กลับสารบัญ

อเจลกัสสปสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร ๕๒.

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖

 คลิกขวาเมนู

        เป็นพระสูตร แสดงธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสแสดงแก่ท่านอเจลกัสสป ที่ได้ตามเสด็จเพื่อทูลถามว่า ทุกข์ ใครเป็นผู้กระทำ?  เป็นตนเองกระทำ?  เป็นบุคคลอื่นกระทำ? ฯ. ดังนี้

ซึ่งพระองค์ทรงตรัสแสดงว่า ทุกข์ ใครเป็นผู้กระทำ เป็นปัญหาที่ถามไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงประเด็น ชี้ประเด็นไปผิดๆ มิได้มีสาระสำคัญแต่ประการใด,  แต่ทรงแสดงธรรมว่า ทุกข์ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย หรือกล่าวได้ว่าปฏิจจสมุปบันธรรมเป็นผู้กระทำ  ทุกข์จึงล้วนดำเนิน เกิดขึ้นและเป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทธรรมนั่นเอง

๗. อเจลกัสสปสูตร

             [๔๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน เขตพระนครราชคฤห์

ครั้งนั้นแล เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์

อเจลกัสสปได้เห็น พระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล ครั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ สถานที่นั้น ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค

ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

             [๔๘] ครั้นแล้ว อเจลกัสสปได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าพเจ้าจะขอ ถามเหตุบางอย่างกะท่านพระโคดม ถ้าท่านพระโคดมจะทรงกระทำโอกาส เพื่อ ทรงตอบปัญหาแก่ข้าพเจ้า

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป ยังมิใช่เวลา จะตอบปัญหา เรากำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้าน   

แม้ครั้งที่ ๒ ......

แม้ครั้งที่ ๓  อเจลกัสสปก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าพเจ้าจะขอถามเหตุบางอย่างกะท่าน พระโคดม ถ้าท่านพระโคดมจะทรงกระทำโอกาส เพื่อทรงตอบปัญหาแก่ข้าพเจ้า

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป ยังมิใช่เวลาตอบปัญหา เรากำลังเข้าไปสู่ ละแวกบ้าน ฯ

             [๔๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อเจลกัสสปได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ก็ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะถามท่านพระโคดมมากนัก ฯ

             ภ. ดูกรกัสสป ท่านจงถามปัญหาตามที่ท่านจำนงไว้เถิด ฯ

             ก. ข้าแต่ท่านพระโคดม ความทุกข์ตนกระทำเองหรือ ฯ

             ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ (ความหมายคือ ไม่ตรงประเด็น  ก็เพราะจะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ เพราะมีเหตุปัจจัยอื่นยิ่งกว่า)

             ก. ความทุกข์ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระโคดม ฯ

             ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ (ความหมายคือ ไม่ตรงประเด็น  ก็เพราะจะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ เพราะมีเหตุปัจจัยอื่นยิ่งกว่า)

             ก. ความทุกข์ตนกระทำเองด้วย  ผู้อื่นกระทำให้ด้วยหรือ  ท่านโคดม ฯ

             ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ

             ก. ความทุกข์บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ  มิใช่ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระโคดม ฯ

             ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ

             ก. ความทุกข์ไม่มีหรือ ท่านพระโคดม ฯ

             ภ. ความทุกข์ไม่มีหามิได้ ความทุกข์มีอยู่ กัสสป ฯ

             ก. ถ้าอย่างนั้น ท่านพระโคดม ย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์ ฯ

             ภ. เราย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์หามิได้  เรารู้เห็นความทุกข์อยู่ กัสสป ฯ

             ก. เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ความทุกข์ตนกระทำเองหรือ ท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป

เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ความทุกข์ผู้อื่น กระทำให้หรือ ท่านพระโคดม ท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป

เมื่อข้าพเจ้า ถามว่า ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ หรือท่านพระโคดม ท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป

เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ความทุกข์ไม่มีหรือ ท่านพระโคดม ท่านตรัสว่า ความทุกข์ไม่มีหามิได้ ความทุกข์ มีอยู่ กัสสป

เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านพระโคดม ย่อมไม่รู้ไม่เห็น ความทุกข์ ท่านตรัสว่า เราย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์หามิได้ เรารู้เห็นความทุกข์ อยู่ กัสสป

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงตรัสบอกความทุกข์ แก่ข้าพเจ้า และขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงความทุกข์แก่ข้าพเจ้าด้วย ฯ

             [๕๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป เมื่อบุคคลถืออยู่ว่า นั่น ผู้กระทำ นั่นผู้เสวย [ทุกข์] เราจะกล่าวว่า ทุกข์ตนกระทำเองดังนี้  อันนี้เป็น สัสสตทิฐิไป

(ไปยึดว่าตนเองกระทำเพราะตัวตนเที่ยง  จึงกล่าวว่า ทุกข์ตนกระทำเอง)

เมื่อบุคคลถูกเวทนาทิ่มแทง [รู้] อยู่ว่าผู้กระทำคนหนึ่ง ผู้เสวยเป็นอีกคนหนึ่ง เราจะกล่าวว่า ทุกข์ผู้อื่นกระทำให้ดังนี้  อันนี้เป็นอุจเฉททิฐิไป

(ไปยึดว่าตัวตนขาดสูญ จึงไม่ใช่ผู้กระทำ  ดังนั้นจึงเข้าใจไปว่า ทุกข์ต้องเกิดจากผู้อื่นกระทำให้)

ดูกรกัสสป ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุด(โต่ง)ทั้งสองนั้น  (แต่เราตถาคตกล่าว)ว่า

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม-รูป

เพราะนาม-รูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ

เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา

เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ

เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ

เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา-มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้

(และ)เพราะอวิชชานั่นแหละ ดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ

เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ...ฯ

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ

(กล่าวคือ แสดงปฏิจจสมุปบันธรรม จึงดำเนินไปตามปฏิจจสมุปบาทธรรม)

             [๕๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อเจลกัสสปได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก

พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรม โดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ  เปิดของที่ปิด

บอกทางแก่คนหลงทาง   หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยประสงค์ว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป

ฉะนั้น ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคกับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ

ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป ผู้ใดเคยเป็นอัญญเดียรถีย์ หวังบรรพชา หวังอุปสมบท ในธรรมวินัยนี้

ผู้นั้นจะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน  เมื่อล่วง ๔ เดือน ภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้ว หวังอยู่

จึงให้บรรพชา ให้อุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุ ก็แต่ว่า เรารู้ความต่างแห่งบุคคล ฯ

             อเจลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากผู้ที่เคยเป็น อัญญเดียรถีย์หวังบรรพชา หวังอุปสมบทในธรรมวินัยนี้

ผู้นั้นจะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน เมื่อล่วง ๔ เดือน ภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้วหวังอยู่ จึงให้บรรพชา ให้อุปสมบท

เพื่อความเป็นภิกษุไซร้ ข้าพระองค์จักอยู่ปริวาส ๔ ปี เมื่อล่วง ๔ ปี ภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้ว จึงให้บรรพชา ให้อุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุเถิด ฯ

             [๕๒] อเจลกัสสปได้บรรพชา ได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคแล้ว

ครั้นท่านกัสสปอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตแน่วแน่

ไม่นานนัก ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ

ต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว

กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี(อีกต่อไปแล้ว)

ก็ท่านกัสสปได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ

จบสูตรที่ ๗

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย