hit counter


 

  

  สารบัญ      

คลิก เลื่อนลง        

 เลื่อนลง       

 

blue_red.gif

blue_red.gif

 

 

 

                                  สารบัญ

คำศัพท์  กระดานธรรม๑    

๑.คํานํา

คลิกขวาเมนู  

อาพาธสูตร : ทวัตติงสาการ : เหตุปัจจัย : เมื่อทุกข์กำลังเผาลน : สติ ระดับใดที่ยังผลยิ่ง โลกิยะและโลกุตระธรรม : ดับทุกข์ คือสุขนั่นเอง : เวทนา : ทุกข์

๒.ทุกข์ เห็นทุกข์อะไร?   จึงเห็นธรรม

๑๗.ดับอุปาทานหรือดับทุกข์ทั้งมวล

 คลิก เลื่อนลง   

๓.วงจรจําลอง เพื่อความเข้าใจในวงจรปฏิจจสมุปบาท

๑๘. ดับทุกข์ที่จะเกิด

     ธรรมะประจำวัน   

๔.ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ & พุทธอุทานคาถาทั้ง ๓

๑๙.วิปัสสนูปกิเลส อุปสรรค หรืออุปกิเลส๑๐แห่งวิปัสสนา

๕.ปฏิจจสมุปบาท ปรมัตถธรรม บันลือโลก

๒๐.พุทธพจน์,พระสูตร :  สติปัฏฐาน : กายคตาสติสูตร

    อุเบกขา  องค์สำคัญยิ่งในการปฏิบัติให้ถึงซึ่งวิมุตติ ในโพชฌงค์ ๗

๒๑.ข้อคิดคํานึง

๖.ขันธ์๕โดยลำดับ กระบวนธรรมอันสําคัญยิ่งของชีวิต

๒๒.นิพพาน  เป็นอนัตตา  มีจริงๆอยู่ที่ใด  

๗.อุปาทานขันธ์ ๕ ขันธ์๕ที่ถูกครอบงําโดยอุปาทาน

๒๓.สังโยชน์๑๐ ธรรมหรือสิ่งที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์

๘.การปฏิบัติในชีวิตประจําวัน ปฏิบัติอะไร ?

๒๔.ฌาน,สมาธิ  เรื่องที่จำเป็นต้องรู้ไว้เป็นอย่างยิ่ง ในการปฏิบัติ

 

๙.วงจร แสดงกระะวนจิตของมวลมนุษย์โดยพิศดาร

๒๕.ถาม - ตอบ เรื่องฌานสมาธิ

๑๐.ธรรมข้อคิด จากพระอริยะเจ้า

๒๖.เวทนา        :         แยกแยะเวทนา

๑๑.อริยสัจ กิจอันพึงกระทําในอริยสัจ๔

๒๗.อทุกขมสุข หรืออุเบกขาเวทนาดูจากชื่อดูเป็นของดี !

๑๒.พระไตรลักษณ์ กฎธรรมชาติที่มีอยู่อนัตตา  :  อัตตา

๒๘.ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ตรัสกับพระอานนท์

๑๓.สติปัฏฐาน ๔ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ

๒๙.ปฏิจจสมุปบาท โดยย่อ  

๑๔.การปฏิบัติสมถวิปัสสนา แนวทางปฏิบัติ

๓๐.วิปัสสนา,โยนิโสมนสิการ กันอย่างไร

๑๕.อานิสงส์ ของการเข้าใจปฏิจจสมุปบาท

๓๑.รายละเอียดของขันธ์ ๕  

๓๒.สติ ตําแหน่งของสติที่ใช้ในการปฏิบัติ

คลิก เลื่อนลง   

แนะนําหนังสือ ธรรมะ               :              ไหว้พระ สวดมนต์            :            ตามรอยพระพุทธเจ้า

