พระสารีบุตร
![]()
สารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า เกิดที่หมู่บ้านนาลกะ
(บางแห่งเรียกนาลันทะ) ไม่ไกลจากเมืองราชคฤห์
เป็นบุตรแห่งตระกูลหัวหน้าหมู่บ้านนั้น บิดาชื่อวังคันตพราหมณ์ มารดาชื่อ สารี
จึงได้นามว่าสารีบุตร
แต่เมื่อยังเยาว์เรียกว่า อุปติสสะ มีเพื่อนสนิทชื่อ โกลิตะ
ซึ่งต่อมาคือ พระมหาโมคคัลลานะ
มีน้องชาย ๓ คนชื่อ จุนทะ อุปเสนะ
และเรวตะ น้องหญิง ๓ คน ชื่อจาลา อุปจาลา และสีสุปจาลา
ซึ่งต่อมาได้บวชในพระธรรมวินัยทั้งหมด
เมื่ออุปติสสะและโกลิตะจะบวชนั้น
ทั้งสองคนไปเที่ยวดูมหรสพที่ยอดเขาด้วยกัน คราวหนึ่งไปดูแล้วเกิดความสลดใจ
คิดออกแสวงหาโมกขธรรม และต่อมาได้บวชอยู่ในสำนักของสัญชัยปริพาชก
แต่ก็ไม่บรรลุจุดมุ่งหมาย
จนวันหนึ่งอุปติสสปริพาชก
พบพระอัสสชิเถระ(หนึ่งในปัญจวัคคีย์)ขณะท่านบิณฑบาต เกิดความเลื่อมใสติดตามไปสนทนาขอถามหลักคำสอน
ได้ฟังความย่อเพียงคาถาเดียว ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม ความว่า
ธรรม(สิ่ง)เหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้
จึงกลับไปบอกข่าวแก่โกลิตะ
แล้วพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า มีปริพาชกที่เป็นศิษย์ตามไปด้วยถึง ๒๕๐ คน ได้รับเอหิภิกขุอุปสมบททั้งหมดที่เวฬุวัน
เมื่อบวชแล้วได้ ๑๕
วัน พระสารีบุตรได้ฟังพระธรรมเทศนาเวทนาปริคคหสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ทีฆนขปริพาชก ณ
ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ ก็ได้บรรลุพระอรหัต
ได้รับยกย่องเป็น เอตทัคคะในทางมีปัญญามาก และเป็นพระอัครสาวกฝ่ายขวา
ท่านได้เป็นกำลังสำคัญของพระพุทธเจ้าในการประกาศพระศาสนา และได้รับยกย่องเป็น พระธรรมเสนาบดี
คำสอนของท่านปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกเป็นอันมาก
เช่น สังคีติสูตร และทสุตตรสูตร ที่เป็นแบบอย่างแห่งการสังคายนา
เป็นต้น
ท่านปรินิพพานก่อนพระพุทธเจ้าไม่กี่เดือน เมื่อจวนจะปรินิพพาน
ท่านเดินทางไปโปรดมารดาของท่านซึ่งยังเป็นมิจฉาทิฐิ ให้มารดาได้เป็นพระโสดาบันแล้ว
ปรินิพพานที่บ้านเกิด
ด้วยปักขันทิกาพาธ
หลังจากปลงศพแล้วพระจุนทะน้องชายของท่านนำอัฐิธาตุไปถวายพระบรมศาสดา
พระองค์ตรัสว่าให้ก่อสถูปบรรจุอัฐิธาตุของท่านไว้ ณ พระเชตวัน
เมืองสาวัตถี
(อรรถกถาว่า ท่านปรินิพพานในวันเพ็ญเดือน ๑๒ จึงเท่ากับ ๖
เดือนก่อนพุทธปรินิพพาน)
พระสารีบุตรมีคุณธรรมและจริยาวัตรที่เป็นแบบอย่างหลายประการ
เช่น
เป็นผู้มีความกตัญญูสูง ดังได้แสดงออกเกี่ยวกับ
พระอัสสชิ (นอนหันศีรษะไปทางที่พระอัสสชิพำนักอยู่) และ
ราธพราหมณ์ (ระลึกถึงบิณฑบาตหนึ่งทัพพีและรับเป็นอุปัชฌาย์แก่ราธะ)
สมบูรณ์ด้วยขันติธรรมต่อคำว่ากล่าว
(ยอมรับคำแนะนำแม้ของสามเณร
๗ ขวบ)
เป็นผู้เอาใจใส่อนุเคราะห์เด็ก
(เช่น
ช่วยเอาเด็กยากไร้มาบรรพชา มีสามเณรอยู่ในความปกครองดูแล
ซึ่งเก่งกล้าสามารถหลายรูป)
และเอาใจใส่คอยดูแลภิกษุอาพาธเป็นต้น
![]()
จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
|