buddha1-1.gif

๓. ปุตตมังสสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๖

 คลิกขวาเมนู

แสดงธรรมถึงความจำเป็นในอาหาร ๔  จึงมีตัณหาเป็นเหตุหรือบ่อเกิด

        [๒๔๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่าง เพื่อความดำรงอยู่ ของสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้(ยัง)แสวงหาที่เกิด อาหาร ๔ อย่างนั้นคือ

๑. กวฬีงการาหาร(อาหารคือคำข้าว ได้แก่ อาหารที่กลืนกินเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย, อาหารที่เป็นวัตถุ) หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง  

๒. ผัสสาหาร(ผัสสะเป็นอาหาร คือเป็นปัจจัยอุดหนุนหล่อเลี้ยงให้เกิดเวทนา คือการที่ อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณประจวบกัน ทำให้เกิดเวทนา คือ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เป็นอุเบกขาบ้าง)  

๓. มโนสัญเจตนาหาร(ความจงใจเป็นอาหาร เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดกรรม(การกระทำ) คือ ทำให้พูด ให้คิด ให้ทำการต่างๆ)  

๔. วิญญาณาหาร(อาหารคือวิญญาณ, วิญญาณเป็นอาหาร คือเป็นปัจจัยอุดหนุนหล่อเลี้ยงให้เกิดนามรูป)  

ภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ แลเพื่อดำรงอยู่แห่งสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้(ยัง)แสวงหาที่เกิด ฯ

(ธรรมต่อไปนี้ พึงพิจารณาโดยอาศัยปฏิจจสมุปบาทธรรมเป็นพื้นฐาน)

        [๒๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กวฬีงการาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร ภิกษุ ทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า ภรรยาสามี ๒ คน ถือเอาสะเบียงเดินทางเล็กน้อย แล้วออกเดินไปสู่ทางกันดาร เขาทั้งสองมีบุตรน้อยๆ น่ารักน่าพอใจอยู่คนหนึ่ง เมื่อขณะทั้งสองคนกำลังเดินไปในทางกันดารอยู่ สะเบียงเดินทางที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย นั้นได้หมดสิ้นไป แต่ทางกันดารนั้นยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองยังข้ามพ้นไปไม่ได้ ครั้งนั้น เขาทั้งสองคนคิดตกลงกันอย่างนี้ว่า สะเบียงเดินทางของเราทั้งสองอันใด แลมีอยู่เล็กน้อย สะเบียงเดินทางอันนั้นก็ได้หมดสิ้นไปแล้ว แต่ทางกันดารนี้ยังเหลืออยู่ เรายังข้ามพ้นไปไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย เราสองคนมาช่วยกันฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียว ผู้น่ารัก น่าพอใจคนนี้เสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง เมื่อได้ บริโภคเนื้อบุตร จะได้พากันเดินข้ามพ้นทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น ถ้าไม่เช่นนั้น เราทั้งสามคนต้องพากันพินาศหมดแน่ ครั้งนั้น ภรรยาสามีทั้งสองคนนั้น ก็ฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียวผู้น่ารัก น่าพอใจนั้นเสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง เมื่อบริโภคเนื้อบุตรเสร็จ ก็พากันเดินข้ามทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น เขาทั้งสองคน รับประทานเนื้อบุตรพลาง ค่อนอกพลางรำพันว่า ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉัน ไปไหนเสีย ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ดังนี้ เธอทั้งหลาย จะเข้าใจความข้อนั้นเป็นอย่างไร คือว่าเขาได้บริโภคเนื้อบุตรที่เป็นอาหารเพื่อความ คะนองหรือเพื่อความมัวเมา หรือเพื่อความตบแต่ง หรือเพื่อความประดับประดา ร่างกายใช่ไหม ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า หามิได้ พระเจ้าข้า จึงตรัสต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น เขาพากันรับประทานเนื้อบุตรเป็นอาหารเพียงเพื่อข้ามพ้นทางกันดารใช่ไหม  ใช่ พระเจ้าข้า

        พระองค์จึงตรัสว่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า บุคคลควรเห็น กวฬีงการาหารว่า [เปรียบด้วยเนื้อบุตร] ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่ออริยสาวก กำหนดรู้กวฬีงการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็น เครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ

   จำเป็นต้องทานอาหารเพื่อความอยู่รอด แสดงธรรมว่า เพราะความจำเป็นในอาหาร เพื่อความอยู่รอดในการดำรงชีวิต ไม่มีเสียก็ไม่ได้ กล่าวคือ อยากดำรงชีวิตอยู่โดยธรรมชาติ  บางครั้งก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอันแสนสาหัส  เปรียบได้ดั่งกามคุณ ๕ ที่เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงความยินดีของปุถุชนโดยธรรมชาติ ที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนอันแสนสาหัส กล่าวคือ เกิดการแสวงหา จนเกิดความเร่าร้อนเผาลนด้วยทุกข์ตามมาเป็นที่สุด ดุจการกินเนื้อบุตรเพื่อความอยู่รอด ก็่ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนที่เจ็บปวดเร่าร้อนแสนสาหัส

        [๒๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า แม่โคนมที่ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝาอยู่ก็จะถูกพวกตัวสัตว์อาศัยฝาเจาะกิน  ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกิน  หากลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดและกัดกิน  ถ้ายืนอาศัยอยู่ในที่ว่าง ก็จะถูกมวลสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอากาศเกาะกัดและจิกกิน  เป็นอันว่าแม่โคนมตัวนั้นที่ไร้หนังหุ้ม  จะไปอาศัยอยู่ในสถานที่ใดๆ ก็ถูกจำพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ กัดกินอยู่ร่ำไป

        ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่าพึงเห็นผัสสาหารฉันนั้นเหมือนกัน  เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ เวทนาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ อีกแล้ว ฯ

   จำเป็นต้องทานอาหารเพื่อความอยู่รอด แสดงธรรมว่า ไม่ว่าจะหนีไปที่ใดก็หนีไม่พ้น ดุจดังแม่โคที่ไม่มีหนังหุ้มห่อซึ่งอยู่สถานที่ใดก็ย่อมต้องถูกกัดกินหรือกระทบอยู่รํ่าไป กล่าวคือ แสดงว่าการผัสสะอุปมาเหมือนดั่งแม่โคไร้หนังห่อหุ้มที่ย่อมถูกกักกินในทุกที่  ดังนั้นผัสสะแม้เป็นอาหารอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องมีอยู่ในการดำรงชีวิต กล่าวคือ ไม่ว่าอย่างไรเสียก็ย่อมต้องมีการผัสสะ เกิดเวทนาเป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง หรือไม่สุขไม่ทุกข์บ้างเป็นธรรมดา  เวทนาจึงพึงเป็นอาหารที่จำต้องเสพเสวยโดยธรรมหรือธรรมชาติอย่างหนึ่งของชีวิตเนื่องแต่การผัสสะนั่นเอง จึงย่อมถูกกัดกินโดยธรรมชาติ

        [๒๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มโนสัญเจตนาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า มีหลุมถ่านเพลิงอยู่แห่งหนึ่ง ลึกมากกว่าชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยถ่าน เพลิง ไม่มีเปลว ไม่มีควัน ครั้งนั้นมีบุรุษคนหนึ่งอยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์เดินมา บุรุษสองคนมีกำลังจับเขาที่แขนข้างละคน คร่าไปสู่หลุมถ่านเพลิง ทันใดนั้นเอง เขามีเจตนาปรารถนาตั้งใจอยากจะให้ไกลจากหลุมถ่าน เพลิง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขารู้ว่า ถ้าเขาจักตกหลุมถ่านเพลิงนี้ ก็จักต้องตาย หรือถึงทุกข์แทบตาย

        ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่าพึงเห็นมโนสัญเจตนาหาร ฉันนั้น เหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดมโนสัญเจตนาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ ตัณหาทั้งสามได้แล้ว เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ตัณหาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มี สิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ

   จำเป็นต้องทานอาหารเพื่อความอยู่รอด แสดงธรรมว่า มีเจตนาหรือความจงใจในความอยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตาย รักในสุข เกลียดทุกข์ อันเป็นธรรมดาของชีวิตโดยธรรม  จึงจัดเป็นอาหารในการดำรงคงอยู่ของชีวิตอย่างหนึ่งเช่นกัน  ตัณหาก็เป็นฉันนั้นคือมีเจตนาหรือความปรารถนาอยากใน กามคุณ(กามตัณหา)  อยากในสุข(ภวตัณหา) ไม่อยากทุกข์(วิภวตัณหา) ทั้ง ๓ จนเร่าร้อนดังตกหลุมถ่าน

        [๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้ว แสดงแก่พระราชาว่า ขอเดชะ ด้วยโจรผู้นี้กระทำผิด ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควรเถิด จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้า   ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวัน พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้น เป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมี พระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงช่วยกันประหารมันเสีย ด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นเสีย ด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน   ต่อมาเป็นเวลาเย็น พระราชาทรงซักถาม เจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น  ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายยังเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือว่าเมื่อเขากำลังถูกประหารด้วยหอก ร้อยเล่มตลอดวันอยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหาร นั้นเป็น เหตุเท่านั้น มิใช่หรือ  ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ  แต่จะกล่าวไปไยถึง เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า

        ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า จะพึง เห็นวิญญาณาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เมื่ออริยสาวกมากำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าว ว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ

   จำเป็นต้องทานอาหารเพื่อความอยู่รอด วิญญาณอยู่ในสภาวะเกิดดับๆๆ....ซึ่งไม่ว่าจะเกิดดับกี่ร้อยกี่พันครั้งก็ตามที ก็เพื่อเป็นเครื่องหนุนหรืออาหารของนามรูปหรือชีวิตให้ครบองค์ประกอบ(ทำงาน)  วิญญาณที่เกิดดับๆๆ..จึงเป็นอาหารที่หล่อเลี้ยงนามรูปนั่นเอง กล่าวคือ เมื่อเกิดการกระทบกันของอายตนะภายนอกและภายในย่อมเกิดวิญญาณ ๖ ขึ้นในผู้มีชีวิตเป็นธรรมดาเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต  จึงเกิดเป็นทุกข์โทมนัสอยู่เนืองๆ(ต้องการดับนามรูป ก็เพียงสำรวมในอายตนะภายในอันเป็นเหตุ  จึงเป็นปัจจัยจึงดับวิญญาณ  วิญญาณดับเป็นเหตุ นามรูปย่อมดับนั่นเอง ดับไม่ได้ถึงตาย แต่หมายถึงดับการทำงาน หรือดับทุกข์)

________

        ด้วยเหตุดังกล่าวของอาหาร ๔ ที่จำเป็นในการดำรงชีพ  หรือเพื่อการเวียนว่ายตายเกิดในภพชาติ  จึงมีตัณหาเป็นบ่อเกิด กล่าวคือมีตัณหาเป็นตัวเร่งเร้าให้แสวงหาในอาหาร ๔ ดังกล่าว  ดังธรรมที่แสดงใน มหาตัณหาสังขยสูตร

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย