|
|
| |
|
|
|
|
|
|
![]()
![]()
|
|
|
|
|
ความสําคัญของปฏิจจสมุปบาท
|

ปฏิจจสมุปบาทเป็นปรมัตถธรรมที่แสดงถึง กระบวนธรรมของจิต หรือกระบวนการธรรมชาติของจิต อันกล่าวถึงกระบวนธรรมของจิตในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์และกระบวนธรรมของจิตในการดับไปแห่งทุกข์, ท่านได้จําแนกออกเป็น
แบบอนุโลม หรือ สมุทยวาร - อันเป็นหลักธรรมของกระบวนธรรมของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์
แบบปฏิโลม หรือ นิโรธวาร - อันเป็นหลักธรรมของกระบวนธรรมของการดับไปแห่งทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบและตรัสรู้ จึงได้บัญญัติเปิดเผย"ปฏิจจสมุปบาท"อันคือสภาวะธรรมในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพื่อใช้ในการดับไปแห่งทุกข์, เพื่ออํานวยประโยชน์แก่เวไนยสัตว์ อันเป็นการค้นพบก่อนตรัสรู้และจึงเป็นเหตุปัจจัยให้ตรัสรู้, และได้ทรงพิจารณาทบทวนเรียบเรียงปฏิจจสมุปบาทภายหลังการตรัสรู้คือตั้งแต่วันแรกในขณะเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลาตลอดสัปดาห์ จนบังเกิดพุทธปีติอิ่มเอิบพระทัยเปล่ง พุทธอุทาน ขึ้นถึง ๓ ครั้ง ๓ ครา ณ.ขณะนั้น, ซึ่งบังเกิดเป็น "พุทธอุทานคาถา" ในพระศาสนาทั้ง ๓ ครั้ง ๓ ครานั้น ซึ่งแต่ละครั้งนั้นทรงแสดงถึงความปีติพระทัยในสัจจธรรมความลึกซึ้งของปรมัตถธรรม"ปฏิจจสมุปบาท" อันคือกระบวนการจิตของการเกิดขึ้นและการดับไปแห่งทุกข์ จึงเป็นแก่นธรรมที่สมควรศึกษาให้เข้าใจอย่างยิ่งยวดเพื่อให้เกิดความเข้าใจ(สัมมาญาณ)และนําไปปฏิบัติให้จางคลายจากทุกข์ได้ตามควรแห่งฐานะตน หรือถึงที่สุดแห่งการดับสนิทไปของทุกข์อันเป็นสุขอย่างยิ่ง
ใน พุทธอุทานคาถาที่๑ แสดงถึงพุทธปีติในสัจจธรรมที่ทรงค้นพบว่า "เพราะมารู้ธรรม พร้อมทั้งเหตุ" อันหมายถึงเกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมหรือธรรมชาติขึ้นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนสิ้น ล้วนเกิดแต่มีเหตุมาเป็นปัจจัยกันคือมาประชุมเป็นปัจจัยอันเนื่องสัมพันธ์แก่กันและกัน จึงเกิดขึ้นได้, อันเป็นสภาวะธรรมหรือกฏธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ จริงแท้แน่นอน ความทุกข์นั้นก็ล้วนเป็นเฉกเช่นเดียวกัน ประกอบด้วยเหตุปัจจัยต่างๆเช่นกัน จึงจักเกิดเป็นความทุกข์ที่บังเกิดแก่ใจขึ้นได้
ใน พุทธอุทานคาถาที่๒ แสดงถึงพุทธปีติในสัจจธรรมที่ทรงพบว่า "เพราะได้รู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย"อันหมายถึงการที่พระองค์ท่านได้ทรงค้นพบว่าเมื่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันล้วนต้องเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆมาประชุมกัน แม้กระทั่งความทุกข์ ดังนั้นถ้าดับหรือทําให้เกิดความสิ้นแห่งเหตุปัจจัยบางสิ่งหรือบางประการเสียได้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นแม้กระทั่งความทุกข์ก็ย่อมไม่สามารถประชุมรวมตัวเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันจนเป็นอุปาทานทุกข์หรือความทุกข์ที่เกิดแก่ใจได้ อันย่อมต้องดับสลายหรือถูกทําลายไปเพราะความสิ้นไปแห่งเหตุปัจจัยนั้นเอง
