กลับสารบัญ

เวทนาสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕

 คลิกขวาเมนู

๓. เวทนาสูตรที่ ๑

             [๒๓๐] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้

พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้  ๓ ประการเป็นไฉน

คือ สุขเวทนา๑  ทุกขเวทนา๑  อทุกขมสุขเวทนา๑  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้แล ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น

พระผู้มีพระภาค ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

             สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้มีจิตตั้งมั่น ผู้รู้ทั่ว มีสติ

             ย่อมรู้ชัดซึ่งเวทนา

             เหตุเกิดแห่งเวทนา

             ย่อมรู้ชัดซึ่งธรรมเป็นที่ดับแห่งเวทนา

             และมรรคอันให้ถึงความสิ้นไปแห่งเวทนา

             ภิกษุหายหิวแล้ว ดับรอบแล้ว เพราะความสิ้นไปแห่งเวทนาทั้งหลาย ฯ

เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ มาแล้ว ฉะนี้แล ฯ

(อ่านความในขันธ์ ๕ หรือปฏิจจสมุปบาท ก็จะตอบปัญหาเหล่านี้ได้)

จบสูตรที่ ๓

 

๔. เวทนาสูตรที่ ๒

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕

 คลิกขวาเมนู

             [๒๓๑] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้

พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน

คือ สุขเวทนา ๑  ทุกขเวทนา ๑  อทุกขมสุขเวทนา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงเห็นสุขเวทนา โดยความเป็นทุกข์

(เพราะสุขนั้นไม่เที่ยง ย่อมแปรปรวนดับไปเป็นธรรมดา แล้วก่อให้เกิดทุกข์ขึ้นในภายหน้าด้วยอาการของการโหยไห้อาลัยหาในสุขนั้นๆ หรือก็คือ อาสวะกิเลส ที่เก็บจำแบบนอนเนื่องที่ย่อมต้องผุดขึ้น รอวันกำเริบเสิบสานในวงจรปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ขึ้นในภายหน้าจากการต้องขวยขวายแสวงหาใหม่ และเมื่อเป็นที่สุดจนได้)

พึงเห็นทุกขเวทนาโดยความเป็นลูกศร

(ทุกขเวทนา ย่อมเจ็บปวดอยู่แล้วโดยธรรมของเขา ดังลูกศรต้องกาย แล้วก็ยังเก็บนอนเนื่องเก็บจำเป็นอาสวะกิเลสได้อีกเช่นกัน  จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ในภายหน้าขึ้นอีก)

พึงเห็นอทุกขมสุขเวทนา โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(เมื่อไม่เที่ยง ไม่เท่าทัน จึงปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านจนเป็นทุกข์ในที่สุดเช่นกัน  แล้วย่อมเก็บจำเป็นอาสวะกิเลสเช่นกัน จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ขึ้นในภายหน้าขึ้นอีก)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ภิกษุเห็นสุขเวทนา โดยความเป็นทุกข์(ว่าสามารถเป็นทุกข์ได้ภายหน้า โดยไม่รู้ตัว)

เห็นทุกขเวทนาโดยความเป็นลูกศร (อันแสนปวดร้าว  และยังกำเริบเสิบสานด้วยความเป็นลูกศรแล้ว จึงกลับมาทิ่มแทงได้อีกเป็นธรรมดา)

เห็นอทุกขมสุขเวทนา โดยความเป็นของไม่เที่ยง (จึงแปรไปเป็นทุกข์ได้ง่ายๆ ถ้าเผลอจิตไปปรุงแต่ง)

เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า เป็นพระอริยะผู้เห็นโดยชอบ ตัดตัณหาขาดแล้ว ล่วงสังโยชน์แล้ว

ได้กระทำแล้วซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ เพราะการละมานะโดยชอบ ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

            ภิกษุใดได้เห็นสุขโดยความเป็นทุกข์

            (กล่าวคือรู้แจ้งเห็นจริงและเท่าทันว่า สุขนั้นไม่เที่ยง ย่อมดับไป เป็นปริเทวะ ที่จักโหยไห้อาลัยหา จึงเป็นเหตุให้เป็นทุกข์ขึ้นในภายหน้า)

            ได้เห็นทุกข์โดยความเป็นลูกศร

            (เห็นทุกข์ ว่าแหลมคมและเจ็บปวดดังต้องศร  เมื่อดับไปก็เป็น โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ ที่รอวันกำเริบเสิบสานขึ้นอีก)

            ได้เห็นอทุกขมสุขอันละเอียด(หมายถึง เห็นได้โดยยาก)โดยความเป็นของไม่เที่ยง

             แม้ไม่สุขไม่ทุกข์อันแสนแผ่วเบา แต่เมื่อไม่เที่ยง เมื่อเกิดการปรุงแต่งขึ้น จึงเกิดอาการแปรปรวนไปเป็น สุข หรือ ทุกข์ ด้วยอวิชชาในที่สุด

             ภิกษุนั้นแลเป็นผู้เห็นโดยชอบ ย่อมหลุดพ้นในเวทนานั้น

             ภิกษุนั้นแลอยู่จบอภิญญา ระงับแล้ว ก้าวล่วงโยคะได้แล้ว ชื่อว่าเป็นมุนี

เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๒

๔. เวทนาสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖

 คลิกขวาเมนู

             [๓๓๙] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความต่างแห่งผัสสะบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ

ความต่างแห่งเวทนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งผัสสะ

ก็ความต่างแห่งธาตุเป็นไฉน  จักขุธาตุ ฯลฯ มโนธาตุ นี้เราเรียกว่า ความต่างแห่งธาตุ ฯ

             [๓๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความต่างแห่งผัสสะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย ความต่างแห่งธาตุ

ความต่างแห่งเวทนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งผัสสะ เป็นไฉน

จักขุสัมผัสบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุธาตุ จักขุสัมผัสสชาเวทนาบังเกิด ขึ้นเพราะอาศัยจักขุสัมผัส ฯลฯ

มโนสัมผัสบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยมโนธาตุ มโนสัมผัสสชาเวทนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยมโนสัมผัส

ความต่างแห่งผัสสะบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ ความต่างแห่งเวทนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งผัสสะ อย่างนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๔

๕. เวทนาสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖

 คลิกขวาเมนู

             [๖๐๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ...

พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรราหุล เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส ... เวทนาที่เกิดแต่ โสตสัมผัส ... เวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัส ... เวทนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัส ... เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส ...

เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

             ท่านพระราหุลกราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ... ฯ

             [๖๐๙] ดูกรราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย ทั้งในเวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส

ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในเวทนาที่เกิดแต่โสตสัมผัส ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในเวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัส

ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในเวทนาที่เกิด แต่ชิวหาสัมผัส ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในเวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส

ย่อมเบื่อหน่ายทั้ง ในเวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ฯลฯ ฯ

จบสูตรที่ ๕

เวทนาสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙

 คลิกขวาเมนู

เจริญอริยมรรคเพื่อกำหนดรู้เวทนา

             [๘๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน?

คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑ เวทนา ๓ ประการนี้แล.

             [๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ บุคคลพึงเจริญ

เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ ประการนี้ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน?

คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ บุคคลพึงเจริญ เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ ประการนี้แล.

จบ สูตรที่ ๙

เวทนาสูตร

เวทนา ๓

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙

 คลิกขวาเมนู

             [๘๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน?

คือ สุขเวทนา ๑  ทุกขเวทนา ๑  อทุกขมสุขเวทนา ๑  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้แล.

             [๘๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ ประการนี้  สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมใน ธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ ประการนี้แล.

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย