|
|
เมื่อโยนิโสมนสิการโดยแยบคายย่อมยังให้เกิดธรรมสามัคคีได้เป็นอัศจรรย์
กระบวนจิตหรือชีวิตควรดําเนินไปตามขันธ์๕
= อายตนะภายนอก
สฬายตนะ
วิญญาณ
ผัสสะ
เวทนา
สัญญา
สังขารขันธ์
คือเกิดสังขารขันธ์ทางกาย วาจา ใจ อันเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติ
กล่าวคือคงมีแค่ทุกขเวทนาของขันธ์ ๕ ทั้งทางกายและใจ แต่ไม่มีอุปาทานทุกข์หรือทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนเกิดแก่ใจ
จึงควรดําเนินจิตไปตามกระบวนการจิต ที่แสดงโดยสีนํ้าเงิน

ชีวิตหรือกระบวนจิตควรดําเนินไปตามขันธ์๕ อันเป็นสภาวะธรรม(หรือธรรมชาติแท้ๆ)อันไม่ก่ออุปาทานทุกข์หรือทุกข์ทางใจใดๆ ขันธ์๕เป็นเพียงกระบวนการของกายและจิตในการดําเนินชีวิตอันเป็นปกติธรรมชาติของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกหมู่เหล่า ดังขบวนการนี้
อายตนะภายนอก
สฬายตนะ(อายตนะภายใน)
วิญญาณ
ผัสสะ
เวทนา
สัญญา
สังขารขันธ์
ขบวนการของขันธ์๕ตามปกติ......แบบย่อ.
หรือ แบบขยายความโดยละเอียดขึ้นมาอีกขั้น เพื่อประโยชน์ในภายหน้าเพื่อประกอบการพิจารณาให้เข้าใจในเวทนา
อายตนะภายนอก
สฬายตนะ(อายตนะภายใน)
วิญญาณ
ผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญา(หมายรู้)
สังขารขันธ์
คือแยกสัญญาออกเป็นสัญญาจําและหมายรู้เพื่อประโยขน์ในการแสดงให้เห็นสภาวธรรมของการเกิดเวทนาชนิดต่างๆ อันมีทุกขเวทนา, สุขเวทนา, ไม่ทุกข์ไม่สุขหรือเฉยๆ ได้ชัดเจนขึ้น อันล้วนเกิดขึ้นได้เพราะสัญญา(จํา)
ขันธ์๕นี้ก็คือขบวนการทํางานของจิตในการรับรู้, คิดค้น แล้วสั่งการให้ทั้งจิตและกายทํางานนั่นเอง, ขันธ์๕แบบนี้เป็นขันธ์๕ ตามปกติธรรมชาติและไม่เป็นทุกข์ เป็นขันธ์ธรรมดาๆที่ต้องเกิดขึ้นทุกขณะจิตตราบเท่ายังดำรงขันธ์คือชีวิตอยู่, แต่เกิดเป็นทุกข์ เพราะมีตัณหาและอุปาทานมาร่วมกับขันธ์ทั้ง ๕ ที่เกิดขึ้นด้วย อันเป็นไปตามกระบวนการปฏิจจสมุปบาทในชรานั่นเอง ดังกระบวนธรรมที่แสดงนี้
อายตนะภายนอก
สฬายตนะ
วิญญาณ
เวทนา
ตัณหา
อุปาทาน
ภพ
ชาติเกิดอันคืออุปาทานสัญญา
อุปาทานสังขารขันธ์(x)เป็นทุกข์
ภาพ กระบวนธรรมที่ (1)
อันยังผลให้ขันธ์ ๕ ในการดํารงชีวิตหรือความคิดนึกปรุงแต่งที่เกิดขึ้นใหม่สืบเนื่องต่อไป ถูกครอบงําหรือถูกลากพาไปเป็นอุปาทานขันธ์๕(คือขันธ์ทุกๆขันธ์ที่เกิดขึ้นในกระบวนธรรมล้วนถูกครอบงําทั้งกระบวนธรรม) กล่าวคืออุปาทานสังขารขันธ์[x]ที่เกิดขึ้นในภาพกระบวนธรรมที่[1]จะแปรปรวนหรือปรุงแต่งที่เนื่องสัมพันธ์กับอุปาทานสังขารขันธ์[x]ที่เกิดขึ้น คือ ไปทําหน้าที่เป็นรูปชนิดที่เป็นอุปาทานรูป[Y]ในกระบวนธรรมด้านล่างที่เกิดสืบเนื่องต่อไป ดังกระบวนธรรมที่[2] ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องไปดังนี้
ภาพ กระบวนธรรมที่ (2)
อุปาทานรูป(Y)
สฬายตนะ(ใจ)
อุปาทานวิญญาณ
อุปาทานเวทนา
อุปาทานสัญญา
อุปาทานสังขาร
อันล้วนเป็นขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทานอันเป็นทุกข์
หรือเขียนตามบาลีดังนี้
รูปูปาทานขันธ์
สฬายตนะ