ใน พุทธอุทานคาถาที่๓ แสดงถึงพุทธปีติอิ่มเอิบในสัจจธรรมที่ทรงค้นพบนั้นว่า"ย่อมสามารถกําจัดมารและเสนาเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัย ทําอากาศให้สว่างฉนั้น" อันแสดงถึงความปีติพระทัยในการที่ทรงทราบว่า เมื่อรู้ เมื่อเข้าใจในธรรมนี้และนําไปปฏิบัติตามความเข้าใจนั้น ย่อมมีคุณอันยิ่งใหญ่ในการกําจัดเสียซึ่งบรรดามารและเสนาอันคือกิเลส ตัณหา อุปาทาน ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันอันยังให้เกิดอุปาทานทุกข์ออกไปเสียได้ อันจักยังให้จิตหรือชีวิตนั้นสว่างไสว ประดุจดั่งพระอาทิตย์อุทัยที่ทอแสงอันยิ่งใหญ่ให้ความสว่างเจิดจ้าและอบอุ่นแก่โลกและชีวิตทุกๆชีวิตบนโลกนี้
ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมที่กล่าวถึงกระบวนการทางกายและจิตในอันที่ทํางานเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันเป็นลำดับขั้นจนเป็นผลให้เกิดความทุกข์ และดับทุกข์, อันแสดงเหตุปัจจัยใดๆบ้างที่เป็นเหตุเป็นผลกัน อันเมื่อรู้เมื่อเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเหตุปัจจัยนั้นแล้ว ก็กําจัดเหตุปัจจัยบางปัจจัยนั้นออกไปเสีย ตามกําลังจริต,กําลังสติและปัญญาของผู้ปฏิบัติ อันย่อมทําให้ความทุกข์นั้นต้องดับหรือขาดความสมดุลย์ ไม่สามารถก่อตัวขึ้นเป็นอุปาทานทุกข์ได้ ประดุจดั่งท่านไม่เพิ่มฟืนหรือดึงท่อนฟืนออกจากกองไฟ ไฟนั้นย่อมจักต้องค่อยๆมอด ค่อยๆมอด..จน.ดับไปในที่สุด ซึ่งอุปาทานทุกข์นี้แหละที่มนุษย์ทุกผู้นาม"รู้สึกเป็นทุกข์"กันอยู่เป็นมารยาจิต เพียงแต่ไม่รู้แยกแยะไม่ออก เพราะยังไม่มีวิชชา จึงถูกมันครอบงํามาทุกกาลสมัย จนบังเกิดมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในโลกมนุษย์นี้ ที่ได้ทรงเปิดเผยความลับของธรรมชาติหรือสภาวะธรรมนี้ให้บันลือไปทั่วทุกโลกธาตุ เพื่อเป็นหลักชัยแก่ชีวิตของผู้ที่รู้ ผู้ที่เข้าใจ และผู้ที่ปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ ในทุกฐานะเพศไม่ว่าบรรพชิตหรือฆราวาส, ตามกําลังสติ, ปัญญา, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา และความเพียรของผู้ปฏิบัตินั้นเอง อันได้ผลตั้งแต่จางคลายจากทุกข์ตามควรแห่งฐานะตน จนถึงการดับสนิทไปแห่งทุกข์, อันเป็นดั่งพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า
ความเพียรพยายามพวกเธอต้องทําเอง ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้บอกเท่านั้น
(ธรรมบท ๒๕/๔๓)
ความทุกข์นั้นเป็น "ปฏิจจสมุปบันธรรม" อันคือธรรมหรือสิ่งที่เกิดมาแต่เหตุปัจจัย อันมาประชุมกัน เป็นปัจจัยแก่กันและกันชั่วระยะหนึ่ง ดังนั้นเมื่อเราต้องการดับทุกข์ เราจึงควรศึกษาให้เกิดปัญญาญาณหรือเรียกง่ายๆว่าความเข้าใจถึงใจ อันจักเกิดขึ้นอย่างมั่นคงได้จากการพิจารณาธรรมโดยละเอียดและแยบคายเท่านั้น, เพื่อจะได้เกิดกําลังของปัญญาญาณในการตัดวงจรหรือวัฏฏะแห่งทุกข์ที่หมุนสืบเนื่องกันอยู่ตลอดกาลนานให้ขาดสะบั้น หรือเคลื่อนช้าลง
สามารถกล่าวได้ว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นเหตุปัจจัยให้พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อริยะสัจอันเป็นผลให้เป็นแนวทางคําสอนและแนวทางปฏิบัติ, จริงๆแล้วปฏิจจสมุปาทและอริยสัจ ตลอดจนแก่นธรรมทั้งหลายในพุทธศาสนานั้นต่างล้วนเป็นหลักธรรมเดียวกันทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในปฏิจจสมุปบาท ก็จักเกิดปรากฎการณ์ดังที่ท่านได้ตรัสไว้
ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม
(มหาหัตถิปโทปมสูตรที่ ๘)
และเป็นแก่นธรรมหรือสภาวธรรม(ธรรมชาติ)อันถูกต้องสมดั่งพุทธประสงค์, จึงจักยังให้มีความเข้าใจใน อริยสัจ ไตรลักษณ์ และแก่นธรรมต่างๆได้อย่างถ่องแท้ เพราะเป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรมแล้วสมดั่งพระพุทธดํารัส.
ปฏิจจสมุปบาท
ปรมัตถธรรมเพื่อความจางคลายจากทุกข์
และดับทุกข์
เราไม่สามารถรู้ได้ว่า เหตุแห่งทุกข์อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติแท้ๆ)นั้นจะมาเยือนเราเมื่อใด
อันไม่มีสิ่งใดๆควบคุมบังคับได้อย่างจริงแท้แน่นอน จึงควรใฝ่ใจปฏิบัติ,ศึกษา
เมื่อเหตุแห่งทุกข์นั้นมาเยือนโดยสภาวธรรม ก็จักไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น
หรือจางคลายจากทุกข์นั้นๆ
อันยังให้เกิดปรากฎการณ์ที่พระอริยะเจ้ากล่าวอยู่เนืองๆว่า
เหตุแห่งทุกข์นั้นยังมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น
(ทุกฺขเมว หิ น โกจิ ทุกฺขิโต การโก น, กิริยา วิชฺชติ)
![]()

จิตมีตัณหาปรุงแต่งเวทนาเป็นเหตุ | เป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์ | |
ผลของจิตมีตัณหาปรุงแต่งเวทนา | เป็นทุกข์อุปาทาน | |
สติเห็นกาย,เวทนา,จิตหรือธรรม | เป็นมรรคปฏิบัติ | |
ผลของสติเห็นกาย,เวทนา,จิต,ธรรม | เป็นนิโรธอันพ้นทุกข์ |
พนมพร คูภิรมย์
คติธรรมนี้รวบรวมแก่นธรรมอันสําคัญยิ่งทางพุทธศาสนา
อันเมื่อบริกรรม ท่องบ่น เพื่อเป็นเครื่องรู้ เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ เครื่องพิจารณา
อันพึงมีความเข้าใจในความหมายของธรรมเหล่านี้ด้วย จึงจักยังผลอันยิ่งใหญ่ อันมี
แสดงธรรมอิทัปปัจจยตาที่ว่า เพราะเหตุนี้มี ผลเหล่านี้จึงเกิดขึ้น | |
เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา หมายถึงเมื่อเกิดเวทนาขึ้นแล้ว อาจเกิดตัณหาความทะยานอยากหรือความไม่อยากต่อเวทนาที่เกิดขึ้นเหล่านั้น จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความทุกข์ขึ้นโดยตรง สังขาร อันเกิดจาก อาสวะกิเลสร่วมกับอวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด ทุกข์ (รายละเอียดในปฏิจจสมุปบาท) | |
อันมี ทุกข์อันมี ทุกข์อริยสัจและทุกข์อุปาทาน สมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์, นิโรธคือการพ้นทุกข์ มรรคคือทางแห่งการปฏิบัติ | |
ทางสายเอกในการปฏิบัติ อันควรปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวัน เห็นธรรมใดก่อนปฏิบัติธรรมนั้น
แล้วเป็นกลางวางทีเฉย(อุเบกขา)โดยการไม่เอนเอียงไปคิดนึกปรุงแต่งทั้งทางดีหรือชั่ว อันหมายถึงไม่ยึดมั่นถือมั่นใดๆ กล่าวคือไม่ไปยึดทั้งในด้านดี(กุศล)หรือด้านร้าย(อกุศล)ในเรื่องนั้นๆ อันต่างล้วนเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อันยังให้เกิดทุกข์ในที่สุดโดยไม่รู้ตัว |
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนสิ้น(สังขาร-สิ่งปรุงแต่ง) มีสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ที่ล้วนดั่งต้อง"เป็นเช่นนี้เอง" |
คือ ล้วนเกิดมาแต่เหตุปัจจัยอันมาประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัย(สนับสนุน)แก่กันและกันชั่วขณะหรือระยะหนึ่ง, ตัวตนที่เห็นหรือผัสสะได้ด้วยอายตนะใดๆก็ตามที ล้วนเป็นเพียงมวลหรือกลุ่มก้อน(ฆนะ)ของเหตุปัจจัยนั้นๆ ตัวตนเหล่านั้นจึงขึ้นอยู่กับเหตุหรือสิ่งที่มาเป็นปัจจัยกัน จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวตนที่หมายถึงเราหรือของเรา |
และเพราะเกิดแต่เหตุปัจจัย อันต้องอาศัยเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน หรือมาประชุมเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน, |
จึงเพียงแลดูดุจประหนึ่งว่าเป็นสิ่งๆเดียว, แต่ก็มิใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง จึงมีความไม่สมบูรณ์ในตัวเองแฝงอยู่โดยธรรมหรือธรรมชาติ จึงล้วนมีสามัญญลักษณะหรือลักษณะโดยธรรมชาติ ๓ ประการดังนี้ |
ล้วน"อนิจจัง"มีความไม่เที่ยง มีอันต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเป็นอาการธรรมดา, ไม่สามารถควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนา(ได้อย่างแน่นอน และตลอดไป) |
ล้วน"ทุกขัง"มีความคงทนอยู่ไม่ได้ จึงต้องเสื่อมไปเป็นอาการธรรมดา และดับไปเป็นที่สุด |
ล้วนเป็น"อนัตตา"ไม่มีตัวไม่มีตน ที่เป็นแก่น เป็นแกน อย่างถาวรแท้จริงได้ตลอดไป กล่าวคือตัวตนของตนนั้นล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยอันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)มาประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัยแก่กันและกัน อันเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันชั่วขณะหนึ่ง ดุจดั่งแสงแดด แว่นขยาย และเชื้อไฟ(ขยายความ), แต่เมื่อเหตุปัจจัยหลากหลายต่างๆอันมาประชุมกันเหล่านั้น มีอันต้องแปรปรวน, เสื่อม และดับด้วยเหตุอันใด อันต้องเป็นเช่นนั้นเอง, สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น จึงต้องแปรปรวน เสื่อม และดับไปตามเหตุปัจจัยเหล่านั้นด้วย |
ดังนั้น แม้กระทั่งตัวตน,ของตน ที่แอบหลงแอบยึดมั่นถือมั่นตามความพึงพอใจของตัวของตนนั้น ก็ยังต้องแปรปรวน เสื่อม และดับไปตามเหตุปัจจัยเช่นกัน |
เพราะต้องแปรปรวน เสื่อมและดับไปเป็นอาการธรรมดา ทําให้ไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง(อนัตตา) จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เป็นทุกข์ถ้าไปอยากด้วยตัณหา หรือไปยึดด้วยอุปาทานความพึงพอใจของตัวของตน เพราะความที่ควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้อย่างจริงแท้แน่นอนนั่นเอง เพียงดูประหนึ่งสามารถควบคุมบังคับได้ในบางเหตุปัจจัยจนก่อให้เกิดความสมปรารถนา จึงก่อให้เกิดมายาจิตหลงคิด,หลงยึดว่าอยู่ภายใต้อํานาจ สามารถควบคุมบังคับได้ แต่แท้จริงแล้วไม่สามารถควบคุมได้อย่างจริงแท้แน่นอน, แต่ต้องแปรปรวนไปตามสภาวะธรรม(ชาติ)อย่างจริงแท้แน่นอน อันล้วนเป็นไปตามสภาวธรรม(ธรรมชาติ)แท้ๆ |
นี้คือแก่นธรรมของพระไตรลักษณ์
ควรหมั่นพิจารณา(ธรรมะวิจยะโดยการโยนิโสมนสิการ) เพี่อให้บังเกิดปัญญาญาณหยั่งรู้ว่า
สิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ตลอดจนตัวตนของเรา
ล้วนอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)อันยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น
แก่นของอนัตตานั้นมิได้อยู่ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน, แต่หมายถึงขั้นปรมัตถ์
ที่ตัวตนไม่เป็นแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง เหตุเพราะเกิดแต่เหตุปัจจัย
จึงไม่สามารถควบคุมบังคับให้คงอยู่ในสภาพเช่นนั้นๆได้อย่างถาวรและตลอดไปอย่างแท้จริง
เมื่อรู้และรู้เท่าทันตามความเป็นจริงแห่งธรรมเช่นนี้ จนเกิดนิพพิทา
จึงไม่เป็นทุกข์ จากการไปอยากด้วยตัณหา หรือไปยึดด้วยอุปาทาน
(พนมพร คูภิรมย์)
ภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทที่มีเหตุปัจจัยภายนอกเข้ากระทบ คลิกที่นี่
ภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทแบบขยายความโดยพิศดาร คลิกที่นี่
(ควรมีความเข้าใจปฏิจจสมุปบาทพอสมควร เพราะใช้วงจรปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕ เข้าอธิบายรายละเอียด เป็นครั้งแรกในโลกที่มีการบันทึก)
ประมวลภาพ วงจรปฏิจจสมุปบาท ทั้งหมด คลิกที่นี่
แก่นธรรม
ทุกข์ของขันธ์๕ทั้งใจและกาย(เวทนา) อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ) ยังคงมีอยู่ แต่เราปฏิบัติเพื่อไม่ให้มี อุปาทานทุกข์ |
กล่าวคือ
เหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น
หรือ
เหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ทุกข์นั้นทําอะไรใจไม่ได้
จริงๆแล้วที่มนุษย์ทั้งหลายเป็นทุกข์กันอยู่ทุกๆขณะจิตก็คือ "ทุกข์อุปาทาน"นี้นั่นเอง
เพราะอวิชชาความไม่รู้ จึงจําแนกไม่ออก จึงถูกครอบงำทุกกาลสมัย
บันทึกเฉพาะหน้านี้ไว้อ่านที่Favorites
โดยไม่ต่ออินเตอร์เน็ต (Offline)
ปฏิจจสมุปบาท
กระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์
หาอ่านและปรับปรุงข้อธรรมที่เกิดขึ้นได้ใน
คําแนะนําในการใช้โฮมเพจ "ปฏิจจสมุปบาท"
เครื่องหมายที่ควรรู้
= คลิกที่เม้าส์ขวาได้,
= + ขยาย I - ย่ออักษร เหมาะสำหรับความละเอียดจอภาพ1024*768 +
คลิกที่เครื่องหมายนี้ แล้วคลิก
Make available offline เพื่อเก็บหน้าที่เปิดอยู่ไว้อ่าน โดยไม่ต้องเชื่อมเน็ต
คลิกที่นี่ เพื่อเก็บเว็บนี้เข้าในแฟ้ม Favorites. เพื่อความสะดวกในการเข้าเว็บครั้งต่อไป
คลิกที่นี่ เพื่อตั้ง ปฏิจจสมุปบาท เป็นหน้าแรกที่เปิดเข้า Internet (Home Page)
คลิกที่นี่ สําหรับ Webmaster ที่ต้องการ Banner ของโฮมเพจนี้
คลิกที่นี่ เพื่อแจ้งข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาด
ปรับ"ขนาดภาพ" อัติโนมัติ ตามความละเอียดของจอภาพที่ใช้ ถ้าเปิดเข้ามาทางหน้าแรกของเว็บ
(บางท่าน อาจใช้วิธีกด Ctrl + หมุนเม้าส์ เป็นวิธีขยายตัวอักษรให้ ใหญ่ หรือ เล็ก)
การ Copy ให้ลากคลุมบริเวณที่ต้องการ แล้วคลิกที่แถบเครื่องมือมุมบนซ้าย Edit ---> Copy
ขนาดตัวอักษร - Text Size = Medium (อยู่ใน View) บางบทสามารถปรับขนาดอักษรได้ที่ ![]()
Pop-up Controls ปิดชั่วคราว หรือกด Ctrl + คลิกที่ต้องการเปิด เมื่อจะเปิดหน้าต่าง(Windows)ย่อย
เปิดเข้าครั้งแรกจะช้าบ้าง เพราะแฟ้มมีขนาดใหญ่ แต่ครั้งต่อไปจะเร็วเพราะมีการบันทึกไว้ในTemp. file
|
|
|
สนับสนุน โดย เอ็น.เค.จี. เอ็นจิเนียริ่ง