสพรส,   อารมณ์ ที่หมายถึง สิ่งที่จิตไปยึดหมายหรือกำหนดในขณะนั้นๆ เช่น ในรูป  ในเสียง  ในกลิ่น  ในรส  ในสัมผัส(โผฏฐัพพะ) และในธรรมมารมณ์ ใดๆ

         เวทนา หรือการเสวยอารมณ์ จึงหมายถึง การเสพในสิ่งใดๆที่มากระทบสัมผัส(ผัสสะ) หรือก็คือสิ่งที่จิตไปยึดเหนี่ยวในขณะนั้นๆนั่นเอง  อันเมื่อมีการเสพแล้ว  ย่อมต้องมีการรับรู้ในรสชาด ของสิ่งที่เสพนั้นด้วยเป็นธรรมดา เหมือนดังการเสพเสวยอาหาร ก็ย่อมรู้ในรสชาดของอาหารนั้นๆเป็นธรรมดา  ดังนั้นเวทนาจึงหมายถึง ความรู้สึกรับรู้ในรสชาดของอารมณ์หรือสิ่งนั้นๆ ที่เกิดขึ้นจากการผัสสะนั้นๆไม่ว่าจะด้วยอายตนะใดๆก็ตามที

        เวทนาในปฏิจจสมุปบาทนั้น  ตามความเป็นจริงแล้วล้วนเป็นเวทนามีอามิส   หมายถึง เวทนาที่มีกิเลสแอบแฝงอยู่ด้วย  เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะล้วนเนื่องมาจากอาสวะกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตอันเป็นสัญญาจำได้อย่างหนึ่งนั่นเองเป็นเหตุปัจจัย

        เวทนาในปฏิจจสมุปบาทเป็นสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวถึงมากเป็นที่สุด เพราะมีความสำคัญยิ่งในการเข้าใจธรรมหรือสภาวะธรรมต่างๆให้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงาม สมดั่งพระพุทธประสงค์  ดังเช่น เห็นธรรมหรือสภาวธรรมว่าเที่ยง ไม่แปรปรวน เป็นเช่นนั้นเอง  ดังนั้นจึงไปเห็นสภาวธรรมของเวทนาว่ามันเที่ยง เป็นธรรมชาติ เป็นไปเช่นนั้นเองเป็นะรรมดา(ระวังจะสับสน ผู้เขียนกล่าวถึงอสังขตธรรมหรือธรรมชาติหรือสภาวธรรมว่าเที่ยง  มิได้กล่าวถึงสังขารของเวทนาอันอยู่ภายใต้กฏพระไตรลักษณ์จึงไม่เที่ยง) กล่าวคือ เห็นธรรมชาติของผู้มีชีวิตที่มีการผัสสะแล้วย่อมเกิดเวทนาขึ้นเป็นธรรมดา  เป็นกระบวนของธรรมชาติแห่งชีวิตโดยแท้ๆในการดำรงชีวิต  จึงเกิดขึ้นกับทุกผู้คนแม้ในพระอริยเจ้า

        เวทนา ที่เกิดขึ้นในวงจรปฏิจจสมุปบาทนั้นมี ๒ ตำแหน่งด้วยกัน

        ตำแหน่งที่ ๑. องค์ธรรมเวทนาในวงจรปฏิจจสมุปบาท   ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะความที่เป็นองค์ธรรมที่เป็นจุดเปลี่ยนหรือหักเหให้เกิดสังขารขันธ์อันไม่เป็นทุกข์ได้ด้วยสติและปัญญา,   หรือจะดำเนินต่อไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ปฏิจจสมุปบาทอันเป็นที่เกิดแห่งอุปาทานสังขารขันธ์อันเป็นทุกข์ที่เร่าร้อนเผาลนใจด้วยไฟของตัณหาอุปาทาน ตามวิสัยของปุถุชน  ดังวงจรที่แสดงนี้

แสดงสติและปัญญาที่ดำเนินเกิดขึ้นต่อจากเวทนา จนเกิดสังขารขันธ์ไม่เป็นทุกข์

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                  

      ปัญญา+สัญญาหมายรู้                                (อุทธัจจะ)

                                                                  

      สังขารขันธ์ ไม่เป็นทุกข์                  แตคิดนึกปรุงแต่งต่อ   

 

 

 

        นักปฏิบัติที่สามารถหยุดเหตุแห่งทุกข์เสียได้ที่เวทนาในวงจรนี้ด้วยสติ  และปัญญา  ครั้งใดก็ถือว่าครั้งนั้นเป็นสุดยอดของการปฏิบัติแห่งการดับทุกข์ทีเดียว  ที่ทั้งถูกต้องทั้งดีงาม   และยังเป็นการสั่งสมสังขาร  อันเกิดแต่วิชชาที่ถูกต้องดีงามทุกครั้งทุกทีที่ปฏิบัติ  อันจักทำให้เกิดมหาสติ  ที่นำพาให้พ้นไปจากอุปาทานทุกข์อย่างถาวรในภายหน้า   และไม่ต้องเสพเสวยอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนใจ   เพียงเสวยแต่เวทนาอันเป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาติ  อันเป็นสิ่งที่คงต้องเกิดมีเป็นเช่นนั้นเอง  เพราะเป็นสภาวะธรรมของชีวิต  (แม้แต่ในพระอริยเจ้า) ในการรับรู้ในสิ่งต่างที่มากระทบสัมผัส(ผัสสะ)ต่างๆในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์(ความคิด)  อันย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกรับรู้ในสิ่งต่างๆเหล่านั้นตามธรรมชาติของชีวิตตามสัญญาความจำ หรืออาสวะกิเลสในปุถุชน เช่น ถูกใจ(สุขเวทนา)  ไม่ถูกใจ(ทุกขเวทนา)   หรือเฉยๆ(อทุกขมสุข)   แล้วย่อมจางคลายดับไป ไม่ก่อให้เป็นอุปาทานทุกข์เพราะขาดเหตุปัจจัยให้เกิดสืบเนื่องต่อไป    ที่เวทนานี้เมื่อมีสติที่ระลึกรู้เท่าทัน  และปัญญาที่ร่วมกับสัญญาหมายรู้จึงเกิดสังขารขันธ์อันไม่เป็นทุกข์ขึ้น   แล้วอุเบกขา  เป็นกลางวางทีเฉย ไม่เอนเอียงแทรกแซงปรุงแต่งด้วยถ้อยคิดหรือกริยาจิตใดๆในเรื่องนั้นๆ    เพราะการแทรกแซงด้วยถ้อยคิดหรือคิดปรุงแต่งใดๆ ตามภาพที่แสดงโดยลูกศร ย่อมก่อให้เกิดการผัสสะ(กระทบ)กับสฬายตนะอีกครั้งขึ้น ทุกครั้งทุกทีที่มีการปรุงแต่ง  ดังนั้นจึงย่อมดำเนินกลับเข้าสู่วิถีวงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์อีกครั้งหนึ่ง  ด้วยเหตุฉะนี้จึงเปิดโอกาสอาจเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอุปาทานทุกข์ขึ้นได้อีกนั่นเอง    หรือการคิดปรุงแต่งอาจทำให้จิตดำเนินไปตามลูกศร  ร่วมกับสังขารที่ได้สั่งสมไว้ในเรื่องนั้นๆจึงยังให้มีโอกาสเกิดเป็นอุปาทานทุกข์มากขึ้นไปอีกเป็นลำดับ    นอกจากนั้นยังเป็นการสั่งสมการปรุงแต่งให้แรงเข้มขึ้นไปโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

