buddha1-1.gif

อุณณาภพราหมณสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๙

 คลิกขวาเมนู

             พระสูตรนี้ แสดงอารมณ์ของอินทรีย์ ๕ หรือก็คืออายตนะภายในทั้ง ๕ อันคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย  พึงทำความเข้าใจคำว่าอารมณ์ ที่หมายถึง สิ่งที่จิตไปยึดเหนี่ยว หรือกำหนดในขณะนั้นๆ มิได้หมายถึงอารมณ์ในทางโลกที่หมายถึงความรู้สึกต่างๆเช่นอารมณ์ดี อารมณ์เสีย  ซึ่งพระสูตรนี้แสดงธรรมว่า อินทรีย์ทั้ง ๕ หรืออายตนะทั้ง ๕ นั้น  ต่างล้วนยึดเหนี่ยวด้วยจิตหรือใจอันเป็นอินทรีย์ที่ ๖ ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น  ดังนั้นการกระทบผัสสะไม่ว่าด้วยอินทรีย์ ๕ หรืออายตนะทั้ง ๕ ใด ย่อมล้วนส่งผลถึงจิตหรือใจทั้งสิ้น กล่าวคือ จิตย่อมเนื่องสัมพันธ์เป็นผู้เสพเสวยผลเหล่านั้นด้วยเป็นที่สุด

             กล่าวคือ ตาหรือจักขุนทรีย์ มีรูปเป็น อารมณ์  ส่วนหูหรือโสตินทรีย์ มีเสียงเป็นอารมณ์  จมูกหรือฆานินทรีย์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์  ลิ้นหรือชิวหินทรีย์ มีรสเป็นอารมณ์  ส่วนกายหรือกายินทรีย์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์  ฯ  แม้ทั้ง ๕ ต่างล้วนมีอารมณ์ต่างกัน ดังนั้นเส้นทางโคจรหรือเดินทางหรือการทำงานจึงย่อมแตกต่างกันไปเป็นธรรมดา  แต่ทั้ง ๕ นั้นต่างก็ล้วนมีใจเป็นที่ยึดเหนี่ยวหรือศูนย์กลางหรือศูนย์บัญชาการใหญ่  และจิตหรือใจนั้นก็เป็นผู้เสพเสวยอารมณ์นั้นๆ เป็นที่สุด  ด้วยเหตุดั่งนี้นี่เอง การดับทุกข์ทั้งปวง จิตหรือใจผู้เสพเสวยอารมณ์ต่างๆ จึงเป็นใหญ่  เพราะอารมณ์ต่างๆเหล่านั้น มันก็คงสภาพของมันอยู่อย่างนั้นเองตามธรรม ไม่สามารถไปแปรเปลี่ยนหรือควบคุมบังคับบัญชามันได้อย่างจริงแท้แน่นอน  ส่วนอินทรีย์ทั้ง ๕ นั้น เขาก็ล้วนทำหน้าที่ของตนตามธรรมอย่างถูกต้อง

             ด้วยเหตุดังนี้นี่เอง พระองค์ท่านจึงสอนให้สำรวม สังวรระวัง ในอินทรีย์ ทั้ง ๖  อยู่เนืองๆ

 

อุณณาภพราหมณสูตร

อินทรีย์ ๕ มีอารมณ์ต่างกัน

             [๙๖๖] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น อุณณภพราหมณ์เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ

ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว

จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

             [๙๖๗] ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อินทรีย์ ๕ ประการนี้  มีอารมณ์ต่างกัน  มีโคจรต่างกัน

ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน

อินทรีย์ ๕ ประการเป็นไฉน? คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑

อะไร เป็นที่ยึดเหนี่ยวของอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ? 

ซึ่งมีอารมณ์ต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน

และ อะไรย่อมเสวยอารมณ์ อันเป็นโคจรของอินทรีย์ ๕ ประการนี้?

             [๙๖๘] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ อินทรีย์ ๕ ประการนี้

มีอารมณ์ต่างกัน  มโคจรต่างกัน  ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน

อินทรีย์ ๕ ประการเป็นไฉน? คือ จักขุนทรีย์ ๑  โสตินทรีย์ ๑  ฆานินทรีย์ ๑  ชิวหินทรีย์ ๑  กายินทรีย์ ๑

ใจเป็นที่ยึดเหนี่ยว ของอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ซึ่งมีอารมณ์ต่างกัน  มีโคจรต่างกัน  ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน

และใจย่อมเสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของอินทรีย์ ๕ ประการนี้.

             [๙๖๙] อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งใจเล่า?

             พ. ดูกรพราหมณ์  สติ เป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งใจ.

             [๙๗๐] อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งสติเล่า?

             พ. ดูกรพราหมณ์  วิมุติ เป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งสติ.

             [๙๗๑] อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งวิมุติเล่า?

             พ. ดูกรพราหมณ์  นิพพาน เป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งวิมุติ.

             อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งนิพพาน.

             พ. ดูกรพราหมณ์ ท่านล่วงเลยปัญหาไปเสียแล้ว ไม่อาจถือเอาที่สุดแห่งปัญหาได้

ด้วยว่าพรหมจรรย์ที่บุคคลอยู่จบแล้ว มีนิพพานเป็นที่หยั่งลง มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพาน เป็นที่สุด(แล้ว).

             [๙๗๒] ครั้งนั้น อุณณาภพราหมณ์ชื่นชมอนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค

ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป.

             [๙๗๓] ครั้นอุณณาภพราหมณ์หลีกไปแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า

             [๙๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรือนยอดหรือศาลาคล้ายเรือนยอด มีหน้าต่างในทิศเหนือ หรือทิศตะวันออก

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นไป แสงส่องเข้าไปทางหน้าต่าง ตั้งอยู่ที่ฝาด้านไหน?

ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลว่า ตั้งอยู่ที่ฝาด้านตะวันตก พระเจ้าข้า.

             พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย ศรัทธาในพระตถาคตของอุณณาภพราหมณ์ มั่นคงแล้ว

มีรากเกิดแล้ว ตั้งอยู่มั่นแล้ว อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกจะพึงชักนำไปไม่ได้

ถ้าอุณณาภพราหมณ์ พึงทำกาละในสมัยนี้ไซร้ ย่อมไม่มีสังโยชน์

ซึ่งเป็นเครื่องประกอบให้อุณณาภพราหมณ์ต้องมายังโลกนี้อีก.

จบ สูตรที่ ๒

 -------------------

ขยายความ " อินทรีย์ "

อินทรีย์  ความเป็นใหญ่,  สภาพที่เป็นใหญ่ในกิจของตน,
       ธรรมที่เป็นเจ้าการในการทำหน้าที่อย่างหนึ่งๆ เช่น  
ตา เป็นใหญ่หรือเป็นเจ้าการในการ เห็น  หู เป็นใหญ่ในการได้ ยิน,  ศรัทธา เป็นเจ้าการในการครอบงำเสียซึ่ง ความไร้ศรัทธา เป็นต้น
       ๑.
อินทรีย์ ๖ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

       (ในพระสูตรข้างต้น หมายถึง อินทรีย์ ๖ นี้  แต่ถามปัญหาใน อินทรีย์ ๕  อันต่างล้วนมีอินทรย์ ที่ ๖ คือใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยว)

       ๒. อินทรีย์ ๕ ตรงกับ พละ ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
           ธรรม ๕ อย่างชุดเดียวกันนี้  คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา  เรียกชื่อต่างกันไป ๒ อย่าง ตามหน้าที่ที่ทำ คือ
           เรียกชื่อว่า
พละ โดยความหมายว่า เป็นกำลังทำให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้
           เรียกชื่อว่า
อินทรีย์ โดยความหมายว่า เป็น เจ้าการ ในการครอบงำเสีย ซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่างคือความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลงงมงาย ตามลำดับ

พจนานุกรมพุทธศาสน์  ฉบับประมวลศัพท์

 -------------------

         ดังนั้นคงพอเล็งเห็นได้ว่า อินทรย์ทั้ง ๕ ที่หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต่างล้วนมีความความยึดเหนี่ยวกับจิตหรือใจอันเป็นอินทรีย์ที่ ๖ โดยสภาวธรรมหรือธรรมชาติ  และใจยังเป็นผู้เสวยผลที่เกิดหรือเวทนาร่วมอีกด้วย

 ยังมีต่อ

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย