ธรรมะประจำวัน                                             

 

 ค้นหาพระสูตรใช้  Ctrl +  

๑.พุทธพจน์     แสดงพุทธพจน์สั้นๆ  เพื่อประกอบการพิจารณา อันคือการเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญา

๒.โพชฌงค์ ๗   ธรรมแห่งเครื่องตรัสรู้

เจริญโพชฌงค์ ตามกาล  แก้ไขจิตหดหู่,จิตฟุ้งซ่าน

๓.ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร  ปฐมเทศนา แสดงธรรมเป็นครั้งแรกในโลก และแสดงทางสายกลาง(มัชฌิมาปฏิปทา) และอริยสัจ๔

๔.มหาสติปัฏฐานสูตร  แสดงการใช้สติ ในการปฏิบัติไปใน กาย เวทนา จิต และธรรม

๕.อนัตตลักขณสูตร  แสดงอนัตตลักษณะ จนเหล่าพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ สำเร็จพระอรหันตผล

๖.อาทิตตปริยายสูตร  แสดงสิ่งที่เป็นของร้อน คือเหล่าอายตนะทั้งภายในแลภายนอก

๗.อานาปานสติสูตร  การใช้สติ, สมาธิไปในการพิจารณาลมหายใจ

๘.กายคตาสติสูตร  แสดงสมถวิปัสสนา ที่ใช้ทั้งสติ สมาธิ และปัญญาไปในกาย

๙.โลกธรรม ๘ และโลกวิปัตติสูตร  แสดงธรรมชาติของโลก อันเป็นสิ่งที่คู่กับโลกเป็นธรรมดา  และความแตกต่างอันยิ่งที่เกิดขึ้นกับอริยสาวก และปุถุชน

๑๐.ชราสูตร  แสดงธรรมหรือธรรมชาติของพระไตรลักษณ์ ต่อสังขารกายทั้งปวง

๑๑.มรณัฐสติ สูตรที่ ๑  แสดงมรณานุสติสูตรที่๑  เป็นหนึ่งในอนุสติ ๑๐ ที่ควรระลึกถึงอยู่เนืองๆเป็นอเนก

๑๒.มรณัฐสติ สูตรที่ ๒  แสดงมรณานุสติสูตรที่๒ และความเพียร

๑๓.ภิกขุนีสูตร  แสดงถึงคุณอันวิเศษของจิตตั้งมั่นใน สติปัฏฐาน ๔ ในการกำจัดความทุกข์อันเร่าร้อน จิตหดหู่ ฯ.

๑๔.นิวรณ์๕ & อาหารของนิวรณ์๕  แสดงสิ่งที่ทำให้นิวรณ์กิเลสเฟื่องฟู

๑๕.นิพเพภิกสูตร  แสดงธรรมอันชำแรกกิเลส

๑๖.กุณฑลิยสูตร  แสดงผลานิสงส์ของการปฏิบัติต่างๆ  และการเป็นเหตุปัจจัยสนับสนุนกันของการปฏิบัติใน อินทรีย์สังวร  สุจริต๓  สติปัฏฐาน๔  โพชฌงค์๗

๑๗.อิทธิบาท ๔ และอานิสงส์  แสดงบาทฐานของอิทธิฤทธิ์และอานิสงส์

๑๘.พระไตรปิฎก ๔๕ เล่ม และศัพท์ 

๑๙.อภิณหปัจจเวกขณ์  ข้อที่ควรพิจารณาอยู่เนืองๆ ๕ ประการ

๒๐.พจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน

๒๑.ห้องพระ  ไหว้พระ สวดมนต์  สารคดีพุทธศาสนา

๒๒.ทุกขอริยสัจ  แสดงทุกขอริยสัจที่เกิดเป็นธรรมดา ไม่เป็นอื่นไปได้

๒๓.ชาติอาทิทัมมสูตร  แสดงการ เกิดแก่เจ็บตาย ของจิตหรือกระบวนจิตโดยขันธ์

๒๔.พรหมวิหาร ๔  แสดง เมตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

๒๕.มหาหัตถิปโทปมสูตร  แสดงอุปมาอริยสัจดุจดังรอยเท้าช้าง  และแสดงธาตุ ๔

๒๖.มหาตัณหาสังขยสูตร  ว่าด้วยตัณหา และความเห็นผิดในวิญญาณ อันท่านจัดว่าลามกหรือชั่วร้าย

๒๗.เคลัญญสูตร  แสดงสติสัมปชัญญะในเวทนา ด้วยความไม่ประมาท ด้วยความเพียร  เพื่อรอกาล

๒๘.มงคล ๓๘  แสดงมงคลสูงสุด  ธรรมที่นำมาซึ่งความสุขความเจริญ

แสดงมงคล ๓๘ พร้อมภาพประกอบ

๒๙.ปุตตมังสสูตร  แสดงความจำเป็นในอาหาร ๔ อันมีตัณหาเป็นเหตุก่อ

๓๐.สมาธิสูตร  ว่าด้วยสมาธิเป็นเหตุสนับสนุนปัญญา

๓๑.ภิกขุสูตร เหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคืองลุ่มหลง  และแสดงถ้อยคิด,ครุ่นคิดว่าคือการเข้าไปปรุงแต่ง

๓๒.พระสูตรว่าด้วย ขันธ์ ๕ ต่างๆ  พระสูตรเกี่ยวกับขันธ์ ๕ และเผณปิณฑสูตร ที่ว่าด้วยอุปมาของขันธ์ ๕

๓๓.ปฏิปทาสูตร  ว่าด้วยสักกายทิฏฐิ  ว่าด้วยเรื่องของกายตน ในสักกายสมุทัย และสักกายนิโรธ

๓๔.สัพพาสวสังวรสูตร  ว่าด้วยการละอาสวะกิเลส หรือการสังวรในอาสวะแบบต่างๆ

๓๕.ปภังคสูตร  ว่าด้วยความสลาย และความไม่สลายของทุกข์

๓๖.อัตตทีปสูตร  ว่าด้วยการพึ่งตน พึ่งธรรม

๓๗.มหาปรินิพพานสูตร  แสดงตอน สรรเสริญการปฏิบัติบูชา  และการเลี่ยงหรือละ

๓๘.การอาบนํ้าในศาสนา  ทรงแสดงการอาบที่ถูกต้อง

๓๙.สัลเลขสูตร   แสดงธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส  และแสดงฌานว่าเป็นเพียงเครื่องอยู่ให้เป็นสุข  แต่มักเข้าใจผิดไปว่าเป็นเครื่องขัดเกลากิเลสหรือเครื่องดับกิเลส

๔๐.เจโตวิมุตติ  และปัญญาวิมุตติ  แสดงสมถะอันยังให้เกิดเจโตวิมุตติ และวิปัสสนาอันยังให้เกิดปัญญาวิมุตติ

๔๑.วชิราสูตร  ท่านวชิราภิกษุณี ตอบปัญหาธรรมแก่มาร  เรื่องใครเป็นผู้สร้างสัตว์หรือชีวิต และทุกข์

๔๒.สกลิกสูตร   ทรงแสดงทุกขเวทนา อันไม่เร่าร้อนเผาลนแก่มาร จนมารต้องหลบหนีหายไป

๔๓.ธรรมเปรียบเหมือนแพ  และเหตุแห่งทิฏฐิ ๖  แสดงธรรมอุปมาดั่งเรือแพ  และเหตุให้เกิดทิฏฐิทั้ง ๖ เพราะความเข้าใจผิดว่าเป็นอัตตา

๔๔.ตัณหาสูตร  แสดงตัณหา ๓ และมานะ ๓ ที่ควรละ

๔๕.สัลลัตถสูตร  แสดงเวทนาย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  แต่ย่อมให้ผลแตกต่างกันระหว่างอริยสาวกและปุถุชน ดังการถูกลูกศร

๔๖.เวทนาสูตร  รวมเวทนาสูตรต่างๆ จากพระไตรปิฎก

๔๗.รวม อวิชชาสูตร จากพระไตรปิฎก  แสดงอวิชชาต่างๆจากพระไตรปิฏก

๔๘.จูฬทุกขักขันธสูตร  ว่าด้วยคุณและโทษของกาม, และปัญหาของฆราวาสว่า ทำไมจึงดับ ราคะ โทสะ โมหะ ไม่ได้เด็ดขาด จึงยังถูกครอบงำเป็นครั้งคราว

๔๙.อุณณาภพราหมณสูตร  แสดงความสัมพันธ์ของอินทรีย์ ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่ต่างล้วนยึดเหนี่ยวหรือสัมพันธ์กับใจ

๕๐.มหาทุกขักขันธสูตร   ว่าด้วยทุกข์กองใหญ่  และสุขเวทนาอันเกิดแต่สมาธิ

๕๑.อุปปาทสูตร  แสดงธาตุหรือธรรมชาติ  หรือพระไตรลักษณ์หรือธรรมนิยาม

๕๒.อเจลกัสสปสูตร  ทรงแสดง ทุกข์ ใครเป็นผู้สร้าง? ผู้กระทำ?

๕๓.จูฬเวทัลลสูตร  ตอบปัญหาธรรมอเนกประการ โดยท่านธรรมทินนาภิกษุณี

๕๔.ภูมิชสูตร  แสดงสุขทุกข์ เกิดขึ้นได้อย่างไร

๕๕.มหามาลุงโกฺยวาทสูตร  แสดงการละสังโยชน์ ๕ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ 

๕๖.อาสวักขยญาณ, เจโตปริยญาณ  มหาภูต ที่แม้ท้าวมหาพรหมผู้เป็นใหญ่ก็ยอมรับว่าไม่รู้

๕๗.ภัททาลิสูตร  แสดงคุณของการทานอาหารหนเดียว หรือแต่พอควร

๕๘.ปฏิปทาวรรคที่ ๒  วิธีปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาร่วมกัน แบบต่างๆ

๕๙.ภัทเทกรัตตสูตร  แสดงการอยู่กับปัจจุบันธรรม  ไม่ไปพิรี้พิไรถึงอดีต  หรือปรุงแต่งถึงอนาคต

๖๐.มหาจัตตารีสกสูตร  ว่าด้วยสัมมาทิฏฐิ มี ๒ อย่าง คือโลกิยะและโลกุตระ เมื่อเป็นสัมมาทิฏฐิจึงต่างดีงาม

๖๑.เวทนาปริคคหสูตร  แสดง เวทนา ๓ ที่ต้องมีเหตุปัจจัยถึงเกิดขึ้น  ทำให้พระสารีบุตรบรรลุพระอรหัตตผล

๖๒.ฉฉักกสูตร  แสดงธรรมหมวดหก  มี ๖ เช่น อายตนะ๖ วิญญาณ๖  ฯ.

๖๓.มหาปุณณมสูตร  ว่าด้วยอุปาทานและอัตตา  และกรรมที่อนัตตากระทำ จะกระทบอัตตาได้?

๖๔.อัสสุตวตาสูตร  เห็นกายเป็นอัตตาว่าเป็นของตัวของตน เป็นการเห็นผิด  แต่ก็ยังดีกว่า หลงผิดไปเห็นจิตว่าเป็นอัตตาเป็นตัวตนหรือของตัวตน

๖๕.สุปุพพัณหสูตร  ว่าด้วยการหา ฤกษ์ดี ยามดี มงคลดี และได้ทำการบูชาที่ดี

๖๖.พระไตรปิฎก  แสดงรายละเอียดแต่ละเล่ม ของพระไตรปิฎกทั้ง ๔๕ เล่ม

๖๗.นิพพิทาสูตร & อาสวักขยสูตร  แสดงธรรมหรือสิ่งที่ใช้ในการพิจารณาให้เกิดนิพพิทา

๖๘.มหาเวทัลลสูตร  ถามตอบปัญหาธรรมระหว่างพระสารีบุตรกับพระมหาโกฏฐิตะ

๖๙.จูฬมาลุงโกยวาทสูตร  แสดงทิฏฐิ ๑๐ ประการ ที่ทรงไม่พยากรณ์ เช่น ในเรื่องตายแล้ว ยังมีอยู่ ฯ.

๗๐.ธาตุสูตร  แสดงนิพพานธาตุทั้ง ๒ ชนิด คือ สอุปาทิเสสนิและอนุปาทิเสสนิพพาน

๗๑.อริยสาวกสูตร  แสดงญาณหรือความรู้ความเข้าใจที่บังเกิดขึ้นในพระอริยสาวก

๗๒.อาพาธสูตร  สัญญา๑๐ ที่ให้พระคิริมานนท์เจริญวิปัสสนายามเจ็บไข้หนัก และมีอานิสงส์สงบระงับ

๗๓.พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบรรพชา  พระอัสสชิหนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ แสดงธรรมแก่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะจนออกบวช

๗๔.ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ  เสวยวิมุตติโดยมนสิการในปฏิจจสมุปบาท ตลอดสัปดาห์แรกของการเสวยวิมุตติสุข อันเป็นสุขจากการหลุดพ้นจากกองทุกข์

๗๕.สัญเจตนิยวรรค  แสดงสัญเจตนาที่เกิดแต่อวิชชา

๗๖.ทวัตติงสาการ  แสดงส่วนประกอบที่มีลักษณะต่างๆ กัน ๓๒ อย่าง ในร่างกาย ที่แท้จริงแล้วล้วนเป็นปฏิกูล แต่ถูกมายาล่อลวงให้เห็นผิดไปจากความจริง

๗๗.โยนิโสสูตร  แสดงคุณของการโยนิโสมนสิการ(การพิจารณาในใจโดยแยบคาย)

       อโยนิโสสูตร  แสดงโทษของการพิจารณาโดยไม่แยบคาย

๗๘.สังขารสูตร  แสดงสังขารในบุคคล ๓ จำพวก

๗๙.อัคคัญญสุตร  แสดงความเป็นมาของสังคมมนุษย์ โดยเริ่มตั้งแต่เกิดมีสัตว์ จนเกิดมีมนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นพวก จึงจำเป็นต้องมีการปกครอง และการประกอบอาชีพ ฯ.

๘๐.ว่าด้วยอริยสัจ ๔  แสดงธรรมที่เนื่องกับอริยสัจ ๔

๘๑.ปุปผสูตร  ว่าด้วยเรื่อง พระองค์ท่านมิได้ทรงขัดแย้งกับโลก  แต่โลกอะไรที่มาขัดแย้งกับพระองค์ท่าน

๘๒.อจินติตสูตร  ว่าด้วยสิ่งที่ไม่ควรคิด ๔ ประการ อันพึงทำให้ผู้ครุ่นคิดพึงปวดหัว เป็นบ้า

๘๓.สักกสูตร  ว่าด้วยสมาธิเกิดก่อนญาณ  หรือญาณเกิดก่อนสมาธิ

 

Google


ทั่วโลก  ค้นหาเฉพาะใน"ปฏิจจสมุปบาท"

 

    

พุทธพจน์

ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท  ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม

ผู้ใดเห็นธรรม  ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท    (มหาหัตถิปโทปมสูตรที่ ๘)

                  

ผู้ใดเห็นธรรม  ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา

ผู้ใดเห็นเรา  ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม    (วักกลิสูตร๑๗/๑๒๙)

                                                

ภิกษุทั้งหลาย  นี้แล คือความจริงอันประเสริฐเรื่องความทุกข์  คือความเกิดก็เป็นทุกข์,  ความแก่ก็เป็นทุกข์,  ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์,  ความตายก็เป็นทุกข์,  ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รักก็เป็นทุกข์,  ความพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์,  ความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น เป็นทุกข์  กล่าวโดยย่อ ขันธ์๕ที่ประกอบด้วยอุปาทานเป็นทุกข์    (บาลี มหาวาร, สํ๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้ง๕ที่อิสิปตมฤคทายวัน - พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ โดยท่านพุทธทาสภิกขุ)

 

เราตถาคต บัญญัติเพื่อความเพิกถอน ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ในปัจจุบัน   (พระไตรปิฏก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๓/๑๕๑)  กล่าวคือ บัญญัติสั่งสอนทั้งปวงก็เพื่อการเพิกถอนหรือดับเหล่าอุปาทานทุกข์ทั้งหลายในปัจจุบันชาติลงไปเสียนั่นเอง

 

ผู้ไม่มีอุปาทานย่อมบรรลุพระนิพพาน    (เวสาลีสูตร ๑๘/๑๒๓)

 

ความรัก เสมอด้วยรักตนเองไม่มี

นตฺถิ  อตฺตสมํ  เปมํ  (สารตฺถ. ๑/๑/๘๑-๘๒)

 

ผู้มีธรรม  ย่อมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งซึ่งล่วงไปแล้ว

อีกทั้งยังไม่เพ้อฝันถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

ดํารงอยู่ด้วยปัจจุบันธรรม  ผิวพรรณจึงผ่องใส    (อรัญญสูตร ๑๕/๖)      

                                  

"อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกหาใช่(ทําให้เกิด)กามไม่,  ราคะ(ตัณหา)ที่เกิดจากความคิดของคนต่างหากที่เป็นกาม,   อารมณ์ทั้งหลายอันวิจิตรย่อมดํารงอยู่ตามสภาพของมัน อย่างนั้นเอง ดังนั้นชนอันประกอบด้วยธรรมทั้งหลายจึงขจัดแต่เพียงตัวความอยาก(ตัณหาฉันทะ)ในอารมณ์วิจิตรเหล่านั้น (กล่าวคือมิได้กําจัดอารมณ์อันวิจิตร) "  (อฺงคุตฺตรนิกาย ฉกฺกนิปาต ๒๒/๓๓๔/๔๖๐)

     

กามทั้งหลายมีรสอันน่ายินดีน้อย    มีทุกข์มาก    มีความคับแค้นมาก    โทษอันร้ายแรงมีอยู่ในกามนั้นอย่างยิ่ง   (จูฬทุกขักขันธสูตร ๑๒/๑๔๓)

                                                                             

กามทั้งปวงให้ความยินดีน้อย แต่มีทุกข์มาก บัณฑิตรู้ความจริงเช่นนี้แล้ว  จึงไม่ควรจะยินดีในกามแม้ที่เป็นของทิพย์   (ธรรมบท ๒๕/๓๔)

 

ภิกษุทั้งหลาย   การที่ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ จะเข้าใจไปยึดถือว่าร่างกายอันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ ว่าเป็นตัวตน  (ขยายความว่า  ถึงแม้ว่าจะเป็นความเข้าใจที่ผิดก็ตาม แต่ก็)ยังดีกว่าจะยึดถือจิตว่าเป็นตัวตน  เพราะว่า กายอันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้  ยังปรากฎให้เห็นว่าดำรงอยู่(ขยายความว่า  คงทนอยู่ไม่ได้อย่างแท้จริง  อาจอยู่ได้)เพียงปีหนึ่งบ้าง ๒ ปีบ้าง  ๓ - ๔ - ๕  ปีบ้าง  ๑๐ - ๒๐ - ๓๐ - ๔๐ - ๕๐ ปีบ้าง  ๑๐๐ ปีบ้าง  เกินกว่านั้นบ้าง  แต่สิ่งที่เรียกว่า  จิต  มโน  หรือวิญญาณนี้  เกิดดับอยู่เรื่อย  ทั้งวันทั้งคืน (ขยายความว่า  เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับๆ อยู่ทั้งในขณะตื่น และแม้ขณะหลับไป เช่นการฝัน)"    (อัสสุตวตาสูตร, เล่ม ๑๖ / ๒๓๑ )

 

โดยมากจิตของเราเมื่อจะแล่น ก็แล่นไปสู่ "กามคุณเป็นอดีต"นั้น,  น้อยนักที่จะแล่นไปสู่กามคุณในปัจจุบันหรืออนาคต   ความไม่ประมาทและสติเป็นเครื่องป้องกันจิตจากกามคุณ๕ อันเป็นอดีตที่เคยสัมผัสมา และดับไปแล้วเพราะความแปรปรวนนั้น    (พุทธประวัติจากพระโอษฐ์-ท่านพุทธทาส)

                                                                         

อะไรหนอ เป็นรสอร่อยของรูป ?

        -สุขโสมนัสใดๆ ที่อาศัยรูปแล้วเกิดขึ้น สุขและโสมนัสนั้นแลเป็นรสอร่อยของรูป

อะไรเป็นโทษของรูป ?

        -รูปไม่เที่ยงเป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้มีการแปรปรวนเป็นธรรมดา ด้วยอาการใด อาการนั้นเป็นโทษของรูป

อะไรเป็นอุบายเครื่องพ้นไปได้จากรูป ?

        -การนําออกและละเสีย ซึ่งความกําหนัดด้วยอํานาจความพึงพอใจในรูปเสียได้นั้น  เป็นอุบายเครื่องพ้นจากรูปได้

โดยนัยเดียวกันกับ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และ ธาตุ ๔ และ อายตนะ๖ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์)

                     

รูปไม่เที่ยง, สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์, สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นเป็นอนัตตา, สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นพึงเห็นด้วย "สัมมาปัญญา"ตามที่มันเป็นอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา, มิใช่เราเป็นนั่น, นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา (โดยนัยเดียวกันกับ เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ)

 

กามทุกชนิด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์(คงทนอยู่ไม่ได้) มีอันแปรปรวนเป็นธรรมดา

ภพทุกภพ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์(คงทนอยู่ไม่ได้) มีอันแปรปรวนเป็นธรรมดา

 

ผู้ใดไม่ถือมงคลตื่นข่าว  ไม่ถืออุกกาบาต  ไม่ถือความฝัน  ไม่ถือลักษณะดีหรือชั่ว  ผู้นั้นชื่อว่าล่วงพ้นโทษแห่งการถือมงคลตื่นข่าว ครอบงํากิเลสที่ผูกสัตว์ไว้ในภพ อันประดุจคูกั้นเสียได้ ย่อมไม่กลับมาเกิดอีก   (ขุ.ชา. ๒๗/๘๗/๒๘  หรือ พุทธธรรม น.๒๑๕)  

 

ถ้าแม้นบุคคลจะพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการอาบนํ้า(ชําระบาป)  กบ เต่า นาค จรเข้ และสัตว์เหล่าอื่นที่เที่ยวไปในแม่นํ้า ก็จะพากันไปสู่สวรรค์แน่นอน.......(และกล่าวในมุมมองอีกมุมหนึ่งว่า)ถ้าแม่นํ้าเหล่านี้พึงนําบาปที่ท่านทําไว้แล้วในกาลก่อนไปได้ไซร้ แม่นํ้าเหล่านี้ก็พึงนําบุญของท่านไปได้ด้วย  (เป็นคำกล่าวของพระปุณณิกาเถรี)   (ขุ.เถรี.๒๖/๔๖๖/๔๗๓ หรือ พุทธธรรม น.๒๑๕)

 

ประโยชน์ได้ล่วงเลยคนเขลา ผู้คอยนับฤกษ์อยู่   ประโยชน์เป็นตัวฤกษ์ของประโยชน์เอง  ดวงดาวจักทําอะไรได้    (ขุ.ชา ๒๗/๔๙/๑๖ หรือ พุทธธรรม น.๒๑๕)

 

บุคคลประพฤติชอบเวลาใด  เวลานั้นได้ชื่อว่า  เป็นฤกษ์ดี  เป็นมงคลดี  เป็นเช้าดี  อรุณดี  เป็นขณะดี  ยามดี  และ(นับได้ว่า)เป็นอันได้ทําบูชาดีแล้ว   ในท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย  แม้กายกรรมของเขา(นั้น)ก็เป็นสิทธิโชค  วจีกรรมก็เป็นสิทธิโชค  มโนกรรมก็เป็นสิทธิโชค  ประณิธานของเขาก็(ย่อมต้อง)เป็นสิทธิโชค  ครั้นกระทํากรรม(การกระทําใดๆ)ทั้งหลายที่เป็นสิทธิโชคแล้ว เขาย่อมได้ประสบแต่ผลที่มุ่งหมายอันเป็นสิทธิโชค    (สุปุพพัณหสูตร, องฺ.ติก. ๒๐/๕๙๕/๓๗๙ หรือพุทธธรรม น. ๒๑๕)

 

    [๘๒๓]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย   บุคคลอาศัยจักษุ(ตา)และรูป เกิดจักษุวิญญาณ  ความประจวบกันของธรรมทั้ง๓เป็นผัสสะ  และเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ย่อมเกิดความเสวยอารมณ์(เวทนา)  เป็นสุขบ้าง  เป็นทุกข์บ้าง  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง

    เขา(บุคคล)อันสุขเวทนาถูกต้อง(กระทบ)แล้ว  ย่อมไม่เพลิดเพลิน  ไม่พูดถึง  ไม่ดำรงอยู่ด้วยความติดใจ  จึงไม่มีราคานุสัยนอนเนื่องอยู่  

    อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมไม่เศร้าโศก  ไม่ลำบาก  ไม่ร่ำไห้  ไม่คร่ำครวญทุ่มอก  ไม่ถึงความหลง(โมหะ)พร้อม  จึงไม่มีปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่  

    อันอทุกขมสุขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมทราบชัดความตั้งขึ้น  ความดับไป  คุณ  โทษ  และที่สลัดออกแห่งเวทนานั้น ตามความเป็นจริง  จึงไม่มีอวิชชานุสัย  นอนเนื่องอยู่  

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ข้อที่บุคคลนั้นละราคานุสัยเพราะสุขเวทนาบรรเทา,  ละปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนา,  ถอนอวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา,  ยังวิชชาให้เกิดขึ้นเพราะละอวิชชาเสียได้  แล้วจักเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันได้  นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ  

    ข้อความเดียวกันใน เสียง-หู,   กลิ่น-จมูก,   รส-ลิ้น,   สัมผัส-กาย,    ธรรมารมณ์-ใจ 

      (ฉฉักกสูตร ๑๔/๘๒๓/๔๙๓)

 

ภิกษุทั้งหลาย    โรคมีอยู่ ๒ ชนิดดังนี้  คือ  โรคทางกาย๑  โรคทางใจ๑    สัตว์ทั้งหลายที่ยืนยันได้ว่า ตนไม่มีโรคทางกายเลยตลอดเวลาทั้งปี  ก็มีปรากฎอยู่  ผู้ที่ยืนยันได้ว่า ตนไม่มีโรคทางกายเลยตลอดเวลา ๒ ปี...๓ ปี...๔ ปี...๕ ปี..๑๐ ปี...๒๐ ปี...๓๐ ปี...๔๐ ปี...๕๐ ปี...๑๐๐ ปี  ก็มีปรากฎอยู่    แต่สัตว์ที่ยืนยันได้ว่า    ตนไม่มีโรคทางใจเลย  แม้ชั่วเวลาแค่ครู่หนึ่งนั้น  หาได้ยากในโลก  ยกเว้นแต่พระขีณาสพ ผู้สิ้นอาสวะทั้งหลาย    (องฺ. จตุกฺก. ๒๑ / ๑๕๗ / ๑๙๑)

 

(พุทธพจน์  ข้อธรรมสั้นๆ  คัดลอกจากหนังสือพระไตรปิฎกฉบับสุภาสิต โดยธรรมรักษา  ส่วนข้อความในวงเล็บเป็นคำขยายความของwebmasterเอง)

ตัณหาเป็นบ่อเกิดของความทุกข์    (ตัณหาสูตร ๒๑/๑๐)

                   

ความอยาก(ความไม่อยาก)ทําให้คนต้องเกิด    (ตัณหาสูตร ๒๑/๑๐)

 

โลกถูกความอยาก(และความไม่อยาก)นําไป    (ตัณหาสูตร ๑๕/๕๓)

 

ความโศรกย่อมเกิดมาจากความอยาก(และความไม่อยาก)    (ธรรมบท ๒๕/๓๗)

 

เมื่อละความอยาก(ความไม่อยาก)ได้ขาด  จึงจะตัดเครื่องผูกได้หมด   (อิจฉาสูตร ๑๕/๕๖)

 

คนส่วนมากติดอยู่ในความอยาก(และความไม่อยาก)  เหมือนนกติดบ่วง     (ปาเถยยสูตร ๑๕/๖๑)

 

ความอยาก(ความไม่อยาก)ละได้ยากในโลก    (ปาเถยยสูตร ๑๕/๖๑) 

 

แม่นํ้าเสมอด้วยความอยาก(ความไม่อยาก)ไม่มี    (ธรรมบท ๒๕/๔๐)

 

โลกทั้งมวล เป็นไปตามอํานาจของสิ่งเดียวคือตัณหา(ความอยากและไม่อยาก)   (ตัณหาสูตร ๑๕/๕๓)

 

 โลกถูกตัณหาความอยาก(และความไม่อยาก)ผูกเอาไว้   (อิจฉาสูตร ๑๕/๕๕)

 

ความสิ้นตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง   (ธรรมบท ๒๕/๕๓)

 

จงอาศัยตัณหาละตัณหาเสีย(ใช้ตัณหาอยากพ้นไปจากทุกข์ไปดับตัณหาทั้งปวง)    (จตุกกนิบาต ๒๑/๑๗๐)

 

ภัยย่อมเกิดมาจากความอยาก(และความไม่อยาก)    (ธรรมบท ๒๕/๓๗) 

 

เพราะตัดตัณหาได้  จึงตัดเครื่องผูกได้หมด    (พันธนสูตร ๑๕/๕๔)

 

ทุกคนย่อมเป็นไปตามการกระทํา(กรรม)     (อัยยิกาสูตร ๑๕/๑๓๗)

 

ความเพียรพยายามพวกเธอต้องทําเอง  ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้บอกเท่านั้น    (ธรรมบท ๒๕/๔๓)

 

คนจะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร     (อาฬวกสูตร ๑๕/๒๙๘)

 

แสวงหาที่ไม่ฉลาดในธรรม  ย่อมไม่เห็นแจ้งนิพพานที่อยู่ใกล้ตัว    (ปัคคัยหสูตร ๑๘/๑๔๒)

 

จิตมีธรรมชาติดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยาก    (ธรรมบท ๒๕/๑๗)

 

ธรรมชาติของจิตย่อมผุดผ่อง  แต่เศร้าหมองด้วยอุปกิเลสจรมา    (เอกนิบาต ๒๐/๙)

 

สิ่งทั้งหลายมีใจนําหน้า    (ธรรมบท ๒๕/๑๓)

 

จิตนั้นเห็นได้แสนยาก  ละเอียดอ่อนยิ่งนัก มักตกไปหาอารมณ์ที่ใคร่    (ธรรมบท ๒๕/๑๗)

 

จิตหลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน)    ( กถาวัตถุสูตร ๒๐/๒๒๕)

 

อย่ายอมตกอยู่ในอํานาจของจิต   (คุตตาเถรีคาถา ๒๖/๔๖๖)

 

จิตที่ฝึกหัดดีแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่    (เอกนิบาต ๒๐/๕)

 

เราไม่เล็งเห็นสิ่งอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง  ที่จะเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเหมือนจิตเลย   (เอกนิบาต ๒๐/๙)

 

คนย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา   (อาฬวกสูตร ๒๕/๓๓๐)

 

ผู้มีปัญญาย่อมตามรักษาจิต    (ธรรมบถ ๒๕/๑๗)

 

จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนําความสุขมาให้    (ธรรมบถ๒๕/๑๗)

 

ปัญญาไม่เกิดแก่ผู้ไม่พิจารณา   (ธรรมบท ๒๕/๕๔)

 

แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี    (นัตถิปุตตสมสูตร ๑๕/๙)

 

ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก   (ปัชโชตสูตร ๑๕/๖๒)

 

ราคะมีโทษน้อยแต่คลายช้า   

โทสะมีโทษมากแต่คลายเร็ว   

โมหะ(ความหลง)มีโทษมากด้วย และคลายช้าด้วย          (ติตถิยสูตร ๒๐/๒๒๖)

 

คนทั้งปวงเศร้าโศก  เพราะสิ่งที่ยึดมั่นว่าของกู   (ชราสูตร ๒๕/๔๓๘)

 

ผู้ใดสําคัญตนว่าเราเสมอเขา  เราดีกว่าเขา  เราเลวกว่าเขา  ผู้นั้นจะต้องทะเลาะกับเขา  (สมิทธิสูตร ๑๕/๑๖)

 

ความเพลิดเพลิน(นันทิ-ทําหน้าที่เป็นตัณหา)เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์    (มูลปริยายสูตร ๑๒/๑๑)

 

ความยินดีเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์    (คันธภกสูตร ๑๘/๓๕๗)

 

ผู้ไม่ระวังผัสสะทั้งหกแม้ประตูหนึ่ง  ย่อมประสพความทุกข์    (สังคัยหสูตร๑๘/๗๖)

 

เราบัญญัติสอนเรื่องทุกข์และความดับทุกข์ ทั้งในกาลก่อนและกาลบัดนี้    (อลคัททูปมสูตร ๑๒/๒๒๗)

 

เป็นผู้รักษาอย่างเดียว คืออะไร?

คือเธอเป็นผู้มีใจที่รักษาไว้ด้วยสติ    (อริยวสสูตร ๒๔/๓๕)

 

คนมีสติย่อมดีขึ้นทุกวัน    (มณิภัททสูตร ๑๕/๒๘๙)

 

เรากล่าวว่าสติมีประโยชน์ในที่ทั้งปวง    (อัคคิสูตร ๑๙/๑๕๗)

 

ผู้วางเฉยมีสติทุกเมื่อ  ไม่สําคัญตนว่าเสมอเขา  ว่าวิเศษกว่าเขา

ว่าเลวกว่าเขาในโลก   กิเลสของผู้นั้นไม่มีทางฟูขึ้น    (ปุราเภทสูตร  ๒๕/๔๔๗)

 

สติเป็นเตรื่องยึดเหนี่ยวของใจ   (อุณณาภพราหมณสูตร ๑๙/๒๗๒)

 

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม  (กรรมอันหมายถึงการกระทําที่มีเจตนา)   (วาเสฏฐสูตร ๒๕/๔๐๙)

 

ไม่ควรคิดถึงสื่งที่ล่วงไปแล้ว

ไม่ควรหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง     (ภัทเทกรัตตสูตร ๑๔/๒๙๗)

 

กลับไปพระสูตร

กลับไปพุทธพจน์

 

กลับไปสารบัญ

 

hit counter

 

 

 

 

[   X   ]

:  ๗๘ สังขารสูตร

๒๖.มหาตัณหาสังขยสูตร  ว่าด้วยความคิดเห็นอันลามกหรือชั่วร้ายในเรื่องของวิญญาณ

๘.กายคตาสติสูตร  ว่าด้วยการใช้สติ,สมาธิ และปัญญา ไปในกาย