         อนึ่งอทุกขมสุขเวทนาแม้มีอามิส ที่เกิดขึ้นนั้น  เนื่องจากแผ่วเบา จึงไม่เห็นการเกิด การดับ จึงประมาทเกิดการคิดปรุงแต่ง จึงมักจะดำเนินไปในรูปข้างต้นเช่นกัน   แต่เป็นเพราะเนื่องมาจากอทุกขมสุขเป็นความรู้สึกรับรู้ที่แผ่วเบาเฉยๆจึงไม่เกิดตัณหาขึ้น  จึงดำเนินไปไม่เป็นทุกข์เช่นกันดังภาพลูกศร      แต่ถ้ามีการปรุงแต่งต่อไปก็จักเปิดโอกาสอาจเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์ได้เช่นข้างต้น   จึงมิได้เกิดแตสติ  ที่ระลึกรู้เท่าทัน ร่วมกับปัญญา  หมายรู้อย่างถูกต้อง   จึงเพียงแต่เป็นไปตามสภาวะธรรมของอทุขมสุขเท่านั้นเอง  จึงพึงควรแยกแยะให้ถูกต้องด้วย

        จึงควรโยนิโสมนสิการให้มีความเข้าใจอย่างยิ่งยวดในสภาวะธรรมของเวทนา  เพราะทำความเข้าใจได้ยาก  ดูดังกรณีเกิดโทสะขึ้น  เกิดทุกขเวทนาขึ้นแล้วเป็นสังขารขันธ์อันเป็นโทสะขึ้น  บางทีบางท่านก็กล่าวว่าเป็นทุกข์แล้ว  ก็เป็นทุกข์อย่างหนึ่งเหมือนกันก็จริงอยู่  แต่เป็นทุกข์เหมือน ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ทั้ง๗นั่นแล  เป็นสภาวะธรรม  อันต้องเป็นเช่นนี้เอง เมื่อเป็นสภาวะธรรมจึงเที่ยงไม่แปรปรวน คงทนอยู่ได้นั่นเอง กล่าวคือ เป็นจริงอยู่เยี่ยงนั้นนั่นเอง (อย่าสับสน  สังขารจึงอยู่ภายใต้กฏพระไตรลักษณ์ทั้ง๓   ส่วนธรรมหรือสภาวะธรรมนั้นเป็นอนัตตาแต่เพียงอย่างเดียว มีความเที่ยง และคงทนหรือเป็นอย่างนั้นนั่นเอง),   และเหตุที่ไม่จัดว่าเป็นทุกข์ที่หมายถึงอุปาทานทุกข์เพราะขาดตัณหาอุปาทานที่ทำให้เกิดอาการของไฟแห่งความเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายและยาวนานนั่นเอง  กล่าวคือ แล้วก็จางคลายดับไปในไม่ช้าเมื่อขาดการปรุงแต่ง  กล่าวคือ โทสะนี้ยังไม่เป็นอุปาทานทุกข์นั่นเอง    และอุปาทานทุกข์นี้นี่เองที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้ดับไป   ที่ปฏิบัติก็คือดับอุปาทานทุกข์เหล่านี้   ไม่สามารถไปดับทุกข์ธรรมชาติอันเกิดมีแก่ชีวิตเป็นธรรมดาได้ ดังเช่น ทุกข์ทั้ง๗ ที่กล่าวข้างต้นตลอดจนเวทนาต่างๆ     แม้เป็นทุกข์อย่างหนึ่งก็จริงอยู่  มิได้ปฏิเสธ  แต่เป็นสภาวะธรรมหรือธรรมชาติที่ต้องเป็นเช่นนี้เอง    และข้อสำคัญทุกข์ธรรมชาติเหล่านี้โดยธรรมชาติเดิมแท  นั้น ไม่เร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายและวนเวียนเกิดๆดับๆอย่างยาวนานดุจดังอุปาทานทุกข์ที่ปุถุชนรู้สึกเร่าร้อนและเป็นทุกข์กันอยู่แทบทุกขณะจิตเพียงแต่ไม่รู้แยกแยะไม่ออกเท่านั้นเองว่าเป็นไปโดยอาการของอุปาทานทุกข์      มิใช่เป็นเพราะทุกข์ธรรมชาติ.

         ตำแหน่งที่ ๒. เวทนาที่เกิดในองค์ธรรมชรา  แต่เวทนาที่เกิดๆดับๆเหล่านี้ในชรา ล้วนเป็นอุปาทานเวทนาหรือก็คือเวทนูปาทานขันธ์ล้วนสิ้นแล้ว  หมายถึงมีอุปาทานความพึงพอใจของตัวของตนแฝงอยู่อย่างครบถ้วนกระบวนความแล้ว  และเกิดวนเวียนเป็นวงจรของอุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์อย่างเกิดๆดับๆได้หลายสิบหลายร้อยครั้งอย่างยาวนานต่อเนื่องหรือค่อนข้างต่อเนื่อง  กล่าวคือ  กระบวนจิตดำเนินไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์จนถึงชาติ    แล้วจึงเกิดชรา  อันแปรปรวนจึงดำเนินวนเวียนเป็นวงจรของทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนของอุปาทานทุกข์   จนกว่าจะมีสติและปัญญาดับไป   หรือดับไปตามธรรมชาติในปุถุชน โดยพระไตรลักษณ์  การเบี่ยงเบน บดบัง หรือแยกพรากด้วยเหตุใดๆ จึงดับไป   พร้อมการเก็บสั่งสมเป็นอาสวะกิเลสไว้รอก่อเป็นทุกข์เภทภัยต่อไปในภายหน้า     กระบวนธรรมของจิตจึงดำเนินและเป็นไปดังนี้ในชรา

...ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ  รูปูปาทานขันธ์ + ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์  anired06_next.gif เวทนูปาทานขันธ์ → มรณะ → อาสวะกิเลส →... 

                         อุปาทานขันธ์๕  อันคือ คิดปรุงแต่งในชราอันเป็นทุกข์               

                สังขารูปาทานขันธ์ เช่นคิดที่เป็นทุกข์                 สัญญูปาทานขันธ์       

           ในวงจรล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว

        เวทนูปาทานขันธ์ นี้เป็นความรู้สึกรับรู้ในสิ่งที่ผัสสะนั้นๆด้วยความเร่าร้อนเผาลนด้วยไฟจากอำนาจของอุปาทาน  แตกต่างกันมากกับเวทนาขันธ์ปกติธรรมดาอันต้องรับรู้เช่นนั้น เกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมชาติ    แม้เป็นเวทนาที่เป็นทุกขเวทนาก็รู้สึกเป็นทุกข์เยี่ยงนั้นก็จริงอยู่  แต่แตกต่างจากเวทนูปาทานขันธ์ตรงที่ขาดการเผาลนเร่าร้อนกระวนกระวายด้วยไฟของตัณหาอุปาทาน     ทุกขเวทนาในขันธ์๕ที่ปกติธรรมดานั้นเมื่อเกิดขึ้น ก็ตั้งอยู่ แล้วจางคลาย ดับไป  เพราะขาดเหตุปัจจัยต่อเนื่องให้เกิดสืบต่อไป    ส่วนเวทนูปาทานขันธ์นั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ตกอยู่ใต้อำนาจความพึงพอใจของตัวของตนเป็นแก่นเป็นแกนเสียแล้ว  จึงดำเนินต่อไปไม่หยุดหย่อนเป็นวงจรดังแสดงข้างต้น  จะหยุดการปรุงแต่งก็หยุดไม่ได้เสียแล้วด้วยความแก่กล้าของอุปาทานและอำนาจความเคยชิน(สังขาร)ที่สั่งสมไว้  กล่าวคือ สังขารูปาทานขันธ์เช่นความคิดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดรูปูปาทานขันธ์ใหม่ เป็นระยะไปเรื่อยๆ  ทำให้เวทนูปาทานขันธ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นจากการปรุงแต่งของความคิดเดิมยังไม่ทันดับลงไป  ก็เกิดเวทนูปาทานขันธ์ของคิดปรุงแต่งใหม่เกิดขึ้นสืบต่อเนื่องกันไป  กล่าวคือ เวทนูปาทานขันธ์อันเร่าร้อนเผาลนที่ทำให้มีความรู้สึกเป็นทุกข์เร่าร้อนใจ  ยังไม่ทันได้จางคลายดับไป ก็เกิดความรู้สึกของเวทนูปาทานขันธ์ใหม่ขึ้นสืบต่อเนื่อง จนแลดูเป็นชิ้นหนึ่งชิ้นเดียวกันของความทุกข์  ทั้งๆที่ความรู้สึกเป็นทุกข์เร่าร้อนใจ  นั้นเกิดจากการเกิดดับ เกิดดับๆๆๆ...ของเวทนูปาทานขันธ์ของการปรุงแต่ง  นั่นเอง   อันเป็นไปดุจเดียวกับการปาก้อนหินลงในนํ้าอย่างไม่หยุดหย่อนนั่นเอง   ดังนั้นผิวนํ้าทั้งผืนผิวหรือจิตมวลรวมจึงไม่เคยสงบราบเรียบตามธรรมชาติลงไปได้  อุปมาดังรูปที่แสดง

