พระประวัติตรัสเล่า (๒)

Reminiscences (2)

สารบัญ

 

๒. คราวเป็นพระทารก

เริ่มแรกเราจำความได้ อายุเท่าไร บอกไม่ได้  เราอยู่ที่ตำหนักพระเจ้าบรมวงษ์เธอในรัชชกาลที่    กรมหลวงวรเสฐสุดา  ครั้งนั้นยังไม่ได้ทรงกรม ทรงพระนามพระองค์เจ้าบุตรี เจ้าจอมมารดาของท่านกับของเราเป็นญาติกัน  เราเรียกท่านว่า  เจ้าครอกป้า  ภายหลังเมื่อคำว่า เจ้าครอกล่วงสมัยแล้ว  เปลี่ยนเรียกเสด็จป้า เรียกคุณยายท้าวสมศักดิ์ คือ เจ้าจอมมารดาอึ่ง  เจ้าจอมมารดาของท่าน  ว่าคุณยายแม่  ที่แปลว่า แม่เฒ่า  ที่เจ้านายในรัชชกาลที่ ๕  ผู้เป็นพระญาติข้างเจ้าจอมมารดา เรียกอย่างนั้นตรงๆ  เวลานั้นเรากำลังเจ็บ  แต่รู้ในภายหลังว่าเป็นทรางขะโมย  เจ็บมาก น่ากลัวไม่รอด  เมื่อเราจำได้นั้นกำลังฟื้นจำขุนทารกรักษา (นาค)  ผู้รักษาได้ แกเป็นคนแก่  ดูเหมือนตกกระแล้ว  แต่ผมยังดำ  ไว้ผมเปีย  น้ำใจดี  พูดอ่อนหวาน เราเป็นทารกและกำลังเจ็บ  เข้าหาและนั่งตักแกได้  ด้วยไม่กลัวแกจะให้กินยา  แกคงมีอุบายปลอบให้กินยา  แต่ได้ยินว่าเรากินยาง่าย  บางทีเป็นเพราะเจ้าครอกป้าของเราฝึกให้เจนมาก็ได้  ท่านทรงเล่าให้ฟังว่า  ท่านจ้างให้กินยาถ้วยละ ๑ บาท  เงินที่รับจ้างได้นั้นกองไว้ข้างตัว  พอลืมก็กลับมาเป็นค่าจ้างใหม่  เมื่อเขื่องขึ้นหน่อยไม่ต้องมีใครจ้าง  เป็นแต่ได้รับคำยอว่า เสวยยาง่าย   ดีกว่าท่านพระองค์ชายใหญ่ คือกรมหลวงพรหมวรานุรักษ์  เท่านั้นก็พอ  เหตุไฉนเราจึงไปอยู่ตำหนักเสด็จป้ากรมหลวงวรเสฐสุดานั้น  มีคำเล่าว่า  ในวันเผาศพเจ้าจอมมารดาของเราที่วัดราชาธิวาส  พอกลับมาถึงตำหนักของเรา  ยังไม่ทันขึ้นเราร้องไห้ดิ้นรนไม่ยอมขึ้น  ชี้มือไปทางตำหนักเสด็จป้ากรมหลวงวรเสฐสุดาที่อยู่ไม่ไกลถนนสายเดียวกัน แต่ข้างละฟาก  ครั้นเขาพาไปถึงนั่นหยุดร้องไห้  ท่านรับเลี้ยงไว้ตั้งแต่วันนั้น   แต่อย่างไร  เราจึงไม่ได้อยู่ที่นั้นจนโตหารู้แน่ไม่  มีคำเล่าว่า  ท่านถูกระแวงว่า  เลี้ยงเด็กผู้ชายไม่ขึ้น  กรมหลวงพรหมวรานุรักษ์  ได้เคยเสด็จไปอยู่ที่นั่น  ก็ประชวรออดแอด เราอยู่ที่นั่นก็เจ็บใหญ่

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสฐสุดา

พระองค์เจ้าบุตรี

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเกษมสันต์โสภาคย์

(กรมหลวงพรหมวรานุรักษ์)

