กลับสารบัญ

อัสสุตวตาสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก เล่ม ๑๖

 คลิกขวาเมนู

             พระสูตรที่กล่าวเรื่องอัตตาตัวตน  อันย่อมเป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือความเห็นผิด  แต่ถึงกระนั้นก็ตามยังมีพระพุทธพจน์ที่กล่าวถึงมิจฉาทิฏฐิในแง่มุมที่ว่า  แม้เห็นผิดในเรื่องกายว่าเป็นอัตตาตัวตน อันเป็นมิจฉาทิฏฐิที่เห็นผิด ชนิดจัดเป็นสังโยชน์ข้อแรกทีเดียวคือสักกายทิฏฐิ ที่ย่อมผูกมัดสัตว์ไว้ไม่ให้ดิ้นหลุดไปจากกองทุกข์ได้  แต่ท่านได้ตรัสยืนยันไว้ในพระสูตรนี้ว่า แต่ถึงกระนั้นก็ตามยังดีกว่าการไปเห็น ไปเชื่อ ไปเข้าใจ หรือมิจฉาทิฏฐิว่า จิตหรือวิญญาณนั้น เป็นอัตตาตัวตน หรือเป็นของตัวตน  เพราะการเห็นผิดอย่างนี้ ถ้าไม่ได้สดับในธรรมของพระองค์แล้วย่อมจะไม่รู้ความจริงได้เลยเพราะจิตย่อมละเอียดอ่อนนอนเนื่องจนไม่รู้ตัว  ส่วนความเห็นผิดว่า กายเป็นตัวตนหรือของตนนั้นแม้จัดเป็นสังโยชน์ข้อแรกที่ผูกมัดสัตว์ไว้กับทุกข์ อันย่อมแลเห็นและเข้าใจได้ยาก แต่ก็ยังจะพอรู้หรือสะกิดใจขึ้นได้บ้างเป็นครั้งเป็นคราว จากกาลเวลาที่ผ่านไปว่า มีความเสื่อม มีความแปรปรวน กล่าวคือ เห็นการเกิด การเจ็บ การแก่ การตาย ได้บ้างเป็นครั้งคราวตามกาลเวลาที่ผ่านไปนั่นเอง,  ส่วนจิตนั้นย่อมไม่สามารถรู้ได้เลยจนวันตาย ถ้าไม่สดับในธรรมของพระองค์ท่าน.

อัสสุตวตาสูตรที่ ๑

             [๒๓๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า ...

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้  

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้

ย่อมปรากฏ(แก่)ปุถุชนผู้มิได้สดับ(ได้บ้าง) จึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น (ดังเช่น เมื่อเจ็บป่วยมากๆ, เห็นการตาย ฯ.)

แต่ตถาคตเรียก ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ (ที่ย่อมประกอบด้วยสิ่งที่เรียก)ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง(ตามแต่จะเรียกกัน)

ปุถุชนผู้มิได้สดับ (ย่อม)ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย  ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้  อันปุถุชนมิได้สดับ  (ย่อม)รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา  ยึดถือด้วยทิฐิว่า

นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้มาตลอดกาลช้านาน

ฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ฯ

             [๒๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอา ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต ๔ นี้ โดยความเป็นตน

ยังชอบกว่า(กล่าวคือ แม้จะเห็นผิด แต่ก็ยังดีกว่าการ)แต่จะเข้าไปยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตน  หาชอบไม่

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง

ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปี บ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้าง ย่อมปรากฏ(ให้เห็น ให้ทราบว่ามีการแปรปรวน แก่เฒ่าตาย)

แต่ว่าตถาคตเรียกสิ่งอันเป็น ที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า  (คือย่อมประกอบด้วย) จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง(ตามแต่จะเรียกกัน)

จิตเป็นต้นนั้น  ดวงหนึ่งเกิดขึ้น  ดวงหนึ่งดับไป  (ทั้ง)ในกลางคืนและกลางวัน ฯ (กล่าวคือ จิตมีการเกิด มีการดับ อยู่ตลอดเวลา ทั้งขณะตื่นและแม้ขณะหลับดังการฝัน)

             [๒๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่จับกิ่งไม้  ปล่อยกิ่งนั้น  ยึดเอากิ่งอื่น  ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม  เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป

แม้ฉันใด ร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้  ที่ตถาคตเรียกว่า (ย่อมประกอบด้วยสิ่งที่เรียก) จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณ บ้าง(ตามแต่จะเรียกกัน)

จิตเป็นต้นนั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น  ดวงหนึ่งดับไป  (ทั้ง)ในกลางคืนและกลางวัน ก็ฉัน นั้นแล ฯ

             [๒๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับ ย่อมใส่ใจโดยแยบคาย

ด้วยดีถึงปฏิจจสมุปบาทธรรม ในร่างกายและจิตที่ตถาคตกล่าวมานั้นว่า เพราะเหตุดังนี้

เมื่อสิ่งนี้มี  สิ่งนี้จึงมี             เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น  สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

เมื่อสิ่งนี้ไม่มี  สิ่งนี้จึงไม่มี     เพราะสิ่งนี้ดับ  สิ่งนี้จึงดับ  (หลักอิทัปปัจจยตา)

คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร    เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ     เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป

เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ     เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา          เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน     เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ

เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ                 เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้  

อนึ่ง เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ   เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ....ฯลฯ

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ

             [๒๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ มาพิจารณาอยู่อย่างนี้

ย่อมหน่ายแม้ในรูป  ย่อมหน่ายแม้ในเวทนา  ย่อมหน่ายแม้ในสัญญา  ย่อมหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย  ย่อมหน่ายแม้ในวิญญาณ

เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด  เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น  เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

ย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๑

        ในพระสูตรที่ ๒ กล่าวถึงอัตตาในกายและจิตในลักษณะเดียวกัน  แต่ในตอนท้ายเน้นแสดงความหน่ายหรือนิพพิทาญาณ จึงคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น อันเกิดจากการพิจารณาจนเกิดสัมมาญาณในผัสสะ  เพราะเมื่อเกิดการผัสสะย่อมเกิดสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ อย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเป็นธรรมดา  ไม่มีผัสสะเสียก็ไม่เกิดขึ้น  แต่เมื่อเกิดการกระทบก็ต้องเกิดผัสสะ  จึงต้องใช้เป็นการสำรวมสังวรระวังในผัสสะที่เกิดขึ้น และสำรวมสังวรไม่ให้เกิดการกระทบกันเป็นผัสสะโดยไม่จำเป็น  จึงต้องไม่ใช่เกิดการผัสสะแล้ว จะไม่ให้เกิดผลขึ้น  อันมีการปฏิบัติที่เป็นไปในลักษณาการเช่นนี้เป็นจำนวนมาก แต่เป็นไปโดยไม่รู้ตัวว่าปฏิบัติไปในลักษณะนั้นด้วยอวิชชา

อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป อายตนะภายใน    การกระทบกันของปัจจัยทั้ง๒ ย่อมเกิด    วิญญาณ๖   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น เรียกว่า ผัสสะ  ผัสสะ   เป็นปัจจัย จึงมี   เวทนา คือ ความรู้สึกเป็นสุข, ทุกข์, อทุกขมสุข(ไม่สุขไม่ทุกข์) อย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเป็นธรรมดาหรือตถตา

๒. อัสสุตวตาสูตรที่ ๒

             [๒๓๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้นพระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ (อาจ)จะพึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตาย ก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้

ย่อมปรากฏ ฉะนั้น ปุถุชน ผู้มิได้สดับ จึง(อาจ)เบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น(ได้บ้างเป็นครั้งคราว)

แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณ บ้าง

ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะเหตุว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนผู้มิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า

นั่นของเรา  นั่นเป็นเรา  นั่นเป็นตัวตนของเรา  ดังนี้ ตลอดกาลช้านาน

ฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นไม่ได้เลย ฯ

             [๒๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอาร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้

โดยความเป็นตน ยังชอบกว่า  แต่จะ เข้าไปยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตน หาชอบไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ เมื่อดำรงอยู่ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปี บ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง

สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้าง ย่อมปรากฏ

แต่ว่าตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง

จิตเป็นต้น(ดังที่กล่าว)นั้น  ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป  (ทั้ง)ในกลางคืนและในกลางวัน ฯ

             [๒๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมใส่ใจด้วยดี

โดยแยบคายถึงปฏิจจสมุปบาทธรรม ในร่างกายและจิตที่ตถาคตกล่าวมานั้นว่า เพราะเหตุดังนี้

เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี               เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ จึงไม่มี      เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ  (หลักอิทัปปัจจยตา)

เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนา จึงเกิดสุขเวทนา

เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนานั้นดับไป สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนา จึงดับ จึงสงบไป

เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา จึงเกิดทุกขเวทนาขึ้น

เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนานั้นดับไป ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนานั้น จึงดับ จึงสงบไป

เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งเวทนาที่ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ จึงเกิดอทุกขมสุขเวทนาขึ้น

เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นดับไป อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้น จึงดับ จึงสงบไป ฯ

             [๒๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะไม้สองอันครูดสีกัน จึงเกิดไออุ่น เกิดความร้อน

แต่ถ้าแยกไม้ทั้งสองอันนั้นแหละออกเสียจากกัน  ไออุ่นซึ่งเกิดจากการครูดสีกันนั้น ก็ดับไป สงบไป แม้ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนา จึงเกิดสุขเวทนาขึ้น

เพราะผัสสะอันเป็น ปัจจัยแห่งสุขเวทนานั้นดับไป สุขเวทนาที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยผัสสะอันเป็น ปัจจัยแห่งสุขเวทนานั้น จึงดับ จึงสงบไป

เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา จึงเกิดทุกขเวทนาขึ้น

เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนานั้น ดับไป ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนานั้น จึงดับ จึงสงบไป

เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งเวทนาที่มิใช่ทุกข์ มิใช่สุข จึงเกิดอทุกขมสุขเวทนาขึ้น

เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้น ดับไป อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้น จึงดับ จึงสงบไป ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย  แต่ห้ามไม่ให้มีผัสสะย่อมไม่ได้ถ้ามีเหตุปัจจัยครบ  จึงต้องใช้การสำรวม สังวรระวังในอินทรีย์ หรืออินทรียสังวร ไม่ให้กระทบหรือครูดสีกันก่อน เสียนั่นเอง

อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป อายตนะภายใน    การกระทบกันของปัจจัยทั้ง๒ ย่อมเกิด    วิญญาณ๖   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น เรียกว่า ผัสสะ  ผัสสะ   เป็นปัจจัย จึงมี   เวทนา คือ ความรู้สึกเป็นสุข, ทุกข์, อทุกขมสุข(ไม่สุขไม่ทุกข์) อย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเป็นธรรมดาหรือตถตา

             [๒๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ มาพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในผัสสะ

ย่อมหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย ย่อมหน่ายแม้ในวิญญาณ

เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด  เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น  เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

และย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๒

 

 

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

hit counter