วิญญาณูปาทานขันธ์
เวทนูปาทานขันธ์
สัญญูปาทานขันธ์
สังขารูปาทานขันธ์
ขันธ์ ๕ ช่วงแรกก่อนเกิดทุกข์เป็นขันธ์ตามปกติธรรมชาติอันมีธรรมารมณ์ รูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส มากระทบเป็นสภาวะธรรมชาติ แต่ถ้าไม่มีสติก็เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อันทําให้ขันธ์ส่วนที่เหลืออยู่ยังไม่เกิด,เกิดการแปรปรวนถูกครอบงําไปเกิดในชาติ....ชรา-มรณะของวงจรปฏิจจสมุปบาท อันล้วนกลับกลายเป็นอุปาทานขันธ์อันถูกครอบงําหรือมีอิทธิพลของอุปาทานครอบงําแล้ว ดังภาพในกระบวนธรรมที่ [1] และจักเกิดอุปาทานขันธ์๕ทั้งขบวนแบบกระบวนธรรมที่ [2] อีกกี่ครั้งกี่หนก็ได้ จนกว่าจะมีสติ หรือหยุดไปเพราะสาเหตุอื่นมาเบี่ยงเบนหรือบดบัง จนดับไปในที่สุด แต่ย่อมต้องเก็บนอนเนื่องเป็นอาสวะกิเลสหมักหมมนอนเนื่องอยู่ในจิต รอวันกำเริบเสิบสานในภายหน้า
ซึ่งต่อมาเมื่อระลึกขึ้นมาใหม่อันคือสังขารในปฏิจจสมุปบาท อันย่อมเป็นสังขารที่ประกอบด้วยกิเลสจากอาสวะกิเลส ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้เกิดปัจจัยสืบเนื่องตามวงจรปฏิจจสมุปบาทจนเกิดตัณหา หรืออันคือมีตัณหาปรุงแต่งเวทนาเข้าไปอีกครั้ง ก็จักไปเข้าวงจรของทุกข์ใหม่อีก เกิดความทุกข์นั้นๆขึ้นอีก เป็นวงจรอุบาทไม่รู้จักจบสิ้นเช่นนี้ไปตลอดกาลนาน........
แสดงวงจรความสัมพันธ์ของปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕ หรือ กระบวนจิตพื้นฐานของมวลมนุษย์
ขยายความรายละเอียด

|
ภาพขยายของ 14 ชรา อันแปรปรวน อันมี อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เกิดวนเวียน ดำเนินไปเป็นวงจรเช่นกัน เป็นที่เกิดๆดับๆแห่ง อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ อันเป็นทุกข์เร่าร้อนเผาลน หรือ อุปาทานทุกข์ นั่นเอง จน มรณะ อันเป็นการดับไประยะหนึ่งเท่านั้น |
|
→
สังขารูปาทานขันธ์13 → รูปูปาทานขันธ์24
+ ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์25 สังขารูปาทานขันธ์
เช่นคิดที่เป็นทุกข์ 28 24, 25, 26, 27, 28 ล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะเกิดจากอุปาทานสังขารขันธ์13 อันถูกครอบงําโดยอุปาทาน9แล้ว |
ถ้าต้องการดูให้เห็นภาพการทํางานโดยละเอียดของอุปาทานขันธ์๕
ใน14หรือชราอย่างละเอียด
คลิก ![]()
ขยายความจากวงจรแสดงรายละเอียด ระบุหมายเลขของปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕ ข้างบนนี้
คลิกที่นี่
ถ้าต้องการตรึงจอภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทไว้ด้านบน เพื่อการโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย
ขอให้สังเกตุว่า
22 อันเป็นความคิดนึกปรุงแต่ง
เช่นคิดนึกฟุ้งซ่าน, คิดนึกเรื่อยเปื่อย อันจะไปทําหน้าที่เป็นสังขาร2 หรือความคิด หรือพิจารณาว่าไปทำหน้าที่เป็นธรรมารมณ์16 ก็ถูกต้องเช่นกัน จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้อย่างไร สังเกตุว่าทุกความคิดปรุงแต่ง22ย่อมเป็นไปตามกระบวนจิตจนเกิดเวทนา7ทุกครั้ง
อันมักยังให้เกิดตัณหา8จากเวทนา7นั้นๆได้ (หรืออาจดำเนินไปเป็นขันธ์๕อันเป็นปกติธรรมดาคือเกิด สัญญา17
สังขารขันธ์18 ต่อเนื่องไปก็ได้ อันไม่เป็นทุกข์) ถ้าจะเขียนให้เข้าใจชัดเจนขึ้น อาจจะเขียนในรูปสมการธรรมได้ดังนี้
ความคิดนึกปรุงแต่ง 22 ที่แค่แว๊บมาหนึ่งครั้ง |
คือ ขันธ์๕ ที่เกิดหนึ่งครั้ง |
ขันธ์๕ที่เกิดหนึ่งครั้ง |
คือ ต้องเกิดเวทนา7ขึ้นหนึ่งครั้งเช่นกัน โดยธรรมชาติ |
เวทนา7ที่เกิดขึ้นหนึ่งครั้ง |
คือ หนึ่งโอกาสที่เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา8ขึ้นหนึ่งครั้ง |
ตัณหา8ที่เกิดขึ้นหนึ่งครั้ง |
คือ เป็นปัจจัยที่ทําให้เกิดอุปาทาน9จนเป็นอุปาทานทุกข์ในชรา |
ดังนั้นคิดนึกปรุงแต่งที่เกิดแว๊บๆ 100 ครั้ง |
คือ โอกาสเกิดอุปาทานทุกข์หรือความทุกข์ได้ 100 ครั้งเช่นกัน |
ดังนั้นความคิดนึกปรุงแต่งจึงเป็นสิ่งที่ต้องนําออกและละเสีย(ตัด, ดับ, เปลี่ยนอิริยาบถ,ใช้กําลังของจิตเข้าช่วยตัดช่วยดับ, ใช้อุเบกขา เป็นกลางวางทีเฉย ไม่เอนเอียงแทรกแซงไปด้วยถ้อยคิดปรุงแต่งใดๆ อย่าไปใช้วิธีคิดจะดับจะตัดอย่างไรอันเป็นการเปิดโอกาสให้จิตคิดนึกปรุงแต่งออกไปนอกลู่นอกทางได้, ใช้กําลังของจิตตัด,ดับ,หยุดคิดนึกปรุงแต่งจักได้ผลดีกว่า, ตัด ดับ นี้เป็นภาษาธรรมอันหมายถึงทําเยี่ยงไรจึงหยุดการทํางาน โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย มิได้หมายถึง การกดข่ม หรือการทําให้ดับให้สูญ)
ข้อควรระวัง จําเป็นต้องใช้ปัญญา(ความเข้าใจ)ในการแยกแยะความคิดนึกของขันธ์๕อันเป็นประโยชน์ในการดําเนินชีวิตและก่อให้เกิดสติปัญญา กับความคิดนึกปรุงแต่ง22 อันยังให้เกิดทุกข์ให้ได้ เพราะการตัด ดับ กดข่มทุกๆความคิดนึกก็ก่อให้เกิดโทษอย่างรุนแรงเช่นกัน (รายละเอียดของคิดนึกปรุงแต่ง)
(เป็นเช่นเดียวกันใน ตา หู จมูก ลิ้น และกาย, เป็นเฉกเช่นเดียวกับใจ ท่านจึงกล่าวอยู่เนืองๆให้ สํารวม สังวร ระวังในอายตนะภายในทั้ง๖ - เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดทุกข์)
ขอให้สังเกตุ ตัณหา9ความรู้สึกทะยานอยากหรือไม่อยากในสิ่งใดๆ ความนึก ความคิด ที่อยากให้เป็นเช่นนั้น เป็นเช่นนี้, ไม่อยากอย่างนั้น ไม่อยากอย่างนี้ ผลักไสความรู้สึกที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ, อันล้วนเป็นตัณหา9ที่ถ้าไม่เข้าใจแล้วจะสังเกตไม่ออก
ขอให้สังเกตุที่ 14ชรา อันดำเนินไปเป็นวงจรเช่นกัน แต่เป็นที่เกิดแห่งวงจรของอุปาทานขันธ์๕ อันเป็นทุกข์ หรือเกิดเร่าร้อนเผาลนแล้ว
|
→
สังขารูปาทานขันธ์13 → รูปูปาทานขันธ์24
+ ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์25 สังขารูปาทานขันธ์
เช่นคิดที่เป็นทุกข์ 28 24, 25, 26, 27, 28 ล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะเกิดจากอุปาทานสังขารขันธ์13 อันถูกครอบงําโดยอุปาทาน9แล้ว |
มันทํางาน วนเวียนอยู่เยี่ยงนั้น เกิดๆ ดับๆ อยู่บ่อยครั้งแทบทุกขณะจิต และการดับนั้นเป็นการดับแบบค่อยๆจางคลายหายไป แต่ยังไม่ทันจางคลายหายไปก็เกิดความคิดปรุงแต่ง(รูปูปาทานขันธ์24) ขึ้นอีกเป็นระยะๆเข้าแทรกต่อเนื่อง คือ เกิดความคิดอันล้วนเป็นอุปาทานขันธ์๕ ขึ้นหลายๆความคิดในเรื่องทุกข์นั้นๆ คือจริงๆแล้วอาจคิดถึง ๑๐... ๒๐...๓๐...๑๐๐... ครั้งวนๆเวียนๆเป็นทุกข์อยู่ใน ชรา14 กล่าวคือ ผลหรือเวทนูปาทานขันธ์26ของความคิดหนึ่งยังไม่ทันจางคลายหายไปสิ้น ก็เกิดความคิดปรุงแต่ง(รูปูปาทานขันธ์24)อีกความคิดหนึ่งขึ้นมาเรื่อยๆเป็นระยะๆ จนราวกับว่าต่อเนื่องเป็นชิ้นเป็นมวลเดียวกัน ดำเนินไปเยี่ยงนี้จนกว่าจะดับไปเป็นอาสวะกิเลส23 ในนักปฏิบัติอาจเป็นเพราะสติรู้เท่าทันและมีปัญญาที่รู้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง กล่าวคือ สติเป็นผู้ระลึกรู้ และปัญญาเป็นตัวจัดการให้ดับ อันเป็นไปในผู้มีวิชชา หรือดับไปเองตามธรรมชาติของปุถุชนโดยการถูกเบี่ยงเบนบดบัง หรือแยกพรากโดยสิ่งอื่นๆเช่น มีสิ่งอื่นมากระทบผัสสะให้เบี่ยงเบน ความเพลีย ความเหนื่อย ความหิว ความง่วง ความอยากในสิ่งอื่นๆ กิจอื่นๆในทางโลกๆ ฯลฯ. และเป็นการดับไปอย่างไม่ถาวร เป็นแบบชั่วคราว กล่าวคือ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง อันอาจพึงเกิดขึ้นอีกเมื่อใดก็ได้
ดังภาพขยายวงจรหมายเลข 14ชรา ที่แสดงไว้แล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นวงจรเล็กทํางานแบบเกิดๆดับๆเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่องณ.องค์ธรรมชราในวงจรปฏิจจสมุปบาท อันล้วนแล้วแต่เป็นอุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์และแข็งแกร่งเพราะถูกครอบงําอยู่ภายใต้อิทธิพลของอุปาทาน9แล้ว.
ถ้าต้องการดูรายละเอียดวงจรปฏิจจสมุปบาทพร้อมทั้งรายละเอียดการทํางานของอุปาทานขันธ์๕แบบเต็มรูปแบบ
คลิก
![]()
การปฏิบัติเวทนานุปัสสนา (หรือจิตเห็นเวทนา หรือสติเห็นเวทนา) ก็คือการที่มีสติรู้เท่าทันและเข้าใจสภาวะธรรม(ปัญญา)ของเวทนา 7 ดังภาพบน
หรือการมีสติเห็นอุปาทานเวทนา 26(เวทนูปาทานขันธ์ 26)ที่ถูกอุปาทาน9ครอบงําแล้วในชรา 14 ดังภาพขยายของวงจรอุปาทานขันธ์๕ 14ข้างล่างนี้
การมีสติรู้เท่าทันเวทนาทั้ง๒ นี้ ล้วนเป็นการปฏิบัติเวทนานุปัสสนา อันถูกต้องดีงาม ควรใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
|
→
สังขารูปาทานขันธ์13 → รูปูปาทานขันธ์24
+ ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์25
สังขารูปาทานขันธ์
เช่นคิดที่เป็นทุกข์ 28 24, 25, 26, 27, 28 ล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะเกิดจากอุปาทานสังขารขันธ์13 อันถูกครอบงําโดยอุปาทาน9แล้ว |
การปฏิบัติจิตตานุปัสสนา (หรือจิตเห็นจิต หรือสติเห็นจิต หรือสติเห็นจิตสังขาร หรือสติเห็นคิด) คือ การที่สติรู้เท่าทันใจหรือจิต21 (อันเป็นส่วนหนึ่งของสังขารขันธ์18 เช่น ความคิดที่เป็นผลออกมาหรือมโนกรรม) และเข้าใจธรรมด้วยปัญญา
หรือการเห็นจิตหรือคิดที่ถูกครอบงําโดยอุปาทานหรือเป็นทุกข์แล้ว หรืออุปาทานสังขารขันธ์(สังขารูปาทานขันธ์28) ในชรา14
สติรู้เท่าทันทั้งสองนี้ล้วนเป็นการปฏิบัติจิตตานุปัสสนา อันถูกต้องดีงาม ควรใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
ทั้ง เวทนานุปัสสนา และ จิตตานุปัสสนา ใช้การมีสติรู้เท่าทันตามความเป็นจริง แล้วเป็นอุเบกขาเป็นกลาง, วางเฉยโดยการไม่คิดนึกปรุงแต่งทั้งในด้านดีหรือชั่ว(ด้านร้าย) อันล้วนต้องยังให้เกิดเวทนา7 อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา8ขึ้นได้
รู้เท่าทันตัณหาและหยุด(นําออกและละเสีย)ตัณหาเป็นการปฏิบัติโดยตรงต่อสมุทัยเหตุแห่งทุกข์ เป็นการปฏิบัติที่กระทําต่อ ตัณหา8 โดยตรง
ดังนั้นพอสรุปได้ว่า
รู้เท่าทัน(สติ)และเข้าใจสภาวะธรรม(ชาติ)ของเวทนา(อันคือ เวทนานุปัสสนา) เป็นการปฏิบัติที่เห็นเท่าทันต่อ เวทนา7 เป็นตําแหน่งที่ดีที่สุดในเวทนานุปัสสนา ในวงจรปฏิจจสมุปบาท์ เพราะความทุกข์จริงๆ คือ อุปาทานทุกข์หรืออุปาทานขันธ์๕ยังไม่เกิดขึ้นนั่นเอง เกิดแต่เวทนาอันเป็นธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถหลบเลี่ยงได้เป็นธรรมดา
รู้เท่าทันสังขารหรือจิตสังขารหรือความคิด เป็นการปฏิบัติที่เห็นจิตสังขารหรือใจหรือความคิดที่21 จึงเป็นตําแหน่งที่ดีที่สุดในการปฏิบัติจิตตานุปัสสนา เพราะทุกข์ยังไม่เกิดขึ้นจริงๆ เป็นเพียงสังขารขันธ์๕ อันเป็นธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถหลบเลี่ยงได้เป็นธรรมดา ยังไม่เกิดทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนของอุปาทานขันธ์๕
แต่ในทางปฏิบัติจริงๆแล้ว ใช้รู้เท่าทันสิ่งใดก็ปฏิบัติสิ่งนั้น ตามสติ จริต ปัญญา. ก็ได้ผลเช่นกัน เพราะล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่ต่อเนื่องสัมพันธ์กันนั่นเอง เพียงช้าเร็วกว่ากันบ้างเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อเกิดความคิดใดๆขึ้นมา อันเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการดำเนินชีวิตต่างๆอันล้วนมีในพระอรหันต์เช่นกัน แต่อย่าไปคิดนึกปรุงแต่งต่อไป ต้องเข้าใจและยอมรับสภาวะธรรม(ชาติ)นั้น แล้วหยุดคิด หยุดนึกอันหมายถึงการหยุดคิดนึกปรุงแต่ง22 อันจะไปทําหน้าที่เป็นสังขาร2 หรือ ธรรมารมณ์16ดังที่กล่าวมาแล้ว และหมายรวมถึงหยุดอุปาทานรูป24 (อยู่ในภาพขยายวงจรชรา14) อันคือ ความคิดที่ถูกครอบงําโดยอุปาทาน9แล้วคือเป็นความคิดที่แฝงทุกข์แล้วนั่นเอง, ส่วนที่ 22เป็นความคิดปรุงแต่ง ฟุ้งซ่านต่างๆนาๆอันมักเกิดเมื่อจิตสังขาร21ออกมาเป็นความพึงพอใจ,ความไม่พึงพอใจ ซึ่งเมื่อคิดต่อความยาวสาวความยืดแล้วจักนําไปสู่วงจรทุกข์ในที่สุด เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาอันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา, ที่อุปาทานรูป24 นั้นล้วนแต่เป็นความคิดอันเป็นทุกข์แล้วทั้งสิ้น อันล้วนแล้วแต่ถ้าปล่อยจิตให้ไปคิดยิ่งเป็นทุกข์วนเวียนหนักขึ้น ดังนั้นผู้ที่มีเรื่องกระทบใจให้ขุ่นเคืองไม่พอใจในแค่ระดับขันธ์๕อันเป็นสภาวะธรรม(ชาติ)ปกติต้องหยุดคิดปรุงแต่ง22, ผู้เป็นทุกข์อยู่แล้วต้องหยุดคิดปรุงแต่ง24 , ในตําแหน่ง 24นี้มีความแข็งแกร่งมากเพราะถูกครอบงําโดยอุปาทาน9มาโดยไม่รู้ตัวแล้ว(สติไม่ทัน) ผู้ปฏิบัติใหม่อาจมีความรู้สึกว่าหยุดไม่ได้ "ฉันหยุดไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ก็มันเป็นทุกข์อยู่นี่" แต่การพิจารณาและความเพียรจักทําให้เห็นจิตและเวทนาในปฏิจจสมุปบาทอันก่อให้เกิดทุกข์ ตลอดจนความเข้าใจในสภาวะธรรมจะทําให้ท่านเห็นและหยุดทุกข์ได้ในที่สุด