๓๓.แสดง ตําแหน่งดีที่สุดในวงจรปฏิจจสมุปบาท

  ตั้งปฏิจจสมุปบาทเป็นหน้าแรก Homepage

๓๔.แสดง การเกิด อุปาทานขันธ์ อันเป็นทุกข์ในวงจร

คลิกที่นี่ เพื่อเก็บหน้านี้เข้าแฟ้ม Favorites

๓๕.วันสำคัญทางพระศาสนา

แนะการใช้โฮมเพจนี้ เพื่อการแสดงภาพดีที่สุด

๓๖.มุมพักผ่อน ความงดงามพุทธศิลป์จากเว็บต่างๆ

เว็บธรรมะ                    :               แจ้งข่าว

๓๗.  บันทึกไว้อ่าน

 สมุดเยี่ยม

  สมุดเยี่ยม

๓๘.กระดานธรรม         หรือเลือกด้านล่างนี้

พจนานุกรม

ประมวลภาพ วงจรปฏิจจสมุปบาท

แจ้ง Email เมื่อหน้านี้มีการแปลี่ยนแปลง

คลิก เลื่อนลง  

Google


ทั่วโลก  ค้นหาเฉพาะใน"ปฏิจจสมุปบาท"

 กลับสารบัญ

ความสำคัญของปฏิจจสมุปบาท

  

        ปฏิจจสมุปบาทเป็นปรมัตถธรรมที่แสดงถึง กระบวนธรรมของจิต หรือกระบวนการธรรมชาติของจิตในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์   และกระบวนธรรมของจิตในการดับไปแห่งทุกข์,  ท่านได้จําแนกออกเป็น

        แบบอนุโลม หรือ สมุทยวาร - อันเป็นธรรมคือธรรมะหรือหลักธรรมของ กระบวนธรรมของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์

        แบบปฏิโลม หรือ นิโรธวาร - อันเป็นหลักธรรมของ กระบวนธรรมของการดับไปแห่งทุกข์

        องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบและตรัสรู้ จึงได้บัญญัติเปิดเผย"ปฏิจจสมุปบาท"อันคือสภาวะธรรมในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพื่อใช้ในการดับไปแห่งทุกข์, เพื่ออํานวยประโยชน์แกเวไนยสัตว์  อันเป็นการค้นพบก่อนตรัสรู้และจึงเป็นเหตุปัจจัยให้ตรัสรู้, และได้ทรงพิจารณาทบทวนเรียบเรียงปฏิจจสมุปบาทภายหลังการตรัสรู้คือตั้งแต่วันแรกในขณะเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลาตลอดสัปดาห์ จนบังเกิดพุทธปีติอิ่มเอิบพระทัยเปล่ง พุทธอุทาน ขึ้นถึง ๓ ครั้ง ๓ ครา ณ.ขณะนั้น, ซึ่งบังเกิดเป็น "พุทธอุทานคาถา" ในพระศาสนาทั้ง ๓ ครั้ง ๓ ครานั้น  ซึ่งแต่ละครั้งนั้นทรงแสดงถึงความปีติพระทัยในสัจจธรรมความลึกซึ้งของปรมัตถธรรม"ปฏิจจสมุปบาท" อันคือกระบวนการจิตของการเกิดขึ้นและการดับไปแห่งทุกข์ จึงเป็นแก่นธรรมที่สมควรศึกษาให้เข้าใจอย่างยิ่งยวดเพื่อให้เกิดความเข้าใจ(สัมมาญาณ)และนําไปปฏิบัติให้จางคลายจากทุกข์ได้ตามควรแห่งฐานะตน  หรือถึงที่สุดแห่งการดับสนิทไปของทุกข์อันเป็นสุขอย่างยิ่ง

        ใน พุทธอุทานคาถาที่๑ แสดงถึงพุทธปีติในสัจจธรรมที่ทรงค้นพบว่า "เพราะมารู้ธรรม พร้อมทั้งเหตุ"  อันหมายถึงเกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมหรือธรรมชาติขึ้นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนสิ้น ล้วนเกิดแต่มีเหตุาเป็นปัจจัยกัน คือมาประชุมเป็นปัจจัยอันเนื่องสัมพันธ์แก่กันและกัน จึงเกิดขึ้นได้,  อันเป็นสภาวธรรมหรือกฏธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ จริงแท้แน่นอน  ความทุกข์นั้นจึงล้วนเป็นเฉกเช่นเดียวกัน คือประกอบด้วยการที่มีมีเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยเช่นกัน จึงจักเกิดเป็นความทุกข์ที่แสนเร่าร้อนจนเผาลนกระวนกระวายขึ้นมาได้

        ใน พุทธอุทานคาถาที่๒ แสดงถึงพุทธปีติในสัจจธรรมที่ทรงพบว่า "เพราะได้รู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย"อันหมายถึงการที่พระองค์ท่านได้ทรงค้นพบว่าเมื่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันล้วนต้องเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆมาประชุมกัน แม้กระทั่งความทุกข์  ดังนั้นถ้าดับหรือทําให้เกิดความสิ้นของเหตุบางสิ่งหรือบางประการ ที่มาเป็นปัจจัยกันได้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นแม้กระทั่งความทุกข์ก็ย่อมไม่สามารถประชุมรวมตัวเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันจนเป็นทุกข์อุปาทานหรือก็คือความทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทานอันแสนเผาลนใจได้  อันย่อมต้องดับสลายหรือถูกทําลายไปเพราะความสิ้นไปแห่งเหตุปัจจัยนั้นเอง

        ใน พุทธอุทานคาถาที่๓ แสดงถึงพุทธปีติอิ่มเอิบในสัจจธรรมที่ทรงค้นพบนั้นว่า"ย่อมสามารถกําจัดมารและเสนาเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัย ทําอากาศให้สว่างฉนั้น" อันแสดงถึงความปีติพระทัยในการที่ทรงทราบว่า เมื่อรู้ เมื่อเข้าใจในธรรมนี้และนําไปปฏิบัติตามความเข้าใจนั้น  ย่อมมีคุณอันยิ่งใหญ่ในการกําจัดเสียซึ่งบรรดามารและเสนาอันคือกิเลส ตัณหา อุปาทาน ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันอันยังให้เกิดอุปาทานทุกข์ออกไปเสียได้  อันจักยังให้จิตคือชีวิตนั้นสว่างไสว ประดุจดั่งพระอาทิตย์อุทัยที่ทอแสงอันยิ่งใหญ่ให้ความสว่างเจิดจ้าและอบอุ่นแก่โลกและชีวิตทุกๆชีวิตบนโลกนี้

        ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมที่กล่าวถึงกระบวนการทางกายและจิตในอันที่ทํางานเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันเป็นลำดับขั้นจนเป็นผลให้เกิดความทุกข์ และดับทุกข์,  อันแสดงเหตุปัจจัยใดๆบ้างที่เป็นเหตุเป็นผลกัน  อันเมื่อรู้เมื่อเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเหตุปัจจัยนั้นแล้ว ก็กําจัดเหตุปัจจัยบางเหตุปัจจัยนั้นออกไปเสีย ตามกําลังจริต, กําลังสติ และปัญญาของผู้ปฏิบัติ  อันย่อมทําให้ความทุกข์นั้นต้องดับหรือขาดความสมดุลย์ ไม่สามารถเป็นเหตุปัจจัยให้ก่อตัวขึ้นเป็นอุปาทานทุกข์ได้ ประดุจดั่งท่านไม่เพิ่มฟืนหรือดึงท่อนฟืนออกจากกองไฟ ไฟนั้นย่อมจักต้องค่อยๆมอด ค่อยๆมอด..จน.ดับไปในที่สุด ซึ่งอุปาทานทุกข์นี้แหละที่มนุษย์ทุกผู้นาม"รู้สึกเป็นทุกข์"กันอยู่เป็นมารยาจิต เพียงแต่ไม่รู้แยกแยะไม่ออก เพราะยังไม่มีวิชชา จึงถูกมันครอบงํามาทุกกาลสมัย  จนบังเกิดมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในโลกมนุษย์นี้ ที่ได้ทรงเปิดเผยความลับของธรรมชาติหรือสภาวะธรรมนี้ให้บันลือไปทั่วทุกโลกธาตุ เพื่อเป็นหลักชัยแก่ชีวิตของผู้ที่รู้ ผู้ที่เข้าใจ และผู้ที่ปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ หรือเพื่อการจางคลายจากความทุกข์ได้ตามควรแห่งฐานะตน ไม่ว่าบรรพชิตหรือฆราวาส, ตามกําลังสติ, ปัญญา, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา และความเพียรของผู้ปฏิบัตินั้นเอง อันได้ผลตั้งแต่จางคลายจากทุกข์ตามควรแห่งฐานะตน จนถึงการดับสนิทไปแห่งทุกข์, อันเป็นดั่งพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า

ความเพียรพยายามพวกเธอต้องทําเอง  ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้บอกเท่านั้น

(ธรรมบท ๒๕/๔๓)

        ความทุกข์นั้นเป็น "ปฏิจจสมุปบันธรรม" อันคือธรรมหรือสิ่งที่เกิดมาแต่เหตุปัจจัย อันมาประชุมกัน เป็นปัจจัยแก่กันและกันชั่วระยะหนึ่ง  ดังนั้นเมื่อเราต้องการดับทุกข์ เราจึงควรศึกษาให้เกิดปัญญาญาณหรือเรียกง่ายๆว่าความเข้าใจถึงใจ อันจักเกิดขึ้นอย่างมั่นคงได้จากการพิจารณาธรรมโดยละเอียดและแยบคายเท่านั้น, เพื่อจะได้เกิดกําลังของปัญญาญาณในการตัดวงจรหรือวัฏฏะแห่งทุกข์ที่หมุนสืบเนื่องกันอยู่ตลอดกาลนานให้ขาดสะบั้น หรือเคลื่อนช้าลง

        สามารถกล่าวได้ว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นเหตุปัจจัยให้พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อริยะสัจอันเป็นผลให้เป็นแนวทางคําสอนและแนวทางปฏิบัติ, จริงๆแล้วปฏิจจสมุปาทและอริยสัจ ตลอดจนแก่นธรรมทั้งหลายในพุทธศาสนานั้นต่างล้วนเป็นหลักธรรมเดียวกันทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในปฏิจจสมุปบาท ก็จักเกิดปรากฎการณ์ดังที่ท่านได้ตรัสไว้

ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม

(มหาหัตถิปโทปมสูตรที่ ๘)

และเป็นแก่นธรรมหรือสภาวธรรม(ธรรมชาติ)อันถูกต้องสมดั่งพุทธประสงค์, จึงจักยังให้มีความเข้าใจใน อริยสัจ ไตรลักษณ์ และแก่นธรรมต่างๆได้อย่างถ่องแท้ เพราะเป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรมแล้วสมดั่งพระพุทธดํารัส. 

ปฏิจจสมุปบาท

ปรมัตถธรรมเพื่อความจางคลายจากทุกข์

จนถึงการดับสนิทแห่งทุกข์

เราไม่สามารถรู้ได้ว่า เหตุแห่งทุกข์อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติแท้ๆ)นั้นจะมาเยือนเราเมื่อใด

อันไม่มีสิ่งใดๆควบคุมบังคับได้อย่างจริงแท้แน่นอน  จึงควรใฝ่ใจปฏิบัติ,ศึกษา

เมื่อเหตุแห่งทุกข์นั้นมาเยือนโดยสภาวธรรม ก็จักไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

หรือจางคลายจากทุกข์นั้นๆ

อันยังให้เกิดปรากฎการณ์ที่พระอริยะเจ้ากล่าวอยู่เนืองๆว่า

เหตุแห่งทุกข์นั้นยังมีอยู่  แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

(ทุกฺขเมว หิ น โกจิ ทุกฺขิโต การโก น, กิริยา วิชฺชติ)

blue_red_1.gif

คลิ๊ก เลื่อนลง      

คติธรรม

จิตมีตัณหาปรุงแต่งเวทนาเป็นเหตุ

เป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์

ผลของจิตมีตัณหาปรุงแต่งเวทนา

เป็นทุกข์อุปาทาน         

สติเห็นกาย,เวทนา,จิตหรือธรรม

เป็นมรรคปฏิบัติ           

ผลของสติเห็นกาย,เวทนา,จิต,ธรรม

เป็นนิโรธอันพ้นทุกข์    

พนมพร คูภิรมย์

กล่าวคือ

จิต, อีกทั้งทวารทั้ง๕ ที่ส่งออกไปฟุ้งซ่านปรุงแต่ง

 ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการผัสสะ ย่อมยังให้เกิดเวทนาต่างๆขึ้นโดยธรรมคือธรรมชาติ เป็นธรรมดา

อันเวทนาที่ย่อมเกิดขึ้นเหล่านี้นั่นแล  อาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้นได้  อันเป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทธรรมคือการเกิดขึ้นของทุกข์

อันเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์อุปปาทานอันแสนเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายยิ่งกว่าทุกข์โดยธรรมชาติ  อีกทั้งยังประกอบด้วยการวนเวียนปรุงแต่งเป็นระยะโดยที่ไม่สามารถหยุดได้อีกเสียด้วย

คติธรรมนี้รวบรวมแก่นธรรมอันสําคัญยิ่งทางพุทธศาสนา

อันเมื่อบริกรรม ท่องบ่น เพื่อเป็นเครื่องรู้ เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ เครื่องพิจารณา

อันพึงมีความเข้าใจในความหมายของธรรมเหล่านี้ด้วย  จึงจักยังผลอันยิ่งใหญ่   อันมี

อิทัปปัจจยตา

แสดงหลักธรรมอิทัปปัจจยตาที่มีใจความว่า

เพราะเหตุนี้มี

ผลเหล่านี้จึงเกิดขึ้น

เพราะเหตุนี้ดับ

ผลนี้จึงดับ

ปฏิจจสมุปบาท

เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา หมายถึงเมื่อเกิดเวทนาขึ้นแล้ว อาจเกิดตัณหาความทะยานอยาก(ภวตัณหา)หรือความไม่อยาก(วิภวตัณหา)ต่อเวทนาต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านั้น   จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความทุกข์ชนิดที่ประกอบด้วยอุปาทาน อันแสนเร่าร้อน เผาลน กระวนกระวายขึ้น อีกทั้งวนเวียนยาวนาน

สังขาร อันเกิดจาก อาสวะกิเลสร่วมกับอวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด ทุกข์ (รายละเอียดในปฏิจจสมุปบาท)

อริยสัจ ๔

ทุกขอริยสัจ และทุกข์อุปาทานอันเป็นทุกข์  

สมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์

นิโรธคือการพ้นทุกข์   

มรรคคือทางปฏิบัติให้พ้นไปจากทุกข์

สติปัฏฐาน๔

ทางสายเอกในการปฏิบัติ  อันควรปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวัน  กล่าวคือ เห็นธรรมใดคือสติระลึกรู้เท่าทันในธรรมคือในกาย หรือ เวทนา หรือจิต หรือธรรมใดก่อน ก็ปฏิบัติไปตามธรรมนั้นๆ

สติเห็นเวทนา หรือ เวทนานุปัสสนา(สติระลึกรู้เท่าทันในเวทนา) ในสติปัฏฐาน๔, อันคือมีสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจในเวทนา

สติเห็นจิตคือจิตตสังขาร(คิด,โทสะ ฯ.) หรือ จิตตานุปัสสนา(สติระลึกรู้เท่าทันในจิตตสังขาร) ในสติปัฏฐาน๔ อันคือสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจในจิตที่หมายถึงจิตตสังขาร(ราคะ, โทสะ, ฟุ้งซ่าน, หดหู่ ฯลฯ หรือความคิด, ความนึก)

สติเห็นกาย หรือ กายานุปัสสนา(สติระลึกรู้เท่าทันในกาย) ในสติปัฏฐาน๔ อันคือสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจใน กายหรือกายสังขาร เช่น สักว่าธาตุ๔ ฯลฯ.

สติเห็นธรรมหรือ ธรรมานุปัสสนา(สติระลึกรู้เท่าทันในธรรม) ในสติปัฏฐาน๔ สติเห็นคือรู้เท่าทันและเข้าใจในธรรมดังกล่าวเพื่อเป็นเครื่องรู้  เครื่องระลึก  เครื่องเตือนสติ  เพื่อให้เกิดปัญญาญาณ(สัมมาญาณ)อันสําคัญยิ่งในการปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งทุกข์

      เมื่อมีสติรู้เท่าทันในธรรมทั้ง๔ คือกาย หรือเวทนา หรือจิต หรือธรรม กล่าวคือสิ่งใดสิ่งหนึ่งในธรรมทั้ง ๔ นี้ที่บังเกิดขึ้นขณะนั้นๆแล้ว  ก็ให้ไม่ยึดมั่น หมายมั่นในสิ่งนั้นๆดังปรากฏในสติปัฏฐาน๔ ด้วยอาการของการเป็นกลางวางทีเฉย(อุเบกขา) โดยการปฏิบัติก็คือ เมื่อเกิดการผัสสะย่อมยังให้เกิดเวทนาอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ว่าเป็นสุข หรือทุกข์ หรืออทุกขมสุขเวทนา อันย่อมเกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมคือตามเหตุปัจจัยที่มาผัสสะกันนั่นเอง  แต่ต้องปฏิบัติคือ การไม่เอนเอียงไปแทรกแซงโดยการคิดนึกหรือปรุงแต่งด้วยถ้อยคิดหรื อกริยาจิตใดๆในเรื่องหรือกิจที่สติเท่าทันนั้นๆ  แม้ทั้งทางดีหรือชั่ว อันหมายถึงไม่ยึดมั่นถือมั่นใดๆ  กล่าวคือไม่ไปยึดแม้ทั้งในด้านดี(กุศล)หรือด้านร้าย(อกุศล)ในเรื่องนั้นๆ   เพราะต่างล้วนเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันให้เกิดการปรุงแต่งจนๆเกิดเวทนาต่างๆขึ้น อันอาจเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อันยังให้เกิดทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อนเผาลนขึ้นในที่สุดโดยไม่รู้ตัว อันดำเนินเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง

 

พระไตรลักษณ์

       สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนสิ้น(สังขาร-สิ่งปรุงแต่ง) มีสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ที่ล้วนดั่งต้อง"เป็นเช่นนี้เอง"

       คือ ล้วนเกิดมาแต่เหตุปัจจัยอันมาประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัย(สนับสนุน)แก่กันและกันชั่วขณะหรือระยะหนึ่ง, ตัวตนที่เห็นหรือผัสสะได้ด้วยอายตนะใดๆก็ตามที ล้วนเป็นเพียงมวลหรือกลุ่มก้อน(ฆนะ)ของเหตุปัจจัยนั้นๆ  ตัวตนเหล่านั้นจึงขึ้นอยู่กับเหตุหรือสิ่งที่มาเป็นปัจจัยกัน  จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวตนที่หมายถึงเราหรือของเรา

       และเพราะเกิดแต่เหตุปัจจัย  อันต้องอาศัยเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน หรือมาประชุมเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน,

จึงเพียงแลดูดุจประหนึ่งว่าเป็นสิ่งๆเดียว, แต่ก็มิใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง   จึงมีความไม่สมบูรณ์ในตัวเองแฝงอยู่โดยธรรมหรือธรรมชาติ  จึงล้วนมีสามัญญลักษณะหรือลักษณะโดยธรรมชาติ ๓ ประการดังนี้

       ล้วน"อนิจจัง"มีความไม่เที่ยง  มีอันต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงปเป็นอาการธรรมดา  ก็เนื่องด้วยความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง จึงพยายามคืนสู่สภาพเดิมๆ   ไม่สามารถควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนา(ได้อย่างแน่นอน และตลอดไป)

       จึงล้วน"ทุกขัง"มีความคงทนอยู่ไม่ได้ จึงต้องเสื่อมไปเป็นอาการธรรมดา จนดับไปเป็นที่สุด

       จึงล้วนเป็น"อนัตตา"ม่มีตัวไม่มีตน ที่เป็นแก่น เป็นแกน อย่างถาวรแท้จริงได้ตลอดไป กล่าวคือตัวตนที่เห็นหรือผัสสะได้นั้นล้วนเกิดแต่มีเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นมา อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)  ตัวตนเกิดขึ้นขณะประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัยแก่กันและกัน เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นนั้น ดุจดั่งแสงแดด แว่นขยาย และเชื้อไฟ(ขยายความ),  แต่เมื่อเหตุปัจจัยหลากหลายต่างๆอันมาประชุมกันเหล่านั้น มีอันต้องแปรปรวน, เสื่อม และดับด้วยเหตุอันใด อันต้องเป็นเช่นนั้นเอง เพราะสิ่งเหล่านั้นเกิดแต่เหตุหลายๆเหตุมาประชุมรวมกัน ย่อมไม่ใช่สิ่งเดียวกันอย่างแท้จริงนั่นเอง  จึงเกิดแรงบีบคั้นให้คืนสู่สภาพเดิมโดยธรรมนั่นเอง,  สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น จึงต้องแปรปรวน เสื่อม และดับไปตามเหตุปัจจัยเหล่านั้นด้วย

       ดังนั้น แม้กระทั่งตัวตน,ของตน ที่แอบหลงแอบยึดมั่น,ถือมั่นตามความพึงพอใจของตัวของตนนั้น ก็ล้วนไม่ใช่ตน,ไม่ใช่ของตน ต้องแปรปรวน เสื่อม และดับไป ตามเหตุปัจจัยเช่นกัน

       เพราะต้องแปรปรวน เสื่อมและดับไปเป็นอาการธรรมดา ทําให้ไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง(อนัตตา)  จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เป็นทุกข์ถ้าไปอยากด้วยตัณหา หรือไปยึดด้วยอุปาทานความพึงพอใจของตัวของตน เพราะความที่ควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้อย่างจริงแท้แน่นอนนั่นเอง เพียงดูประหนึ่งสามารถควบคุมบังคับได้ในบางเหตุปัจจัยจนก่อให้เกิดความสมปรารถนา จึงก่อให้เกิดมายาจิตหลงคิด,หลงยึดว่าอยู่ภายใต้อํานาจ สามารถควบคุมบังคับได้  แต่แท้จริงแล้วไม่สามารถควบคุมได้อย่างจริงแท้แน่นอน, แต่ต้องแปรปรวนไปตามสภาวะธรรม(ชาติ)อย่างจริงแท้แน่นอน  อันล้วนเป็นไปตามสภาวธรรม(ธรรมชาติ)แท้ๆ

นี้คือแก่นธรรมของพระไตรลักษณ์

ควรหมั่นพิจารณา(ธรรมะวิจยะโดยการโยนิโสมนสิการ)   เพี่อให้บังเกิดปัญญาญาณหยั่งรู้ว่า

สิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ตลอดจนตัวตนของเรา

ล้วนอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)อันยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น

แก่นของอนัตตานั้นมิได้อยู่ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน,  แต่หมายถึงขั้นปรมัตถ์

ที่ตัวตนไม่เป็นแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง เหตุเพราะเกิดแต่เหตุปัจจัย

จึงไม่สามารถควบคุมบังคับให้คงอยู่ในสภาพเช่นนั้นๆได้อย่างถาวรและตลอดไปอย่างแท้จริง

เมื่อรู้และรู้เท่าทันตามความเป็นจริงแห่งธรรมเช่นนี้ จนเกิดนิพพิทา

จึงไม่เป็นทุกข์ จากการไปอยากด้วยตัณหา หรือไปยึดด้วยอุปาทาน

(พนมพร คูภิรมย์)

 

ภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทที่มีเหตุปัจจัยภายนอกเข้ากระทบ คลิกที่นี่

ภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทแบบขยายความโดยพิศดาร คลิกที่นี่

(ควรมีความเข้าใจปฏิจจสมุปบาทพอสมควร เพราะใช้วงจรปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕ เข้าอธิบายรายละเอียด เป็นครั้งแรกในโลกที่มีการบันทึก)

ประมวลภาพ วงจรปฏิจจสมุปบาท ทั้งหมด คลิกที่นี่

 

แก่นธรรม

ทุกข์ของขันธ์ ๕ ทั้งทางใจและกาย(ทุกขเวทนา)  อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ของชีวิต

ยังคงมีอยู่เป็นธรรมดา      แต่เราปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อนเผาลน

กล่าวคือ

เหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

หรือ

เหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ทุกข์นั้นทําอะไรใจไม่ได้

 

จริงๆแล้วที่มนุษย์ทั้งหลายเป็นทุกข์กันอยู่ทุกๆขณะจิตก็คือ "ทุกข์อุปาทาน"นี้นั่นเอง

เพราะอวิชชาความไม่รู้ จึงจําแนกไม่ออก จึงถูกครอบงำทุกกาลสมัย

บันทึกเฉพาะหน้านี้ไว้อ่านที่Favorites

 

โดยไม่ต่ออินเตอร์เน็ต (Offline)

ปฏิจจสมุปบาท

กระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์

หาอ่านและปรับปรุงข้อธรรมที่เกิดขึ้นได้ใน

www.nkgen.com

nkgen.com

 

คําแนะนําในการใช้โฮมเพจ "ปฏิจจสมุปบาท"

เครื่องหมายที่ควรรู้    = คลิกที่เม้าส์ขวาได้,      Magnify0b.gif = + ขยาย I - ย่ออักษร   เหมาะสำหรับความละเอียดจอภาพ1024*768 +

คลิกที่เครื่องหมายนี้  แล้วคลิก Make available offline เพื่อเก็บหน้าที่เปิดอยู่ไว้อ่าน โดยไม่ต้องเชื่อมเน็ต

คลิกที่นี่ เพื่อเก็บเว็บนี้เข้าในแฟ้ม Favorites. เพื่อความสะดวกในการเข้าเว็บครั้งต่อไป

คลิกที่นี่ พื่อตั้ง ปฏิจจสมุปบาท เป็นหน้าแรกที่เปิดเข้า Internet (Home Page)

คลิกที่นี่ สําหรับ Webmaster ที่ต้องการ Banner ของโฮมเพจนี้

คลิกที่นี่ เพื่อแจ้งข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาด

ปรับ"ขนาดภาพ" อัติโนมัติ  ตามความละเอียดของจอภาพที่ใช้   ถ้าเปิดเข้ามาทางหน้าแรกของเว็บ

(บางท่าน อาจใช้วิธีกด Ctrl + หมุนเม้าส์ เป็นวิธีขยายตัวอักษรให้ ใหญ่ หรือ เล็ก)

การ Copy ให้ลากคลุมบริเวณที่ต้องการ  แล้วคลิกที่แถบเครื่องมือมุมบนซ้าย Edit ---> Copy

ขนาดตัวอักษร - Text Size = Medium (อยู่ใน View) บางบทสามารถปรับขนาดอักษรได้ที่ Magnify0b.gif

Pop-up Controls ปิดชั่วคราว หรือกด Ctrl + คลิกที่ต้องการเปิด เมื่อจะเปิดหน้าต่าง(Windows)ย่อย

เปิดเข้าครั้งแรกจะช้าบ้าง เพราะแฟ้มมีขนาดใหญ่ แต่ครั้งต่อไปจะเร็วเพราะมีการบันทึกไว้ในTemp. file

 

ยินดีให้เผยแพร่ ส่วนหนึ่งส่วนใด ข้อเขียน ข้อความ ทั้งหลายทั้งปวง ในรูปแบบต่างๆได้ โดยไม่สงวนสิทธิใดๆทั้งสิ้น

เพราะย่อมยังประโยชน์แก่ผู้อ่าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปฏิบัติ พระพุทธศาสนา และโลกเป็นที่สุด

 

 

 

แจ้ง Email เมื่อหน้านี้มีการเปลี่ยนแปลง          


  it's private by ChangeDetection

สารบัญ

  

 

 

 

สนับสนุน โดย เอ็น.เค.จี. เอ็นจิเนียริ่ง

webmaster

  Anti Spam

Counter  

 

ปฏิจจสมุปบาท

พระไตรลักษณ์

ขันธ์๕โดยลำดับ