กลับสารบัญ

๕. สมาธิสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗

 คลิกขวาเมนู

ว่าด้วยสมาธิเป็นเหตุเกิดปัญญา

             [๒๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ. ภิกษุมีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง.(หมายถึง เมื่อนำไปเป็นเครื่องสนับสนุนการวิปัสสนาหรือปัญญา กล่าวคือ เมื่อจิตตั้งมั่นหรือจิตแน่วแน่แล้ว จักทำให้วิปัสสนากรรมฐานเจริญได้ดี,  ไม่ใช่หมายความว่าเจิญสมาธิแต่ฝ่ายเดียว แล้วปัญญาจะผุดขึ้นมารู้เห็นเข้าใจ อันจักล้วนเป็นมิจฉาญาณ) ก็ภิกษุย่อมรู้ชัด(ด้วยปัญญา)ตามเป็นจริงอย่างไร.  

    ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิดและความดับแห่งรูป

    ความเกิดและความดับแห่งเวทนา   

    ความเกิดและความดับแห่งสัญญา   

    ความเกิดและความดับแห่งสังขาร   

    ความเกิดและความดับแห่งวิญญาณ.

            [๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นความเกิดแห่งรูป  

    อะไรเป็นความเกิดแห่งเวทนา  

    อะไรเป็นความเกิดแห่งสัญญา  

    อะไรเป็นความเกิดแห่งสังขาร  

    อะไรเป็นความเกิดแห่งวิญญาณ?  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลในโลกนี้ ย่อมเพลิดเพลิน(นันทิหรือตัณหา) ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่.  

ก็บุคคลย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่ ซึ่งอะไร.  

ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป

เมื่อเพลิดเพลิน พร่ำถึง ดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป

ความยินดีก็เกิดขึ้น ความยินดีในรูป

นั่นเป็นอุปาทาน  เพราะอุปาทานของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ

เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสและอุปายาส.

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้น ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.

             บุคคลย่อมเพลิดเพลินซึ่งเวทนา(ข้อความเหมือนดังข้างต้น) ฯลฯ  

ย่อมเพลิดเพลินซึ่งสัญญา(ข้อความเหมือนดังข้างต้น) ฯลฯ  

ย่อมเพลิดเพลินซึ่งสังขาร(ข้อความเหมือนดังข้างต้น) ฯลฯ   

ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง  ย่อมดื่มด่ำอยู่ซึ่งวิญญาณ  

เมื่อเพลิดเพลิน พร่ำถึง ดื่มด่ำอยู่ซึ่งวิญญาณ

ความยินดีย่อมเกิดขึ้น ความยินดีในวิญญาณ นั่นเป็นอุปาทาน

เพราะอุปาทานของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ

เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส.

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.

             ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย นี่เป็นความเกิดแห่งรูป

    นี่เป็นความเกิดแห่งเวทนา

    นี่เป็นความเกิดแห่งสัญญา

    นี่เป็น ความเกิดแห่งสังขาร

    นี่เป็นความเกิดแห่งวิญญาณ.

            [๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นความดับแห่งรูป  

    อะไรเป็นความดับแห่งเวทนา  

    อะไรเป็นความดับแห่งสัญญา  

    อะไรเป็นความดับแห่งสังขาร

    อะไรเป็นความดับแห่งวิญญาณ?  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำอยู่.

ก็ภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งอะไร.

ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อม ไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป

เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป ความ ยินดีในรูปย่อมดับไป

เพราะความยินดีของภิกษุนั้นดับไป อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.

             ภิกษุย่อมไม่ เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำ ซึ่งเวทนา (ข้อความเหมือนดังข้างต้น) ฯลฯ  

ซึ่งสัญญา (ข้อความเหมือนดังข้างต้น) ฯลฯ  

ซึ่งสังขาร (ข้อความเหมือนดังข้างต้น) ฯลฯ  

ซึ่งวิญญาณ เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งเวทนา ...

ซึ่งสัญญา ... ซึ่งสังขาร ... ซึ่งวิญญาณ ความยินดีในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ... ในวิญญาณ ย่อมดับไป

เพราะความ ยินดีของภิกษุนั้นดับไป อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความดับแห่งรูป นี้เป็นความดับแห่งเวทนา นี้เป็นความดับแห่งสัญญา นี้เป็นความดับแห่งสังขาร นี้เป็นความดับแห่งวิญญาณ.

จบ สูตรที่ ๕.  

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter