พระพุทธเจ้า

มหาปุณณมสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๔

 คลิกขวาเมนู

             [๑๒๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกา วิสาขา มิคารมารดา ในพระวิหารบุพพาราม เขตพระนครสาวัตถี

สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อม ประทับนั่งกลางแจ้ง ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ วันนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ

ขณะนั้น ภิกษุรูปหนึ่งลุกจากอาสนะ ห่มจีวรเฉวียงบ่า ข้างหนึ่ง ประนมอัญชลีไปทางที่ประทับของพระผู้มีพระภาค

แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะขอทูลถามปัญหาสักเล็กน้อย กะพระผู้มีพระภาค

ถ้าพระผู้มีพระภาคจะประทานโอกาสเพื่อพยากรณ์ปัญหาแก่ ข้าพระองค์ ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ถ้าอย่างนั้น เธอจงนั่งลงยังอาสนะของตน ประสงค์จะถามปัญหาข้อใด ก็ถามเถิด ฯ

             [๑๒๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปนั้นนั่งยังอาสนะของตนแล้ว ได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุปาทานขันธ์ คือ รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์ มี ๕ ประการเท่านี้หรือหนอแล ฯ

             พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานขันธ์ มี ๕ ประการเท่านี้ คือ รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์ ฯ

             ภิกษุนั้นกล่าว ชื่นชม ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า

แล้วทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคยิ่งขึ้นไปว่า  ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ก็อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ มีอะไรเป็นมูล

             พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ มีฉันทะเป็นมูล ฯ

             ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ นั้นอย่างเดียวกันหรือ   หรือว่าอุปาทานอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕

             พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น จะอย่างเดียวกันก็มิใช่   อุปาทานจะอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ก็มิใช่

ดูกรภิกษุ ความกำหนัดพอใจ(ตัณหา)ในอุปาทานขันธ์ ๕ นั่นแล เป็นตัวอุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น ฯ

             [๑๒๒] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความต่างแห่งความกำหนัดพอใจ ในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ พึงมีหรือ

             พระผู้มีพระภาคทรงรับว่า มี แล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุ บุคคลบางคนใน โลกนี้ มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า

ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้  เวทนาอย่างนี้  สัญญาอย่างนี้  สังขารอย่างนี้  วิญญาณอย่างนี้  ในอนาคตกาลเถิด

ดูกรภิกษุ อย่างนี้แล เป็นความต่างแห่งความกำหนัดพอใจในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ฯ

             [๑๒๓] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขันธ์ทั้งหลายมีชื่อเรียกว่าขันธ์ ได้ ด้วยเหตุเท่าไร ฯ

             พ. ดูกรภิกษุ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม

หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกล หรือในที่ใกล้ก็ตาม นี่เป็นรูปขันธ์

        เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็น ไปภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม

หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม นี่เป็นเวทนาขันธ์

        สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่ เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม

หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ ก็ตาม นี่เป็นสัญญาขันธ์

        สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็น อนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม

หยาบหรือ ละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม นี่เป็น สังขารขันธ์

        วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็น ปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม

หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลว หรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม นี่เป็นวิญญาณขันธ์

        ดูกรภิกษุ ขันธ์ทั้งหลาย ย่อมมีชื่อเรียกว่าขันธ์ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ฯ

             [๑๒๔] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติรูปขันธ์

อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ เวทนาขันธ์

อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ สัญญาขันธ์

อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติสังขารขันธ์

อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติวิญญาณขันธ์ ฯ

             พ. ดูกรภิกษุ  มหาภูตรูป ๔ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติรูปขันธ์  

ผัสสะเป็นเหตุ เป็นปัจจัยแห่งการบัญญัติเวทนาขันธ์  

ผัสสะเป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติสัญญาขันธ์

ผัสสะเป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ สังขารขันธ์  

นามรูปเป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติวิญญาณขันธ์

             [๑๒๕] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สักกายทิฐิ จะมีได้อย่างไร ฯ

             พ. ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ

ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัตบุรุษ

ย่อมเล็งเห็นรูปโดย ความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง เล็งเห็น อัตตาในรูปบ้าง

ย่อมเล็งเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีเวทนา บ้าง เล็งเห็นเวทนาในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในเวทนาบ้าง

ย่อมเล็งเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีสัญญาบ้าง เล็งเห็นสัญญาในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในสัญญาบ้าง

ย่อมเล็งเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็น อัตตาว่ามีสังขารบ้าง เล็งเห็นสังขารในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในสังขารบ้าง

ย่อมเล็งเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณบ้าง เล็งเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง

ดูกรภิกษุ อย่างนี้แล สักกายทิฐิจึงมีได้ ฯ

             [๑๒๖] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักกายทิฐิจะไม่มีได้อย่างไร ฯ

             พ. ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ได้เห็น พระอริยะ ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ

ได้เห็น สัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ฝึกดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษ

ย่อมไม่เล็งเห็น รูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง ไม่เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในรูปบ้าง

ย่อมไม่เล็งเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็ง เห็นอัตตาว่ามีเวทนาบ้าง ไม่เล็งเห็นเวทนาในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในเวทนา บ้าง

ย่อมไม่เล็งเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีสัญญาบ้าง ไม่เล็งเห็นสัญญาในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในสัญญาบ้าง

ย่อมไม่เล็งเห็น สังขารโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีสังขารบ้าง ไม่เล็งเห็นสังขาร ในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในสังขารบ้าง

ย่อมไม่เล็งเห็นวิญญาณโดยความเป็น อัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณบ้าง ไม่เล็งเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง ไม่ เล็งเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง

ดูกรภิกษุ อย่างนี้แล สักกายทิฐิจึงไม่มี ฯ

             [๑๒๗] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นคุณเป็นโทษ  เป็น ทางสลัดออกในรูป

อะไรเป็นคุณ เป็นโทษ เป็นทางสลัดออกในเวทนา  อะไร เป็นคุณ เป็นโทษ เป็นทางสลัดออกในสัญญา

อะไรเป็นคุณ เป็นโทษ เป็น ทางสลัดออกในสังขาร  อะไรเป็นคุณ เป็นโทษ เป็นทางสลัดออกในวิญญาณ

             พ. ดูกรภิกษุ อาการที่สุขโสมนัสอาศัยรูปเกิดขึ้น นี้เป็นคุณในรูป  อาการที่รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา

นี้เป็นโทษในรูป อาการที่กำจัดฉันทราคะ ละฉันทราคะ ในรูปได้ นี้เป็นทางสลัดออกในรูป  

อาการที่สุขโสมนัสอาศัยเวทนาเกิดขึ้น นี้เป็นคุณในเวทนา  อาการที่เวทนาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา

นี้เป็นโทษในเวทนา อาการที่กำจัด ฉันทราคะ ละฉันทราคะในเวทนาได้ นี้เป็นทางสลัดออกในเวทนา

อาการที่สุข โสมนัสอาศัยสัญญาเกิดขึ้น นี้เป็นคุณในสัญญา  อาการที่สัญญาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา

นี้เป็นโทษในสัญญา อาการที่กำจัดฉันทราคะ ละฉันทราคะในสัญญาได้ นี้เป็นทางสลัดออกในสัญญา

อาการที่สุขโสมนัส อาศัยสังขารเกิดขึ้น นี้เป็นคุณในสังขาร  อาการที่สังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มี ความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา

นี้เป็นโทษในสังขาร อาการที่กำจัดฉันทราคะ ละฉันทราคะในสังขารได้ นี้เป็นทางสลัดออกในสังขาร

อาการที่สุขโสมนัสอาศัย วิญญาณเกิดขึ้น นี้เป็นคุณในวิญญาณ  อาการที่วิญญาณไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความ แปรปรวนไปเป็นธรรมดา

นี้เป็นโทษในวิญญาณ อาการที่กำจัดฉันทราคะ ละฉันทราคะในวิญญาณได้ นี้เป็นทางสลัดออกในวิญญาณ ฯ

             [๑๒๘] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อรู้ เมื่อเห็นอย่างไรจึงไม่มีอนุสัยคือความถือตัวว่าเป็นเรา ว่าของเรา

ในกายอันมีวิญญาณนี้ และในนิมิตทั้งหมดในภายนอก ฯ

             พ. ดูกรภิกษุ บุคคลเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม

หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอก ก็ตาม

หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

เห็นด้วย ปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปในภายใน หรือมีในภายนอกก็ตาม

หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

เห็นด้วยปัญญาอัน ชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็น อนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  

เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม  หยาบหรือ ละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม

อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความ เป็นจริงดังนี้ว่า วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน

เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม

อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

ดูกรภิกษุ เมื่อรู้ เมื่อเห็นอย่างนี้แล จึงไม่มีอนุสัยคือความถือตัวว่าเป็นเรา ว่าของเรา ในกายอันมีวิญญาณนี้ และในนิมิตทั้งหมดในภายนอก

             [๑๒๙] ลำดับนั้นแล มีภิกษุรูปหนึ่ง เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า

จำเริญละ เท่าที่ว่ามานี้ เป็นอันว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็น อนัตตา  กรรมที่อนัตตาทำแล้ว จักถูกอัตตา(ตัวตน)ได้อย่างไร

(หมายถึงเกิดความสงสัยขึ้นว่า กรรมการกระทำโดยอนัตตา เหตุใดจึงกระทบอัตตาตัวตนได้ ?)

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของภิกษุรูปนั้นด้วยพระหฤทัย จึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่โมฆบุรุษบางคนในธรรมวินัยนี้ ไม่รู้แล้ว ตกอยู่ในอวิชชา ใจมีตัณหาเป็นใหญ่

พึงสำคัญคำสั่งสอนของศาสดาอย่างสะเพร่า ด้วยความปริวิตกว่า

จำเริญละ เท่าที่ว่ามานี้ เป็นอันว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็น อนัตตา  กรรมที่อนัตตาทำแล้ว จักถูกอัตตา(ตัวตน)ได้อย่างไร

(เกิดมายา กล่าวคือ กรรมที่อนัตตาทำ เป็นการกล่าวอย่างปรมัตถ์ ตามธรรมที่ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา  ส่วนข้อสงสัยที่ว่าจักถูกต้องตัวตนได้อย่างไรนั้น เป็นข้อแย้งต่อธรรมในตัวเอง เป็นการนำปรมัตถ์สัจจะอย่างหนึ่ง มาเทียบเคียงกับสมมติสัจจะอีกอย่างหนึ่ง จึงทำให้เกิดความสับสน  ดังมีคำอธิบายเพิ่มเติมในพระสูตรต่อไป)

เราจะขอสอบถาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้แนะนำพวกเธอในธรรมนั้นๆ แล้วแล

พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  รูป เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

             ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า ฯ

             ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ

             ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  เวทนา เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

             ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ฯ

             ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ

             ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  สัญญา เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

             ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ

             ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ

             ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  สังขาร เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

             ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ  

             ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควร หรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ

             ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

             ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ฯ

             ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควร หรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตา(ตัวตน)ของเรา ฯ

             ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

             พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล พวกเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอัน ชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า

รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม

หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตา(ตัวตน)ของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความ เป็นจริงดังนี้ว่า  เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม

หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตา(ตัวตน)ของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า  สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็น ไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม

หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม  ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ อัตตา(ตัวตน)ของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า  สังขารเหล่าใด เหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปในภายใน หรือมีในภายนอกก็ตาม

หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตา(ตัวตน)ของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า  วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม

หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตา(ตัวตน)ของเรา

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว

รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

             พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาค

และเมื่อพระผู้มีพระภาคกำลังตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้ อยู่ ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป ได้มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่นแล ฯ

จบ มหาปุณณมสูตร ที่ ๙  

 

 ว่าด้วยกรรมที่อนัตตากระทำจะถูกต้องอัตตา

(ว่าด้วยกรรมการกระทำโดยเจตนาต่างๆ ที่อนัตตา(ผู้ไม่ใช่ตัวใช่ตน)เป็นผู้กระทำ  จะเกิดผลกับอัตตาหรือตัวตน ?)

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๗

 คลิกขวาเมนู

             [๑๙๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ด้วยประการดังนี้แล

รูปเป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็น อนัตตา   กรรมที่อนัตตากระทำ  จักถูกต้องอนัตตาคือกรรมได้อย่างไร?

(กรรมที่ไม่มีตัวตนผู้กระทำ  หรือกรรมที่ไม่ใช่ตัวใช่ตนกระทำแล้ว  จักไปถูกต้องหรือสนองกรรมที่ย่อมไม่มีตัวตนได้อย่างไร?)

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของภิกษุนั้นด้วยพระทัยแล้ว

ได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่โมฆบุรุษบางคน ในธรรมวินัยนี้

เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจอวิชชา มีใจถูกตัณหาครอบงำ จะพึงสำคัญสัตถุศาสนว่า เป็นคำสอนที่ควรคิดให้ตระหนักว่า

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่าด้วยประการดังนี้แล รูปเป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา

กรรมที่อนัตตากระทำ  จักถูกต้องอัตตาคือกรรมได้อย่างไร?  นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.

(กล่าวคือ ย่อมต้องมีผู้สำคัญผิดไปว่า พระองค์เป็นผู้ตรัสสอน เป็นสัตถุศาสน์,เป็นพุทธพจน์ของพระองค์เองเอาเลยทีเดียว ในลักษณะที่ว่า "รูปเป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา  กรรมที่อนัตตากระทำ  ย่อมถูกต้องอัตตาคือกรรมได้  นี้เป็นฐานะที่เกิดขึ้นได้." ที่มีความหมายว่า  อีกต่อไปคงมีคนกล่าวอ้างว่าเป็นพุทธพจน์จากพระองค์  เพราะแลเข้าใจด้วยสะเพร่าอย่างผิวเผินไปว่า พระองค์สอนเรื่องขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา  และสอนเรื่องวิบากของกรรม ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว  จึงนำเอาธรรมทั้ง ๒ นี้มารวมกันโดยสะเพร่าไม่เข้าใจ นี้เป็นฐานะหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า   ซึ่งแลเผินๆแล้วดูราวกับว่าเป็นธรรมของพระองค์ท่านโดยถูกต้อง ราวกับเป็นธรรมโดยตรงจากพระโอษฐ์เพราะเป็นหลักธรรมแท้ๆอย่างปรมัตถ์ อันเนื่องจาก ธรรมทั้งปวงแม้ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา   กรรมที่กระทำ ย่อมเกิดเกิดวิบากของกรรม จึงตีความสำคัญผิดไปว่า กรรมที่แม้อนัตตากระทำ ย่อมกระทบหรือเกิดวิบากของกรรมกับอัตตาตัวตนได้  แต่พระองค์ได้ทรงกล่าวแย้งหรือแสดงปฏิเสธไว้เป็นอเนกในพระสูตรต่างๆ แต่ยากต่อความเข้าใจ  กล่าวคือ คำถามที่ถามนี้มี คือ กล่าวขัดแย้งในธรรมในตัวเอง  เพราะธรรมทั้งปวงล้วนอนัตตา เป็นปรมัตถ์ธรรมหรือปรมัตถสัจจจะนั้นถูกต้อง แต่คำถามต่อไปนั้นสำคัญผิด คิดวกย้อนกลับสู่สมมติสัจจะเสียอีกว่า อัตตาตัวตน เป็นผู้รับกรรมเสียอีก  เป็นการนำปรมัตถ์สัจจะอย่างหนึ่งมาเทียบเคียงกับสมมติสัจจะอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง จึงทำให้เกิดความสับสนหรือมายาขึ้นในคำถามนั้นๆ ดังจะพบเห็นอยู่เสมอๆในพระสูตรในพระไตรปิฎก ที่พระองค์ท่านมักจะย้อนทวนถามในธรรมนั้นๆ ในกรณีนี้เช่นกัน คำถามแย้งกันในตัวอยู่แล้วจนตอบไม่ได้ ก็ท่านกล่าวอยู่แล้ว ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา  แล้วจะมีอัตตาตัวตนที่ไหนอีก ท่านจึงแจงให้เห็นว่า ในเมื่อสิ่งต่างๆหรือขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง ต้องแปรปรวนเป็นธรรมดาแล้ว จึงต้องเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา  ควรแล้วหรือที่เราจะกลับไปยึดด้วยมิจฉาทิฏฐิอันผิดๆว่า เป็นอัตตาตัวตน หรือเห็นว่าเป็นของตัวตนเสียอีก  ดังพุทธพจน์ที่ตรัสต่อไปไว้ว่า)

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย อันเราได้แนะนำไว้แล้ว ด้วยการทวนถามในธรรมนั้นๆ ในบาลีประเทศนั้นๆ  จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

             รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?

             ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า  ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

             พ. เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  เที่ยงหรือไม่เที่ยง?

             ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?

             ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.

             (สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นจึงทำให้เป็นทุกข์อย่างแน่นอน  ซึ่งสามารถพิจารณาได้จากธรรมต่างๆหลายประการเป็นอเนก ดังเช่น  - สุขดับไปแล้ว เป็นทุกข์ภายหลังเมื่อโหยไห้ จึงต้องแสวงหา หรือดูแลรักษา หรือไม่อาจสนองตอบได้อีกต่อไป,  ทุกข์แม้ดับไป แล้วผุดนึกจำ ทุกข์ขึ้นใหม่ได้,  อทุกขมสุขก็ปรุงแต่งจนเป็นทุกข์ในที่สุด ฯ.)

             พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?

             ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.

             พ. เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ  อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว  เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมทราบ ชัดว่า ฯลฯ  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฉะนี้แล.

จบ สูตรที่ ๑๐.

ดังนั้น กรรมที่อนัตตากระทำ จะถูกต้องอัตตาได้อย่างไร?  จึงเป็นคำถามที่เกิดแต่ความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้องนั่นเองดังกล่าวข้างต้นนั้น,  แต่ถ้าต้องการถามว่าผลกรรมหรือวิบากของกรรมมีไหม? ก็ตอบได้ว่ามี แม้จะเป็นอนัตตา จึงอย่าพึงไปเข้าใจผิดหรือกล่าวตู่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มี   พิจารณาดูดังนี้ได้  ลูกบอลล์เป็นสังขารอย่างหนึ่ง จึงย่อมเป็นอนัตตา  กำแพงก็เป็นสังขารอย่างหนึ่ง จึงย่อมเป็นอนัตตาเช่นกัน  เมื่อปาลูกบอลล์เข้ากระทบกำแพง ย่อมเกิดแรงปฏิกริยาหรือผลลัพธ์ของการกระทำ  แม้ต่างเป็นอนัตตาด้วยกันทั้งสิ้น ฉันใด ก็ฉันนั้นนั่นเอง.

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

hit counter