พระพุทธเจ้า

๕. ภูมิชสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร ๕๔

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๖

 คลิกขวาเมนู

             เป็นพระสูตรที่ให้ความรู้ยิ่ง เกี่ยวกับความสุขและทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร ใครเป็นผู้กระทำ  แต่ต้องพึงโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย โดยมีปฏิจจสมุปบาทธรรมหรือขันธ์ ๕ ตลอดจนความเป็นเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นของสังขารทั้งปวงเป็นพื้นฐาน

๕. ภูมิชสูตร

             [๗๙] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี

ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น ท่านพระภูมิชะ ออกจากที่เร้น เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่

ครั้นแล้วได้สนทนาปราศรัยกับ ท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว

นั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรดังนี้ว่า

             ท่าน สารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า สุขและทุกข์ ตนทำเอง

อนึ่ง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า สุขและทุกข์ ผู้อื่นทำให้

มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า สุขและทุกข์ ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย

อนึ่ง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อม บัญญัติว่า สุขและทุกข์ เกิดขึ้นเอง

เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ  มิใช่ผู้อื่น กระทำให้

ท่านสารีบุตร ในวาทะทั้ง ๔ นี้ พระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลายตรัสไว้อย่างไร ตรัสบอกไว้อย่างไร

พวกเราพยากรณอย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว

จะไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง และ พยากรณธรรม สมควรแก่ธรรม

ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะ อันวิญญูชนจะติเตียนได้ ฯ

             [๘๐] ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

สุขและทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้น  

สุขและทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น  สุขและทุกข์ อาศัยผัสสะเกิดขึ้น

บุคคลผู้กล่าวดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว

ไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรม สมควรแก่ธรรม

ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆก็จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชน จะติเตียนได้

ดูกรอาวุโส ในวาทะทั้ง ๔ นั้น  แม้สุขและทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์

ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเอง  ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ

แม้สุขและทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า

เกิดขึ้นเพราะ อาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้  ก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็น ปัจจัย

ดูกรอาวุโส ในวาทะทั้ง ๔ นั้น พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรม

ย่อมบัญญัติว่า สุขและทุกข์ตนทำเอง เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยสุขและทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯลฯ

(หมายถึง ไม่ว่าผู้ใดทำก็ตามที ถ้าไม่มีผัสสะเสียแล้ว  การเสวยสุขทุกข์ดังที่กล่าว ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้)

พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติ ว่า สุขและทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้

เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยสุขและทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้

             [๘๑] ท่านพระอานนท์ ได้ยิน ท่านพระสารีบุตร สนทนาปราศรัย กับท่าน พระภูมิชะ

ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

แล้วได้ทูลถ้อยคำ สนทนา ของท่าน พระสารีบุตร กับท่าน พระภูมิชะ เท่าที่มีมาแล้ว ทั้งหมด แด่พระผู้มี พระภาค ฯ

             [๘๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ อานนท์ ตามที่สารีบุตรพยากรณ์  ชื่อว่าพึงพยากรณ์โดยชอบ

ดูกรอานนท์ เรากล่าวว่าสุขและทุกข์เป็นของ อาศัยเหตุเกิดขึ้น

สุขและทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น  สุขและทุกข์ อาศัยผัสสะเกิดขึ้น

บุคคลผู้กล่าวดังนี้  จึงจะชื่อว่าเป็นอันกล่าวตามที่เรากล่าวแล้ว ไม่กล่าวตู่เราด้วย คำไม่จริง

และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ ก็จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้

ดูกรอานนท์ ในวาทะทั้ง ๔ นั้น แม้ สุขและทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า

ตนทำเอง ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ

แม้สุขและทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้ กล่าวกรรมบัญญัติว่า

เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้  ก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย

ดูกรอานนท์ ในวาทะทั้ง ๔ นั้น พวก สมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า

สุขและทุกข์ ตนทำเอง เว้นผัสสะ เสีย เขาย่อมเสวยสุขและทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯลฯ

พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า สุขและทุกข์เกิดขึ้น เพราะอาศัยการที่ตน เองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้

เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยสุขและทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯ

             [๘๓] ดูกรอานนท์ เมื่อกายมีอยู่ สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมบังเกิดขึ้น (เป็นธรรมดา)เพราะความจงใจทางกายเป็นเหตุ  

เมื่อวาจามีอยู่ สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมบังเกิดขึ้น เพราะความจงใจทางวาจาเป็นเหตุ หรือว่า

เมื่อใจมีอยู่ สุขและทุกข์อันเเป็นภายใน ย่อมบังเกิดขึ้น เพราะความจงใจทางใจเป็นเหตุ

ดูกร อานนท์ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นแหละ

บุคคลย่อมปรุงแต่งกายสังขาร ซึ่ง เป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น ด้วยตนเองบ้าง

บุคคลย่อมปรุงแต่งกายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น เพราะผู้อื่น บ้าง

บุคคลรู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นบ้าง

บุคคลไม่รู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งกายสังขารซึ่งเป็นปัจจัยให้สุข และทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นบ้าง

ดูกรอานนท์ บุคคลย่อมปรุงแต่งวจีสังขารซึ่ง เป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นด้วยตนเองบ้าง

บุคคลย่อมปรุงแต่ง วจีสังขารซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นเพราะผู้อื่นบ้าง

บุคคล รู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งวจีสังขารซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น บ้าง

บุคคลไม่รู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งวจีสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อัน เป็นภายในเกิดขึ้นบ้าง

ดูกรอานนท์ บุคคลย่อมปรุงแต่งมโนสังขาร ซึ่งเป็น ปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นด้วยตนเองบ้าง

บุคคลย่อมปรุงแต่งมโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นเพราะผู้อื่นบ้าง

บุคคลรู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งมโนสังขารซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายใน เกิดขึ้นบ้าง

บุคคลไม่รู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งมโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุข และทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นบ้าง

ดูกรอานนท์ อวิชชาแทรกอยู่แล้วในธรรม เหล่านี้ ฯ

        (webmaster - โยนิโสมนสิการ จะพบว่าธรรมอันละเอียดพิสดารแฝงอยู่ กล่าวคือ แสดงให้เห็น  สุขทุกข์ สาระไม่ได้อยู่ที่ผู้ใดกระทำ เพราะมิว่าผู้ใดกระทำก็ตามที กล่าวคือ กระทำเอง หรือผู้อื่นกระทำ หรือเกิดขึ้นเองตามธรรม ต่างล้วนต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดสุขทุกข์ขึ้นได้  ไม่มีผัสสะเสียก็ไม่เกิด แต่ต้องพึงระลึกเข้าใจแจ่มแจ้งด้วยว่า อาการของการผัสสะนั้น เป็นสภาวธรรม ที่มีเหตุก็ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาหรือโดยธรรมชาติ   ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดการผัสสะ จึงต้องใช้การสำรวม สังวร ระวังในอินทรีย์ ทั้ง ๖  หรืออายตนะภายในทั้ง ๖ กล่าวคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  จึงเป็นการระงับการผัสสะนั้น   ดังนั้นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ จึงไม่ใช่การพยายามปฎิบัติที่กระทำในลักษณะที่เมื่อผัสสะเกิดขึ้นแล้ว จะไม่ให้รู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์(เวทนา)เกิดขึ้น

        อนึ่ง ในธรรมนี้ ยังแฝงการแสดงออกของสังขาร อันเกิดแต่อวิชชา[ปฏิจจสมุปบาท] ว่าทำไมจึงดิ้นหลุดออกได้ยาก ก็เนื่องด้วยสังขารนี้เกิดขึ้นได้ทั้งในขณะรู้สึกตัวและโดยเฉพาะไม่รู้สึกตัว แต่ต่างล้วนด้วยอวิชชาด้วยกันทั้งนั้น จึงครอบสรรพสัตว์มาตลอดกาลนาน

        อนึ่งพึงพิจารณาด้วยว่า เมื่อทุกข์รุมเร้าอยู่นั้น  แล้วดิ้นไม่หลุดหยุดไม่ได้  ก็ล้วนแต่มีเหตุปัจจัย ไม่มีเหตุก็เกิดขึ้นไม่ได้ กล่าวคือ จิตฟุ้งซ่านหรือจิตปรุงแต่งหรือมโนสังขาร ที่เกิดขึ้นในลักษณะไม่รู้สึกตัวนั่นเอง หรือรู้สึกตัวแต่หยุดไม่ได้เนื่องจากถูกครอบงำหรือประกอบด้วยอุปาทานอันแรงกล้าในองค์ธรรมชราเสียแล้ว นั่นเอง กล่าวคือ บางครั้งคล้ายหยุดปรุงแต่งแล้วแต่ความจริงยังมีความคิดปรุงฟุ้งซ่านลักษณะแผ่วเบาแว๊บๆที่ยังให้เกิดการผัสสะ  พึงพิจารณาโดยละเอียดแยบคายในมโนสังขารหรือคิดอันละเอียดอ่อน ก็จักพบเหตุเป็นที่สุด)

             [๘๔] ดูกรอานนท์ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ

กาย ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น จึงไม่มี

วาจา ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุข และทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นจึงไม่มี

ใจ ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็น ภายในเกิดขึ้น จึงไม่มี เขต [ความจงใจ เป็นเหตุงอกงาม] (จึงไม่งอกงาม)

ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและ ทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นจึงไม่มี วัตถุ [ความจงใจ อันเป็นที่ประดิษฐาน] (จึงไม่มีที่อยู่,สิ่งอาศัย)

ซึ่งเป็น ปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น จึงไม่มี อายตนะ [ความจงใจ อัน เป็นปัจจัย] (เมื่อจิตไม่ปรุงแต่ง จึงขาดปัจจัย)

ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น จึงไม่มี หรือ อธิกรณ์ [ความจงใจ อันเป็นเหตุ] (จึงไม่มีเรื่องที่ต้องจัดการหรือเหตุ)

ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายใน เกิดขึ้น จึงไม่มี ฯ

จบสูตรที่ ๕

๖. อุปวาณสูตร

             [๘๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี

ครั้งนั้นแล ท่านพระอุปวาณะได้เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง ฯ

             [๘๖] ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านพระอุปวาณะได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง

ส่วนสมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้

มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย

มีสมณ พราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวาทะทั้ง ๔ นี้ พระผู้มีพระภาคตรัส ไว้อย่างไร ตรัสบอกไว้อย่างไร

ข้าพระองค์พยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้ กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว

จะไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง และจะพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม

ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึง ถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ฯ

             [๘๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุปวาณะ เรากล่าวทุกข์เป็นของ อาศัยเหตุเกิดขึ้น

ทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น บุคคลผู้กล่าว

ดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นอันกล่าวตามที่เรากล่าวแล้ว ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง

พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะ อันวิญญูชนจะติเตียนได้

ดูกรอุปวาณะ ในวาทะทั้ง ๔ นั้น แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์บัญญัติว่า ตนทำเอง ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ

แม้ทุกข์ ที่พวกสมณพราหมณ์บัญญัติว่า เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ ผู้อื่นกระทำให้ ก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย

ดูกรอุปวาณะ ในวาทะทั้ง ๔ นั้น พวกสมณพราหมณ์บัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง

เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯลฯ

(หมายถึง ถ้าไม่มีผัสสะเสียแล้ว  การเสวยทุกข์ดังที่กล่าว ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้)

พวกสมณพราหมณ์บัญญัติว่า ทุกข์ เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้

เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯ

จบสูตรที่ ๖  

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย