คลิกขวาเมนู

สติ ควรระลึกรู้เท่าทันระดับใดในการปฏิบัติ  ที่ยังผลอันยิ่ง

อุปมาดั่ง สติระลึกรู้เท่าทันว่า  ๒ x ๒ =  เท่าใด,  สติระลึกรู้เท่าทันเวทนา หรือจิต แม้กาย, ธรรมก็ฉันนั้น  อันจักให้ผลอันยิ่ง

อนึ่งพึงระลึกรู้ด้วยว่า

สติระลึกรู้เท่าทัน ดังนี้ว่า  ๒ x ๒ =  ๔,   เป็นสติที่ประกอบด้วยปัญญาอันยิ่ง  อันยังให้วิชชานั้นบริบูรณ์ในที่สุด

อนึ่งสติระลึกรู้เท่าทัน ดังนี้ว่า  ๒ x ๒ =  ๖,   เป็นสติที่ประกอบด้วยมิจฉาญาณ หรือเป็นอวิชชายังให้เกิดความเดือดร้อนในที่สุด

         สติ คือ ความระลึกได้ นึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจ หรือกุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง, จำการที่ทำและคำที่พูดแล้วแม้นานได้  แท้จริงลึกๆแล้วจึงมีความหมายถึง การระลึกหรือนึกได้ในสัญญา(ความจำ,ความหมายรู้)ที่สั่งสมอบรมไว้แต่อดีตนั่นเอง (ถ้าพิจารณาในแบบขันธ์ ๕ ก็จะมีความเนื่องสัมพันธ์กับสัญญาขันธ์ในขันธ์ ๕ ด้วย)  หรืออีกนัยหนึ่งกล่าวได้ว่า สติ คือ การระลึกรู้หรือจำได้ในอดีตที่สั่งสมอบรมมาอีกทั้งประกอบด้วยปัญญา

         ในการปฏิบัติธรรมให้ได้ผลบริบูรณ์นั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้สติระลึกรู้อย่างเท่าทันในสิ่งที่ปัญญาเห็นคือเข้าใจ(จึงเป็นสัญญาหนึ่งเช่นกัน) กล่าวคือเป็นมหาสติในกาย เวทนา จิต หรือธรรม,  หรือเป็นมหาสติในปฏิจจสมุปบาทธรรม   จึงเป็นสติดังในลักษณะที่จักอาราธนาธรรมคำสอนของ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี  จากหนังสือ เทสรังสีอนุสรณาลัย  เรื่อง "สิ้นโลก เหลือธรรม (นัยที่สอง)"  (หน้า ๙๓)  ที่ได้กล่าวถึงเรื่อง สติ ไว้ดังนี้

         "จิตคือผู้คิดผู้นึกในอารมณ์ต่างๆ ที่รวมเรียกว่ากิเลสอันเป็นเหตุทำให้จิตเศร้าหมองนั่นเอง   จึงต้องฝึกหัดให้มีสติระวังควบคุมจิต ให้รู้เท่าทันจิต  ซึ่งคำนี้เป็นโวหารของพระกรรมฐานโดยเฉพาะ   คำว่า " รู้เท่า " คือ สติรู้จิตอยู่ ไม่ขาดไม่เกินยิ่งหย่อนกว่ากัน สติกับจิตเท่าๆกันนั่นเอง คำว่า " รู้ทัน " คือ สติทันจิตว่าคิดอะไร พอจิตคิดนึก สติก็รู้สึกทันที เรียกว่า " รู้ทัน "   แต่ถ้าจิตคิดแล้วจึงรู้นี้เรียกว่า " รู้ตาม " อย่างนี้เรียกว่าไม่ทันจิต   ถ้าทันจิตแล้ว พอจิตคิดนึก สติจะรู้ทันที ไม่ก่อนไม่หลัง ความคิดของจิตก็จะสงบทันที.......ฯ."

         คำว่า รู้เท่า รู้ทัน ตามที่ท่านหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี กล่าวแสดงข้างต้นนั้น ต้องทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง  ถ้ายังไม่แจ่มแจ้ง  ก็ขอให้ลองพิจารณาย้อนระลึกรู้อดีตชาติในปัจจุบันชาตินี้  เมื่อในสมัยอยู่อนุบาลหรือประถมต้นๆ ที่เมื่อคุณครูสอนเลข เรื่องการบวก ลบ คูณ หารใหม่ๆ   แล้วเมื่อถูกคุณครูหรือคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านถามว่า  ๒ x ๒ เท่ากับเท่าใด? แล้วตอบได้ แต่ประกอบด้วยอาการที่ลังเลบ้าง  คิดนึกเสียนานบ้าง  คิดนึกไม่ออกในเบื้องแรกบ้าง  ตอบผิดบ้าง ตอบถูกอย่างไม่แน่ใจบ้าง  อาการลังเลสงสัยไม่แน่ใจบ้าง อาการประคับประคองกว่าจะตอบออกมาบ้าง  นั่นแหละเป็นเหมือนอาการที่หลวงปู่เทสก์กล่าวไว้ว่า  เป็นอาการของการ"รู้ตาม"

         ส่วนอาการในปัจจุบันชาติ ที่เมื่อมีใครถามว่า  ๒ x ๒  เท่ากับเท่าใด?  แล้วสามารถตอบได้ทันที โดยอัตโนมัติ  ทำได้เองราวกับตั้งอกตั้งใจอย่างแรงกล้า ทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจหรือประคับประคองอันใดเลย  ก็สืบเนื่องมาจากการฝึกฝนอบรมและสั่งสมมาอย่างดีงามมาแต่อดีต(สัญญา)จากการร่ำเรียนท่องบ่นยิ่งว่า ๒ คูณ ๒ เท่ากับ ๔  จึงจดจำเป็นกุศลสัญญาด้วย จากการสั่งสมอบรมปฏิบัติท่องบ่นอยู่เสมอๆสมัยเด็ก,  นั่นแหละอาการ"รู้ทัน, รู้เท่าทัน, รู้เท่าทันจิต" หรือก็คืออาการ"มหาสติ"นั่นเอง  เพียงแต่ว่าการรู้เท่าทัน ๒ x ๒ เยี่ยงนี้นั้น ไม่จัดเป็นมหาสติในทางธรรมหรือโลกุตระ เหตุก็เพราะเป็นการระลึกรู้เท่าทันอย่างโลกๆหรือโลกิยะ ที่เป็นไปเพื่อยังประโยชน์แก่ขันธ์หรือชีวิตในปัจจุบันชาติเท่านั้น  ไม่ได้เป็นไปเพื่อการดับไปของทุกข์ ที่เป็นไปเพื่อการดับภพชาติอย่างโลกุตระ  ที่ควรระลึกรู้อยู่ใน กาย เวทนา จิต ธรรม  เหมือนดั่งการระลึกรู้ในสูตรคูณแม่ต่างๆ อย่างเชี่ยวชาญชำนาญยิ่ง, ดังมักท่องจำได้ในสูตรคูณแม่ ๒ ถึงแม่ ๑๒   ที่แม้อาจไม่คล่องแคล่วในบางสูตรคูณที่ไม่จำเป็นบางประการบ้าง อุปมาดั่งวิชชาทางโลกบางประการ ที่ชำนาญบ้าง ไม่ชำนาญบ้างเป็นธรรมดา แต่ยังประโยชน์อันยิ่งใหญ่ในการดำเนินชีวิตในปัจจุบันชาติ

         หรือดั่งการอ่านหนังสือ ตามที่ได้สั่งสมอบรมบ่มเพาะร่ำเรียนมา  เมื่อตากระทบกับอักษรหนังสือ  ก็เกิดสติระลึกรู้จำได้ในความหมายในทันที นั่นแหละ"มหาสติ"  เกิดขึ้นจากอะไร?  ถ้าพิจารณาแบบขันธ์ ๕  มหาสติก็คือสติระลึกเท่าทันปัญญาที่อบรมสั่งสมดีแล้วจนเป็นสัญญาแล้วนั่นเอง กล่าวคือแม้สติเป็นสังขารขันธ์ที่ประกอบด้วยปัญญาอย่างหนึ่ง แต่เมื่อมีการสั่งสมอบรมฝึกฝนอยู่เนืองๆ ย่อมเกิดการสั่งสมเก็บจำได้หมายรู้เป็นกุศลสัญญาอีกอย่างหนึ่งด้วยนั่นเอง   มหาสติ ก็คือสิ่งปรุงแต่งหรือสังขารที่ประกอบด้วยปัญญาตามที่ได้สั่งสมอบรมไว้ดีแล้วจนเป็นสัญญา เมื่อเกิดการผัสสะกับสิ่งนั้นๆก็เกิดการระลึกรู้ขึ้นโดยอัตโนมัติ  โดยไม่ต้องมัวคอยประคับประคอง

         สติ ระลึกรู้เท่าทันเยี่ยงดังนี้นี่เอง จึงเป็นเหมือนดังที่ท่านหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้กล่าวแสดงดังข้างต้น  คือ อาการของ สติที่ "รู้เท่า" "รู้ทัน" ที่จักบังเกิดผลอันยิ่ง กล่าวคือ รู้เท่าทันสังขาร(ในแง่หรือมุมมองแบบปฏิจจสมุปบาท)ที่เกิดขึ้นจากอวิชชาร่วมกับความทรงจำ(สัญญาที่เจือกิเลสหรือก็คืออาสวะกิเลสนั่นเอง), หรือการรู้เท่าทันเวทนา หรือจิตต่างๆในชาติหรือชราที่เกิดขึ้นในวงจรปฏิจจสมุปบาท,    ส่วนในทางสติปัฏฐาน ๔ ก็คือรู้เท่าทันใน กาย เวทนา จิต ธรรม,   ทั้ง ๒ ต่างล้วนดีงามยิ่ง  จึงรู้เท่าทันแบบใด จึงขึ้นอยู่กับจริต สติ ปัญญา แนวทางปฏิบัติของตนที่สั่งสมอบรม เป็นสำคัญ  แต่ล้วนยังให้เกิดผลอันยิ่ง มีจุดหมายปลายทางเดีนวกัน

         สติระลึกรู้เท่าทัน ในขณะฝึก สั่งสมอบรมนั้น ก็ไม่ใช่การที่ต้องมีสติระลึกรู้ทุกอย่างเสียจนเขม็งเกร็ง หรือแน่วแน่ แน่นิ่งดั่งสมถสมาธิ  และต้องไม่ประคับประคองจนเกินไป  แต่ให้เหมือนดังสติรู้เท่าทันในทางโลกเช่นเรื่องสูตรคูณ ที่ร้องท่องบ่นเป็นเพลงแม่สูตรคูณต่างๆด้วยความเพียร จนเชี่ยวชาญชำนาญยิ่งเสียแค่พอเห็นหรือได้ยิน ก็เกิดการ"ระลึกรู้จำได้"ขึ้นในทันที,   และก็ไม่ใช่การต้องมีสติระลึกรู้เท่าทันไปเสียทุกๆอย่าง ก็เพียงแม่๒ ถึงแม่๑๒ ก็เพียงพอแล้วในการดำเนินชีวิตในทางโลกไปได้ด้วยดีแล้ว   ในทางธรรมก็เป็นไปในลักษณาการเดียวกัน เช่น ฝึกสติให้สติเห็นจิต อันให้โทษเช่น โทสะ โมหะ โลภะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน ฯ. เหล่านี้เป็นต้น

         ในสติปัฏฐาน ๔ ที่ให้รู้ทันเวทนาหรือจิต ในขณะเกิดบ้าง ขณะแปรปรวนบ้าง ขณะดับไปแล้วบ้าง กล่าวคือ อาจรู้ทันบ้าง อาจรู้ตามบ้าง อาจระลึกรู้ภายหลังบ้าง  หรือรู้ธรรมของจิตบ้าง(เช่นเกิดแต่เหตุปัจจัยใด) เพราะล้วนเป็นการฝึกฝนปฏิบัติให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์อยู่  อันย่อมมิสามารถรู้เท่าทันเป็นมหาสติได้เป็นธรรมดาในขั้นแรกย่อมเหมือนกับขณะเล่าเรียนในชั้นอนุบาลหรือประถมต้น  จึงต้องรู้ทันบ้าง รู้ตามบ้าง ระลึกรู้เมื่อดับไปแล้วบ้าง ระลึกรู้เห็นในสภาวธรรมของการเกิด การแปรปรวน การดับไปเป็นธรรมดาบ้าง  แต่ล้วนเป็นการฝึกสติ ทั้งสั่งสม อีกทั้งยังสั่งสมให้เกิดปัญญาเข้าใจในสภาวธรรมต่างๆ รวมทั้ง พระไตรลักษณ์ ฯลฯ.  และเมื่อมีสติดังนี้อยู่เนืองๆเป็นอเนก ย่อมกลายเป็นมหาสติขึ้นในที่สุด เหมือนดั่งเป็นมหาสติในแม่สูตรคูณหรือการอ่านหนังสือนั่นเอง เป็นการระลึกรู้ในภาวะวิถีจิต คือในขณะที่มีการรับรู้อารมณ์ต่างๆที่กระทบในวิถีชีวิตปกติ  (จึงไม่เหมือนดั่งสมถสมาธิที่แน่วแน่อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเดียวเท่านั้น)

          ส่วนในปฏิจจสมุปบาทนั้นก็เป็นไปเฉกเช่นเดียวกัน ที่ขั้นแรกนั้นปัญญาย่อมยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้งและยังทั้งไม่เท่าทันในสังขารอันเกิดแต่อวิชชาร่วมกับอาสวะกิเลสเป็นธรรมดาในการปฏิบัติขั้นต้นๆ แต่ก็เป็นไปเพื่อให้เกิดการสั่งสม  จึงต้องรู้ทันเวทนา(องค์ธรรมในปฏิจจสมุปบาท)บ้าง เวทนูปาทานขันธ์และสังขารูปาทานขันธ์ที่เกิดขึ้นในองค์ธรรมชราบ้าง   ดังนั้นในระยะแรกปฏิบัติจึงย่อมเป็นการรู้เท่าทันบ้าง รู้ตามบ้าง รู้เมื่อเป็นสุขเป็นทุกข์ดับไปแล้วบ้าง เป็นธรรมดา   จนในที่สุดแล้วสติที่ใช้ร่วมกับปัญญาที่ใช้ในการปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งอวิชชาที่ต้องปฏิบัติสั่งสมจนพัฒนาเป็นสติที่ "รู้เท่า" "รู้ทัน" บรรดาสังขารกิเลสดังแสดงข้างต้นจึงเป็นที่สุดของการดับทุกข์  อันจักบังเกิดขึ้นจากการปฏิบัติด้วยความเพียรสั่งสมจนกล้าแข็ง แลเป็นมหาสตินั่นเอง  อนึ่งการรู้เท่าทันสังขารกิเลสที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายถึงการปฏิบัติแบบหยุดคิดหยุดนึกเสียดื้อๆ

          หรือสติเป็นไปดังธรรมคำสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล จากหนังสือ "อตุโล ไม่มีใดเทียม"  (น.๔๖๙)

          ".........ในทางปฏิบัติที่ว่า ปฏิบัติจิต ปฏิบัติใจ โดยให้ใจอยู่กับใจนี้  ก็คือให้มีสติกํากับใจให้เป็นสติถาวร  ไม่ใช่เป็นสติคล้ายๆ หลอดไฟที่จวนจะขาด เดี๋ยวก็สว่างวาบ  เดี๋ยวก็ดับ  เดี๋ยวก็สว่าง  แต่ให้มันสว่างติดต่อกันไปตลอดเวลา   เมื่อสติมันติดต่อกัน(webmaster- เป็นสัมมาสมาธิในการดับทุกข์อย่างแท้จริงคือจิตตั้งมั่นที่เป็นไปอย่างมหาสติ คือเกิดดับๆโดยอัติโนมัติ)ไปอย่างนี้แล้ว   ใจมันก็มีสติควบคุมอยู่ตลอดเวลา  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อยู่กับตัวรู้ตลอดเวลา"  ตัวรู้ก็คือ "สติ" นั่นเอง  หรือจะเรียกว่า "พุทโธ" ก็ได้   พุทโธที่ว่า รู้ ตื่น เบิกบาน ก็คือตัวสตินั่นแหละ" 

          สติรู้เท่าทันในกายนั้น เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ คือละความดำริพล่าน จิตจึงตั้งมั่น  และเพื่อให้เกิดปัญญาคือนิพพิทาญาณในสังขารกายที่พิจารณา   อนึ่งพึงเข้าใจด้วยว่า อาการที่จิตส่งในไปในกายนั้น ไม่ใช่อาการของสติรู้เท่าทันในกายในสติปัฏฐานแต่อย่างใด  แต่เป็นอาการของการติดเพลินในสมาธิหรือฌาน อันให้โทษแก่ผู้ปฏิบัติในที่สุดเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งก็คือสุขในวิปัสสนูปกิเลส เรียกกันง่ายๆทั่วไปว่าติดสุขนั่นเอง จึงควรรีบแก้ไขเสีย

          สติรู้เท่าทันในธรรม ก็ด้วยจุดประสงค์ คือ เมื่อจิตอยู่กับการพิจารณาธรรม จิตย่อมละความดำริพล่าน จิตจึงตั้งมั่น  และเพื่อให้เกิดปัญญาญาณจากธรรมต่างๆที่พิจารณาหรือรู้เท่าทันในขณะจิตนั้นๆ

          ส่วนการมีสติรู้เท่าทันเวทนาและจิต หรือเรียกรวมกันสั้นๆทั่วไปกันว่า สติเท่าทันจิต นั้นก็เพื่อการละดำริพล่านเช่นกัน  ใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน พร้อมการอุเบกขาอยู่เนืองๆเป็นอเนก  จึงยังให้เกิดทั้งปัญญาญาณและเป็นมหาสติขึ้นในที่สุด จึงเป็นการดับทุกข์ในที่สุด

          ในผู้ที่พิจารณาปฏิจจสมุปบาทอยู่เนือง  จะพึงสังเกตุเห็นว่า สตินั้นอุปมาได้ดั่ง "องค์ธรรมสังขาร"ในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง คือ สังขารปรุงแต่งที่ได้สั่งสมอบรมไว้ เพียงแต่ไม่ได้เกิดจากอาสวะกิเลส  แต่เกิดจากสัญญาที่ไม่ได้เจือกิเลส  อีกทั้งไม่ได้ร่วมด้วยกับ"อวิชชา" แต่ประกอบด้วยวิชชานั่นเอง

สติ ระลึกรู้เท่าทันระดับใดที่ยังผลอันยิ่ง

อุปมาดั่ง สติระลึกรู้เท่าทันว่า  ๒ x ๒ =  เท่าใด,   สติระลึกรู้เท่าทันก็ฉันนั้น  อันจักให้ผลยิ่ง

อนึ่งพึงระลึกรู้ว่า

     สติระลึกรู้เท่าทันดังนี้  ๒ x ๒ =  ๔,   เป็นสติที่ประกอบด้วยปัญญาอันยิ่ง  อันยังให้ผลบริบูรณ์ต่อขันธ์หรือชีวิตในที่สุด

สติระลึกรู้เท่าทันดังนี้  ๒ x ๒ =  ๖,   เป็นสติที่ประกอบด้วยมิจฉาญาณ  อันยังให้เกิดความเดือดร้อนต่อขันธ์หรือชีวิตในที่สุด

 

ดังนั้นคงจะพอเห็นได้แล้วว่าความเร็วของสติเท่าทันในระดับใด ที่ยังให้ผลอันยิ่ง

สตินี้จึงมีองค์ประกอบในการปฏิบัติ เช่นเดียวกับการเจริญอิทธิบาท ๔ อีกด้วย กล่าวคือ

ไม่ย่อหย่อนเกินไป  ไม่ต้องประคองเกินไป

ไม่หดหู่ในภายใน    ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก

(ทำให้ได้เหมือนดั่งระลึกรู้ในแม่สูตรคูณ ที่ไม่ต้องประคองอยู่ตลอดเวลา)

พนมพร

มหาสติ คืออะไร เป็นอย่างไร

 

สมาธิขั้นใด จำเป็นในการเจริญกรรมฐาน

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