           เมื่อเรามาอยู่ที่ตำหนักของเรา  ได้อยู่ในความดูแลของคุณยายท้าวทรงกันดาร (ศรี)  ยายตัวของเรา  ในเวลาเจ้าจอมมารดาของเราถึงแก่กรรม  ยายเราต้องดูแลเจ้าหลาน ๔ พระองค์  ส่วนน้องหญิงบัญจบเบญจมานั้น  เสด็จป้ากรมหลวงวรเสฐสุดา  ทรงรับเอาไปเลี้ยงตั้งแต่วันประสูติ อยู่ที่ตำหนักท่านตลอดมา  จนเธอสิ้นประชนม์จากท่านไป  เมื่อพระชันษาของเธอได้ ๓๒ ปี  นึกดูถึงใจยายเห็นหลานกำพร้าแม่แต่ยังเล็กๆ จักมีความสงสารสักเพียงไร  และจักรู้สึกว่าตกเป็นภาระของพวกเรา  เรามียายดี  มีสามารถในกิจการ  รู้จักหาทรัพย์และเก็บหอมรอมริบ  สมบัติของพวกเราจึงปราศจากอันตราย  และพวกเราก็ได้รับทำนุบำรุงมาเป็นอันดี  เป็นธรรมดาของผู้ใหญ่ย่อมเอ็นดูเด็กคนน้อยมากกว่า  น้องหญิงของเราไม่ได้อยู่ด้วยยาย  ถัดมาก็ถึงเรา  ยายจึงรักเรามากกว่าหลานอื่น  เป็นเช่นนี้ตลอดมาจนท่านถึงแก่กรรม  เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่มาจนท่านถึงแก่กรรม  เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ในสงฆ์แล้ว  นอกจากธรรมดาเสกสรรยังเป็นโชคของเราอีก  ที่ท่านผู้ใหญ่อื่นชอบเรามากเหมือนกัน

           เมื่อยังเล็ก  เราพอใจเล่นเป็นพระครองผ้า  บิญฑบาต ฉัน อนุโมทนา เทศนา เพียงเท่านี้จะว่าเป็นนิมิตต์ก็ไม่เชิง  เราะนี้เป็นการเล่นสนุกของเจ้านายอื่นด้วย  แต่เรามีตาลปัตรแฉกสำหรับพระราชาคณะ พระนิกรมมุนี (เบญจวรรณ)  เจ้าวัดพระยาทำ ผู้เป็นญาตินับเป็นชั้นตาทำให้  ใบพัดเอาอะไรทำและทำอย่างไร  บอกไม่ได้  เป็นอย่างหักทองขวาง  ด้ามงาหรือกระดูก  นี้จะถือว่าเป็นนิมิตต์ก็เข้าที

           นอกจากได้ความสังเกตจากผู้ใหญ่โดยธรรมดาของเด็ก  เราได้รับความศึกษาเป็นครั้งแรกที่นก  พนักงานซึ่งเราเรียกว่า คุณยายนก  อายุเราไรไม่แน่  แต่ยังเด็กมาก  ยายของเราฝากให้เรียนหนังสือไทยไปเรียนเป็นเวลา  แล้วกลับมาตำหนัก  ขอบคุณ ๆ ครูนกของเรา  แกเป็นผู้มีใจดี มีอัชฌาสัยเยือกเย็น  ไม่ดุ  น่ารักน่านับถือเป็นผู้มีสัตย์  ไม่กลับคำให้เสียความวางใจ  แรกแก่สอนให้อ่านและจำตัว      เพียง    ถึง    และว่าถ้าจำได้แล้ว   วันนั้นจักให้หยุด และให้เล่น  เราเชื่อแก  อ่านครู่เดียวจำได้  แกให้หยุดจริงๆ  แต่ในวันหลัง ๆ แกเห็นว่าเรียนวันละตอนคล่องแล้ว  แกก็เพิ่มเป็นสองตอนขึ้น  แจกลูกวันละไม่ถึงแม่  หรือแม่หนึ่งขึ้นไปโดยลำดับ  เราเชื่อคุณครู เราสมัครทำตาม  ด้วยไม่พักเดือนร้อนเรียนแต่อ่าน ไม่ได้หัดเขียน  ความรู้หนังสือที่เราได้จากแกครั้งนั้นไม่เท่าไรนัก  แต่เราได้คุณสมบัติสำคัญจากแก  คือรู้จักสมัครทำตามคำของครู เป็นเหตุไม่ต้องถูกเคียวเข็นถูกดุถูกตี  เพราะการเล่าเรียนเลย  เรียนในสำนักครูผู้ใด  ครูผู้นั้นรักทุกคราวมา  ครั้นเราเป็นครูเขาขึ้นเอง  เราก็ไม่ชอบดุ  แม้ปกติของเรามีโทสะเป็นเจ้าเรือน