 

  Please download Java(tm).

คลิกที่รูปได้

         เมื่อสติระลึกรู้และปัญญาไม่เท่าทันองค์ธรรมเวทนา หรือเวทนานั้นแรงกล้าจนกระบวนธรรมของจิตดำเนินไปตามวงจรของทุกข์มาถึงชรา   การดับอุปาทานทุกข์หรืออุปาทานขันธ์ทั้ง๕ที่ชรา   ก็เพื่อให้เวทนูปาทานขันธ์อันยังให้ความรู้สึกรับรู้อันเป็นทุกข์เร่าร้อนให้ดับไปด้วยนั่นเอง   ก็ยังต้องใช้สติและปัญญาเช่นเดิมนั่นแหละในการดับอุปาทานขันธ์๕ที่ดำเนินอย่างวนเวียนอยู่นั้น  แต่คราวนี้จะยากลำบากกว่ากันมากนักต้องเพียรกว่า  และจำต้องเสพเสวยสุขหรือทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนไปด้วยระยะหนึ่ง จนกว่ามีสติและปัญญาเกิดขึ้น    หรือมิฉนั้นก็ต้องปล่อยเป็นไปตามพระไตรลักษณ์คือดับไปเองตามสภาวะธรรม  หรือถูกบดบังเบี่ยงเบนจนดับไปด้วยเหตุปัจจัยอื่นที่เกิดแทรกแซง  แต่ล้วนยาวนานและเผาลนตลอดจนยังผลให้เกิดทุกข์เหล่านี้อีกในภายภาคหน้าเพราะเก็บจำเป็นอาสวะกิเลสนอนเนื่องในจิตอีกต่อไป ไม่ว่าจะอยากจำหรือไม่ก็ตาม

          สิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นเมื่อวนเวียนเร่าร้อนอยู่ในอุปาทานทุกข์ในชรา คือ เกิดตัณหาความอยากให้หายไปจากอุปาทานทุกข์นั้นๆ   เป็นตัณหาอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นซ้อนตัณหาเดิม   ดังเช่น แต่แรกอาจเป็นวิภวตัณหาความไม่อยากในสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนเกิดอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนวนเวียนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนั้น  จนเกิดความอยากแอบขึ้นในจิตอยากให้มันหายไปอันเป็นตัณหาขึ้น   จิตอันอยู่ในภพของโทสะหรือโลภะก็แล้วแต่  จึงแปรปรวนไปเกิดภพโมหะหรือความหลงซ้อนขึ้นเสียอีกด้วย  จึงถือสองสัญชาติเสีย จึงยิ่งทำให้วนเวียนเร่าร้อนทุรนทุรายอยู่ในกองอุปาทานทุกข์  และโมหะนั้นเป็นไปดั่งที่ท่านได้ตรัสไว้ โมหะเกิดง่าย  แต่คลายช้า

 ตัณหา

แสดงการเกิดเวทนาโดยละเอียด เป็นลำดับขั้น

กลับสารบัญ