buddha1-1.gif

การอาบน้ำในศาสนา

พุทธพจน์ และ พระสูตร ๓๘.

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๒

 คลิกขวาเมนู

            เมื่อเข้าใจในธรรม ก็จะเป็นการลดละมิจฉาทิฏฐิหรือทิฏฐุปาทาน จึงยังให้เกิดสีลัพพตปรามาส  ดังในกรณี "การอาบน้ำในพระศาสนา" ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ชอบแล้ว ที่มิได้งมงายตามที่สืบทอดกันมา ด้วยอาศัยความเข้าใจในธรรมนั่นเอง

การอาบน้ำในศาสนา

                    [๙๘] ก็โดยสมัยนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ นั่งอยู่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

            ท่านพระโคดม จะเสด็จไปยังแม่น้ำพาหุกา เพื่อจะสรงสนานหรือ

            พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ จะมีประโยชน์อะไรด้วยแม่น้ำพาหุกาเล่า   แม่น้ำพาหุกา จักทำประโยชน์อะไรได้.

            สุ. ท่านพระโคดม แม่น้ำพาหุกา ชนเป็นอันมาก สมมติว่าให้ความบริสุทธิ์ได้

            ท่านพระโคดม แม่น้ำพาหุกา ชนเป็นอันมาก สมมติว่าเป็นบุญ

            อนึ่ง ชนเป็นอันมาก พากัน ไปลอยบาปกรรมที่ตนทำแล้วในแม่น้ำพาหุกา.

            ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ด้วยพระคาถาทั้งหลายว่า

                    คนพาล มีกรรมดำ แล่นไปยังแม่น้ำพาหุกา ท่าน้ำอธิกักกะ ท่าน้ำคยา

                    แม่น้ำสุนทริกา แม่น้ำสรัสสดี ท่าน้ำปยาคะ และแม่น้ำพาหุมดี  

                    แม้เป็นนิตย์ ก็บริสุทธิ์ไม่ได้  แม่น้ำสุนทริกา ท่าน้ำปยาคะ หรือแม่น้ำพาหุกา จักทำอะไรได้

                    จะชำระนรชนผู้มีเวร ทำกรรมอันหยาบช้า ผู้มีกรรมอันเป็นบาปนั้น ให้บริสุทธิ์ไม่ได้เลย

                    ผัคคุณฤกษ์ ย่อมถึงพร้อม แก่บุคคลผู้หมดจดแล้วทุกเมื่อ

                    อุโบสถ ก็ย่อมถึงพร้อม แก่บุคคลผู้หมดจดแล้วทุกเมื่อ

                    วัตรของบุคคลผู้หมดจดแล้ว มีการงานอันสะอาด ย่อมถึงพร้อมทุกเมื่อ

                    ดูกรพราหมณ์  ท่านจงอาบในคำสอนของเรานี้เถิด

                    จงทำความเกษมในสัตว์ทั้งปวงเถิด ถ้าท่านไม่กล่าวคำเท็จ ไม่เบียดเบียนสัตว์

                    ไม่ถือเอาวัตถุที่เจ้าของไม่ให้  เป็นผู้มีความเชื่อ  ไม่ตระหนี่ไซร้

                    ท่านไปยังท่าน้ำคยาแล้วจักทำอะไรได้  แม้การดื่มน้ำในท่าคยา  ก็จักทำอะไรให้แก่ท่านได้.

สุนทริกพราหมณ์บรรลุพระอรหัตต์

                    [๙๙] ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

            ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก

            ข้าแต่ท่าน พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก

            เปรียบเหมือนคนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด  

            บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด

            ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุ จักเห็นรูปดังนี้ ฉันใด

            พระโคดมผู้เจริญ ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน

            ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่าน พระโคดม พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่า เป็นสรณะ ข้าพระองค์ พึงได้บรรพชาอุปสมบท ในสำนักของท่านพระโคดมผู้เจริญเถิด

            สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ ได้บรรพชาอุปสมบท ในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้ว ก็ท่านพระภารทวาชะครั้นอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกจาก หมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่ช้านานเท่าไร ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุด แห่งพรหมจรรย์ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการ ออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิตโดยชอบด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบ แล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็ท่านพระภารทวาชะได้เป็น พระอรหันต์องค์หนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ฉะนี้แล.

จบ วัตถูปมสูตรที่ ๗

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย