กิเลส

กระดานธรรม ๓

 

 คลิกขวาเมนู

        กิเลส มีความหมายถึง สิ่งหรือเครื่องที่ทำใจให้เศร้าหมอง,  ความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์

        กิเลส จึงมีความหมายครอบคลุมทั้งหมดของสิ่ง(ทั้งรูปธรรมและนามธรรม)ที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองหรือขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ทุกชนิด  และมิใช่ครอบคลุมแต่เพียงสิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมองในอดีตและปัจจุบันเท่านั้น  แต่ครอบคลุมถึงสิ่งที่จักส่งผลหรือยังให้เกิดขึ้นต่อไปในภายหน้าหรืออนาคตอีกด้วย  ดังเช่น ราคะ ขณะที่กำลังติดเพลินเสพสมอยู่นั้น ก็แลดูเป็นสุขสนุกสนานอยู่ ซึ่งแฝงความเร่าร้อนเผาลนแต่ไม่สังเกตุเห็นเท่านั้น  และย่อมยังให้ภายภาคหน้าเกิดอาการอาการครํ่าครวญ,ถวิลหา,คิดถึงในอาการต่างๆกันไป ซึ่งยังให้เกิดกิเลสหรือจิตขุ่นมัวหรือเศร้าหมองเป็นที่สุด

        ดังนั้นกิเลสอื่นๆ ดังเช่น  อาสวะกิเลส  อุปกิเลส ๑๖  อุปกิเลส ๑๐(วิปัสสนูปกิเลส)  กิเลสกาม นิวรณูปกิเลส อนุสัย ฯลฯ. ต่างๆ ที่กล่าวกันมากมายนั้น จนเป็นเหตุให้เกิดความสับสน เกิดวิจิกิจฉาสงสัยใคร่รู้,  กิเลสต่างๆเหล่านี้ ก็ล้วนคือกิเลส สิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัวเศร้าหมองดังกล่าวนั่นเอง เพียงแต่เป็นการจำแนกแตกธรรมของกิเลสออกไปเป็นแบบต่างๆ เพื่ออธิบายในแนวทางหรือมุมมองหรือจุดประสงค์ในเรื่องราวที่กล่าวหรือสอนเท่านั้นเอง กล่าวคือ เพียงเพื่อเป็นสื่อในการสื่อสารหรืออธิบายให้เห็นเหตุเห็นผลในรูปแบบต่างๆกันไป ตามสาระหรือจุดมุ่งหมาย  ดังเช่น

        อาสวะกิเลส ก็คือ กิเลส แต่เป็นการแจงถึงสภาวะหรือสภาพของกิเลสที่อยู่ในสภาวะนอนเนื่องอยู่ในจิต แต่พร้อมที่จะซึมซ่านย้อมจิตเมื่อประสบกับอารมณ์  หรือก็คือกิเลสที่เคยเกิดขึ้นแล้ว แต่อยู่ในสภาพนอนเนื่องเป็นสัญญา(ความจำได้,ความหมายรู้)อย่างหนึ่ง คือความจำ,ความหมายรู้ซึ่งมีสภาพที่นอนเนื่องอยู่,ยังไม่ถูกกระตุ้นเร้าให้เกิดขึ้นมา  จึงนอนเนื่องหรือซึมซาบอยู่ในจิตเงียบๆราวกับว่าไม่มี แต่ความจริงแล้วมีอยู่แบบนอนเนื่องเป็นแมวนอนหวด หรือตะกอนที่นอนก้นอยู่จึงเพียงแค่แลดูว่าใสแต่มีสิ่งปะปนแอบแฝงนอนอยู่  พระองค์ท่านได้แบ่งออกเป็น ๕ ตามอาการที่สั่งสมหรือซึมซาบย้อมจิต อันมี  โสกะ  ปริเทวะ  ทุกข์  โทมนัส  อุปายาส (รายละเอียดอยู่ในปฏิจจสมุปบาท)

        อุปกิเลส ๑๖  ก็คือ กิเลส แต่เป็นการจำแนกแตกธรรมของกิเลส ไปในลักษณะอาการที่เกิดหรือแสดงออกมา อันท่านจำแนกแตกธรรมออกเป็น ๑๖ อาการ ดังเช่น โลภะ(ละโมบ จ้องจะเอาไม่เลือกควรไม่ควร), โทสะ(คิดประทุษร้าย), โกธะ(โกรธ), อุปนาหะ(ผูกโกรธไว)้, มานะ(ถือตัว)  ฯ

        วิปัสสนูปกิเลส ก็หมายถึง กิเลส แต่เน้นแสดงกิเลสทั้ง ๑๐ ที่อาจพึงเกิดขึ้นจากการปฏิบัติวิปัสสนา ดังเช่น อธิโมกข์, อุปัฏฐาน, ญาณ ฯ  (รายละเอียดอยู่ในบท วิปัสสนูปกิเลส)

        นิวรณูปกิเลส หรือ นิวรณ์ ก็หมายถึง กิเลส แต่เน้นแสดงถึงกิเลสหรือสิ่งที่ขัดขวางจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรมหรือบรรลุถึงความดี เช่น ฌานสมาธิที่ยังประโยชน์ในการเจริญวิปัสสนา อันท่านจำแนกออกเป็น ๕ ประการ อันมี กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ, อุทธัจจกุกกุจจะ, วิจิกิจฉาฯ  (รายละเอียดอยู่ในบท นิวรณ์)

        กิเลสกาม  ก็คือ กิเลส แต่เน้นว่า กิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดกามหรือความใคร่,  กิเลสที่ทำให้อยาก,  กิเลสที่ทำให้เกิดเจตสิกอันคืออาการของจิตอันเศร้าหมอง ชักให้ใคร่ ให้รัก ให้อยากได้  ได้แก่ ราคะ โลภะ อิจฉา (อยากได้) เป็นต้น

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย