buddha1-1.gif

๓. มหาทุกขักขันธสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่ม ๑๒

 คลิกขวาเมนู

            แสดงธรรมเรื่องกาม รูป เวทนา,  เรื่องกามกล่าวแสดงทั้งคุณของกามที่เรียกกันทั่วไปว่า กามคุณ อันมี ๕  ตลอดจนแสดง โทษของกามคุณ เป็นลำดับชั้น ตั้งแต่เริ่มเล่าเรียน ทำมาหากิน ฯ ต่างล้วนเป็นไปเพราะความไม่เที่ยงของกามคุณ จึงเกิดการแสวงหาด้วยติดเพลิน  ซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา เป็นลำดับขั้นโดยนัยแห่งปฏิจจสมุปบันธรรม จนเติบกล้าเป็นกองทุกข์ใหญ่โดยไม่รู้ตัว และแสดงการถ่ายถอนหรือการดับไปเป็นที่สุด

            ลำดับต่อมาแสดงธรรมในเรื่อง รูป ที่หมายถึงสังขารร่างกาย โดยแสดง คุณ  โทษ  เครื่องถ่ายถอน  

            ลำดับสุดท้ายแสดงธรรมเรื่อง เวทนา ที่หมายถึงความรู้สึกรับรู้ที่เกิดขึ้นจากการผัสสะ หรือความสุขทุกข์ แต่แสดงเน้นว่า แม้ในสุขเวทนาอันประณีต อันเกิดขึ้นจากฌานสมาธิ อันประณีตเป็นสุขยิ่งกว่าสุขจากกามคุณ ๕หรือสุขจากรูป  แม้สุขอันประณีตนี้ก็ยังไม่เที่ยง ดังนั้นสุขอื่นๆทางโลกหรือกามคุณ ๕ จึงมิต้องกล่าวถึง  จึงต่างล้วนมีอาการไม่เที่ยงแปรปรวน จนกลายเป็นโทษ   และแสดงธรรมเครื่องถ่ายถอนเป็นที่สุด  

ว่าด้วยกองทุกข์ใหญ่

เรื่องอัญญเดียรถีย์

             [๑๙๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน

อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี

ครั้งนั้นแล ภิกษุมากรูปด้วยกัน ในตอนเช้า นุ่งแล้ว ถือบาตร และจีวรเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี

ภิกษุเหล่านั้นต่างมีความคิดร่วมกันว่า ยังเช้าอยู่นัก อย่าเพิ่งเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีเลย

ทางที่ดี พวกเราควรเข้าไปยังอารามของพวกปริพาชก อัญญเดียรถีย์เถิด

ดังนี้แล้ว ต่างก็มุ่งตรงไปยังอารามของพวกปริพาชก อัญญเดียรถีย์

ครั้นแล้ว ได้สนทนาปราศรัยกับพวกปริพาชก อัญญเดียรถีย์เหล่านั้น

ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน ไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

พวกปริพาชก อัญญเดียรถีย์เหล่านั้น ได้กล่าวกะพวกภิกษุผู้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ดังนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย

พระสมณโคดมบัญญัติข้อควรกำหนด รู้กามได้ แม้พวกข้าพเจ้าก็บัญญัติข้อควรกำหนดรู้กามได้

พระสมณโคดมบัญญัติข้อควรกำหนด รู้รูปได้ แม้พวกข้าพเจ้าก็บัญญัติข้อควรกำหนดรู้รูปได้

พระสมณโคดมบัญญัติข้อควรกำหนด รู้เวทนาได้ แม้พวกข้าพเจ้าก็บัญญัติข้อควรกำหนดรู้เวทนาได้

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ในเรื่องนี้ อะไรเล่า เป็นข้อแปลกกัน  อะไรเป็นผลที่มุ่งหมาย

หรือกระทำให้ต่างกันระหว่าง พระสมณโคดม กับ พวกข้าพเจ้า

เช่น การแสดงธรรม กับ การแสดงธรรม  หรืออนุสาสนี กับ อนุสาสนี

พวกภิกษุเหล่านั้นไม่ยินดี ไม่คัดค้านคำที่พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นกล่าวแล้ว

ครั้นแล้วลุกจากที่นั่งหลีกไป ด้วยคิดว่า เราจักทราบข้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค.

             [๑๙๕] ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเที่ยวบิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถีกลับจากบิณฑบาต

ในเวลาปัจฉาภัตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ

ครั้นแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาส

เช้าวันนี้ พวกข้าพระองค์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาต ในพระนครสาวัตถี

พวกข้าพระองค์ต่างมีความคิดร่วมกันว่า ยังเช้าอยู่นัก อย่าเพิ่งเข้าไปบิณฑบาต ในพระนครสาวัตถีเลย

ทางที่ดี พวกเราควรเข้าไปยังอารามของพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เถิด

พวกข้าพระองค์ต่างก็มุ่งตรงไปยังอารามของพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์

ครั้นแล้วได้สนทนาปราศรัย กับพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น

ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์นั้นเหล่า ได้กล่าวกะพวกข้าพระองค์ ผู้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งดังนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย

พระสมณโคดมบัญญัติข้อควรกำหนดรู้กามได้ แม้พวกข้าพเจ้าก็บัญญัติข้อควรกำหนดรู้กามได้

พระสมณโคดมบัญญัติข้อควรกำหนดรู้รูปได้ แม้พวกข้าพเจ้าก็บัญญัติข้อควรกำหนดรู้รูปได้

พระสมณโคดมบัญญัติข้อควรกำหนดรู้เวทนาได้ แม้พวกข้าพเจ้าก็บัญญัติข้อควรกำหนดรู้เวทนาได้

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ในเรื่องนี้ อะไรเล่าเป็นข้อแปลกกัน  อะไรเป็นผลที่มุ่งหมาย(ในการกำหนดรู้ กาม รูป เวทนา)

หรือกระทำให้ต่างกัน ระหว่างพระสมณโคดม กับพวกข้าพเจ้า

เช่นการแสดงธรรมกับการแสดงธรรม หรืออนุสาสนีกับอนุสาสนี

พวกข้าพระองค์ไม่ยินดี ไม่คัดค้านคำที่พวกปริพาชก อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นกล่าวแล้ว

ครั้นแล้วลุกจากที่นั่งหลีกไปด้วยคิดว่า เราจักทราบข้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค.

คุณและโทษของกาม

             [๑๙๖] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ผู้มีวาทะ อย่างนี้

พวกเธอพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ

ก็อะไรเล่าเป็นคุณ  อะไรเป็นโทษ  อะไรเป็นการถ่ายถอนของกามทั้งหลาย คือ

อะไรเป็นคุณ  อะไรเป็นโทษ  อะไรเป็นการถ่ายถอนของรูป ทั้งหลาย

อะไรเป็นคุณ  อะไรเป็นโทษ  อะไรเป็นการถ่ายถอนของเวทนาทั้งหลาย?

              ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ถูกพวกเธอถามอย่างนี้ จักไม่พอใจเลย

และจักต้องคับแค้น อย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? เพราะข้อนั้นมิใช่วิสัย  ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เราไม่เห็นผู้ที่จะพึง ยังจิตให้ยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหาเหล่านี้ ในโลก เป็นไปกับด้วยเทวโลก

มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ เป็นไปกับด้วยสมณะ และพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์

เว้นไว้แต่ตถาคต หรือสาวกของตถาคต  หรือมิฉะนั้นก็ฟังจากนี้.

(กล่าวคือ อัญญเดียรถีย์ ที่หมายถึงผู้มิได้นับถือพุทธศาสนา ย่อมมิอาจได้สดับหรือเรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้  เหล่าปริพาชกนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่สามารถกำหนดรู้ในสิ่งต่างๆเหล่านั้นกล่าวคือ กาม รูป เวทนา ได้  แต่ไม่รู้ถึงคุณ  โทษ  และการดับทุกข์อย่างถูกต้องอย่างปรมัตถ์)

             [๑๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นคุณของกามทั้งหลาย?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน? คือ

รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ  น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสต  น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ  น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา  น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย  น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการ เหล่านี้แล

ความสุข ความโสมนัส ใดเล่า  อาศัยกามคุณ ๕ เหล่านี้เกิดขึ้น  นี้เป็น คุณ ของกามทั้งหลาย.

             [๑๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นโทษของกามทั้งหลาย ?  ดูกรภิกษุทั้งหลาย

กุลบุตรในโลกนี้ เลี้ยงชีวิตด้วยความขยัน ประกอบศิลปใด คือ ด้วยการนับคะแนนก็ดี ด้วยการคำนวณก็ดี

ด้วยการนับจำนวนก็ดี  ด้วยการไถก็ดี ด้วยการค้าขายก็ดี ด้วยการเลี้ยงโคก็ดี ด้วยการยิงธนูก็ดี

ด้วยการเป็นราชบุรุษก็ดี ด้วยศิลปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ต้องตรากตรำต่อความหนาว ต้องตรากตรำต่อความร้อน

งุ่นง่านอยู่ด้วยสัมผัสแต่เหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลาน ต้องตายด้วยความหิวกระหาย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ ที่เห็นๆ กันอยู่

มีกามเป็นเหตุ  มีกามเป็นต้นเค้า  มีกามเป็นตัวบังคับ  เกิดเพราะเหตุแห่งกาม ทั้งหลายทั้งนั้น

(เกิดกระทำทั้งหมดก็เพราะกามคุณเป็นเหตุ  กล่าวคือ เพื่อหวังความสุข อันเกิดจากกามทั้ง ๕ นั่นเอง แม้จำเป็นในการดำเนินชีวิตก็จริงอยู่ แต่ด้วยอวิชชา  จึงดำเนินต่อไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม จนเป็นทุกข์กองใหญ่ในที่สุด จึงเกิดขึ้นและเป็นไปดังต่อไปนี้)

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นขยัน สืบต่อ พยายามอยู่อย่างนี้   โภคะเหล่านั้นก็ไม่สำเร็จผล

เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน  ตีอก คร่ำครวญ ถึงความหลงเลือนว่า

ความขยันของเราเป็นโมฆะหนอ ความพยายามของเราไม่มีผลหนอ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็เป็น โทษของกามทั้งหลาย  เป็นกองทุกข์ ที่เห็นๆ กันอยู่

มีกามเป็นเหตุ  มีกามเป็นต้นเค้า  มีกามเป็นตัวบังคับ  เกิดเพราะเหตุแห่งกาม ทั้งหลายทั้งนั้น

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นขยัน สืบต่อ พยายามอยู่อย่างนี้  โภคะเหล่านั้น สำเร็จผล

เขากลับเสวยทุกข์ โทมนัส ที่มีการคอยรักษาโภคะเหล่านั้นเป็นตัวบังคับว่า

ทำอย่างไร พระราชาทั้งหลาย ไม่พึงริบโภคะเหล่านั้นไปได้

พวกโจรพึงปล้นไม่ได้ ไฟไม่พึงไหม้ น้ำไม่พึงพัด ทายาทอัปรีย์พึงนำไปไม่ได้

             เมื่อกุลบุตรนั้น คอยรักษาคุ้มครองอยู่อย่างนี้ พระราชาทั้งหลาย ริบโภคะเหล่านั้นไปเสียก็ดี

พวกโจรปล้นเอาไปเสียก็ดี ไฟไหม้เสียก็ดี น้ำพัดไปเสียก็ดี ทายาทอัปรีย์นำไปเสียก็ดี

เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ตีอก คร่ำครวญ ถึงความหลงเลือนว่า

สิ่งใดเคยเป็นของเรา แม้สิ่งนั้นก็ไม่เป็นของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย

แม้นี้ก็เป็น โทษของกามทั้งหลาย  เป็นกองทุกข์ ที่เห็นๆ กันอยู่

มีกามเป็นเหตุ  มีกามเป็นต้นเค้า  มีกามเป็นตัวบังคับ  เกิดเพราะเหตุแห่งกาม ทั้งหลายทั้งนั้น

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ

เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั้นแล  แม้พระราชาทั้งหลายก็วิวาทกันกับพวกพระราชา

แม้พวกกษัตริย์ก็วิวาทกันกับพวกกษัตริย์  แม้พวกพราหมณ์ก็วิวาทกันกับพวกพราหมณ์

แม้คฤหบดีก็วิวาทกันกับพวกคฤหบดี  แม้มารดาก็วิวาทกับบุตร  แม้บุตรก็วิวาทกับมารดา

แม้บิดาก็วิวาทกับบุตร  แม้บุตรก็วิวาทกับบิดา  แม้พี่ชายน้องชายก็วิวาทกันกับพี่ชายน้องชาย

แม้พี่ชายก็วิวาทกับน้องสาว  แม้น้องสาวก็วิวาทกับพี่ชาย  แม้สหายก็วิวาทกับสหาย

ชนเหล่านั้นต่างถึงการทะเลาะ แก่งแย่ง วิวาทกันในที่นั้นๆ  ทำร้ายซึ่งกันและกัน ด้วยฝ่ามือบ้าง

ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท้อนไม้บ้าง ด้วยศาตราบ้าง ถึงความตายไปตรงนั้นบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็เป็น โทษของกามทั้งหลาย  เป็นกองทุกข์ ที่เห็นๆ กันอยู่

มีกามเป็นเหตุ  มีกามเป็นต้นเค้า  มีกามเป็นตัวบังคับ  เกิดเพราะเหตุแห่งกาม ทั้งหลายทั้งนั้น

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ

เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั้นแล ฝูงชนต่างถือดาบและโล่ห์สอดแล่งธนู วิ่งเข้าสู่สงคราม ปะทะ กันทั้ง ๒ ข้าง

เมื่อลูกศรทั้งหลายถูกยิงไปบ้าง เมื่อหอกทั้งหลายถูกพุ่งไปบ้าง เมื่อดาบทั้งหลาย ถูกกวัดแกว่งอยู่บ้าง

ฝูงชนเหล่านั้นต่างก็ถูกลูกศรแทงเอาบ้าง ถูกหอกแทงเอาบ้าง ถูกดาบตัดศีรษะเสียบ้าง

ในที่นั้น พากันถึงตายไปตรงนั้นบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย

แม้นี้ก็เป็น โทษของกามทั้งหลาย  เป็นกองทุกข์ ที่เห็นๆ กันอยู่

มีกามเป็นเหตุ  มีกามเป็นต้นเค้า  มีกามเป็นตัวบังคับ  เกิดเพราะเหตุแห่งกาม ทั้งหลายทั้งนั้น

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ

เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั้นแล ฝูงชนถือดาบและโล่ห์สอดแล่งธนู ตรูกันเข้าไปสู่ เชิงกำแพงที่ฉาบด้วยเปือกตมร้อน

เมื่อลูกศรถูกยิงไปบ้าง เมื่อหอกถูกพุ่งไปบ้าง เมื่อดาบถูกกวัดแกว่งบ้าง ชนเหล่านั้นต่างถูกลูกศรแทงบ้าง ถูกหอกแทงบ้าง

ถูกรดด้วยโคมัยร้อนบ้าง ถูกสับ ด้วยคราดบ้าง ถูกตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง

ในที่นั้น พากันถึงตายไปตรงนั้นบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย

แม้นี้ก็เป็น โทษของกามทั้งหลาย  เป็นกองทุกข์ ที่เห็นๆ กันอยู่

มีกามเป็นเหตุ  มีกามเป็นต้นเค้า  มีกามเป็นตัวบังคับ  เกิดเพราะเหตุแห่งกาม ทั้งหลายทั้งนั้น

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ

เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั้นแล ฝูงชนตัดที่ต่อบ้าง ปล้นอย่างกวาดล้างบ้าง กระทำการปล้น เรือนหลังเดียวบ้าง

ดักปล้นในหนทางบ้าง สมสู่ภรรยาคนอื่นบ้าง พระราชาทั้งหลาย จับคนนั้นๆ ได้แล้ว ให้กระทำกรรมกรณ์ต่างๆ

เฆี่ยนด้วยแซ่บ้าง เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ตีด้วยไม้ค้อนบ้าง ตัดมือเสียบ้าง ตัดเท้าเสียบ้าง ตัดทั้งมือทั้งเท้าเสียบ้าง

ตัดหูเสียบ้าง ตัดจมูกเสียบ้าง ตัดทั้งหู ทั้งจมูกเสียบ้าง กระทำกรรมกรณ์ ชื่อพิลังคถาลิก [หม้อเคี่ยวน้ำส้ม] บ้าง

ชื่อสังขมุณฑกะ [ขอดสังข์] บ้าง ชื่อราหูมุข [ปากราหู] บ้าง ชื่อโชติมาลิก [พุ่มเพลิง] บ้าง ชื่อหัตถปัชโชติก [มือไฟ] บ้าง

ชื่อเอรกวัตติก [นุ่งหนังช้าง] บ้าง ชื่อจีรกวาสิก [นุ่งสร่าย] บ้าง ชื่อเอเณยยกะ [ยืนกวาง] บ้าง

ชื่อพลิสมังสิก [กระชากเนื้อด้วยเบ็ด]บ้าง ชื่อกหาปณกะ [ควักเนื้อทีละกหาปณะ] บ้าง ชื่อขาราปฏิจฉก [แปรงแสบ] บ้าง

ชื่อปลิฆปริวัตติก [วนลิ่ม] บ้าง ชื่อปลาลปีฐก [ตั่งฝาง] บ้าง รดด้วยน้ำมันที่ร้อนบ้าง ให้สุนัขกัดกินบ้าง

เสียบที่หลาวทั้งเป็นบ้าง ใช้ดาบตัด ศีรษะเสียบ้าง คนเหล่านั้นถึงตายไปตรงนั้นบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็เป็น โทษของกามทั้งหลาย  เป็นกองทุกข์ ที่เห็นๆ กันอยู่

มีกามเป็นเหตุ  มีกามเป็นต้นเค้า  มีกามเป็นตัวบังคับ  เกิดเพราะเหตุแห่งกาม ทั้งหลายทั้งนั้น

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ

เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั้นแล ฝูงชนต่างประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต

ชนเหล่านั้น ครั้นประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก

ย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาตนรก ดูกรภิกษุทั้งหลาย

แม้นี้ ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ ในสัมปรายภพ

มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ เกิดเพราะเหตุแห่งกาม ทั้งหลายทั้งนั้น.

(กล่าวโดยสรุป ก็คือ ความกำหนัดจึงแสวงหา ความไม่เที่ยง เป็นโทษของกาม ที่แปรปรวนไปให้เกิดทุกข์ขึ้นเป็นที่สุด)

             [๑๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็อะไรเล่า  เป็นการถ่ายถอนของกามทั้งหลาย?

ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย การกำจัดฉันทราคะในกามทั้งหลาย

การละฉันทราคะในกามทั้งหลายใด

นี้เป็นการถ่ายถอนของกามทั้งหลาย.

             [๒๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง

ไม่รู้ชัดคุณของกาม ทั้งหลาย โดยเป็นคุณ

โทษของกามทั้งหลาย โดยความเป็นโทษ

และการถ่ายถอนของกามทั้งหลาย โดยความเป็นการถ่ายถอน อย่างที่กล่าวนี้ ตามความเป็นจริง

พวกนั้นน่ะหรือ จักรอบรู้กามทั้งหลายด้วยตนเอง หรือว่าจักชักจูงผู้อื่น เพื่อความเป็นอย่างที่ผู้ปฏิบัติแล้ว

จักรอบรู้กามทั้งหลายได้  ข้อนี้ ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้

              ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง

รู้ชัดคุณของกามทั้งหลาย โดยเป็นคุณ โทษของกามทั้งหลาย โดยความเป็นโทษ

และการถ่ายถอน กามทั้งหลาย โดยความเป็นการถ่ายถอน อย่างที่กล่าวนี้ ตามความเป็นจริง

พวกนั้นแหละหนอ จักรอบรู้กามทั้งหลายด้วยตนเองได้ หรือจักชักจูงผู้อื่น

เพื่อความเป็นอย่างที่ผู้ปฏิบัติแล้วจักรอบรู้ กามทั้งหลายได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้.

             [๒๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นคุณของรูปทั้งหลาย? ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เหมือนอย่างว่า นางสาวเผ่ากษัตริย์ เผ่าพราหมณ์ หรือเผ่าคฤหบดี มีอายุระบุได้ว่า ๑๕ ปี หรือ ๑๖ ปี

ไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำเกินไป ไม่ผอมเกินไป ไม่อ้วนเกินไป ไม่ดำเกินไป ไม่ขาวเกินไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ในสมัยนั้นนางคนนั้น งดงามเปล่งปลั่งเป็นอย่างยิ่ง ใช่หรือไม่เล่า?

พวกภิกษุ พากันกราบทูลว่า เป็นเช่นนั้นพระเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสุข ความโสมนัสอันใดแล

ที่บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความงามเปล่งปลั่ง นี้เป็น คุณ ของรูป ทั้งหลาย.

             [๒๐๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นโทษของรูปทั้งหลาย? ดูกรภิกษุทั้งหลาย

บุคคลพึงเห็น นางสาวคนนั้นแหละในโลกนี้ โดยสมัยอื่น มีอายุ ๘๐-๙๐ หรือ ๑๐๐ ปี โดยกำเนิด

เป็นยายแก่ มีซี่โครงคดดังกลอน เรือนร่างขดงอ ถือไม้เท้ากระงกกระเงิ่น เดินสั่นระทวย

กระสับกระส่าย ผ่านวัยเยาว์ไปแล้ว มีฟันหลุด ผมหงอก ผมโกร๋น ศีรษะล้าน เนื้อเหี่ยว

มีตัว ตกกระ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญข้อนั้นอย่างไร

ความงดงาม ความเปล่งปลั่ง ที่มีในครั้งก่อนนั้นหายไปแล้ว  โทษปรากฏแล้วมิใช่หรือ?

             ภิ. เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า.

             พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย  นี้เป็นโทษของรูปทั้งหลาย.

(กล่าวโดยสรุป ก็คือ ความไม่เที่ยง ซึ่งควบคุมบังคับบัญชาไม่ได้ตามปรารถนา  เป็นโทษของรูป)

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลพึงเห็น นางสาวคนนั้นแหละมีอาพาธ มีทุกข์ เจ็บหนัก

นอนจมมูตรคูถของตน  ต้องให้คนอื่นพยุงลุก  ต้องให้คนอื่นคอยประคอง  ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย

เธอจะสำคัญข้อนั้นอย่างไร  ความงดงาม ความเปล่งปลั่ง ที่มีในก่อนนั้นหายไปแล้ว  โทษปรากฏแล้วมิใช่หรือ?

             ภิ. เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า.

             พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย  แม้ข้อนี้ ก็เป็นโทษของรูปทั้งหลาย.

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลพึงเห็นนางสาวคนนั้นแหละเป็นซากศพ ถูกทิ้งไว้ในป่าช้า

ตายได้ ๑ วันก็ดี ตายได้ ๒ วันก็ดี ตายได้ ๓ วันก็ดี เป็นซากศพขึ้นพอง ก็ดี มีสีเขียวก็ดี เกิดหนอนชอนไชก็ดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย

พวกเธอจะสำคัญข้อนั้นอย่างไร ความงดงาม ความเปล่งปลั่ง ที่มีในก่อนนั้นหายไปแล้ว  โทษปรากฏแล้วมิใช่หรือ?

             ภิ. เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า.

             พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย  แม้ข้อนี้ ก็เป็นโทษของรูปทั้งหลาย.

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลพึงเห็นนางสาวคนนั้นแหละเป็นซากศพถูกทิ้ง ไว้ในป่าช้า

ฝูงการุมกันจิกกินบ้าง ฝูงแร้งรุมกันจิกกินบ้าง ฝูงนกเค้ารุมกันจิกกินบ้าง ฝูงสุนัขรุม กันกัดกินบ้าง

ฝูงสุนัขจิ้งจอกรุมกันกัดกินบ้าง ฝูงปาณกชาติต่างๆ รุมกันกัดกินบ้าง ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย

พวกเธอจะสำคัญข้อนั้นอย่างไร ความงดงาม ความเปล่งปลั่ง ที่มีในก่อนนั้นหายไปแล้ว โทษปรากฏแล้วมิใช่หรือ?

             ภิ. เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า.

             พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ข้อนี้ ก็เป็นโทษของรูปทั้งหลาย.

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลพึงเห็นนางสาวคนนั้นแหละเป็นซากศพถูกทิ้งไว้ ในป่าช้า

มีแต่โครงกระดูก มีเนื้อและเลือดติดอยู่ มีเอ็นยึดอยู่ ฯลฯ มีแต่โครงกระดูก ปราศจาก เนื้อเปื้อนเลือด มีเอ็นยึดอยู่ ฯลฯ

มีแต่โครงกระดูกปราศจากเนื้อและเลือด มีเอ็นยึดอยู่ ฯลฯ

เป็นแต่กระดูก ปราศจากเอ็นยึด กระจัดกระจายไปในทิศน้อยทิศใหญ่ คือ

กระดูกมือทางหนึ่ง กระดูกเท้าทางหนึ่ง กระดูกแข้งทางหนึ่ง กระดูกขาทางหนึ่ง กระดูกสะเอวทางหนึ่ง

กระดูกสันหลังทางหนึ่ง กระดูกซี่โครงทางหนึ่ง กระดูกหน้าอกทางหนึ่ง กระดูกแขนทางหนึ่ง กระดูกไหล่ทางหนึ่ง

กระดูกคอทางหนึ่ง กระดูกคางทางหนึ่ง กระดูกฟันทางหนึ่ง หัวกระโหลกทางหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย

พวกเธอจะสำคัญข้อนั้นอย่างไร ความงดงาม ความเปล่งปลั่งที่มีในก่อนนั้น หายไปแล้ว โทษปรากฏแล้วมิใช่หรือ?

             ภิ. เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า.

             พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ข้อนี้ ก็เป็นโทษของรูปทั้งหลาย.

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลพึงเห็นนางสาวนั้นแหละ เป็นซากศพถูก ทิ้งไว้ในป่าช้า

เหลือแต่กระดูกสีขาว เปรียบเทียบได้กับสีสังข์ ฯลฯ เหลือแต่กระดูกตกค้างแรมปี เรียงรายเป็นหย่อมๆ ฯลฯ

เหลือแต่กระดูกผุแหลกยุ่ย ดูกรภิกษุทั้งหลาย

พวกเธอจะสำคัญ ข้อนั้นอย่างไร ความงดงาม ความเปล่งปลั่ง ที่มีในก่อนหายไปแล้ว โทษปรากฏแล้วมิใช่หรือ?

             ภิ. เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า.

             พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ข้อนี้ ก็เป็นโทษของรูปทั้งหลาย.

             [๒๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นการถ่ายถอนของรูปทั้งหลาย? ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย

การกำจัดฉันทราคะในรูปทั้งหลาย

การละฉันทราคะในรูปทั้งหลาย นั้นใด

นี้เป็นการ ถ่ายถอนของรูปทั้งหลาย.

กำหนดรู้รูป

             [๒๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง

ไม่รู้ชัดคุณของรูปทั้งหลาย โดยเป็นคุณ  โทษของรูปทั้งหลาย โดยความเป็นโทษ

และการถ่ายถอนของรูปทั้งหลาย โดยความเป็นการถ่ายถอน อย่างที่กล่าวนี้ ตามความเป็นจริง

พวกนั้นน่ะหรือ จักรอบรู้รูปทั้งหลาย ด้วยตนเอง หรือว่าจักชักจูงผู้อื่น เพื่อความเป็นอย่างที่ผู้ปฏิบัติแล้วจักรอบรู้รูปทั้งหลายได้  

ข้อนี้ ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าหนึ่ง รู้ชัดคุณของรูปทั้งหลาย โดยเป็นคุณ  โทษของรูปทั้งหลาย โดยความเป็นโทษ

และการถ่ายถอนของรูปทั้งหลาย โดยความเป็นการถ่ายถอน อย่างที่กล่าวนี้ ตามความเป็นจริง

พวกนั้นแหละหนอ จักรอบรู้รูป ทั้งหลายด้วยตนเองได้ หรือจักชักจูงผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างที่ผู้ปฏิบัติแล้วจักรอบรู้รูปทั้งหลายได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้.

             [๒๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นคุณของเวทนาทั้งหลาย? ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

ในสมัยใด ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน

มีวิตกวิจาร มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวกอยู่ (รายละเอียดองค์ฌาน อยู่ในเรื่อง ฌานสมาธิ)

ในสมัยนั้น ย่อมไม่คิดเพื่อจะทำลายตน

ย่อมไม่คิดเพื่อจะทำลายผู้อื่น

ย่อมไม่คิดเพื่อจะทำลายทั้งสองฝ่าย

ในสมัยนั้น ย่อมเสวยเวทนา อันไม่มีความเบียดเบียนเลยทีเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เราย่อมกล่าวคุณของเวทนาทั้งหลาย(ดังกล่าวนี้)ว่า มีความ ไม่เบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง.

(กล่าวคือฝ่ายปริพาชกอัญญเดียรถีย์ ก็กล่าวว่าสามารถกำหนดรู้เวทนาได้ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น  พระองค์ท่านจึงแสดงคุณของเวทนาในระดับสูงสุด เลยทีเดียว กล่าวคือ แสดงสุขเวทนาอันประณีตอันเกิดแต่ฌานสมาธิ อันเป็นสุขในระดับประณีตกว่าสุขที่เกิดจากการบริโภคในกามคุณ ๕,  เป็นสุขที่เกิดขึ้นแต่ฌานสมาธิ อันหมายถึง สุขเวทนา อันเกิดแต่การปฏิบัติฌานสมาธิเป็นเครื่องหนุนหรือเป็นปัจจัย  กล่าวคือ เกิดสุขเวทนาหรือความสุขขึ้น จากการระงับไปของเหล่ากิเลสในนิวรณ์ ๕ แม้พยาบาทในขณะนั้นๆ  พระองค์ท่านจึงกล่าวว่า มีความไม่เบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นสุข แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ท่านแสดงต่อไปว่ายังมีโทษ  แม้ในสุขเวทนาในระดับประณีตดังนี้แล้วก็ตามที  เหตุเพราะความไม่เที่ยง ดังแสดงให้เห็นโทษและเครื่องถ่ายถอน ในลำดับต่อไปจากฌาน ๔)

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น

ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป  มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่

ในสมัยใด ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น

ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป ฯลฯ

ในสมัยนั้น ย่อมไม่คิดเพื่อจะทำลายตน ฯลฯ

ในสมัยนั้น ย่อมเสวยเวทนา อันไม่มีความเบียดเบียนเลยทีเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เรากล่าวคุณของเวทนา ทั้งหลาย(ดังกล่าวนี้)ว่า มีความไม่เบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง.

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุข ด้วยกาย

เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ฯลฯ

ในสมัยใด ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ฯลฯ

ในสมัยนั้น ย่อมไม่คิดเพื่อจะทำลายตน ฯลฯ

ในสมัยนั้น ย่อมเสวยเวทนาอันไม่มีความเบียดเบียนเลยทีเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เรากล่าวคุณแห่งเวทนาทั้งหลายว่า มีความไม่เบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง.

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข

เพราะ ละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ในสมัยใด

ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ ในสมัยนั้น ย่อมไม่คิดเพื่อจะทำลายตน ฯลฯ

ในสมัยนั้น ย่อมเสวย เวทนาอันไม่มีความเบียดเบียนเลยทีเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เรากล่าวคุณแห่งเวทนาทั้งหลายว่า มีความไม่เบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง

             [๒๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นโทษของเวทนาทั้งหลาย?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่เวทนาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดานี้เป็น โทษของเวทนาทั้งหลาย.

(ทรงแสดงความลึกซึ้งลงไปอีกว่า แม้ในสุขเวทนาในระดับประณีต ที่เกิดแต่อำนาจของฌานสมาธิ แม้มีความไม่เบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง จากการรระงับไปของเหล่ากิเลสในนิวรณ์ ๕  แต่สุขเวทนาอันเกิดแต่ฌานสมาธินี้ ยังคงมีความไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงเป็นโทษ ยังให้เกิดทุกข์ขึ้น เป็นที่สุด จึงยังไม่เป็นหนทางในการถึงที่สุดแห่งการดับทุกข์  จึงต้องถ่ายถอนแม้ในสุขเวทนาในระดับอันประณีตนี้เช่นกัน  ดังนั้นในการปฏิบัติจึงอย่าไปติดเพลินจนเสพติด แต่จงใช้ให้เป็นประโยชน์ไปในการเจริญวิปัสสนา)

             [๒๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นการถ่ายถอนของเวทนา? ทั้งหลาย ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย

การกำจัด การละฉันทราคะ ของเวทนา ทั้งหลายเสียได้ นี้เป็นการถ่ายถอนของเวทนา ทั้งหลาย.

(จึงรวมทั้งการละฉันทราคะใน สุขเวทนา อันเกิดจากฌานสมาธิที่ฝ่ายปริพาชก อัญญเดียรถีย์ ปฏิบัติยึดถือเช่นกัน ว่าเป็นสุขอย่างยิ่ง นี่คือข้อแตกต่างอันยิ่งกับเหล่าอัญญเดียรถีย์ทั้งปวง  กล่าวคือ ความสุขที่แท้จริงหรือการดับไปแห่งทุกข์ อยู่ที่การกำจัดฉันทราคะ หรือความพึงพอใจหรือความกำหนัดในเหล่าเวทนาทั้งหลาย แม้แต่จะเป็นสุขเวทนาใดๆ ที่เหล่าอัญญเดียรถีย์ยึดถือว่าเป็นสุขยิ่ง  ดังนั้นนักปฏิบัติที่ติดเพลินในฌานสมาธิก็จะเป็นดังเช่นอัญญเดียรถีย์

            พึงระลึกและเข้าใจด้วยว่า เป็นการกำจัดฉันทราคะ หรืออภิชชาและโทมนัสในเวทนา  ไม่ใช่กำจัดเวทนา อันยังคงเกิดขึ้นเป็นธรรมดาหรือตถตา ของผู้มีชีวิตหรือชีวิตินทรีย์)

กำหนดรู้เวทนา

             [๒๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง

ไม่รู้ชัดคุณของเวทนาทั้งหลาย โดยเป็นคุณ  โทษของเวทนาทั้งหลาย โดยความเป็นโทษ  

และการถ่ายถอนของเวทนาทั้งหลาย โดยความเป็นการถ่ายถอน อย่างที่กล่าวมานี้  ตามความเป็นจริง

พวกนั้นน่ะหรือ จักรอบรู้เวทนาทั้งหลายด้วยตนเอง หรือว่าจักชักจูงผู้อื่นเพื่อเป็นอย่างที่ผู้ปฏิบัติแล้ว

จักรอบรู้เวทนาทั้งหลายได้ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ชัดคุณของเวทนาทั้งหลาย โดยความเป็นคุณ

โทษของเวทนาทั้งหลาย โดยความเป็นโทษ  

และการถ่ายถอน(ฉันทราคะ)ของเวทนาทั้งหลาย โดยความเป็นการถ่ายถอน อย่างที่กล่าวมานี้  ตามความเป็นจริง

พวกนั้นแหละหนอ จักรอบรู้เวทนาทั้งหลาย ด้วยตนเองได้

หรือจักชักจูงผู้อื่นเพื่อความเป็น อย่างที่ผู้ปฏิบัติแล้ว จักรอบรู้เวทนาทั้งหลายก็ได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้.

             พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจชื่นชมยินดีพระภาษิตของ พระผู้มีพระภาคแล้วแล.

จบ มหาทุกขักขันธสูตร ที่ ๓

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย