กลับสารบัญ

เวทนาปริคคหสูตร

(ใน ทีฆนขสูตร)

พุทธพจน์ และ พระสูตร ๖๑.

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่ม ๑๓

 คลิกขวาเมนู

             เป็นธรรมที่พระพุทธองค์ท่านทรงแสดงแกปริพาชกชื่อทีฆนขะ จึงมีชื่อว่าทีฆนขสูตร ณ ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ  และในขณะที่พระองค์ท่านทรงแสดงธรรมอยู่นั้น  พระสารีบุตรผู้จะได้เป็นพระอัครสาวกฝ่ายขวาของพระพุทธเจ้าและเป็นเอตทัคคะในทางมีปัญญามากในภายภาคหน้า ก็ได้เข้าเฝ้าถวายงานพัดอยู่ด้วยในขณะนั้น จึงได้ฟังธรรมแสดงมาถึง เวทนา ๓ ใน เวทนาปริคคหสูตร ด้วย จนเกิดสัมมาญาณ จิตหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน  สำเร็จพระอรหันตผลในขณะฟังธรรมนั้นเอง

             เวทนาปริคคหสูตร แสดงการเกิดขึ้นของเวทนาอย่างปรมัตถ์ กล่าวแสดง ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ และอทุกขมสุขเวทนาอันไม่สุขไม่ทุกข์ ว่าล้วนเกิดขึ้นแต่มีเหตุเป็นปัจจัยปรุงแต่งขึ้นทั้งสิ้น จึงย่อมล้วนเป็นสังขาร จึงย่อมมีความเสื่อมไป  คลายไป  สิ้นไป  ดับไปเป็นธรรมดา ตามความในพระสูตรนี้   อันเป็นสภาวธรรมของสังขารทั้งปวง จึงย่อมเนื่องถึงเวทนาทั้ง ๓ จึงย่อมอยู่ภายใต้อำนาจพระไตรลักษณ์หรือธรรมนิยามหรืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  จึงย่อมเป็นเหตุให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์หรือสังสารวัฏเพราะการแสวงหาและยึดมั่นในสุขทุกข์(เวทนา)อย่างไม่รู้จักจบ อย่างไม่รู้จักสิ้น  อันเป็นเหตุให้พระสารีบุตรผู้ถวายงานพัดโดยใกล้ชิดและดำริคิดพิจารณาไตร่ตรองตามไปด้วยนั้น เกิดสัมมาญาณขึ้นในขณะนั้น จากการได้ปฏิบัติสั่งสมมาก่อนแล้วด้วยนั้น จึงเป็นปัจจัยให้เกิดนิพพิทาญาณความหน่าย จึงเป็นปัจจัยให้คลายกำหนัด จิตจึงหลุดพ้น สำเร็จอรหัตตผลในบัดนั้น  และในขณะแสดงธรรมเดียวกันนั้นเองท่านทีฆนขะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นกัน บรรลุโสดาปัตติผลเป็นพระโสดาบันเนื่องจากปัญญาเห็นชอบในระดับโลกุตระ กล่าวคือ เกิดสัมมาญาณในระดับหนึ่งขึ้น คือมีความเห็นเข้าใจอย่างมั่นคงเกิดขึ้นแล้วว่า

"สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม(สังขาร)มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาแล้ว  สิ่งนั้นๆทั้งหมดย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา"

ทีฆนขสูตร

             [๒๖๙].......(ทรงแสดงธรรมเรื่องทิฏฐิ เรื่องความเชื่อ,ความเห็น เป็นเหตุให้เกิดการวิวาท ทุ่มเถียงกัน  ก่อน)......

             [๒๗๒] อัคคิเวสสนะ ก็กายนี้มีรูป เป็นที่ประชุมมหาภูตทั้งสี่

มีมารดาบิดาเป็น แดนเกิด เจริญด้วยข้าวสุกและขนมสดต้องอบและขัดสีกันเป็นนิจ

(จึง)มีความแตกกระจัดกระจาย เป็นธรรมดา ท่านควรพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยง

เป็นทุกข์  เป็นโรค  เป็นดังหัวฝี  เป็นดังลูกศร  เป็นความลำบาก  เป็นความเจ็บไข้

เป็นดังผู้อื่น(ทุกบุคคลเขาเรา ด้วยอาทีนวะ) เป็นของทรุดโทรม เป็นของว่างเปล่า เป็นของมิใช่ตน

เมื่อท่านพิจารณาเห็นกายนี้ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร

เป็นความลำบาก เป็นความเจ็บไข้ เป็นดังผู้อื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของว่างเปล่า เป็นของมิใช่ตนอยู่

ท่านย่อมละความพอใจในกาย ความเยื่อใยในกาย ความอยู่ในอำนาจของกายในกายได้.

เวทนาปริคคหสูตร

(แสดงเวทนา ๓)

             [๒๗๓] อัคคิเวสสนะ เวทนาสามอย่างนี้ คือ สุขเวทนา ๑   ทุกขเวทนา ๑   อทุกขมสุขเวทนา ๑.

อัคคิเวสสนะ  สมัยใดได้เสวยสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา ได้เสวยแต่สุขเวทนาเท่านั้น.

ในสมัยใดได้เสวยทุกขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา ได้เสวยแต่ทุกขเวทนาเท่านั้น.

ในสมัยใดได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ได้เสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาเท่านั้น.

อัคคิเวสสนะ สุขเวทนาไม่เที่ยง  อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น  อาศัยปัจจัย(จึง)เกิดขึ้น(ได้)  (จึงเป็นสังขาร จึง)มีความสิ้นไป  เสื่อมไป  คลายไป  ดับไปเป็นธรรมดา.

แม้ทุกขเวทนาก็ไม่เที่ยง  อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น  อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น  มีความสิ้นไป  เสื่อมไป  คลายไป  ดับไปเป็นธรรมดา.

แม้อทุกขมสุขเวทนาก็ไม่เที่ยง  อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น  อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น  มีความสิ้นไป  เสื่อมไป  คลายไป  ดับไปเป็นธรรมดา.

[กล่าวคือ เวทนาทั้งปวง ล้วนเป็นสังขาร ที่เกิดขึ้นมาแต่มีเหตุหรือสิ่งดังต่อไปนี้ มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกันจึงเกิดขึ้นได้  เป็นไปดังนี้

อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป อายตนะภายใน    การกระทบกันของปัจจัยทั้ง๒ จึงมี วิญญาณ๖   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่า  ผัสสะ   เป็นปัจจัย จึงมี   สัญญา    เป็นปัจจัย จึงมี   เวทนา กล่าวคือ เกิดความรู้สึกเป็นสุข, ทุกข์, อทุกขมสุข อย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น เป็นธรรมดา

เมื่อเป็นสังขารแล้ว จึงย่อมดำเนินเป็นไปภายใต้ธรรมนิยามหรือพระไตรลักษณ์ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือแปรผันได้เลย]

อัคคิเวสสนะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่าย ทั้งในสุขเวทนา ทั้งในทุกขเวทนา ทั้งในอทุกขมสุขเวทนา

เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น   เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำสำเร็จแล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี(อีกแล้ว).

อัคคิเวสสนะ ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แล ย่อมไม่วิวาทแก่งแย่งกับใครๆ

โวหารใดที่ชาวโลกพูดกัน ก็พูดไปตามโวหารนั้น  แต่ไม่ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ.

              [๒๗๔] ก็โดยสมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรนั่งถวายอยู่งานพัด ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ พระผู้มีพระภาค.

ได้มีความดำริว่า ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคตรัส(ถึง)การละธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาอันยิ่ง แก่เราทั้งหลาย

ได้ยินว่า พระสุคตตรัส(ถึง)การสละคืนธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาอันยิ่ง แก่เราทั้งหลาย

เมื่อท่านพระสารีบุตรเห็นตระหนักดังนี้  จิตก็หลุดพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน

(และ)ธรรมจักษุปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่ทีฆนขปริพาชก ว่า

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา.

(แสดงสภาวธรรมหรืออสังขตธรรมว่า สังขารไม่พ้นจากความเป็นอย่างนี้ไปได้  ซึ่งเที่ยงแท้ และอกาลิโกไม่ขึ้นกับกาล)

ทีฆนขปริพาชกแสดงตนเป็นอุบาสก

             [๒๗๕] ลำดับนั้น ทีฆนขปริพาชกมีธรรมอันเห็นแล้ว มีธรรมอันถึงแล้ว มีธรรมอันทราบแล้ว

มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว  ข้ามความสงสัยได้แล้ว  ปราศจากความเคลือบแคลง  ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า

ไม่ต้องเชื่อต่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม

ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์ แจ่มแจ้งนัก

เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ  เปิดของที่ปิด  บอกทางให้แก่คนหลงทาง

หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด

ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรม โดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน

ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ

ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้แล.

จบ ทีฆนขสูตร ที่ ๔.

ความจริงที่น่ารู้เกี่ยวกับเวทนา

เพื่อนิพพิทาญาณในเวทนา

        สุขเวทนา  แม้เป็นสุขหรือสุขยิ่งก็จริงอยู่ แต่ด้วยอนิจจังไม่เที่ยง จึงทุกขังต้องดับไปเป็นอาสวะกิเลส  ที่รอวันกำเริบเสิบสานให้เป็นทุกข์อันเจ็บปวดดังต้องศรในภายหน้า  กล่าวคือ สุขโดยความเป็นทุกข์ หรือความสุขจึงมีความทุกข์แฝงอยู่ดังนี้

        ทุกขเวทนา  เจ็บปวดดังต้องศร แต่ต้องมีปัญญาอันยิ่งว่า เป็นเพียงสภาวธรรมของชีวิต มันเป็นเช่นนี้เป็นธรรมดา   และล้วนอนิจจังไม่เที่ยง จึงต้องทุกขังดับไปเป็นอาสวะกิเลสก็ตามที  แต่สามารถกำเริบเสิบสานให้เป็นทุกข์ดังต้องศรขึ้นอีกได้

        อทุกขมสุขเวทนา  อันละเอียดอ่อน ด้วยอนิจจังอันไม่เที่ยง  จึงแปรปรวนปรุงแต่งจนเป็นสุขทุกขเวทนาในที่สุด  แล้วจึงต้องเป็นทุกข์ดังต้องศรขึ้นได้เป็นที่สุดแก่ผู้ที่ประมาท

 

เมื่อมีชีวิตอยู่  เวทนาทั้งปวงนั้น  ไม่เที่ยง  จึงไม่น่าเพลิดเพลิน  ไม่น่าหมกมุ่น 

เมื่อตายไป  เวทนาทั้งปวง  อันไม่น่าเพลิดเพลิน  ไม่น่าหมกมุ่นเหล่านี้  จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว (เคลัญญสูตร)

 

เวทนา

(แสดงเวทนาว่าเป็นสังขาร เกิดแต่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นโดยลำดับ)

พระไตรลักษณ์

(แสดงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสังขารทั้งปวง)

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

hit counter