สารบัญ

คลิกขวาเมนู

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ความกำจัดราคะ  ความกำจัดโทสะ  ความกำจัดโมหะ  นี้เป็นชื่อแห่งนิพพานธาตุ

ความสิ้นราคะ  ความสิ้นโทสะ  ความสิ้นโมหะ  นี้เรียกว่า อมตภาพ......"

ภิกขุสูตร ที่ ๒ มหา. สํ. (๓๑-๓๒)

แม้ยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพาน  แต่เมื่อมีความเข้าใจอย่างถูกต้องดีงาม  ก็จักยังให้บรรลุผลด้วยการปฏิบัติอย่างถูกต้องดีงามในที่สุดนั่นเอง

         นิพพาน ตามความหมายของท่านพุทธทาสภิกขุ ในหัวข้อเรื่อง หลักธรรมสําคัญในพุทธศาสนา หน้า๑๘๔ ท่านได้ให้ความหมายที่กระจ่างชัดถูกต้องดีงาม  จึงขอกราบอาราธนานำมาแสดงไว้ดังนี้

        "นิพพาน  หมายถึง เย็นหรือดับลง  เย็นเหมือนไฟที่เย็นลง  หรือของร้อนๆอะไรก็ตามมันเย็นลง  นั่นแหละคืออาการที่นิพพานล่ะ......เพราะฉนั้นคําว่านิพพานนั้นที่เป็นภาษาชาวบ้านแท้ๆ  มันหมายถึงของที่ร้อนให้เย็นลงเท่านั้น  แต่แล้วเราจะหมายความเพียงเท่านั้นไม่ได้ นั่นมันเป็นเรื่องของวัตถุ    ส่วนนิพพานในเรื่องของธรรมะหรือทางศาสนามันหมายถึง เย็นลงแห่งไฟกิเลส ไฟกิเลสคือ ราคะ โทสะ โมหะ จนเย็นสนิท จึงจะเรียกว่านิพพาน."

        ดังนั้นก่อนอื่น จึงควรทำความเข้าใจในพระนิพพานอย่างถูกต้องดีงามเสียก่อนว่า เป็นสภาวะที่ดับกิเลสหรือกองทุกข์ หรือกล่าวเน้นลงไปได้ว่า สภาวะที่ปราศจากอุปาทานทุกข์คือความทุกข์ชนิดที่ประกอบด้วยอุปาทานอันทำให้เร่าร้อนเผาลนด้วยเวทนูปาทานขันธ์(เวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน จึงไม่ใช่ทุกขเวทนาโดยธรรมหรือธรรมชาติ แต่เป็นทุกขเวทนาหรือความรู้สึกเป็นทุกข์อย่างเร่าร้อนเผาลนด้วยอุปาทาน) อันเกิดขึ้นเนื่องแต่อาสวะกิเลส,ตัณหา,อุปาทานนั่นเอง,   เมื่อดับกิเลสจึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความสุข สงบ สงัด อันบริสุทธิ์ยิ่ง   ส่วนผลอื่นๆเป็นเพียงผลข้างเคียงอันอาจพึงบังเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

อนึ่งการจะเข้าใจพระนิพพานธรรมได้อย่างแจ่มแจ้งนั้น  ต้องมีความเข้าใจในพระไตรลักษณ์เสียก่อน

ตามกฎพระไตรลักษณ์ มีพุทธพจน์ ที่ตรัสแสดงไว้ว่า

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา

สังขารทั้งปวง

ไม่เที่ยง

(อนิจจัง - อนิจจตา)

สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา

สังขารทั้งปวง

คงทนอยู่ไม่ได้

(ทุกขัง- ทุกขตา)

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา

ธรรมทั้งปวง

ไม่เป็นตัวตน

(อนัตตา- อนัตตตา)

        สังขาร สิ่งที่เกิดแต่เหตุปัจจัยปรุงแต่ง ในไตรลักษณ์จึงหมายรวมถึงทุกสรรพสิ่ง ทั้งรูปธรรม, นามธรรม, กุศลธรรม, อกุศลธรรม, ทั้งโลกียธรรม และโลกุตรธรรม ขันธ์ ๕ ฯลฯ. อันล้วนแต่เกิดแต่เหตุปัจจัยทั้งสิ้น  ยกเว้นเพียง สภาวธรรมหรือสภาวธรรมชาติหรือธรรมชาติ ดังได้กล่าวไว้โดยละเอียดแล้วในพระไตรลักษณ์หรือธรรมนิยาม ดังมี "พระนิพพาน" อันเป็น"สภาวธรรม"อย่างหนึ่งที่เรียกว่าเป็นอสังขตธรรม คือสิ่งที่ไม่มีปัจจัยไปปรุงแต่ง,  หรือสิ่งที่มิได้เกิดแต่เหตุปัจจัยใดๆไปปรุงแต่งนั่นเอง  หรือก็คือสภาวธรรมหรือธรรมชาติทั้งหลายนั่นเอง

        ธรรม ในพระไตรลักษณ์ หมายถึงสภาวธรรมหรือธรรมชาติอันครอบคลุมทุกๆสรรพสิ่ง  อันย่อมหมายรวมพระนิพพานด้วย ดังกล่าวข้างต้น

ขยายความพระไตรลักษณ์โดยย่อ  เพื่อความเข้าใจในพระนิพพาน

        ๑. อนิจจตา ความไม่เที่ยง แปรปรวน ผันแปร ไม่คงที่ ไม่ยั่งยืน ภาวะที่เกิดแล้วต้องเสื่อมหรือแปรปรวนไป

        ดังนั้นสังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง จึงหมายถึง สังขารสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นอันล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงล้วนไม่เที่ยง มีการผันแปร ปรวนแปรเป็นอาการธรรมดาไปตามเหตุปัจจัยที่มาประชุมรวมกันนั้น ไม่สามารถควบคุมบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้อย่างแท้จริง  การควบคุมบังคับได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่ถือว่าควบคุมบังคับได้อย่างแท้จริง

        ๒. ทุกขตา ความทนอยู่ไม่ได้ เป็นสภาวะที่สุดของการแปรปรวน กล่าวคือ ต้องสลายตัวดับไปเป็นที่สุด, เป็นภาวะที่เกิดจากการถูกบีบคั้นจํายอมจากสภาวะของอนิจจตาที่แปรปรวนเป็นธรรมดาอยู่ตลอดเวลาที่เกิดขึ้น  มองไม่ออกให้พิจารณาอะตอมที่มีอิเลคตรอนวิ่งรอบๆอย่างแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา จนดับไปเป็นที่สุด

        อันเนื่องจากเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆหลากหลายมาประชุมกัน  แต่ก็ไม่ใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริงนั่นเอง จึงมีความไม่สมบูรณ์แอบแฝงอยู่ จึงต้องแปรปวน และจนดับไปเช่นนี้เป็นธรรมดา   เป็นสภาวธรรมหรือกฎธรรมชาติหรืออสังขตธรรม อันมีความเที่ยงและคงทนต่อทุกกาล(อย่าสับสนกับสังขาร ที่ไม่เที่ยง คงทนอยู่ไม่ได้)

        ความแปรปรวนและการดับไปเหล่านั้น จึงเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดเป็นอุปาทานทุกข์แก่ผู้เข้าไปอยากด้วยตัณหา จึงไปยึดด้วยอุปาทานตามความพึงพอใจของตัวของตน

        ดังนั้น สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ จึงหมายถึง สังขารหรือสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง หรือมีการปรุงแต่งขึ้น  อันล้วนเกิดแต่เหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยกัน จึงไม่เที่ยง จึงทนอยู่ไม่ได้ ต้องดับไปในที่สุด ไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาได้อย่างแท้จริง,  สังขารทั้งหลายจึงเป็นทุกข์ถ้าไปอยากหรือไปยึดเพราะไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาได้ตามใจปรารถนาอย่างแท้จริง

        ๓. อนัตตตา ธรรม หรือสภาวธรรม หรือสภาวธรรมชาติทั้งหลายล้วนไม่มีตัวไม่มีตนที่เป็นแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง  และยังครอบคลุมถึงสังขารทั้งหลายทั้งปวงด้วย เพราะในบางขณะนั้นถึงจะมีตัวตนก็จริงอยู่ แต่ตัวตนที่เห็นหรือสัมผัสล้วนเกิดแต่เหตุมาเป็นปัจจัย อันไม่เที่ยงมาประชุมกันชั่วขณะระยะหนึ่งเท่านั้น  จึงย่อมต้องแปรปรวนจนคงอยู่ไม่ได้ตลอดไป  ดังเพราะว่าเกิดแต่เหตุปัจจัย  ดังนั้นจึงต้องแปรปรวนและดับไปตามเหล่าเหตุปัจจัยนั้น  ตัวตนที่ถึงแม้มีอยู่ขณะนั้นก็จริงอยู่จึงต้องดับไปในที่สุด  ไม่เป็นแก่นแกนอย่างแท้จริงถาวรตลอดไป

        ดังนั้นธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตตา จึงหมายถึง ธรรมหรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงซึ่งหมายครอบคลุมทุกๆสรรพสิ่งโดยไม่มีข้อยกเว้น ว่าโดยตามความจริงขั้นสูงสุดแล้ว(ปรมัตถ์) ไม่มีตัวไม่มีตนที่เป็นแก่นแท้ๆ   ถ้ามีตัวตนที่เห็นได้ หรือผัสสะได้ด้วยอายตนะใดๆก็ตามทีนั้น ล้วนเป็นเพียงมวลรวมหรือมายาที่ประกอบขึ้นจากองค์ประกอบของเหล่าเหตุต่างๆที่มาเป็นปัจจัยหรือประชุมปรุงแต่งกันนั่นเอง  จึงล้วนขึ้นหรืออิงอยู่กับเหตุปัจจัย  ไม่ขึ้นอยู่กับตัวตน,   นิพพานหรือสภาวธรรมชาติทั้งหลายอันเป็นอสังขตธรรม ที่ไม่มีเหตุปัจจัยมาปรุงแต่ง แต่ก็ล้วนเป็นอนัตตาเป็นเพียงสภาวธรรม (อ่านรายละเอียดในอนัตตา ที่แจงสภาพทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตนเช่นนิพพานไว้โดยละเอียดถึงที่สุด) กล่าวคือเป็นเพียงสภาวะธรรม แต่ยังไม่เกิดปรากฏการณ์เป็นตัวเป็นตนเป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้น

        ธรรมทั้งหลาย เป็นอนัตตา จึงหมายครอบคลุมถึงทุกสรรพสิ่งในอนันตจักรวาลล้วนเป็นอนัตตาโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

        "พระนิพพาน" เป็นอสังขตธรรมหรือสภาวธรรม จึงไม่เป็นอนิจจตาและไม่เป็นทุกขตา(เพราะท่านหมายเฉพาะสังขาร) แต่เป็นอนัตตา(เพราะเป็นธรรมอย่างหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง),  และมีการกล่าวไว้อย่างชัดเจนดังคํากล่าวที่ได้ยินกันเสมอๆว่า

นิพพานเป็นอนัตตา

        นิพพาน ก็คือ สภาวะนิโรธ ที่แปลว่าการดับทุกข์  คือสภาวะที่ไม่คับแค้น ไม่ข้องขัดใจ  หรือสภาพที่ไม่เร่าร้อน เผาลน กระวนกระวาย อันล้วนเนื่องมาจากไฟของ โมหะ โลภะ โทสะ  หรือถ้าพิจารณาในแนวทางปฏิจจสมุปบาท ก็คือ ไม่เร่าร้อนเผาลนด้วยไฟของกิเลส(อาสวะกิเลส) ตัณหา อุปาทาน อันยังให้เกิดอุปาทานขันธ์ ๕ ในชรา อันล้วนเป็นขันธ์ที่ล้วนประกอบคือร่วมด้วยอุปาทาน  อันเป็นอุปาทานทุกข์หรือความทุกข์ที่เร่าร้อนเผาลนอย่างแท้จริง  และสามารถดับความเร่าร้อนเหล่าใดเหล่านั้นได้ด้วยธรรมของพระองค์ท่านจริงๆ

        จากที่กล่าวว่า นิพพานเป็นธรรมชนิดอสังขตธรรมหรือสภาวธรรม(ธรรมชาติ)อันจริง แท้ แน่นอน จึงมีความเที่ยง และอกาลิโก,  ถ้าไม่โยนิโสมนสิการโดยละเอียดและแยบคาย มักจะยังความสงสัยหรือวิจิกิจฉาในที่สุดว่า สภาวธรรมหรือสภาวธรรมชาติอื่นๆ ดังเช่น ฝนตก ฟ้าร้อง พระอาทิตย์ขึ้นและตก แม้แต่ธรรมะ ฯลฯ. ก็ไม่ล้วนวิเศษเป็นดั่งเช่นนิพพานหรือ?  คือไม่ขึ้นอยู่กับอนิจจัง และทุกขัง ดังเช่นพระนิพพานหรือ?  เพราะต่างก็ล้วนเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติอันจริง แท้ แน่นอนทั้งนั้น!    ความจริงแล้วอสังขตธรรมหรือธรรมชาติเหล่านั้นก็ล้วนเป็นอนัตตาเช่นกัน  กล่าวคือปรากฏการณ์เหล่านั้นก็ยังคงมีอยู่เช่นนี้ตลอดกาลนาน   ส่วนสังขาร(สิ่งที่ได้ถูกกระทำคือถูกปรุงถูกแต่งขึ้นแล้ว)ของสภาวธรรมหรือธรรมชาติทั้งหลายเหล่านั้น อันเกิดขึ้นล้วนแต่จากการปรุงแต่งของเหตุต่างๆที่มาเป็นปัจจัยกันนั่นเอง จึงถึงยังมีการเกิดๆดับๆคือไม่เที่ยง เกิดแล้วต้องดับไปอยู่ตลอดเวลา   ลองพิจารณาพระอาทิตย์ขึ้น  ฝนตก ลมพัด  แม้แต่ธรรมคําสอนทั้งหลายทั้งปวง กล่าวคือสภาวธรรมทั้งหลายนั้นแม้ยังคงมีความจริง แท้ แน่นอน  แต่ก็คงล้วนเป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน ที่หมายถึง ไม่เป็นแก่นแกนแท้จริง เป็นเพียงสภาวธรรมหรือสภาวะแห่งธรรมชาติหรือยังไม่เกิดปรากฏการณ์เป็นตัวเป็นตนเป็นสังขารขึ้นนั่นเอง  กล่าวคือยังไม่ได้เกิดการปรุงแต่งกัน ให้เป็นตัวตนเป็นก้อนเป็นมวลหรือสังขารขึ้น  แต่เมื่อใดก็ตามที่ปรากฎขึ้นเป็นตัวเป็นตนหรือสังขาร คือการเกิดของสังขารขึ้นของสภาวธรรมที่กล่าวถึงนั้น หมายถึงเมื่อเป็นสังขารสิ่งปรุงแต่งแล้ว ดังเช่น ฝนที่กำลังตกลงมาเป็นเม็ดฝนให้เห็นหรือสัมผัสได้นั้น หมายถึงสภาวธรรมของฝนนั้นได้เกิดเป็นตัวตนเป็นสังขารขึ้นแล้ว  จะเห็นว่าฝนนั้นเกิดขึ้นแต่มีเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยกัน อาทิเช่น นํ้า ความร้อนจากดวงอาทิตย์ การระเหย ฝุ่นละออง การรวมตัว  อุณภูมิที่แตกต่างกัน  การกลั่น  แรงดึงดูดของโลก ฯลฯ. มีเหตุต่างๆเหล่านั้นมาเป็นปัจจัยกัน  อันเมื่อเกิดเป็นปรากฎเป็นตัวตนจึงคือการเกิดของสังขารขึ้น จึงเป็นไปตามพระไตรลักษณ์ที่สังขารย่อมมีการเกิดๆดับๆเป็น อนิจจัง ทุกขัง,  ลองโยนิโสมนสิการที่จุดนี้ เพราะยากแก่การเข้าใจ ยากต่อการบรรยายเป็นคำพูดภาษาสมมุติใดๆ  พระอนัตตาจึงเป็นปัญหาที่ถกเถียงและเข้าใจได้ยากกันมาโดยตลอด (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบท พระไตรลักษณ์ และอนัตตา)

        

        จากคำจำกัดความดังกล่าวมา เรานำมากระทําธัมมวิจยะ โดยการโยนิโสมนสิการพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายตามความเป็นจริงของธรรมนั้นๆ

        ในเมื่อนิพพานไม่เป็นอนิจจังเพราะไม่ใช่สังขาร - จึงแสดงได้ว่านิพพาน(อันเป็นสภาวธรรม)นั้นย่อมเที่ยง หรือก็คือไม่มีความปรวนแปรเป็นธรรมดาเหมือนสังขารที่เป็นไปตามกฎอนิจจังที่ว่า"สังขารหรือสิ่งใดเกิดแต่เหตุปัจจัยสิ่งนั้นไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง ล้วนมีความปรวนแปรเป็นธรรมดา"   ดังนั้นถ้าเราโยนิโสมนสิการก็จักเกิดญาณหยั่งรู้ว่า

        ๑.พระนิพพาน(ธรรม)ไม่เกิดแต่เหตุปัจจัย  เพราะสังขารเท่านั้นที่เกิดแต่ปัจจัยปรุงแต่ง

        ไม่เกิดแต่เหตุปัจจัย  จึงไม่มีการเกิดจากการปรุงแต่ง

        ๒.พระนิพพาน(ธรรม)จึงไม่เป็นอนิจจังด้วย  จึงไม่แปรปรวนเพราะไม่ใช่สังขารที่มีการปรุงแต่ง

        ไม่เกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่มีการเกิด แล้วจะมีการแปรปรวนได้อย่างไร?  จึงย่อมไม่มีการแปรปรวน.

        ๓.พระนิพพาน(ธรรม) จึงไม่เป็นทุกขัง จึงไม่ดับ  เพราะไม่ใช่สังขารสิ่งที่เกิดแต่ปัจจัยปรุงแต่งเช่นเดียวกันกับอนิจจัง

        ไม่เกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่มีการเกิด ไม่มีการแปรปรวน แล้วจะมีการดับได้อย่างไร? เมื่อไม่มีเกิดจึงไม่มีการดับไปเป็นธรรมดา

        ตามกฎทุกขัง(ทุกขตา) "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นทนอยู่ไม่ได้ จึงดับไปในที่สุด จึงเป็นทุกข์" ดังนั้นแสดงว่า

        ๔.พระนิพพาน(ธรรม)เมื่อไม่มีการดับ จึงไม่เป็นทุกข์ จึงทนอยู่ได้เพราะเป็นสภาวะธรรมจึงย่อมไม่แปรปรวนเป็นธรรมดาเช่นสังขาร อันแสดงว่าไม่เป็นทุกขตาคือไม่มีความคงทนอยู่ไม่ได้  ดังนั้นเมื่อไม่มีเกิดไม่มีดับจึงไม่เป็นอุปาทานทุกข์จากการไปอยากหรือยึดด้วยตัณหาหรืออุปาทาน

        ไม่เกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่มีการเกิด ไม่มีการแปรปรวน ไม่มีการดับ แล้วจะเกิดทุกข์เพราะความไปอยากไปยึดในสิ่งใดได้อย่างไร? จึงไม่เป็นทุกข์.

        ๕.นิพพาน(ธรรม)เป็นอนัตตา หมายถึงไม่มีตัวตนที่เป็นแก่น เป็นแกนถาวรแท้จริง  เพราะการนิพพานหรือบุคคลที่บรรลุนิพพาน(ธรรม)นั้นจักบังเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีบุคคลที่เราเรียกกันว่าพระอริยเจ้าอันเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ หรือผู้ที่อยู่ในสภาวะนิพพานนั้นนั่นเอง  พระนิพพานจึงครบองค์ประกอบ

        นิพพาน(สอุปาทิเสสนิพพาน อันหมายถึงองค์อรหันต์ที่ยังมีขันธ์ ๕ ดำเนินชีวิตไปตามปกติคือยังมีชีวิตอยู่) จึงเกิดแต่เหตุปัจจัยดังนี้

สังขารหรือตัวตนหรือชีวิต(ตัวตนหรือขันธ์ ๕ ของผู้เข้าถึงพระนิพพาน หรือก็คือตัวพระอริยะเจ้า) + นิพพาน(ธรรม)

หรือ

พระอรหันต์ หรือผู้ที่ถึงสอุปาทิเสสนิพพาน = ตัวตนหรือชีวิต + นิพพาน(ธรรม)นั่นเอง

         ดังนั้นเมื่อ "ตัวตนผู้เข้าถึงนิพพาน" ถึงกาละคือตาย,  พระอรหันต์หรือตัวตนหรือกายหรือชีวิตนั้นก็ต้องดับไป ด้วยเพราะเหตุปัจจัยทั้ง ๒ จึงจักยังให้เกิดนิพพานนั้น  อันประกอบด้วยปัจจัย"ตัวตนที่หมายถึงชีวิตของผู้เข้าถึงนิพพาน"  ซึ่งเป็นสังขารได้มีการปรวนแปรและดับไป(ตาย)  ดังนั้นเมื่อเหตุปัจจัยต่างๆไม่ครบองค์  จึงเหลือแต่นิพพานธรรมอันเป็นอนัตตาไม่มีตัวมีตนเป็นก้อนเป็นมวล(ฆนะ)เป็นแก่นแกนแท้จริง เป็นเพียงสภาวธรรมที่ประกอบอยู่กับชีวิต  เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติที่มีอยู่จริงแท้แน่นอนแต่ก็เป็นอนัตตา  จึงเป็นการยืนยันคำสอนที่เปี่ยมด้วยพระปัญญาคุณที่กล่าวไว้ว่า พระนิพพานอันเป็นธรรมหรือสภาวธรรมเป็นอนัตตา  แม้แต่องค์พระอรหันต์จึงเป็นเช่นเดียวกัน

        ไม่เกิดแต่เหตุปัจจัย  จึงไม่มีการเกิด  ไม่มีการแปรปรวน  ไม่มีการดับ  ไม่เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา

 

        จากการ"โยนิโสมนสิการ" ทําความเข้าใจในธรรมแล้ว  ย่อมได้ความเข้าใจได้ดังนี้ว่า

        ไม่เกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่มีการเกิด, เมื่อยังไม่เกิดขึ้นจึงย่อมไม่มีการปรวนแปร, จึงย่อมไม่มีการดับไปด้วยทุกขัง, เป็นอนัตตา

        เมื่อ ไม่มีการเกิด จึงไม่มีการดับ จึงไม่ปรวนแปร ดังกล่าวแล้ว ถ้าเราทําใจเป็นอุเบกขาเป็นกลาง กล่าวคือไม่เอนเอียงไปตามความเชื่อ ความยึดถือ จะตีความได้ ๒ นัย คือ

        ๑. "ไม่มีนิพพาน" เพราะไม่มีการเกิด  จึงไม่มีนิพพานจริงๆ

        ๒. "นิพพานนั้นต้องมีอยู่แล้ว" เพราะความเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของจิตของผู้ชีวิต  อันเป็นอสังขตธรรม จึงไม่มีการเกิดการดับ มีความเที่ยง ทนต่อกาลเวลา(อกาลิโก)

        

        ตามข้อ๑ ไม่มีนิพพาน ซึ่งไม่ตรงกับหลักพุทธศาสนา ไม่น่าจะถูกต้อง ถ้าไม่มีจริงแสดงว่าพุทธศาสนานั้นไม่ถูกต้อง ต้องสอนหรือบันทึกกันมาอย่างผิดๆ อย่างแน่นอน   เพราะนิพพานถือว่าเป็นหัวใจหรือผลอันสูงสุดของพระพุทธศาสนาทีเดียว  เพียงแต่ที่ไม่มีการเกิดนั้นเพราะความเป็นสภาวธรรมหรือสภาวธรรมชาติ อันเป็นจริงอยู่เยี่ยงนี้เองเป็นธรรมดา  จึงเหลืออีกกรณีหนึ่งให้พิจารณาคือ

        ตามข้อ๒ นิพพานนั้นมีอยู่แล้ว ในตัวของตนเพราะเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)อย่างหนึ่งของชีวิตชนิดอสังขตธรรมนั่นเอง  อันทำให้นึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ที่กล่าวไว้ว่าที่

ธรรมชาติของจิตย่อมผุดผ่อง  แต่เศร้าหมองด้วยอุปกิเลสจรมา

   (เอกนิบาต ๒๐/๙)

หรือ

 "จิตนั้นประภัสสร แต่หมองหม่นเพราะอุปกิเลสที่จรมา"

(ธรรมชาติของจิตนั้น บริสุทธิ์ ผุดผ่อง  แต่เศร้าหมองเพราะเหล่ากิเลสที่เกาะกุมนั่นเอง จึงสามารถที่จะกำจัดกิเลสให้ใสสะอาดได้)

 

แสวงหาที่ไม่ฉลาดในธรรม  ย่อมไม่เห็นแจ้งนิพพานที่อยู่ใกล้(ใน)ตัว

(ปัคคัยหสูตร ๑๘/๑๔๒)

หรือ

ดังคําของท่านหลวงปู่ดูลย์ อตุโลที่กล่าวไว้ว่า

จิตคือพุทธะ

 ซึ่งหมายความว่า

จิตเอง หรือจิตเดิมแท้ๆ ก่อนจะพอกพูนด้วยกิเลส นั่นละที่คือสภาพจิตพุทธะ หรือนิพพาน

หรือ

ดังที่หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้กล่าวไว้

จิตของคนเราเป็นของใสสะอาดมาแต่เดิม เหตุนั้นขัดเกลากิเลสออกหมด

มันจึงเห็นความใสสะอาด จึงเรียก ปภสฺสรมิท จิตฺต

 

        ทั้งปวงล้วนมีความหมายเดียวกันทั้งสิ้น  หรือนิพพานก็คือ จิตที่ไม่มีสิ่งปัจจัยปรุงแต่งของกิเลสอันเกิดแต่อุปาทานอันเกิดแต่ตัณหา,  อันเป็นธรรมชาติของจิตหรือจิตเดิมแท้ก่อนถูกกิเลสปรุงแต่ง หรือก็คือ จิตที่หยุดคิดนึกปรุงแต่งและหยุดความกระวนกระวายแสวงหาด้วยความทะยานอยากหรือยึด  อันหมายความว่า นิพพานหรือจิตเดิมแท้นั้นมีอยู่ในจิตหรือตัวตนตลอดเวลา ในขณะที่เรามัวแสวงหา สาระวนปฏิบัติค้นหาจากเหตุปัจจัยภายนอกต่างๆ, โดยการพยายามหา ทําให้เกิด ทําให้มี ทําให้เป็น จากการปฏิบัติต่างๆชนิด ก่อให้เกิด ก่อให้เป็น จากสิ่งปรุงแต่งต่างๆนาๆ หรือปัจจัยภายนอกต่างๆ เช่น การค้นหาและปฏิบัติแต่ทางสมาธิ, ฌาน, วัตถุ, บุคคล หรือการทรมานกายใดๆ, ถือแต่ศีล ทําแต่บุญ ฟังแต่ธรรม อันล้วนแล้วแต่เป็นสังขารการพยายามทําให้เกิด ให้มี ให้เป็นทั้งสิ้น   ล้วนแต่ขาดการนำเอาไปใช้เป็นบาทฐานในการปฏิบัติเพื่อที่จะนําออกหรือละเสียซึ่งกิเลสหรือสิ่งที่บดบังหรือครอบงํานั้นๆออกไป,  ดังนั้นจึงพยายามหาหรือพยายามทําให้เกิดเท่าไรก็ไม่ประสบผลสําเร็จ  อันอุปมาดั่งไล่จับเงา ที่ย่อมไม่มีวันประสบผลสําเร็จตลอดกาลนาน,  เพราะสภาวะนิพพานที่เรามีนั้นเหมือนดั่งเงา  เราไม่เข้าใจ  จึงปฏิบัติไม่ถูกต้อง  จึงหมองหม่นอับแสงเพราะปัจจัยเครื่องปรุงแต่งต่างๆ อันได้แก่กิเลสตัณหาและอุปาทาน อันต่างล้วนเป็นเหตุปัจจัยอันเนื่องให้เกิดอุปาทานขันธ์๕ อันเป็นความทุกข์ในเบื้องปลายเป็นที่สุด

        ดังนั้นจุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติก็คือการกำจัดกิเลสตัณหาอุปาทานอันจรมาจากอาสวะกิเลสนั่นเอง  มิได้เป็นการปฏิบัติเพื่อให้เกิดให้มีขึ้นแต่ประการใด  เพราะเขามีของเขาโดยธรรมหรือธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่หมองหม่นอับแสงสิ้นดีเนื่องเพราะอวิชชา

        หรือที่หลวงปู่ดูลย์ได้กล่าวไว้ว่าในเรื่อง จิต คือ พุทธะ "เขาไม่รู้ว่า ถ้าเขาเอง เพียงแต่หยุดความคิดปรุงแต่ง และหมดความกระวนกระวายเพราะการแสวงหา(ตัณหา) เสียเท่านั้น พุทธะก็ปรากฎตรงหน้าเขา เพราะว่า จิต นี้คือ พุทธะ นั่นเอง  และพุทธะ คือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง  และสิ่งๆนี้ เมื่อปรากฎอยู่ที่สามัญสัตว์ จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็หาไม่  และเมื่อปรากฎอยู่ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเป็นสิ่งใหญ่หลวงก็หาไม่"

         การหยุดคิดปรุงแต่ง ก็เพื่อเป็นการปฏิบัติไม่ให้เกิดเวทนา..อันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา..อันเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน..อันเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส(เป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง),  หมดความกระวนกระวายเพราะความแสวงหา(ตัณหา)

        นิพพานจึงไม่ต้องทําให้เกิดขึ้น หรือสร้างขึ้นแต่อย่างใด เพราะไม่ได้เกิดแต่เหตุปัจจัย  เพียงแต่เป็นการนําเหตุปัจจัยอันทําให้จิตหม่นหมองนั้นออกไป หมายถึงจิตเดิมแท้ๆนั้นบริสุทธิ์อยู่แล้ว  การนําออกและละเสียซึ่งกิเลสตัณหาไม่ใช่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดนิพพาน  เพราะดังที่กล่าวนิพพานไม่ได้เกิดแต่เหตุปัจจัย แต่เป็นเพียงคําอธิบายแนวทางปฏิบัติให้พบจิตเดิมแท้อันขุ่นมัวเศร้าหมองเพราะเหตุปัจจัยจากภายนอก เช่นการความคิดนึกปรุงแต่งอันเป็นเหตุปัจจัยภายนอก อันเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา,อันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา..อุปาทาน..ภพ..อุปาทานทุกข์..และกิเลสตามลําดับตามวงจรปฏิจจสมุปบาท อันต่างล้วนจริงๆแล้วเป็นเหตุปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบสัมผัสกับจิตเดิมแท้ที่ปภัสสรแล้วเกิดการคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆ

        การปฏิบัติใดๆที่เป็นการก่อ หรือสร้างสมสิ่งหนึ่งสิ่งใดเช่นสมาธิ ฌาน ถือศีล หรือทําบุญ อิทธิฤทธิ์ ทรมานกาย จึงยังไม่ใช่หนทางการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง บางข้อเป็นเพียงบาทฐานหรือขุมกําลังหรือเป็นขั้นบันไดในการสนับสนุนการปฏิบัติในขั้นปัญญาเท่านั้น, อันควรจักต้องปฏิบัติอย่างถูกต้องด้วย อันจักต้องเป็นการปฏิบัติเพื่อให้เกิดนิพพิทาเพื่อการนำออกสิ่งที่ทำให้เกิดการขุ่นมัวออกไปเท่านั้น

        จักต้องเป็นการปฏิบัติในขั้นปัญญาเท่านั้น อันมีบาทฐานของศีล สติ สมาธิเป็นเครื่องส่งเสริม เพื่อนําออกและละเสียซึ่งความคิดนึกปรุงแต่งอันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกิเลส ตัณหาอันล้วนเป็นปัจจัยที่ยังให้เกิดอุปาทาน, ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยสิ่งปรุงแต่งต่อจิตพุทธะหรือจิตเดิมทั้งสิ้น,  จึงเป็นหนทางพ้นทุกข์อย่างแท้จริงและถาวร  จึงมิใช่การปฏิบัติโดยการเมาบุญหรือฌานสมาธิแต่ฝ่ายเดียว

        ดังนั้นเมื่อ นําออก และ ละเสีย ซึ่ง กิเลส, ตัณหา และอุปาทาน ซึ่งย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้ดับความทุกข์หรืออุปาทานขันธ์๕ ตามมา  เมื่อนั้น

"นิพพานอันเป็นสุข ที่ถูกบดบังซ่อนเร้นอยู่ในจิตเดิมหรือธรรมชาติ ก็จักปรากฏขึ้น"

อันล้วนเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร

แสดงวงจรปฏิจจสมุปบาท คลิก ดูวงจรปฎิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร เป็นลำดับขั้น

อวิชชาดับ สังขารดับ วิญญาณดับ นาม-รูปดับ สฬายตนะดับ เวทนาดับ ตัณหาดับ อุปาทานดับ ภพดับ ชาติดับ(ความเกิดแห่งทุกข์ในรูปอุปาทานขันธ์๕ก็ดับ) ชรามรณะดับ+อาสวะกิเลสดับ จึงดับวัฏฏะหรือวัฎจักรของการเวียนว่ายตายเกิดในทะเลทุกข์

        หลักการปฏิบัติเพื่อสู่ "นิพพาน" หรือ "นิโรธ" จากความเข้าใจปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน คือ มีชีวิตดำเนินเป็นปกติตามขันธ์ ๕ อันเป็นกระบวนธรรมปกติธรรมชาติในการดําเนินชีวิต จักไม่เป็นทุกข์ ไม่ให้เกิดอุปาทานขันธ์๕ (สอุปาทิเสสนิพพาน - นิพพานขององค์อรหันต์ผู้ดับกิเลส คือโลภะ,โทสะ,โมหะ ในอุปาทานทุกข์แล้ว  แต่ยังมีขันธ์๕ หรือเบญจขันธ์เป็นปกติในการดำเนินชีวิต)

 

เปรียบเทียบเป็นรูปธรรม เพื่อความแจ่มแจ้ง

        นิพพานมีอยู่แล้วแต่ไม่สามารถเห็นหรือสัมผัสได้ เพราะอุปมาดั่งมีบรรดากองขยะทั้งหลายอันมี กิเลส, ตัณหาอันเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน อันยังให้เกิดอุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์ ได้ปกปิดบดบัง ไม่ให้มองเห็นนิพพานบนเส้นทางเบื้องหน้า  หน้าที่เราอันควรพึงปฏิบัติคือ อย่าเพิ่มขยะ(กิเลส,ตัณหา)ใหม่เข้าไปอีก  และมั่นตักหรือทำลายขยะเก่าๆคือกิเลส, ตัณหา, อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นเก่าๆ ออกจากเส้นทาง(หมายถึงจิต)โดยการปฏิบัติทางปัญญา  เมื่อนั้นนิพพานก็จักประจักษ์แก่สายตาหรือใจของเรา จึงควรปฏิบัติดังนี้ ๔ประการ เพื่อให้แสงแห่งนิพพานได้ทอแสงขึ้นในดวงจิต

        ๑.โดยการไม่เพิ่มขยะคือกิเลส คือ"ไม่ก่อทุกข์ หรือยึดสุข" อันยังให้เกิดอาสวะกิเลสใหม่ๆขึ้นอีกนั่นเอง

        ๒.โดยการ การนำออกและละเสียซึ่ง"กิเลส"สิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัวและเศร้าหมอง อันได้แก่กิเลสหรืออาสวะกิเลส อันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด"ตัณหา"ทางอ้อมผ่านทาง สังขาร

        ๓.โดยการ การนำออกและละเสียซึ่ง "ตัณหา" ความรู้สึกทะยานอยาก, ความใคร่, ความให้ได้สมปรารถนา, ความติดเพลิน ในสิ่งใดๆซึ่งพอสรุปได้เป็นความอยาก,ไม่อยาก อันเป็นมูลเหตุปัจจัยโดยตรงให้เกิดอุปาทานตามหลักปฏิจจสมุปบาท   โดยต้องมีความเข้าใจในเวทนาโดยถ่องแท้เพื่อไม่ให้เกิดตัณหาต่อเวทนานั้นๆ (เพราะความเข้าใจสภาวธรรมหรือขาดความยึดมั่นถือมั่นในเวทนานั้น หรือเวทนานั้นหมดจด)

        ๔.โดยการ การนำออกและละเสียซึ่ง"อุปาทาน" ความยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจหรือสุขของตัวของตนเป็นหลักใหญ่  อันเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์

        ดังนั้นในทางปฏิบัติ

        จิตไม่ขุ่นมัวเศร้าหมองโดยนำออกและละเสียซึ่ง"กิเลส" และ "อาสวะกิเลส" หรือขุ่นมัวแล้วก็ต้องพยายามปรับจิตให้สดชื่นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสังขารคิด(ในปฏิจจ.)อันยังให้เกิดเวทนาซึ่งในทางปฏิบัติในช่วงแรก เราไม่อาจนำออกและละเสียได้ทั้งหมด   ดังนั้นส่วนหนึ่งจะไปเป็นเหตุปัจจัยทำให้เกิดเวทนา,  เพราะสติรู้ทันเวทนา และปัญญา  ดังนั้นเวทนาส่วนหนึ่งจักดับที่นี่,  ส่วนที่เหลืออันยังให้เกิด"ตัณหา" ถ้าเราไม่อาจนำออกและละเสียซึ่งตัณหาได้ทั้งหมด   อีกส่วนหนึ่งจะไปเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด"อุปาทาน" เราต้องนำออกและละเสียให้ได้ มิฉนั้นก็จักเกิดอุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์  อันเมื่อเกิดแล้วต้องหยุดคิดนึกปรุงแต่งต่อจากนั้น เพราะคิดนึกปรุงแต่งย่อมยังให้เกิดเวทนาขึ้นอีก และเป็นเวทนาชนิดที่ถูกครอบงําหรือประกอบแล้วโดยอุปาทานเสียด้วย จึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์นั้น

        การนำออกและละเสียโดยใช้สติปัฏฐาน๔ มรรคองค์๘เป็นหลักในการปฏิบัติ ตลอดจนสัมโพชฌงค์๗ อันเป็นธรรมให้ตรัสรู้ ตลอดจนใช้ความรู้ในหลักธรรมอันยิ่งใหญ่ลึกซึ้ง "ปฏิจจสมุปบาท" อันมีความโดยย่อดั่งนี้

        จิตที่ขุ่นมัวเศร้าหมองจากจากสัญญาจำในทุกข์หรืออาลัยสุข อันคืออาสวะกิเลส

        ไปเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันร่วมกับอวิชชา

        ไปกระตุ้นให้เกิดสังขารคิด หรือกระทำตามที่ได้สั่งสมไว้ ประพฤติปฏิบัติไว้

        จึงเกิดวิญญาณการรับรู้ ไปรับรู้สังขารข้างต้นขึ้น

        ไปกระตุ้นให้ นาม-รูป ครบองค์ทำงานโดยสมบูรณ์ จึงเกิดตื่นตัวทํางานในเรื่องนั้น

        ไปกระตุ้นให้ สฬายตนะทำงานตามหน้าที่สื่อสารรับรู้สัมผัสอายตนะต่างๆเช่นใจ

        ไปกระตุ้นให้เกิดอวิชชาผัสสะ การกระทบประจวบกันของ สังขาร ใจ และวิญญาณ

        ไปกระตุ้นให้ เกิดเวทนา มีอามิส(กิเลส)ในธรรมารมณ์หรือสังขารที่มาผัสสะนั้น เพราะย่อมแฝงซึ่งอาสวะกิเลส

        ไปกระตุ้นให้ เกิดตัณหา ความอยาก,ความไม่อยาก

        ไปกระตุ้นให้ เกิดอุปาทาน ยึดในความพึงพอใจในตน ของตน เป็นหลัก  หรือตวามเป็นตัวกูของกู

        ไปกระตุ้นให้เกิดภพ บทบาทที่จักแสดง ที่จักยึด

        ไปกระตุ้นให้เกิดการกระทำทาง กาย, วาจา, ใจ คือขันธ์๕ทุกชนิดที่เกิด(ชาติ)ถูกครอบงำโดยอุปาทาน เกิดเป็นอุปาทานขันธ์๕ ทุกชนิดอันเป็นทุกข์ วนเวียนอยู่ในชราอันเแปรปรวนและเป็นทุกข์ด้วยจิตที่ขุ่นมัวเศร้าหมอง แล้วดับไป พร้อมเก็บจำเป็นกิเลสที่นอนเนื่องใหม่(อาสวะกิเลส)   เริ่มต้นวงจรใหม่ ฯลฯ...

        เป็นวงจรแห่งทุกข์ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักจบสิ้น ก่อให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

ความรู้เกี่ยวกับ พระนิพพาน

        นิพพาน หมายถึง การดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นโลกุตตรธรรม และเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

        นิพพานธาตุ หมายถึง ภาวะแห่งนิพพาน หรือ นิพพานธาตุ ๒ คือ
               ๑.
สอุปาทิเสสนิพพาน  นิพพานที่ยังมีอุปาทิเหลือ  อุปาทิ ที่หมายความว่า เบญจขันธ์หรือขันธ์ ๕  จึงมีความหมายว่า ดับกิเลส มีเบญจขันธ์เหลือ กล่าวคือ นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตอยู่  เป็นนิพพานในแง่ที่เป็นภาวะดับกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ
               ๒.
อนุปาทิเสสนิพพาน  นิพพานที่ไม่มีอุปาทิเหลือ  จึงมีความหมายว่า ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ กล่าวคือ เสด็จปรินิพพาน ดับเบญจขันธ์แล้ว,  ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ คือ สิ้นทั้งกิเลสและชีวิต หมายถึง พระอรหันต์สิ้นชีวิต  เป็นนิพพานในแง่ที่เป็นภาวะดับภพ

        และยังมีนิพพานอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่านิพพานเฉพาะกรณี เรียกว่า ตทังคนิพพาน “นิพพานด้วยองค์นั้น”  นิพพานด้วยองค์ธรรมจำเพาะ เช่น มองเห็นขันธ์ ๕ โดยไตรลักษณ์ แล้วหายทุกข์ร้อน ใจสงบสบาย มีความสุขอยู่ตลอดชั่วคราวนั้นๆ  จึงเป็นนิพพานเฉพาะกรณี

ธรรมชาติของจิตและนํ้า

(พิจารณาเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น)

      จิตนั้นเปรียบประดุจดั่งนํ้า อันไร้รูปร่าง และแปรปรวนไปตามภาชนะ  จิตนั้นก็ไร้ตัวตนแปรปรวนไปตามสิ่งแวดล้อม(อายตนะภายนอก)ที่กระทบสัมผัส(ผัสสะ),

      นํ้าประกอบด้วยเหตุปัจจัยต่างๆคือ H และ O มาประชุมรวมกันชั่วระยะหนึ่ง  จิตก็ประกอบด้วยเหตุปัจจัยอันมากหลายมาประชุมกัน ดังเช่น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แม้กระทั่งกาย ฯลฯ.,

      นํ้ามีคุณสมบัติไหลลงสู่ที่ตํ่าเพราะแรงดึงดูดโลก จิตก็มีคุณสมบัติเหมือนดั่งนํ้าที่ย่อมไหลลงสู่ฝ่ายที่ตํ่ากว่าคือตามแรงดึงดูดของความเคยชิน(สังขารในปฏิจจสมุปบาท)หรือกิเลสตัณหาแลอุปาทานที่ได้สั่งสมไว้นั่นเอง

      ถ้าเราต้องการนํ้าให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น ย่อมต้องออกแรงพยายามฉันใด  จิตก็ย่อมต้องการความเพียรพยายามปฏิบัติให้สูงขึ้นฉันนั้น,

      การยกระดับนํ้าโดยใช้ภาชนะหรืออุปกรณ์ที่ถูกต้องย่อมยกระดับนํ้าได้รวดเร็วฉันใด  จิตก็ย่อมต้องการการปฏิบัติอันถูกต้องจึงยกระดับจิตให้สูงขึ้นเร็วฉันนั้น,

      ธรรมชาติของนํ้าเดือดพล่านเพราะไฟฉันใด,  ธรรมชาติของจิตย่อมเดือดพล่านเพราะไฟของกิเลสตัณหาอุปาทานฉันนั้น

      นํ้าบริสุทธ์คือนํ้าที่ไม่มีสิ่งเจือปน,  จิตบริสุทธ์ก็คือจิตเดิมแท้ที่ไม่เจือด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานนั่นเอง  หรือจิตเดิมแท้นั่นแหละคือจิตพุทธะ อันมีอยู่แล้วในทุกผู้คน เพียงแต่ถูกบดบังหรือครอบงําด้วยกิเลสตัณหาอุปาทาน

 ทุกข์ของขันธ์๕ทางกายและใจ(เวทนา) นั้นเป็นสภาวธรรมหรือทุกข์ธรรมชาติยังคงมีอยู่ แต่ไม่มี"อุปาทานทุกข์"

จริงๆแล้วที่มนุษย์ทั้งหลายเป็นทุกข์กันอยู่ทุกขณะก็คือ"อุปาทานทุกข์"นี้นั่นเอง แต่ไม่รู้จึงจําแนกไม่ออก

ไม่ทรงติดแม้ในนิพพาน

          ภิกษุ ท.! แม้ตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ก็รู้ชัดซึ่งนิพพานตามความเป็นนิพพาน.   ครั้นรู้นิพพานตามความเป็นนิพพานชัดแจงแล้ว ก็ไม่ทำความมั่นหมายซึ่งนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายในนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายโดยความเป็นนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายว่า "นิพพานเป็นของเรา", ไม่เพลิดเพลินลุ่มหลงในนิพพาน.   ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า?  เพราะเหตุว่า นิพพานนั้นเป็นสิ่งที่ตถาคตกำหนดรู้ทั่วถึงแล้ว.

          ภิกษุ ท.! แม้ตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ก็รู้ชัดซึ่งนิพพานตามความเป็นนิพพาน.   ครั้นรู้นิพพานตามความเป็นนิพพานชัดแจ้งแล้ว ก็ไม่ทำความมั่นหมายซึ่งนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายในนิพพานไม่ทำความมั่นหมายโดยความเป็นนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายว่า "นิพพานเป็นของเรา", ไม่เพลิดเพลินลุ่มหลงในนิพพาน.    ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า?  เรากล่าวว่า เพราะรู้ว่าความเพลิดเพลิน(นันทิ)เป็นมูลแห่งทุกข์  และเพราะมีภพจึงมีชาติ,  เมื่อเกิดเป็นสัตว์แล้วต้องมีแก่และตาย.  เพราะเหตุนั้นตถาคตจึงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะตัณหาทั้งหลายสิ้นไป ปราศไป ดับไป สละไป ไถ่ถอนไป โดยประการทั้งปวงดังนี้.

บาลี มูลปริยายสูตร มู.ม. ๑๒/๑๐/๘-๙.
ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่โคนต้นสาละ ในป่าสุภควันใกล้เมืองอุกกัฏฐะ.

ภาวะทางจิต ของนิพพาน

โดย พระธรรมปิฎก

         

                                                            

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

hit counter