คลิกขวาLinkได้

พระพุทธเจ้า

  Magnify0b.gif + ขยาย | - ย่ออักษร

 

แสดงกระบวนจิตของมวลมนุษย์ทั้งปวง โดยวงจรปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕

เมื่อโยนิโสมนสิการโดยแยบคายย่อมยังให้เกิดธรรมสามัคคีได้เป็นอัศจรรย์

กระบวนจิตหรือชีวิตควรดําเนินไปตามขันธ์๕ = อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป สฬายตนะ    การกระทบกันของปัจจัยทั้ง๒ ย่อมเป็นปัจจัยให้เกิด   วิญญาณ   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะผัสสะ   เป็นปัจจัย จึงมี   เวทนา    เป็นปัจจัย จึงมีสัญญาประเภท หมายรู้ สัญญา    เป็นปัจจัย จึงมี    สังขารขันธ์

คือเกิดสังขารขันธ์ทางกาย วาจา ใจ อันเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติ

กล่าวคือคงมีแค่ทุกขเวทนาของขันธ์ ๕ ทั้งทางกายและใจ แต่ไม่มีอุปาทานทุกข์หรือทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนเกิดแก่ใจ

จึงควรดําเนินจิตไปตามกระบวนการจิต ที่แสดงโดยสีนํ้าเงิน

 

ขยายความ

 วงจร

        ชีวิตหรือกระบวนจิตควรดําเนินไปตามขันธ์๕ อันเป็นสภาวะธรรม(หรือธรรมชาติแท้ๆ)อันไม่ก่ออุปาทานทุกข์หรือทุกข์ทางใจใดๆ  ขันธ์๕เป็นเพียงกระบวนการของกายและจิตในการดําเนินชีวิตอันเป็นปกติธรรมชาติของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกหมู่เหล่า ดังขบวนการนี้

อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป สฬายตนะ(อายตนะภายใน)    เป็นปัจจัย จึงมี   วิญญาณ    เป็นปัจจัย จึงมี   ผัสสะ   เป็นปัจจัย จึงมี   เวทนา    เป็นปัจจัย จึงมี   สัญญา    เป็นปัจจัย จึงมี   สังขารขันธ์    ขบวนการของขันธ์๕ตามปกติ......แบบย่อ.

หรือ แบบขยายความโดยละเอียดขึ้นมาอีกขั้น เพื่อประโยชน์ในภายหน้าเพื่อประกอบการพิจารณาให้เข้าใจในเวทนา

อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป สฬายตนะ(อายตนะภายใน)    เป็นปัจจัย จึงมี   วิญญาณ    เป็นปัจจัย จึงมี   ผัสสะ   เป็นปัจจัย จึงมี   สัญญา(จํา)    เป็นปัจจัย จึงมี   เวทนา    เป็นปัจจัย จึงมี   สัญญา(หมายรู้)    เป็นปัจจัย จึงมี   สังขารขันธ์  

คือแยกสัญญาออกเป็นสัญญาจําและหมายรู้เพื่อประโยขน์ในการแสดงให้เห็นสภาวธรรมของการเกิดเวทนาชนิดต่างๆ อันมีทุกขเวทนา, สุขเวทนา, ไม่ทุกข์ไม่สุขหรือเฉยๆ ได้ชัดเจนขึ้น อันล้วนเกิดขึ้นได้เพราะสัญญา(จํา)

        ขันธ์๕นี้ก็คือขบวนการทํางานของจิตในการรับรู้, คิดค้น แล้วสั่งการให้ทั้งจิตและกายทํางานนั่นเอง,  ขันธ์๕แบบนี้เป็นขันธ์๕ ตามปกติธรรมชาติและไม่เป็นทุกข์ เป็นขันธ์ธรรมดาๆที่ต้องเกิดขึ้นทุกขณะจิตตราบเท่ายังดำรงขันธ์คือชีวิตอยู่,  แต่เกิดเป็นทุกข์ เพราะมีตัณหาและอุปาทานมาร่วมกับขันธ์ทั้ง ๕ ที่เกิดขึ้นด้วย อันเป็นไปตามกระบวนการปฏิจจสมุปบาทในชรานั่นเอง   ดังกระบวนธรรมที่แสดงนี้

อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป สฬายตนะ    เป็นปัจจัย จึงมี   วิญญาณ    เป็นปัจจัย จึงมี   เวทนา    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ตัณหา    เป็นปัจจัย จึงมี   อุปาทาน    เป็นปัจจัย จึงมี   ภพ    เป็นปัจจัย จึงมี   ชาติเกิดอันคืออุปาทานสัญญา    เป็นปัจจัย จึงมี   อุปาทานสังขารขันธ์(x)เป็นทุกข์

ภาพ กระบวนธรรมที่ (1)

อันยังผลให้ขันธ์ ๕ ในการดํารงชีวิตหรือความคิดนึกปรุงแต่งที่เกิดขึ้นใหม่สืบเนื่องต่อไป ถูกครอบงําหรือถูกลากพาไปเป็นอุปาทานขันธ์๕(คือขันธ์ทุกๆขันธ์ที่เกิดขึ้นในกระบวนธรรมล้วนถูกครอบงําทั้งกระบวนธรรม)  กล่าวคืออุปาทานสังขารขันธ์[x]ที่เกิดขึ้นในภาพกระบวนธรรมที่[1]จะแปรปรวนหรือปรุงแต่งที่เนื่องสัมพันธ์กับอุปาทานสังขารขันธ์[x]ที่เกิดขึ้น คือ ไปทําหน้าที่เป็นรูปชนิดที่เป็นอุปาทานรูป[Y]ในกระบวนธรรมด้านล่างที่เกิดสืบเนื่องต่อไป  ดังกระบวนธรรมที่[2] ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องไปดังนี้

ภาพ กระบวนธรรมที่ (2)

อุปาทานรูป(Y)    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ฬายตนะ(ใจ)    เป็นปัจจัย จึงมี   อุปาทานวิญญาณ    เป็นปัจจัย จึงมี   อุปาทานเวทนา    เป็นปัจจัย จึงมี   อุปาทานสัญญา    เป็นปัจจัย จึงมี   อุปาทานสังขาร อันล้วนเป็นขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทานอันเป็นทุกข์

หรือเขียนตามบาลีดังนี้

รูปูปาทานขันธ์    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป สฬายตนะ    เป็นปัจจัย จึงมี   วิญญาณูปาทานขันธ์    เป็นปัจจัย จึงมี   เวทนูปาทานขันธ์    เป็นปัจจัย จึงมี   สัญญูปาทานขันธ์    เป็นปัจจัย จึงมี   สังขารูปาทานขันธ์

        ขันธ์ ๕ ช่วงแรกก่อนเกิดทุกข์เป็นขันธ์ตามปกติธรรมชาติอันมีธรรมารมณ์ รูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส มากระทบเป็นสภาวะธรรมชาติ แต่ถ้าไม่มีสติก็เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อันทําให้ขันธ์ส่วนที่เหลืออยู่ยังไม่เกิด,เกิดการแปรปรวนถูกครอบงําไปเกิดในชาติ....ชรา-มรณะของวงจรปฏิจจสมุปบาท อันล้วนกลับกลายเป็นอุปาทานขันธ์อันถูกครอบงําหรือมีอิทธิพลของอุปาทานครอบงําแล้ว ดังภาพในกระบวนธรรมที่ [1]   และจักเกิดอุปาทานขันธ์๕ทั้งขบวนแบบกระบวนธรรมที่ [2] อีกกี่ครั้งกี่หนก็ได้ จนกว่าจะมีสติ หรือหยุดไปเพราะสาเหตุอื่นมาเบี่ยงเบนหรือบดบัง จนดับไปในที่สุด แต่ย่อมต้องเก็บนอนเนื่องเป็นอาสวะกิเลสหมักหมมนอนเนื่องอยู่ในจิต  รอวันกำเริบเสิบสานในภายหน้า

        ซึ่งต่อมาเมื่อระลึกขึ้นมาใหม่อันคือสังขารในปฏิจจสมุปบาท อันย่อมเป็นสังขารที่ประกอบด้วยกิเลสจากอาสวะกิเลส ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้เกิดปัจจัยสืบเนื่องตามวงจรปฏิจจสมุปบาทจนเกิดตัณหา หรืออันคือมีตัณหาปรุงแต่งเวทนาเข้าไปอีกครั้ง ก็จักไปเข้าวงจรของทุกข์ใหม่อีก เกิดความทุกข์นั้นๆขึ้นอีก เป็นวงจรอุบาทไม่รู้จักจบสิ้นเช่นนี้ไปตลอดกาลนาน........

แสดงวงจรความสัมพันธ์ของปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕ หรือ กระบวนจิตพื้นฐานของมวลมนุษย์

ขยายความรายละเอียด

 

ภาพขยายของ 14 ชรา อันแปรปรวน   อันมี อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เกิดวนเวียน ดำเนินไปเป็นวงจรเช่นกัน

เป็นที่เกิดๆดับๆแห่ง อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ อันเป็นทุกข์เร่าร้อนเผาลน หรือ อุปาทานทุกข์ นั่นเอง

จน มรณะ อันเป็นการดับไประยะหนึ่งเท่านั้น

สังขารูปาทานขันธ13  รูปูปาทานขันธ์24 + ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์25 anired06_next.gifเวทนูปาทานขันธ์26 มรณะ อาสวะกิเลส23 →       

               อุปาทานขันธ์๕ใน14 อันเกิดวนเวียนอยู่ในชราอันเป็นทุกข์                           

สังขารูปาทานขันธ์ เช่นคิดที่เป็นทุกข์ 28        สัญญูปาทานขันธ์27            

24, 25, 26, 27, 28 ล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะเกิดจากอุปาทานสังขารขันธ์13 อันถูกครอบงําโดยอุปาทาน9แล้ว

ถ้าต้องการดูให้เห็นภาพการทํางานโดยละเอียดของอุปาทานขันธ์๕ ใน14หรือชราย่างละเอียด คลิก

ขยายความจากวงจรแสดงรายละเอียด ระบุหมายเลขของปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕ ข้างบนนี้

คลิกที่นี่  ถ้าต้องการตรึงจอภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทไว้ด้านบน เพื่อการโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย

         ขอให้สังเกตุว่า 22 อันเป็นความคิดนึกปรุงแต่ง เช่นคิดนึกฟุ้งซ่าน, คิดนึกเรื่อยเปื่อย อันจะไปทําหน้าที่เป็นสังขาร2 หรือความคิด หรือพิจารณาว่าไปทำหน้าที่เป็นธรรมารมณ์16 ก็ถูกต้องเช่นกัน  จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้อย่างไร    สังเกตุว่าทุกความคิดปรุงแต่ง22ย่อมเป็นไปตามกระบวนจิตจนเกิดเวทนา7ทุกครั้ง   อันมักยังให้เกิดตัณหา8จากเวทนา7นั้นๆได้  (หรืออาจดำเนินไปเป็นขันธ์๕อันเป็นปกติธรรมดาคือเกิด สัญญา17 สังขารขันธ์18 ต่อเนื่องไปก็ได้  อันไม่เป็นทุกข์)   ถ้าจะเขียนให้เข้าใจชัดเจนขึ้น อาจจะเขียนในรูปสมการธรรมได้ดังนี้

ความคิดนึกปรุงแต่ง 22 ที่แค่แว๊บมาหนึ่งครั้ง

คือ  ขันธ์๕ ที่เกิดหนึ่งครั้ง

ขันธ์๕ที่เกิดหนึ่งครั้ง

คือ  ต้องเกิดเวทนา7ขึ้นหนึ่งครั้งเช่นกัน โดยธรรมชาติ

เวทนา7ที่เกิดขึ้นหนึ่งครั้ง

คือ  หนึ่งโอกาสที่เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา8ขึ้นหนึ่งครั้ง

ตัณหา8ที่เกิดขึ้นหนึ่งครั้ง  

คือ  เป็นปัจจัยที่ทําให้เกิดอุปาทาน9จนเป็นอุปาทานทุกข์ในชรา

ดังนั้นคิดนึกปรุงแต่งที่เกิดแว๊บๆ 100 ครั้ง

คือ  โอกาสเกิดอุปาทานทุกข์หรือความทุกข์ได้ 100 ครั้งเช่นกัน

           ดังนั้นความคิดนึกปรุงแต่งจึงเป็นสิ่งที่ต้องนําออกและละเสีย(ตัด, ดับ, เปลี่ยนอิริยาบถ,ใช้กําลังของจิตเข้าช่วยตัดช่วยดับ, ใช้อุเบกขา เป็นกลางวางทีเฉย ไม่เอนเอียงแทรกแซงไปด้วยถ้อยคิดปรุงแต่งใดๆ    อย่าไปใช้วิธีคิดจะดับจะตัดอย่างไรอันเป็นการเปิดโอกาสให้จิตคิดนึกปรุงแต่งออกไปนอกลู่นอกทางได้,  ใช้กําลังของจิตตัด,ดับ,หยุดคิดนึกปรุงแต่งจักได้ผลดีกว่า,  ตัด ดับ นี้เป็นภาษาธรรมอันหมายถึงทําเยี่ยงไรจึงหยุดการทํางาน โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย มิได้หมายถึง การกดข่ม หรือการทําให้ดับให้สูญ)

วงจรระบุหมายเลขแสดงรายละเอียดปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕

         ข้อควรระวัง จําเป็นต้องใช้ปัญญา(ความเข้าใจ)ในการแยกแยะความคิดนึกของขันธ์๕อันเป็นประโยชน์ในการดําเนินชีวิตและก่อให้เกิดสติปัญญา กับความคิดนึกปรุงแต่ง22 อันยังให้เกิดทุกข์ให้ได้   เพราะการตัด ดับ กดข่มทุกๆความคิดนึกก็ก่อให้เกิดโทษอย่างรุนแรงเช่นกัน  (รายละเอียดของคิดนึกปรุงแต่ง)

         (เป็นเช่นเดียวกันใน ตา หู จมูก ลิ้น และกาย, เป็นเฉกเช่นเดียวกับใจ   ท่านจึงกล่าวอยู่เนืองๆให้ สํารวม สังวร ระวังในอายตนะภายในทั้ง๖ - เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดทุกข์)

        ขอให้สังเกตุ ตัณหา9ความรู้สึกทะยานอยากหรือไม่อยากในสิ่งใดๆ ความนึก ความคิด ที่อยากให้เป็นเช่นนั้น เป็นเช่นนี้, ไม่อยากอย่างนั้น ไม่อยากอย่างนี้ ผลักไสความรู้สึกที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ,   อันล้วนเป็นตัณหา9ที่ถ้าไม่เข้าใจแล้วจะสังเกตไม่ออก

        ขอให้สังเกตุที่ 14ชรา อันดำเนินไปเป็นวงจรเช่นกัน  แต่เป็นที่เกิดแห่งวงจรของอุปาทานขันธ์๕ อันเป็นทุกข์ หรือเกิดเร่าร้อนเผาลนแล้ว

สังขารูปาทานขันธ13  รูปูปาทานขันธ์24 + ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์25 anired06_next.gifเวทนูปาทานขันธ์26 มรณะ อาสวะกิเลส23 →       

               อุปาทานขันธ์๕ใน14 อันเกิดวนเวียนอยู่ในชราอันเป็นทุกข์                           

สังขารูปาทานขันธ์ เช่นคิดที่เป็นทุกข์ 28        สัญญูปาทานขันธ์27            

24, 25, 26, 27, 28 ล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะเกิดจากอุปาทานสังขารขันธ์13 อันถูกครอบงําโดยอุปาทาน9แล้ว

         มันทํางาน วนเวียนอยู่เยี่ยงนั้น เกิดๆ ดับๆ อยู่บ่อยครั้งแทบทุกขณะจิต   และการดับนั้นเป็นการดับแบบค่อยๆจางคลายหายไป แต่ยังไม่ทันจางคลายหายไปก็เกิดความคิดปรุงแต่ง(รูปูปาทานขันธ์24) ขึ้นอีกเป็นระยะๆเข้าแทรกต่อเนื่อง คือ เกิดความคิดอันล้วนเป็นอุปาทานขันธ์๕ ขึ้นหลายๆความคิดในเรื่องทุกข์นั้นๆ คือจริงๆแล้วอาจคิดถึง ๑๐... ๒๐...๓๐...๑๐๐... ครั้งวนๆเวียนๆเป็นทุกข์อยู่ใน ชรา14  กล่าวคือ ผลหรือเวทนูปาทานขันธ์26ของความคิดหนึ่งยังไม่ทันจางคลายหายไปสิ้น ก็เกิดความคิดปรุงแต่ง(รูปูปาทานขันธ์24)อีกความคิดหนึ่งขึ้นมาเรื่อยๆเป็นระยะๆ จนราวกับว่าต่อเนื่องเป็นชิ้นเป็นมวลเดียวกัน   ดำเนินไปเยี่ยงนี้จนกว่าจะดับไปเป็นอาสวะกิเลส23   ในนักปฏิบัติอาจเป็นเพราะสติรู้เท่าทันและมีปัญญาที่รู้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง กล่าวคือ สติเป็นผู้ระลึกรู้  และปัญญาเป็นตัวจัดการให้ดับ อันเป็นไปในผู้มีวิชชา    หรือดับไปเองตามธรรมชาติของปุถุชนโดยการถูกเบี่ยงเบนบดบัง หรือแยกพรากโดยสิ่งอื่นๆเช่น มีสิ่งอื่นมากระทบผัสสะให้เบี่ยงเบน  ความเพลีย  ความเหนื่อย  ความหิว   ความง่วง   ความอยากในสิ่งอื่นๆ   กิจอื่นๆในทางโลกๆ  ฯลฯ.  และเป็นการดับไปอย่างไม่ถาวร  เป็นแบบชั่วคราว กล่าวคือ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง  อันอาจพึงเกิดขึ้นอีกเมื่อใดก็ได้

          ดังภาพขยายวงจรหมายเลข 14ชรา ที่แสดงไว้แล้ว  จะเห็นได้ว่าเป็นวงจรเล็กทํางานแบบเกิดๆดับๆเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่องณ.องค์ธรรมชราในวงจรปฏิจจสมุปบาท  อันล้วนแล้วแต่เป็นอุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์และแข็งแกร่งเพราะถูกครอบงําอยู่ภายใต้อิทธิพลของปาทาน9แล้ว.

ถ้าต้องการดูรายละเอียดวงจรปฏิจจสมุปบาทพร้อมทั้งรายละเอียดการทํางานของอุปาทานขันธ์๕แบบเต็มรูปแบบ คลิก

          การปฏิบัติเวทนานุปัสสนา (หรือจิตเห็นเวทนา หรือสติเห็นเวทนา) ก็คือการที่มีสติรู้เท่าทันและเข้าใจสภาวะธรรม(ปัญญา)ของเวทนา 7 ดังภาพบน

          หรือการมีสติเห็นอุปาทานเวทนา 26(เวทนูปาทานขันธ์ 26)ที่ถูกอุปาทาน9ครอบงําแล้วในชรา 14  ดังภาพขยายของวงจรอุปาทานขันธ์๕ 14ข้างล่างนี้

         การมีสติรู้เท่าทันเวทนาทั้ง๒ นี้   ล้วนเป็นการปฏิบัติเวทนานุปัสสนา อันถูกต้องดีงาม  ควรใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน

สังขารูปาทานขันธ13  รูปูปาทานขันธ์24 + ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์25 anired06_next.gifเวทนูปาทานขันธ์26 มรณะ อาสวะกิเลส23

      อุปาทานขันธ์๕ใน 14 อันเกิดวนเวียนอยู่ในชราอันเป็นทุกข์          

สังขารูปาทานขันธ์ เช่นคิดที่เป็นทุกข์ 28          สัญญูปาทานขันธ์27   

24, 25, 26, 27, 28 ล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะเกิดจากอุปาทานสังขารขันธ์13 อันถูกครอบงําโดยอุปาทาน9แล้ว

         การปฏิบัติจิตตานุปัสสนา (หรือจิตเห็นจิต หรือสติเห็นจิต หรือสติเห็นจิตสังขาร หรือสติเห็นคิด) คือ การที่สติรู้เท่าทันใจหรือจิต21 (อันเป็นส่วนหนึ่งของสังขารขันธ์18 เช่น ความคิดที่เป็นผลออกมาหรือมโนกรรม)    และเข้าใจธรรมด้วยปัญญา

        หรือการเห็นจิตหรือคิดที่ถูกครอบงําโดยอุปาทานหรือเป็นทุกข์แล้ว หรืออุปาทานสังขารขันธ์(สังขารูปาทานขันธ์28) ในชรา14

        สติรู้เท่าทันทั้งสองนี้ล้วนเป็นการปฏิบัติจิตตานุปัสสนา อันถูกต้องดีงาม   ควรใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน

      ทั้ง เวทนานุปัสสนา และ จิตตานุปัสสนา ใช้การมีสติรู้เท่าทันตามความเป็นจริง แล้วเป็นอุเบกขาเป็นกลาง,  วางเฉยโดยการไม่คิดนึกปรุงแต่งทั้งในด้านดีหรือชั่ว(ด้านร้าย) อันล้วนต้องยังให้เกิดเวทนา7 อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา8ขึ้นได้

        รู้เท่าทันตัณหาและหยุด(นําออกและละเสีย)ตัณหาเป็นการปฏิบัติโดยตรงต่อสมุทัยเหตุแห่งทุกข์  เป็นการปฏิบัติที่กระทําต่อ ตัณหา8 โดยตรง

วงจรระบุหมายเลขแสดงรายละเอียดปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕

        ดังนั้นพอสรุปได้ว่า

        รู้เท่าทัน(สติ)และเข้าใจสภาวะธรรม(ชาติ)ของเวทนา(อันคือ เวทนานุปัสสนา)  เป็นการปฏิบัติที่เห็นเท่าทันต่อ  เวทนา7 เป็นตําแหน่งที่ดีที่สุดในเวทนานุปัสสนา ในวงจรปฏิจจสมุปบาท์   เพราะความทุกข์จริงๆ คือ อุปาทานทุกข์หรืออุปาทานขันธ์๕ยังไม่เกิดขึ้นนั่นเอง   เกิดแต่เวทนาอันเป็นธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถหลบเลี่ยงได้เป็นธรรมดา

        รู้เท่าทันสังขารหรือจิตสังขารหรือความคิด  เป็นการปฏิบัติที่เห็นจิตสังขารหรือใจหรือความคิดที่21  จึงเป็นตําแหน่งที่ดีที่สุดในการปฏิบัติจิตตานุปัสสนา  เพราะทุกข์ยังไม่เกิดขึ้นจริงๆ  เป็นเพียงสังขารขันธ์๕ อันเป็นธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถหลบเลี่ยงได้เป็นธรรมดา  ยังไม่เกิดทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนของอุปาทานขันธ์๕

        แต่ในทางปฏิบัติจริงๆแล้ว  ใช้รู้เท่าทันสิ่งใดก็ปฏิบัติสิ่งนั้น ตามสติ จริต ปัญญา. ก็ได้ผลเช่นกัน เพราะล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่ต่อเนื่องสัมพันธ์กันนั่นเอง เพียงช้าเร็วกว่ากันบ้างเท่านั้น

        ดังนั้นเมื่อเกิดความคิดใดๆขึ้นมา อันเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการดำเนินชีวิตต่างๆอันล้วนมีในพระอรหันต์เช่นกัน  แต่อย่าไปคิดนึกปรุงแต่งต่อไป ต้องเข้าใจและยอมรับสภาวะธรรม(ชาติ)นั้น แล้วหยุดคิด หยุดนึกอันหมายถึงการหยุดคิดนึกปรุงแต่ง22 อันจะไปทําหน้าที่เป็นสังขาร2 หรือ ธรรมารมณ์16ดังที่กล่าวมาแล้ว   และหมายรวมถึงหยุดอุปาทานรูป24 (อยู่ในภาพขยายวงจรชรา14) อันคือ ความคิดที่ถูกครอบงําโดยอุปาทาน9แล้วคือเป็นความคิดที่แฝงทุกข์แล้วนั่นเอง,   ส่วนที่ 22เป็นความคิดปรุงแต่ง ฟุ้งซ่านต่างๆนาๆอันมักเกิดเมื่อจิตสังขาร21ออกมาเป็นความพึงพอใจ,ความไม่พึงพอใจ   ซึ่งเมื่อคิดต่อความยาวสาวความยืดแล้วจักนําไปสู่วงจรทุกข์ในที่สุด เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาอันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา,   ที่อุปาทานรูป24 นั้นล้วนแต่เป็นความคิดอันเป็นทุกข์แล้วทั้งสิ้น อันล้วนแล้วแต่ถ้าปล่อยจิตให้ไปคิดยิ่งเป็นทุกข์วนเวียนหนักขึ้น ดังนั้นผู้ที่มีเรื่องกระทบใจให้ขุ่นเคืองไม่พอใจในแค่ระดับขันธ์๕อันเป็นสภาวะธรรม(ชาติ)ปกติต้องหยุดคิดปรุงแต่ง22,  ผู้เป็นทุกข์อยู่แล้วต้องหยุดคิดปรุงแต่ง24 ,   ในตําแหน่ง 24นี้มีความแข็งแกร่งมากเพราะถูกครอบงําโดยอุปาทาน9มาโดยไม่รู้ตัวแล้ว(สติไม่ทัน)  ผู้ปฏิบัติใหม่อาจมีความรู้สึกว่าหยุดไม่ได้  "ฉันหยุดไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ก็มันเป็นทุกข์อยู่นี่"  แต่การพิจารณาและความเพียรจักทําให้เห็นจิตและเวทนาในปฏิจจสมุปบาทอันก่อให้เกิดทุกข์ ตลอดจนความเข้าใจในสภาวะธรรมจะทําให้ท่านเห็นและหยุดทุกข์ได้ในที่สุด

วงจรระบุหมายเลขแสดงรายละเอียดปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕

        การเห็นความคิดที่13อันเป็นอุปาทานสังขารขันธ์(สังขารูปาทานขันธ์)แล้ว  หรือเห็นอุปาทานสังขารขันธ์28ที่เกิดในวงจร14 อันล้วนมีอุปาทาน9ครอบงําจนเกิดความเร่าร้อนแล้ว  จึงตัดหรือดับได้ยาก  อาจต้องใช้การพิจารณาดับตัณหา9 หรืออุปาทาน9เข้าช่วยเช่นพิจารณาให้รู้ว่าเพราะอยากหรือไม่อยากในอะไรหรือสิ่งใดในทุกข์นั้นหรือเปล่า   และต้องหยุดความคิดนึกปรุงแต่งอันเป็นทุกข์ ที่ไปกระทำต่อเนื่องอีกในวงจรชรา14นั่นเอง

        7 อันคือเวทนา  ให้สังเกตุในวงจรและที่จิต(คิดพิจารณาตาม) จะเห็นได้ว่าเป็นจุดสําคัญที่จะไปเป็นขันธ์๕ปกติตามธรรมชาติถ้ามีสติรู้เท่าทัน    หรือจะหักเหไปเข้ากระบวนการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ก็ย่อมได้,  และพิจารณาว่าเวทนา7 เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดได้ทั้งตัณหา8 และสัญญา 17

        สังขาร2 คือสังขารการกระทําตามที่ได้อบรมสั่งสมประพฤติปฏิบัติไว้แต่อดีต ทั้งทางกายการกระทํา,วาจาทางการพูด,หรือใจ   ทางใจนั้นก็คือความคิดหรือธรรมารมณ์ชนิดที่มีอาสวะและอวิชชาแฝงอยู่  หรืออาจกล่าวได้ว่าสังขาร2 ในปฏิจจสมุปบาทก็คือทําหน้าที่คล้ายกันกับธรรมารมณ์16  แต่เป็นชนิดเกิดจากจิตอันมีอาสวะกิเลสและอวิชชาเป็นเหตุปัจจัยโดยตรง   หรือ จิตปรุงกิเลส นั่นเอง

        สฬายตนะ5 คือตําแหน่งรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ภายนอก16มากระทบโดยตรง อันทําให้เกิดอาการ กิเลสปรุงจิต

วงจรระบุหมายเลขแสดงรายละเอียดปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕

        โยนิโสมนสิการ 2+3+5 ความจริงก็คือ 16+15+5 หรืออายตนะภานนอก(16 หรือ 2)+สฬายตนะ6+วิญญาณ (3 หรือ15)อันยังให้เกิดผัสสะ6 อันเป็นไปตามธรรมชาตินั่นเอง

        อุปาทานสังขารขันธ์13 และอุปาทานสังขารขันธ์28ที่เกิดในชรา14 ก็คือ อุปาทานสังขารขันธ์ทางกายการกระทํา,ทางวาจาการพูดจา,ทางใจความนึกคิด อันล้วนเป็นทุกข์ เป็นไปตามภพ 14 อันคือสภาวะหรือบทบาทที่จิตได้ตกลงเลือกในชั่วขณะนั้นๆ อันเนื่องหรือมีอิทธิพลมาจากผลของอุปาทาน 9 ความยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจในตน ของตน

        สังขารขันธ์18 หรือสังขารทางใจ21 (สิ่งเดียวกันแค่แยกให้เห็นรายละเอียด) เป็นขันธ์ปกติตามสภาวะธรรม(ชาติ) อันไม่เป็นอุปาทานทุกข์   แต่ก็มีทุกข์ของขันธ์ ๕ หรือทุกข์ประจําชีวิตอันเป็นสภาวะธรรม(ชาติ)ของผู้ที่มีชีวิตอยู่ คือ ทุกขเวทนา อันหมายรวมถึงพระอรหันต์ทุกพระองค์ด้วย

        สังขารขันธ์ทางใจ 21 อันคือความคิดนึกต่างๆในขันธ์๕ อันจําเป็นอย่างยิ่ง ใช้ประโยชน์ในการดํารงชีวิตทุกขณะจิตอันไม่เป็นอุปาทานทุกข์เพราะขาดปัจจัยอันคือตัณหา8 อุปาทาน9  ยังคงมีแค่ทุกข์ของขันธ์๕ตามธรรมชาติ  ดังนั้นการหยุดคิดหยุดนึกโดยขาดความเข้าใจในธรรม หรือการหยุดคิดหยุดนึกภายใต้อำนาจฌานสมาธิแต่เพียงอย่างเดียวจึงปฏิบัติไม่ได้ผล ได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวหรือระยะหนึ่งเท่านั้น,  เพราะความคิดนึกต่างๆหรือสังขารขันธ์นั้นยังคงจําเป็นในการดํารงชีวิต

        อุปาทานสังขารขันธ์13 และ อุปาทานสังขารขันธ์28ที่ทําหน้าที่เป็นอุปาทานรูป24 ในชรา14 คือตําแหน่งที่เกิดการกระทําและความนึกคิดต่างๆที่ก่อให้เป็นอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเผาลน   การเห็นหรือรู้เท่าทันที่นี่(จิตตานุปัสสนา) มักมีปัญหาตรงที่ตัดหรือหยุดความคิดหรือการกระทํานั้นไม่ได้ง่ายๆเนื่องจากผ่านการถูกครอบงําหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของอุปาทาน9อันแข็งแกร่งไปแล้ว  ดังนั้นถ้ารู้เท่าทันแล้วแต่หยุดทุกข์ไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีย้อนไปพิจารณาเวทนา7 และตัณหา8 และอุปาทาน9 อันเป็นเหตุ   ก็จะก่อให้เกิดภูมิรู้ภูมิญาณอันจะทําให้ดับความคิดที่เป็นทุกข์ได้ง่ายขึ้น   ณ.ตําแหน่งนี้นักปฏิบัติมักมีปัญหาสงสัยกันมาก ว่าทําไมมีสติรู้เท่าทันความคิดแล้ว(แต่ไม่รู้เท่าทันเวทนา7และตัณหา8ที่เกิดมาก่อนแล้ว)แต่ทําไมยังรู้สึกเป็นทุกข์อยู่? ตัดหรือหยุดไม่ได้ง่าย

วงจรระบุหมายเลขแสดงรายละเอียดปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕

        22 อันคือความคิดนึกปรุงแต่ง คิดฟุ้งซ่าน คิดเรื่อยเปื่อย เป็นสิ่งที่ควรนําออกและละเสีย เพราะสิ่งเหล่านี้ไปทําหน้าที่เป็นธรรมารมณ์หรือสังขาร2 (อันทําหน้าที่เป็นรูป สิ่งที่ถูกรู้หรือคความคิดนั่นเอง)อันย่อมยังให้เกิดการดำเนินไปตามกระบวนธรรมต่อไปขึ้นอีกซึ่งย่อมต้องมีเวทนา7 เกิดขึ้นทุกครั้งทุกทีอีกด้วยเช่นกัน อันเป็นการเปิดโอกาสให้เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา8อีกเช่นกัน ดังนั้นการปล่อยให้จิตคิดนึกปรุงแต่ง, คิดฟุ้งซ่าน หรือคิดเรื่อยเปื่อย จึงเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสหรือเชิญชวนให้เกิดตัณหา8อันนําให้เกิดทุกข์ในที่สุด

        ตัณหา8 นอกจากความทะยานอยาก และไม่อยากแล้ว ก็อาจเป็นตัณหาที่เกิดเนื่องมาจากความคิดนึกปรุงแต่งในรูปของขันธ์๕ก็ได้อันหมายถึง 22 นั่นเอง

        สัญญูปาทานขันธ์12 เป็นความหมายรู้ในสิ่งต่างๆแต่ถูกครอบงําแล้วโดยอุปาทาน9 จึงหมายรู้หรือแปลความจําความนึกคิดต่างๆแต่ล้วนโน้มเอียงไปในสิ่งที่จักทําให้ตัวตนของตน มีความพึงพอใจเป็นหลักสําคัญเป็นที่สุด

        สังขาร 2 เป็นที่นักปฏิบัติโดยทั่วไปมองว่าเป็นตําแหน่งกองธรรมที่น่ากําจัดหรือดับ เป็นการดับแต่ต้นๆขบวน แต่ในความเป็นจริงนั้นขึ้นอยู่กับอวิชชา1และอาสวะกิเลส23โดยตรง  การที่เราเห็นหรือสังเกตุเห็น สังขาร2 หรือความคิดที่เป็นทุกข์เก่าๆที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการเห็นที่ต้องเกิดการผัสสะ6 กับใจอันคือสฬายตนะ5แล้วเกิดวิญญาณ3และเวทนา7การรับรู้สิ่งที่มากระทบ(อารมณ์อันหมายถึง รูป เสียง ฯ.)ขึ้นมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นที่กองธรรมนี้จึงเป็นสิ่งที่ไปดับโดยตรงไม่ได้, แต่ขึ้นอยู่กับอวิชชาและอาสวะกิเลสที่ลดน้อยลง  จึงเป็นการเปล่าประโยชน์ที่จักพยายามกระทําโดยตรงต่อกองธรรมนี้โดยตรงแต่ฝ่ายเดียว เพราะสามารถผุดขึ้นมาเองได้ตามธรรมชาติ เหมือนดังพรายอากาศที่ผุดขึ้นมาเองจากโคลนตมใต้ท้องธาร

        หมั่นพิจารณา เวทนา 7 ว่าเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆมาประชุมกันชั่วระยะหนึ่ง สิ่งใดเกิดแต่เหตุปัจจัย สิ่งนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

วงจรระบุหมายเลขแสดงรายละเอียดปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕

        ข้อสําคัญการปฏิบัติในหลักพระพุทธศาสนานั้นต้องยอมรับในสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ว่า

ทุกข์อันเกิดแต่ขันธ์ ๕ นั้นมีอยู่  แต่ไม่มีอุปาทานทุกข์หรือทุกข์อันบังเกิดแก่ใจอันเป็นทุกข์จริงๆ (ชรา14)

หรือ เหตุแห่งทุกข์นั้นยังคงมีอยู่แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

ซึ่งนักปฏิบัติใหม่ๆหรือผู้ที่ปฎิบัติแต่ทางสมถะจักไม่เข้าใจแก่นพุทธอันนี้ดีนัก และทําใจให้ยอมรับเข้าใจไม่ได้ว่า "เหตุแห่งทุกข์ยังคงมีอยู่"  หวังแต่ในทางปาฎิหาริย์ชนิดเป็นสุขดังเขาว่า เหนือกว่าเทวดา เหนือกว่าพรหม จนคิดว่าไม่มีสิ่งใดมากระทบได้ ไม่มีทุกข์ ไม่มีโศก ไม่มีโรคภัย ไม่มีเสนียดจัญไรใดๆมากราย  แต่ในความเป็นจริงแล้วมีครบหมดทุกอย่างแต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้นหรือเป็นทุกข์ใดๆอันเกิดแก่ใจกับสิ่งต่างๆเหล่านั้น นี้คือธรรมโอสถขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้

 

 วงจรระบุหมายเลขแสดงรายละเอียดปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕

 

   * (สัญญา) 1 ก็คือ ความจําอันมาจากอาสวะกิเลสนั่นเอง (เป็นสัญญาจําชนิดที่มีกิเลสนอนเนื่อง)

        การแสดงการเปรียบเทียบปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕  เพื่อต้องการให้เห็นว่าธรรมทั้งสองสอดคล้องกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว  จึงเป็นไปอย่างถูกต้องดีงาม  เมื่อดำเนินชีวิตไปตามกระบวนธรรมของขันธ์๕ก็ไม่เป็นทุกข์  แต่ถ้ามีตัณหาต่อเวทนานั้นก็จะแปรปรวนเป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง   และต้องการแสดงให้เห็นว่าในปฏิจจสมุปบาทนั้นมิได้แสดงสัญญาดังเช่นในขันธ์๕ จึงอาจทำให้เกิดวิจิกิจฉาสังสัยในธรรมขึ้น เนื่องเพราะในปฏิจจสมุปบาท สัญญานั้นทำงานแฝงอยู่ในรูปของอาสวะกิเลส(สัญญาจำที่แฝงด้วยกิเลส)แล้วนั่นเอง

        พระอริยบุคคล ที่เป็นอรหันต์ยังคงดําเนินชีวิตอยู่ในขันธ์๕(สอุปานิเสสนิพพาน) อันมีสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง ทั้งทางกายทางใจตามขบวนการขันธ์๕ อันเป็นสภาวะธรรม(ธรรมชาติแท้)ที่ทุกคนต้องมี  แต่ท่านจักไม่มีอุปาทานทุกข์อย่างปุถุชน  และความทุกข์ที่เราๆ ทั้งหลายกําลังประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  โดยไม่รู้ตัวว่าเป็นอุปาทานทุกข์แต่ไปนึกกันเอาเองว่าเป็นทุกข์ธรรมชาติ หรือทุกข์ประจําขันธ์  เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจในอุปาทานทุกข์หรือก็คือความทุกข์ในองค์ธรรมชราในวงจรปฏิจสมุปบาทหรืออวิชชานั่นเอง

       ข้อสังเกตุ สังขาร = ธรรมารมณ์  อันล้วนต้องมีกระทบกับสฬายตนะเสียก่อน จึงเกิดเวทนาหรือสังขารขันธ์ขึ้นได้

 

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter