ฝัน

        หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เคยกล่าวไว้ในเรื่องของความฝัน  ที่มีผู้เรียนถามท่านว่า "พระอริยเจ้าฝันไหม"  ท่านได้ตอบสั้นๆไว้ว่า  "ก็ฝันเป็นเรื่องของสังขารขันธ์ ไม่ใช่หรือ"

        ผู้ที่มีความเข้าใจปฏิจจสมุปบาทหรือขันธ์ ๕ อย่างแจ่มแจ้ง ย่อมตีความหมายหรือคำตอบนั้นได้อย่างถูกต้อง

เรามาพิจารณาความฝันกันเถอะ  เพื่อให้เข้าใจปฏิจจสมุปบาทและขันธ์ ๕ ในภายภาคหน้ากัน

        จิตนั้นทำงานอยู่แม้ในขณะหลับไหล  ดังที่พระองค์ท่านได้กล่าวไว้ว่า จิตนั้นเกิดดับๆ  ทั้งขณะตื่น  และหลับ ไว้ดังนี้

พุทธพจน์

        "ภิกษุทั้งหลาย   การที่ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ จะเข้าใจไปยึดถือว่าร่างกายอันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ ว่าเป็นตัวตน  (webmaster - ขยายความว่า  ถึงแม้ว่าจะเป็นความเข้าใจที่ผิดก็ตาม แต่ก็  )ยังดีกว่าจะยึดถือจิตว่าเป็นตัวตน(อัตตา)  เพราะว่า กายอันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้  ยังปรากฎให้เห็นว่าดำรงอยู่(ขยายความว่า  แสดงให้เห็นว่าคงทนอยู่ไม่ได้อย่างแท้จริง อย่างไรเสียก็แสดงให้เห็นว่าอยู่ได้)เพียงปีหนึ่งบ้าง ๒ ปีบ้าง  ๓ - ๔ - ๕  ปีบ้าง  ๑๐ - ๒๐ - ๓๐ - ๔๐ - ๕๐ ปีบ้าง  ๑๐๐ ปีบ้าง  เกินกว่านั้นบ้าง แต่สิ่งที่เรียกว่า จิต มโน หรือวิญญาณนี้  ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป เกิดดับอยู่เรื่อย ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน   (ขยายความว่า  จิตนั้น เกิดแล้วดับ...เกิดแล้วดับๆ  อยู่ทั้งในขณะตื่น และแม้ขณะหลับ  ไป เช่นการฝัน   แต่กลับไม่เห็นว่า เกิดแต่เหตุปัจจัยจึงเกิดดับอยู่ตลอดเวลา  จึงไปยึดว่ามีตัวมีตน   จึงเป็นการหลงผิดที่ร้ายกว่าการหลงผิดไปยึดถือว่ากายเป็นตัวตน   เพราะย่อมยังให้ไม่เข้าใจความเป็นเหตุปัจจัยและพระไตรลักษณ์  จึงไม่เจริญก้าวหน้าในธรรม)"

(อัสสุตวตาสูตร)

        นักวิทยาศาสตร์ในสมัยนี้ก็กล่าวกันว่า สมองนั้นทำงานตลอด ๒๔ ชม.ไม่เคยหยุด,   สมองนั้นจัดเป็นหทัยวัตถุจึงเป็นเหตุปัจจัยอันหนึ่งของจิตเช่นกัน จิตจึงไม่เคยหลับไหลเป็นไปดังที่พระองค์ท่านกล่าวไว้ตั้งแต่ ๒๕๐๐ กว่าปีก่อน  ดังนั้นถ้าโยนิโสมนสิการโดยแยบคายจะพบว่า บางครั้งความคิด ความนึก ความจำ สามารถผุดขึ้นมาเองได้ ดังที่ได้กล่าวไว้ในปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือ ผุดขึ้นมาดุจฟองอากาศที่เกิดขึ้นมาแต่โคลนตมที่หมักหมมอยู่ใต้ท้องธาร  ซึ่งเมื่อหมักหมมจนได้ที่ หรือจากการถูกกระตุ้นจากการผัสสะเมื่อเร็วๆนี้  ย่อมเกิดอาการผุดลอยหรือผุดนึกขึ้นมาได้เอง ดุจฟองอากาศที่เกิดผุดลอยขึ้นมาแต่การหมักหมมนั่นเอง เป็นสภาวธรรมของชีวิต   ฝันจึงมีทั้งในพระอริยเจ้าและปุถุชน   แต่ความฝันของทั้งสองนั้น ย่อมมีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน  ซึ่งจะอธิบายเปรียบเทียบด้วยกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ และปฏิจจสมุปบาท

ในพระอริยเจ้านั้น  ความฝันของท่านเกิดแต่ฝ่ายสัญญา ที่ย่อมปราศจากกิเลสมาร้อยรัดหรือพัวพัน  กระบวนธรรมของท่าน จึงเป็นไปดังนี้

[สัญญา(ความจำ)แต่นอนเนื่องอยู่ ]  ดังนั้นเมื่อ ฝันหรือธรรมารมณ์ผุดขึ้นมา     กระทบกับ ใจ       เป็นปัจจัย  จึงมี มโนวิญญาณ        เป็นปัจจัย  จึงมีผัสสะ      เป็นปัจจัย  จึงมี สัญญา(ความจำและเข้าใจในธรรมมารมณ์นั้นอันหมดจด จึงทำงานขึ้นแม้ในขณะหลับ)       เป็นปัจจัย  จึงมี เวทนา จึงเกิดความรู้สึกเป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขเวทนาบ้างเป็นธรรมดา อันไม่เร่าร้อนผาลน จนเหงื่อแตกโทรมกาย       เป็นปัจจัย  จึงมี สัญญา       เป็นปัจจัย  จึงมี สังขารขันธ์ เป็นความคิด ความนึก ธรรมารมณ์ หรือความฝันนั่นเอง

ส่วนในปุถุชนนั้น สัญญาที่นอนเนื่องอยู่ ดังสัญญาดังข้างต้น   และในสภาพของอาสวะกิเลส กล่าวคือ สัญญาความจำแต่แฝงกิเลสนั่นเอง   ดังนั้นการฝันของปุถุชนจึงมีทั้งแบบดังข้างต้นของพระอริยเจ้า  และแบบที่จะแสดงความเป็นไปดังกระบวนธรรมของจิตต่อไปนี้ คือ

[อาสวะกิเลส(ความจำเจือกิเลส)แต่นอนเนื่องอยู่ ]  ดังนั้นเมื่อ ฝันหรือธรรมารมณ์ผุดขึ้นมา     กระทบกับ ใจ       เป็นปัจจัย  จึงมี มโนวิญญาณ        เป็นปัจจัย  จึงมีผัสสะ      เป็นปัจจัย  จึงมี สัญญา(ความจำและเข้าใจในธรรมมารมณ์นั้นที่ย่อมเจือกิเลส จึงทำงานขึ้นแม้ในขณะหลับ)       เป็นปัจจัย  จึงมี เวทนามีอามิส จึงเกิดความรู้สึกเป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขเวทนาบ้างเป็นธรรมดา       เป็นปัจจัย  จึงมี ตัณหา       เป็นปัจจัย  จึงมี....ดำเนินไปในวงจรปฏิจจสมุปบาท แม้แต่ในฝัน....อุปาทาน       เป็นปัจจัย  จึงมี ภพ       เป็นปัจจัย  จึงมี ชาติ       เป็นปัจจัย  จึงมี ชรา วนเวียนแปรปรวนด้วยการปรุงแต่งต่างๆนาๆ  จนเร่าร้อนทุลนทุรายนอนเหงื่อแตกโทรมกาย........ฯ

        ดูเอาเถอะ แม้ในขณะหลับ จิตยังไม่ยอมหลับนอนไปด้วย  ยังเฝ้ามาเวียนวนรังควาน ให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์หรือสังสารวัฏ

        ซึ่งถ้าพิจาณาโดยแยบคายแล้ว ก็จักเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า ด้วยเหตุอันใดปุถุชน  จึงไม่สามารถเหนือกรรมได้ดังพระอริยเจ้า

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