           เมื่ออายุได้ ๗ หรือ ๘ ปี  ได้เริ่มเรียนหนังสือขอมกับพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม)  ครั้งยังเป็นหลวงราชาภิรมปลัดกรมราชบัณฑิต  ที่พระที่นั่งสุทไธศวรรย์พร้อมด้วยเจ้าพี่หลายพระองค์  อันที่จริงเรียนมคธภาษา  แต่ต้องเรียนตั้งแต่อ่านหนังสือขอมที่เป็นเครื่องใช้เขียน และจารตำหรับเรียน  เรียกอย่างหมิ่นเหม่  แต่บุพพภาคว่า  เรียนหนังสือขอม  ใครชักนำให้ไปเรียนหารู้ไม่  ในเวลานี้เราก็หลากใจว่า  อายุเท่านั้นเริ่มเรียนมคธภาษาแล้ว  เราเป็นเด็กที่สุดในหมู่เจ้านายผู้เรียนอยู่  ตั้งแต่หัดอ่านหนังสือขอมตลอดถึงเรียนบทมาลาที่เรียกว่า ไวยากรณ์ ในบัดนี้อาจารย์ลำบากมาก  ต้องเขียนต่อลงในสมุดดำให้ศิษย์ทุกพระองค์  ต่อขึ้นคัมภีร์คืออรรถกถาธรรมบท  จึงค่อยสะดวก  ไม่ต้องเขียน  อาจารย์ของเราแกมีใจดีเยือกเย็น  แต่แกเป็นข้าราชการฝ่ายหน้า  แกไม่อาจตั้งตัวเป็นอาจารย์แกถ่อมตัว  แกไหว้พวกเรา พูดอย่างอ่อนน้อม  เราหาได้ความรักใคร่สนิทสนมฉันครูกับศิษย์ไม่  ออกจะเห็นเป็นครูชั้นเลว  แต่ก็ยังคมคือยกมือไหว้แก  เราเรียนต่อมากับท่านอาจารย์นี้จนถึงรัชชกาลที่ ๕  แต่ย้ายสถานมาเรียนที่เก๋งกรงนก  หรือสกุณวัน  เรียกชื่ออย่างนั้นเพราะเดิมมีกรงนกใหญ่  ทำเขาและผ่าไว้ในนั้น  เลี้ยงนกและสัตว์จตุบทเล็กๆ  เราจำได้ว่ามีกระจง  มีเก๋งอยู่สี่ทิศของกรงนก  แต่ในเวลาที่มาเรียนนั้น  กรงนกรื้อเสียแล้วทำเป็นศาลาใหญ่  ชื่อเก๋งวรสภาภิรมย์  ที่สมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์  ครั้งยังเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์  ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน  นั่งว่าราชการ  เก๋งหลังที่เราเรียนหนังสือนั้น  ชื่อราชานุอาสน์ อยู่หน้าพระทวารเทเวศรรักษาแห่งพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย  มีทางเดินคั่นในระวางเท่านั้น  แต่เรียนอยู่ไม่นานก็เลิก  เราเรียนถึงแปลอรรถกถาธรรมบทบั้นปลายผู้สอง พอเข้าใจความท้องเรื่องได้เมื่ออาจารย์สอนให้แปลแล้ว  แต่ยังผะสมเอาความเองไม่ได้  ความรู้ที่ได้ในการเรียนนี้  คืออ่านหนังสือขอมออก  รู้จักศัพท์มคธขึ้นบ้างนำให้เข้าใจภาษาไทยกว้างออกไป

พระที่นั่งสุทไธศวรรย์

สกุณวัน หรือเก๋งกรงนก ในพระบรมมหาราชวัง ครั้งรัชกาลที่ ๔

                เราจำได้ว่าการเล่นตุ๊กตา  ก็ให้ความรู้ได้เหมือนกัน เล่นตุ๊กตาตัวใหญ่เรารักตุ๊กตาเป็นลูก  เราได้ความรู้สึกว่าผู้ใหญ่ของเราท่านรักเราอย่างไร  นี้เป็นกตัญญู  เราเอาอย่างผู้ใหญ่ทำให้แก่ตุ๊กตา หรือจักทำแก่คนภายหน้า  นี้เป็นบุพการีและยังรู้จักเย็บผ้า  ผะสมสีย้อมผ้าเครื่องแต่งตัวตุ๊กตาและอื่นๆ อีก  เล่นตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ นำให้เราสังเกตวิธีจัดเย่าเรือนและจัดการงานของผู้ใหญ่  เพื่อจำเอามาเล่นตุ๊กตา  การเล่นหุงข้าวต้มแกง ก็ให้ความรู้ในทางปรุงอาหาร แต่เสียดายว่าไม่สนใจ จึงไม่สันทัด

                แม้เราเป็นผู้กำพร้าแม่  แต่เราได้อัสสาสะ  คือความอุ่นใจในทูลกระหม่อมของเรา  ท่านทรงกับเราโดยฉันพ่อกับลูก  ไม่ทรงทำพรยศพระอย่างโดยฐานพระเจ้าแผ่นดิน  ที่ห่างเหินจากพระเจ้าลูกเธอชั้นพระองค์เจ้า  หรือพูดตามคำสามัญว่า ลุกเมียน้อย  เวลาเสวยพวกเรานั่งล้อมอยู่ใกล้โต๊ะเสวย  คอยเลื่อนเครื่องไม่ทันใจ  ทูลขอกำลังเสวยก็มี  เสด็จไปข้างไหนก็พรูตามเสด็จ  ถ้าเสด็จโดยพระราชยาน  ก็ทรงรับขึ้นพระราชยาน  ที่ยังเล็กโปรดให้นั่งที่พระเพราบ้าง  ซอกพระปรัศว์บ้าง  ที่เขื่องโปรดให้นั่งหน้าพระเพลา  เราจำได้ว่าเมื่อครั้งโสกันต์พี่พักตร์พิมลพรรณที่เมืองเพ็ชรบุรี  วันหนึ่งเราตามเสด็จลงจากเขามไหศวรรย์ไปรับกระบวนแห่ไม่ทัน  แม่นมอุ้มไปดักกลางทางสอนให้เราทูลขอให้ทรงรับ  ท่านให้หยุดพระราชยานรับเราขึ้นด้วย  ประกับที่ไหนพวกเราก็นั่งล้อมเบื้องพระปฤษฎางค์  เรามีความอิ่มใจว่า  แม้เรายังเล็ก เราก็พอเป็นประโยชน์แด่ทูลกระหม่อมของเราได้บ้าง  ท่านทรงใช้เราหยิบพระศรี (คือหมากเสวย)  ก็มี  พระสุพรรณศรี (คือบ้วนพระโอฐองค์น้อย)  ก็มี  โปรดให้เชิญพระแสงบ้าง  เชิญธารพระกรบ้าง  บางคราวถูกเชิญพร้อมกันทั้งสองอย่าง หนักก็หนัก  มือเล็กกำไม่ค่อยรอบ  แต่อิ่มใจว่าเป็นผู้แข็งแรงทรงใช้การหนักได้

                เมื่อกรมหลวงพรหมวรานุรักษ์  จะทรงผนวชเป็นสามเณร  ทูลกระหม่อมทรงอนุยาตให้เรามาอยู่วัดบวรนิเวศวิหารด้วยเจ้าพี่  เราดีใจนี่กระไร  เมื่อออกมาอยู่ได้พบและคุ้นเคยกับพวกผู้ชายทั้งพระเณร ทั้งคฤหัสถ์   ได้เรียนรู้อัชฌาสัย  มีทั้งดี ทั้งเลว  และมีช่องที่ได้ตามเสด็จเจ้าพี่ไปข้างไหนๆ บ่อยๆ กว่าอยู่ในวัง  ติดวัดเหมือนปลาเคยอยู่ในน้ำตื้น  ได้ออกมาน้ำลึกมีธุระที่จะต้องเข้าไปค้างวัง  ช่างไม่สมัครเสียจริงๆ อยู่ก็ไม่สนุก  ฟังผู้หญิงพูดก็ไม่คมคาย  เมื่ออยู่วัดได้เรียนปริยัติกับพระปริยัติธรรมธาดา (ชัง)  ครั้งยังเป็นหลวงศรีวรโวหาร  นายด้านกรมราชบัณฑิตผู้บอกภิกษุสามเณรวัดนั้นอยู่บ้าง  การอยู่วัดมีประโยชน์ทำให้ใจและอาการเป็นผู้ชายเร็ว  แปลกกว่ามาอยู่ต่อเมื่อบวชเณรทีเดียว  ที่มักจะมีอาการผู้หญิงติดมาไม่องอาจ  แต่อีกทางหนึ่งได้ยินคำที่ยังไม่ควรจะได้ยินเร็วเกินไป

                ทูลกระหม่อมของเราเสด็จประพาสหัวเมืองเนืองๆ  พวกเราอยากตามเสด็จนี่กระไร  ผู้ใดได้ไป  เป็นโชคของผู้นั้น  แต่เรามักจะแคล้วคลาด  จำได้ว่าได้ไปพระปฐมเจดีย์  กรุงเก่า เมืองเพ็ชรบุรี  เกาะจาน  แขวงเมืองประจวบคิรีขันธ์  (คือเมืองกุย)  คราวมีสูรย์เท่านั้น  แม้อย่างนั้น  สองคราวหลัง หาได้ไปเรือพระที่นั่งไม่  คราวไปเพ็ชรบุรี  ไปเรือลำเดียวกับเสด็จป้ากราหลวงวรเสฐสุดา  คราวไปเกาะจานไปเรือลำเดียวกับกรมหลวงพรหมวรานุรักษ์  ซึ่งยังเป็นสามเณร และตามเสด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์  เสด็จพระอุปัชฌายะของเราไป

                พอเสด็จกลับจากเกาะจาน  ทูลกระหม่อมทรงพระประชวรไข้ป่า  ประมาณว่าเดือนเศษไม่ถึงครึ่ง  สวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดี  เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีมะโรง  สัมฤทธิศก จุดลศักราช ๑๒๓๐  ตรงกับวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑  เวลา ๑ ยามเศษ  เวลานั้นเรามีอายุได้ ๘ ขวบครึ่ง  รู้จักเสร้าโศกเสียดายบ้างแล้ว  แต่ยังรัวเต็มที  สมเด็จของพวกเรา คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้เสวยราชสมบัติแต่พระชันษายังพระเยาว์เพียง ๑๖ ปี  สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์  เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน  ต่อเมื่อพระชันษาได้ ๒๑ ปี  ทรงอุปสมบทแล้ว  จึงได้ทรงราชการเต็มที่  เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงแห่งความเป็นไปของพวกเราเป็นครั้งแรก  คนผู้เคยนับถือ  และฝากตัวก็จืดจางไป  คนที่เราไม่เคยเกรง  ก็ต้องเกรง  ส่วนลาภก็น่าจะเป็นตามกัน  แต่เรายังเด็กไม่ได้รู้ไปถึง  แต่ยังเป็นโชคของพวกเรามาก  ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ  ถ้าการณ์กลับกลายเป็นอย่างอื่นไป  จะซ้ำร้ายกว่านี่เสียอีก  ครั้งนั้นเรายังเด็กนักไม่รู้คิด  มารู้เมื่อโตขึ้นคิดถึงครั้งนั้นน่าใจหาย  ครั้งนั้นพระบาทสมเด้จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็กำลังทรงพระประชวร  พระอาการมากเหมือนกัน  เราได้เห็นเองเมื่อเวลาเขาเชิญเสด็จขึ้นไปถวายน้ำสรงพระบรมศพ  บนพระที่นั่งภานุมาสจำรูญองค์เดิม  เรายังรู้ว่าทรงพระประชวรมากอยู่  ถ้าพลาดพลั้งลงในเวลานั้น  การภายหน้าจักเป็นอย่างไร  ไม่พักต้องหาโหรพยากรณ์ก็อาจรู้  แต่ความเปลี่ยนแปลงแห่งความเป็นไปของพวกเราตามสมัยนี้  กลับให้ประโยชน์แก้เราในภายหลังอีก  ทำให้พวกเราสังเวชคิดถึงตัว  ไม่มีทางกำเริบ  หรือแม้เพียงทอดธุระจากการแสวงหาความรู้  ได้เปรียบเจ้านายในรัชชกาลที่ ๓  ที่โดยมากกลับพระองค์ไม่ทัน  เพราะเวลาล่วงไปเสียมากแล้ว    พวกเรายังมีช่องทางพอจะทำตนให้เป็นดุจภาชนะสำหรับรองรับราชการ    ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงวางลงไป  สมัยที่พวกเรามาถึงเข้าบัดนั้น ชั่งเป็นคราวที่พวกเจ้านายตกต่ำนี่กระไร  แต่พวกเรายังเล็กนักก็ไม่รู้สึกลึกซึ้งกี่มากน้อย  แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระเจริยกว่าคงจะทรงรู้สึกฝังในพระราชหฤทัยเป็นหนักหนา  จึงทรงทำนุบำรุงพวกเรามาตั้งแต่ยังเยาว์  ให้ได้รับศึกษาและฝึกหัดในทางที่สมควรแก่สมัย  และทรงชุบเลี้ยงเมื่อเติบขึ้น  ให้มีช่องได้รับราชการหน้าที่ใหญ่ขึ้นโดยลำดับ  จนได้เป็นเสนาบดี  เจ้ากระทรวงก็หลายพระองค์  มีพระเดชพระคุณแก่พวกเราเป็นล้นพ้น  อาศัยเหตุสองประการ  คือพวกเราทำตนให้เป็นดุจภาชนะที่ควรรองรับราชการ  และพระมหากรุณาแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงชุบเลี้ยง  พวกเราจึงกลับมีผู้นับถือยำเกรงขึ้นอีก

2. My Infancy

                        When I set  out to recall something , I do not  remember the exact Year ,  I was at the princely residence of Princess Vorasetsuda, a consort of King  Rama III . At the time , she had not  become a Krom Luang, or a prefix  to the title of princess. Her  name  was Her Royal  Highness Prince  Butri . Her mother and I are relatives and  I called her Princess Aunt Chao Krok . Later , the word has become obsolete, so I called her Sadej  Aunt . I even called her maid attendant  Somsak.  Her name was consort Ung. Her mother was called  Grandma, which  means  older or aged woman. The higher officials and nobles directly called her that way. At that time, I was taken ill, but later I discovered that my disease was follicular pharyngtis . The  pain became serious and I did not think I could survive . What I remember  when  I recuperated , my heath condition was the  memory  of Khun Taraka Raksa  (Nag),  who remembered  me very well. He was an old man whose face had freckles, but  his hair was still black. His pigtail was  worn loose at  either side of the head.  He was open – minded  and spoke pleasantly. I was a sick  infant and  could sit on his lap , not  afraid  that  this  person might give me more dose of medicine. He might  play tricks with  great finesse to give me some more , but what  I heard from   Aunt  Chao Krok was that  I could  simply take medicine . Somehow, Aunt  Chao Krok  might  have trained me that way. She told me that the medicine cost  1 baht  per cup. The money was put beside me. When  my eyes opened , there was also a new sum.  When  my health  became better  , no sum of money  was  given ,  but  there were only  honeyed words , saying that  I could  take this dose  easily and  even far better than Prince Krom Luang Prom Varanurak.  That  was  all. Why  did  I move to the princely residence of Prince Krom Luang Varasetsuda ? It  was known that on the cremation day of my  mother at the monastery  (wat)  of Rajathivas and on my arrival back  at  her  Tamnak or princely residence, I refused to go  inside and was shedding tears. I was pointing earnestly at the Aunt Chao Krok  residence , not so far away on  the same road  but located on different side . They took me there and  I no longer wept.  The princess supported  and brought  me up from that day. However,  I was  not bred there and found out that the princess somehow could not  raise a male at all. Prince Krom Luang  Prom  Varanurak  used to visit this place . He  was bedridden with a lingering disease. I was  there myself  and his disease  was more and more serious.

                        When I moved to the place , I was under  the care of my grand – mother  Tao Songkandarn (Sri).   At the time, my  mother passed away  , so  my grand –morn had to take care of 4 nieces and  nephews.  My sister Banchob  Benjama was  taken care of by my aunt since  the day of her  birth . She  was with my aunt all along until she died at the age of 32.  It  was a pity that my  sister died at such young age , and my grand – mother  had  to take care  of  these orphans.  Fortunately , we had a very  nice  grand – mom who could  make a living ,  and  could  save enough money.

Therefore, our  assets were safe  and  secure.  As a  rule  grown – ups  always have  tender affection  for  younger people . My  sister  did not stay  with  her grand – mother . Next to her was I myself . My  grand – mom  was  deeply in  love  with me more than any other children  until she passed  away. When  I  became known  in the ecclesiastical order, I  would  consider myself to be fortunate to be appreciated  by  many grown – ups and superior  persons.

                        Small  as I was, I was  content  to wear a monk’s  robe ,  go alms – round,  partake of the meals, congratulate others , and teach  somebody a good lesson.  This might not  be an omen, but  other  princes  also  had this  favourite pastime.  However, I had  a  pointed  monk’s  ceremonial fan  which was  for  higher dignitary  monks only. The venerable  Nikorn Muni (Benjawan), Abbot of  Wat  Phraya, who  was my grand – father,  told me  how  and  why  it had  happened.  I  could not tell directly just like the way when one  embroiders the gold  silk  with  gold .  Whether  it was made of ivory (tusk) or bone or not I do not know I would  somehow  consider it as a good  prophetic sign.

                        In  addition to my observing  the  grown – ups  , I received my  first  training from Nok or what the  officials at the court  called grand – ma Nok . Her  age  was not   exactly known , but  she was  not very senior or aged  lady .  My grand – mother  assigned us to learn the Thai language  from Nok on  appointed time. We returned  to our  residence and thanked her for  the  lessons. She  was kind and  amicable,  not  reproachful ,  highly respectable and   very  faithful  to her promises. At  the outset , she  taught  us to  read  and  learn the  basics  of the  Thai language  until we  could  recognize the  words.  Then  she  would  stop  teaching  and  let  us  play around  . We  believed  what she  taught  , and  we   remembered  all the  words  or  sentences.    She  would  stop  teaching , and  she  did  so,  and   we could  play around .  She  discovered  that  our  language  became   much  better , and she gave  us  two  lessons.  We classified different  letters  to  combine the  sounds   into  syllables. We  won our  way to the top  and  overcame  all   difficulties.   All  of  us  believed  our  teachers  willingly.  We  could  read  , but  did not  learn to write . Our  scope of  knowledge was  rather  limited.  Anyway  , we  learnt  some  good  qualities from  her ;  that is  , we  volunteered  to do as the teacher said  without  being  prodded or  beaten.  It  turned out that  whatever  we learnt  from our  teachers, we were  admired  by all  of them.  When  I  myself  became  a  teacher, I  did not rebuke  my  students at  all,  even  though  I  might  have  ill will at  heart.

                        When I  reached 7 or 8 years , I studied  Khmer or  Khom  language  with  Phraya  Pariyatti  Tham  Tada (Piam) , when  he had  been Luang  Rajapirom,  under -  secretary  of  the  Royal  Institute  at  Suthaisavan  Throne  Hall  , along  with a  number of  elder princes. As a  matter of  fact, studying  Magatha  (Pali language)  required a study of  the Khmer  language  written and  inscribed   as a text. We can  recall rather perilously  that  we  had  learnt  Khmer or Khom . I do not  quite remember who  took us to study  this  language.   At  present , I feel  surprised to learn the  Magatha  language at  such  early age.  I  happened to be the youngest of all Princes and Princesses   who  learnt  Khmer  and  its  grammar. The  teacher  had  to  provide a  Thai  style  notebook  for all the  students. As for the  text, we found the exegesis of the holy scriptures rather  easy since we need  not  write anything. Our  teacher was  a  good -  natured  official of the King . He  was very humble  and  gave us a  salute  (wai)  by  pressing the hands together  at  the chest. He spoke to us  gently.  We  were not on intimate  terms with  him,  even  regarded him to be an inferior   teacher,  but  we still pressed  together  our hands as a sign of respect (wai)  to him  . We went  on studying with  this teacher until  the reign of King Rama  V  . Afterwards,  we moved  to a place  called Sakunvan or  bird  cage  structure since there had  been   big  bird  cages  there  , with  all the hills  and  forests inside. Birds  and  small  animals were  also raised. I do remember  there  were mouse deer  and  bird  cages  in all four   directions . When  we were studying , the bird  cages  were already dismantled and  made a  big Sala or a rest – house  called Varaspapiromya , where  the  Regent Somdej  Chao Phraya  Sri  Suriyawongse  when  he was Chao Phraya used to  administer there.  The  house  with a  Chinese - style roof  where  we studied  was called  Rajanuasna  located in front of  the  Phra  Tawan  Devesraksa at  the Amarin  Throne Hall , with  a small walkway  in  the middle.  The education did not  last long  , and finally it came to an end . We  learnt  the  literal translation  of the second  numerical designation  for  string – bound palm-leaf  books and could understand the contents to some extent. When our teacher taught the translation , we  could not  exactly understand and had to read the exegesis. What we simply  learnt was reading the Khmer script and understanding some  Magatha words , which  somehow  helped  broaden  the  scope of our Thai  language.

                        I do remember that our playing with the dolls made us gather  some  understanding of the word  ‘Love’  . When  we played  with bigger  ones , we  loved them as our children . We then understood why grown – ups loved us. This is called gratitude. What we do to our parents or people in the future is like our love for these dolls. When we sewed  the clothes or mixed the dolls in different  colours, and  dressed them up or other things made  us observe the  fixing of the rooms or the setting  up of the furniture  inside the house, which  we had learnt  from  playing with  these dolls. Cooking food for fun made us learn more about a variety of foods.  It is a pity that I am not good or versed in this culinary art

                        Even though I had been orphaned of my mother, I received great warmth and loving care from the King. His Majesty always treated us like his own children and never acted big at all.  Being a monarch, he did not become estranged from his own children, or to put in informal terms, mistresses’ offsprings. When he was served food on his table, we sat  around, moving the ingredients and condiments  for  him. Sometimes , he  asked  for some food while  he was dining . Wherever he went, we would be around him in  large number. If he would visit a place on a royal  conveyance , he  would pick up us.  The smaller children sat on his knees or his side. To use big words, sometimes. His  Majesty  allowed us to sit on his lap. We do remember that during the tonsure of elder Pak Pimolpan at  the innerprovince ofPetchburi. We followed His Majesty from Mahansavan hill to welcome  his  procession. But we missed it.  A wet  nurse  carried me on her  hips to meet  him on  the way and teach me to tell His Majesty to pick me up . The King ordered the  royal  conveyance  to stop to  collect me. Wherever His Majesty  went  or  stayed, we would be sitting behind his back  . We  were  content that , dispite of our young ages, we could be of  some use and convenience for  His Majesty . He  graciously  asked  us  to  pick  up his  areca nut or his spittoon, or lift  up his sword  or walking stick . Sometimes he asked us to carry both things. They were very heavy and our hands could hardly  clench  around them , but  we were proud that we were strong enough to carry such paraphernalia.

                        When Prince Krom Luang Prom Varanulak desired to be ordained as a novice , His Majesty  allowed us to stay with him at Wat Bovorn Nives Viharn  . We were very happy since it was a good time to meet and be acquainted with all male persons, both novices and lay persons. We  learnt their good and bad disposition and were able to stick close to them most of the time much more  than  staying  inside the  Grand Palace. I got hooked up on the wat like a fish who once was in the shallow water and was able to come out in the deep current.  When I happened to be occupied in  this wat , I had to return to theGrand Palace, but  I felt very  unwilling. Most women  there were not  keen – witted  enough. When I stayed in a wat, I used to learn the Buddhist Holy Scriptures with Phra Pariyatti Tham Tada  (Chang)  when  he was Luang Srivara Voharn , and excellent  chief of  the Royal  Institute. He  used to inform  quite a number of teachings to the monks and novices. To  stay in  a wat  was most encouraging and made us a real man.  It was quite strange.  When we were ordained as  a novice ,  we  were  not  coquettish .  However, we  learnt  all the  new,  unfamiliar  words  and  vocabularies.

                        His Majesty proceeded up-country very repeatedly, and we would like to stick close to him. Those who could go with him considered themselves fortunate, but  we missed  His Majesty repeatedly. I  quite  remember once I followed  him  to Nakorn Pathom , the old capital city  of Ayuthya  , the inner province of Petchaburi,  Jan island  on the outskirts of Prachuab  Kirikharn (Kui town),  when there was a  solar  eclipse.  During the last two sojourns we did not go by royal vessel.  During His Majesty‘s  visit to Phetburi  province,  I was  on the same boat as  Somdej Aunt  Princess Krom Luang Varasethsuda. Later when  we went to Jan island, I was on the same  boat as Prince Krom Luang Prom Varanurak,  who was  a novice.  We were  able to follow His  Highness Prince Somdej Krom Phraya Pavares Varinalonkorn, my own preceptor or  royal ordainer.

                        On  a visit to Jan island  , His Majesty was sick of jungle fever or malaria for  over a month or so . He passed away  on  Thursday  ,  11th  lunar month,  15th day of the waxing moon, the Year of the Dragon,  the last  year of the decade, the  Thai  Minor Era  (Year)  of 1230 , falling  on the 1st  October , B.E. 2411 (AD 1868)  around  1 o’clock  or so. At that time, I was merely  eight  years and a  half . Grieving and despair came to me, but this incident was very indistinct and seemed to be rolling fast. His  Majesty  King  Chulalongkorn  ascended the throne at  the young  age of 18.  Somdej  Chao Phraya Borom  Maha Sri Suriyavongse,  who had  been Chao  Phraya Sri Suriyavongse, was regent .  When  His Majesty became 21 and  was  ordained as a monk  (bhikku), he later on  fully administered  this country. I have seen  all  the changes of things first  hand . People  whom we respected and placed  ourselves  under their care  seem to  be fading . People  whom  we  did not fear are those  that we obey. The  stroke of   fortune  seems to be the same way. We  were then  very  young and did not  understand this issue well.  But we  were very fortunate in the sense that  when King  Chulachomkhao or Chulalongkorn ascended the throne , the circumstances  were  that  terrible  or fearful  as expected . At  that time  we  were  very  young,  we might  not think so . But  when we grew up,  we became  startled . King  Chulalongkorn then was  ailing  and his  disorders were  in serious condition. I saw him  in bad  shape when  I met  him. I poured lustral water on his royal remains at  the previous  Bhanumas Chamroon  Throne Hall  . We  knew that the  King had  been very  unwell . If  the situation  at that time made a mistake, we did not  know  what  would  happen next. We need not ask  any astrologers on this.  The  change  in  the situation  as seen  by us was  not useless for nothing , and made  us feel very pathetic. We thought  of ourselves,  and seemed to know  that the things might not become worse . When the ruling  class were no longer concerned with learning  more  minor  details , we found that most of them  did not turn over a new leaf since they  already went  beyond their  time limit. We could render service  to the government just as a  good pot and pan  supported a good meal.  What the King would like to set forth was to rectify the   degenerate ruling class – in – power . But  we did not understand this profoundly. King  Chulalongkorn  was more progressive than   ourselves . He  must  feel strongly about  the  issue and the King would  prefer to support us since  we were young and well educated and well trained in our way. He brought  us up to serve the country,  and be good civil servants. Many  princes  had  become  ministers  with all their  power and  goodness to us.  All these two factors had  made us a good container supporting the  benevolent civil  service. His Majesty’s  gracious compassion in raising us held  him more in high regard  for his  own achievements.

 

กลับหน้าเดิม

 

 

web site hit counter