การเห็นความคิดที่13อันเป็นอุปาทานสังขารขันธ์(สังขารูปาทานขันธ์)แล้ว หรือเห็นอุปาทานสังขารขันธ์28ที่เกิดในวงจร14 อันล้วนมีอุปาทาน9ครอบงําจนเกิดความเร่าร้อนแล้ว จึงตัดหรือดับได้ยาก อาจต้องใช้การพิจารณาดับตัณหา9 หรืออุปาทาน9เข้าช่วยเช่นพิจารณาให้รู้ว่าเพราะอยากหรือไม่อยากในอะไรหรือสิ่งใดในทุกข์นั้นหรือเปล่า และต้องหยุดความคิดนึกปรุงแต่งอันเป็นทุกข์ ที่ไปกระทำต่อเนื่องอีกในวงจรชรา14นั่นเอง
7 อันคือเวทนา ให้สังเกตุในวงจรและที่จิต(คิดพิจารณาตาม) จะเห็นได้ว่าเป็นจุดสําคัญที่จะไปเป็นขันธ์๕ปกติตามธรรมชาติถ้ามีสติรู้เท่าทัน หรือจะหักเหไปเข้ากระบวนการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ก็ย่อมได้, และพิจารณาว่าเวทนา7 เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดได้ทั้งตัณหา8 และสัญญา 17
สังขาร2 คือสังขารการกระทําตามที่ได้อบรมสั่งสมประพฤติปฏิบัติไว้แต่อดีต ทั้งทางกายการกระทํา,วาจาทางการพูด,หรือใจ ทางใจนั้นก็คือความคิดหรือธรรมารมณ์ชนิดที่มีอาสวะและอวิชชาแฝงอยู่ หรืออาจกล่าวได้ว่าสังขาร2 ในปฏิจจสมุปบาทก็คือทําหน้าที่คล้ายกันกับธรรมารมณ์16 แต่เป็นชนิดเกิดจากจิตอันมีอาสวะกิเลสและอวิชชาเป็นเหตุปัจจัยโดยตรง หรือ จิตปรุงกิเลส นั่นเอง
สฬายตนะ5 คือตําแหน่งรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ภายนอก16มากระทบโดยตรง อันทําให้เกิดอาการ กิเลสปรุงจิต
โยนิโสมนสิการ 2+3+5 ความจริงก็คือ 16+15+5 หรืออายตนะภานนอก(16 หรือ 2)+สฬายตนะ6+วิญญาณ (3 หรือ15)อันยังให้เกิดผัสสะ6 อันเป็นไปตามธรรมชาตินั่นเอง
อุปาทานสังขารขันธ์13 และอุปาทานสังขารขันธ์28ที่เกิดในชรา14 ก็คือ อุปาทานสังขารขันธ์ทางกายการกระทํา,ทางวาจาการพูดจา,ทางใจความนึกคิด อันล้วนเป็นทุกข์ เป็นไปตามภพ 14 อันคือสภาวะหรือบทบาทที่จิตได้ตกลงเลือกในชั่วขณะนั้นๆ อันเนื่องหรือมีอิทธิพลมาจากผลของอุปาทาน 9 ความยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจในตน ของตน
สังขารขันธ์18 หรือสังขารทางใจ21 (สิ่งเดียวกันแค่แยกให้เห็นรายละเอียด) เป็นขันธ์ปกติตามสภาวะธรรม(ชาติ) อันไม่เป็นอุปาทานทุกข์ แต่ก็มีทุกข์ของขันธ์ ๕ หรือทุกข์ประจําชีวิตอันเป็นสภาวะธรรม(ชาติ)ของผู้ที่มีชีวิตอยู่ คือ ทุกขเวทนา อันหมายรวมถึงพระอรหันต์ทุกพระองค์ด้วย
สังขารขันธ์ทางใจ
21 อันคือความคิดนึกต่างๆในขันธ์๕ อันจําเป็นอย่างยิ่ง
ใช้ประโยชน์ในการดํารงชีวิตทุกขณะจิตอันไม่เป็นอุปาทานทุกข์เพราะขาดปัจจัยอันคือตัณหา8
อุปาทาน9
ยังคงมีแค่ทุกข์ของขันธ์๕ตามธรรมชาติ
ดังนั้นการหยุดคิดหยุดนึกโดยขาดความเข้าใจในธรรม
หรือการหยุดคิดหยุดนึกภายใต้อำนาจฌานสมาธิแต่เพียงอย่างเดียวจึงปฏิบัติไม่ได้ผล ได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวหรือระยะหนึ่งเท่านั้น,
เพราะความคิดนึกต่างๆหรือสังขารขันธ์นั้นยังคงจําเป็นในการดํารงชีวิต
อุปาทานสังขารขันธ์13 และ อุปาทานสังขารขันธ์28ที่ทําหน้าที่เป็นอุปาทานรูป24 ในชรา14 คือตําแหน่งที่เกิดการกระทําและความนึกคิดต่างๆที่ก่อให้เป็นอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเผาลน การเห็นหรือรู้เท่าทันที่นี่(จิตตานุปัสสนา) มักมีปัญหาตรงที่ตัดหรือหยุดความคิดหรือการกระทํานั้นไม่ได้ง่ายๆเนื่องจากผ่านการถูกครอบงําหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของอุปาทาน9อันแข็งแกร่งไปแล้ว ดังนั้นถ้ารู้เท่าทันแล้วแต่หยุดทุกข์ไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีย้อนไปพิจารณาเวทนา7 และตัณหา8 และอุปาทาน9 อันเป็นเหตุ ก็จะก่อให้เกิดภูมิรู้ภูมิญาณอันจะทําให้ดับความคิดที่เป็นทุกข์ได้ง่ายขึ้น ณ.ตําแหน่งนี้นักปฏิบัติมักมีปัญหาสงสัยกันมาก ว่าทําไมมีสติรู้เท่าทันความคิดแล้ว(แต่ไม่รู้เท่าทันเวทนา7และตัณหา8ที่เกิดมาก่อนแล้ว)แต่ทําไมยังรู้สึกเป็นทุกข์อยู่? ตัดหรือหยุดไม่ได้ง่าย
22 อันคือความคิดนึกปรุงแต่ง คิดฟุ้งซ่าน คิดเรื่อยเปื่อย เป็นสิ่งที่ควรนําออกและละเสีย เพราะสิ่งเหล่านี้ไปทําหน้าที่เป็นธรรมารมณ์หรือสังขาร2 (อันทําหน้าที่เป็นรูป สิ่งที่ถูกรู้หรือคความคิดนั่นเอง)อันย่อมยังให้เกิดการดำเนินไปตามกระบวนธรรมต่อไปขึ้นอีกซึ่งย่อมต้องมีเวทนา7 เกิดขึ้นทุกครั้งทุกทีอีกด้วยเช่นกัน อันเป็นการเปิดโอกาสให้เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา8อีกเช่นกัน ดังนั้นการปล่อยให้จิตคิดนึกปรุงแต่ง, คิดฟุ้งซ่าน หรือคิดเรื่อยเปื่อย จึงเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสหรือเชิญชวนให้เกิดตัณหา8อันนําให้เกิดทุกข์ในที่สุด
ตัณหา8 นอกจากความทะยานอยาก และไม่อยากแล้ว ก็อาจเป็นตัณหาที่เกิดเนื่องมาจากความคิดนึกปรุงแต่งในรูปของขันธ์๕ก็ได้อันหมายถึง 22 นั่นเอง
สัญญูปาทานขันธ์12 เป็นความหมายรู้ในสิ่งต่างๆแต่ถูกครอบงําแล้วโดยอุปาทาน9 จึงหมายรู้หรือแปลความจําความนึกคิดต่างๆแต่ล้วนโน้มเอียงไปในสิ่งที่จักทําให้ตัวตนของตน มีความพึงพอใจเป็นหลักสําคัญเป็นที่สุด
สังขาร 2 เป็นที่นักปฏิบัติโดยทั่วไปมองว่าเป็นตําแหน่งกองธรรมที่น่ากําจัดหรือดับ เป็นการดับแต่ต้นๆขบวน แต่ในความเป็นจริงนั้นขึ้นอยู่กับอวิชชา1และอาสวะกิเลส23โดยตรง การที่เราเห็นหรือสังเกตุเห็น สังขาร2 หรือความคิดที่เป็นทุกข์เก่าๆที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการเห็นที่ต้องเกิดการผัสสะ6 กับใจอันคือสฬายตนะ5แล้วเกิดวิญญาณ3และเวทนา7การรับรู้สิ่งที่มากระทบ(อารมณ์อันหมายถึง รูป เสียง ฯ.)ขึ้นมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นที่กองธรรมนี้จึงเป็นสิ่งที่ไปดับโดยตรงไม่ได้, แต่ขึ้นอยู่กับอวิชชาและอาสวะกิเลสที่ลดน้อยลง จึงเป็นการเปล่าประโยชน์ที่จักพยายามกระทําโดยตรงต่อกองธรรมนี้โดยตรงแต่ฝ่ายเดียว เพราะสามารถผุดขึ้นมาเองได้ตามธรรมชาติ เหมือนดังพรายอากาศที่ผุดขึ้นมาเองจากโคลนตมใต้ท้องธาร
หมั่นพิจารณา เวทนา 7 ว่าเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆมาประชุมกันชั่วระยะหนึ่ง สิ่งใดเกิดแต่เหตุปัจจัย สิ่งนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ข้อสําคัญการปฏิบัติในหลักพระพุทธศาสนานั้นต้องยอมรับในสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ว่า
ทุกข์อันเกิดแต่ขันธ์ ๕ นั้นมีอยู่ แต่ไม่มีอุปาทานทุกข์หรือทุกข์อันบังเกิดแก่ใจอันเป็นทุกข์จริงๆ (ชรา14)
หรือ เหตุแห่งทุกข์นั้นยังคงมีอยู่แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น
ซึ่งนักปฏิบัติใหม่ๆหรือผู้ที่ปฎิบัติแต่ทางสมถะจักไม่เข้าใจแก่นพุทธอันนี้ดีนัก และทําใจให้ยอมรับเข้าใจไม่ได้ว่า "เหตุแห่งทุกข์ยังคงมีอยู่" หวังแต่ในทางปาฎิหาริย์ชนิดเป็นสุขดังเขาว่า เหนือกว่าเทวดา เหนือกว่าพรหม จนคิดว่าไม่มีสิ่งใดมากระทบได้ ไม่มีทุกข์ ไม่มีโศก ไม่มีโรคภัย ไม่มีเสนียดจัญไรใดๆมากราย แต่ในความเป็นจริงแล้วมีครบหมดทุกอย่างแต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้นหรือเป็นทุกข์ใดๆอันเกิดแก่ใจกับสิ่งต่างๆเหล่านั้น นี้คือธรรมโอสถขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้

* (สัญญา) 1 ก็คือ ความจําอันมาจากอาสวะกิเลสนั่นเอง (เป็นสัญญาจําชนิดที่มีกิเลสนอนเนื่อง)
การแสดงการเปรียบเทียบปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕ เพื่อต้องการให้เห็นว่าธรรมทั้งสองสอดคล้องกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว จึงเป็นไปอย่างถูกต้องดีงาม เมื่อดำเนินชีวิตไปตามกระบวนธรรมของขันธ์๕ก็ไม่เป็นทุกข์ แต่ถ้ามีตัณหาต่อเวทนานั้นก็จะแปรปรวนเป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง และต้องการแสดงให้เห็นว่าในปฏิจจสมุปบาทนั้นมิได้แสดงสัญญาดังเช่นในขันธ์๕ จึงอาจทำให้เกิดวิจิกิจฉาสังสัยในธรรมขึ้น เนื่องเพราะในปฏิจจสมุปบาท สัญญานั้นทำงานแฝงอยู่ในรูปของอาสวะกิเลส(สัญญาจำที่แฝงด้วยกิเลส)แล้วนั่นเอง
พระอริยบุคคล ที่เป็นอรหันต์ยังคงดําเนินชีวิตอยู่ในขันธ์๕(สอุปานิเสสนิพพาน) อันมีสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง ทั้งทางกายทางใจตามขบวนการขันธ์๕ อันเป็นสภาวะธรรม(ธรรมชาติแท้)ที่ทุกคนต้องมี แต่ท่านจักไม่มีอุปาทานทุกข์อย่างปุถุชน และความทุกข์ที่เราๆ ทั้งหลายกําลังประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยไม่รู้ตัวว่าเป็นอุปาทานทุกข์แต่ไปนึกกันเอาเองว่าเป็นทุกข์ธรรมชาติ หรือทุกข์ประจําขันธ์ เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจในอุปาทานทุกข์หรือก็คือความทุกข์ในองค์ธรรมชราในวงจรปฏิจสมุปบาทหรืออวิชชานั่นเอง
ข้อสังเกตุ สังขาร = ธรรมารมณ์ อันล้วนต้องมีกระทบกับสฬายตนะเสียก่อน จึงเกิดเวทนาหรือสังขารขันธ์ขึ้นได้
|