พระพุทธเจ้า ประสูติ-ตรัสรู้-ปรินิพพาน ตรงเป็นวันเดียวกัน

พุทธทาสภิกขุ

แสดงในวันวิสาขบูชา บนยอดเขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม
เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๑๔

นโม ตสฺส ภควโค อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส ฯ

ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา-ความเชื่อ และวิริยะ-ความพากเพียรของท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา.

ธรรมเทศนาในวันนี้ เป็นธรรมเทศนาปรารภวิสาขบูชาทั้งมีความมุ่งหมายแต่เพียงเพื่อจะเป็นเครื่องชี้แจงให้กระทำในใจให้แยบคาย ให้ได้รับประโยชน์อานิสงส์จากการทำวิสาขบูชาให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้. ดังนั้นจึงขอให้ท่านทั้งหลาย จงตั้งใจฟังโดยแยบคาย ให้สำเร็จประโยชน์เถิด.

การที่จะได้รับอานิสงส์ของวิสาขบูชาเต็มที่นั้น จะต้องกระทำในใจให้เป็นอย่างดี ให้เกิดความรู้สึกในพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เกิดศรัทธา ให้เกิดปิติ ให้เกิดปราโมทย์ โดยแท้จริงขึ้นมา จึงจะมีผลเต็มที่ตามความมุ่งหมาย. ด้วยเหตุฉะนี้เราจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ตามสมควรเป็นสำดับไป.

ข้อแรกที่สุด จะต้องระลึกถึงข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง. สัตว์ทั้งหลายรวมทั้งตัวเราด้วยได้รับประโยชน์จากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้: อาจจะได้เต็มเปี่ยมสมบูรณ์ก็ได้ หรืออย่างน้อยก็ได้มากกว่าสัตว์ที่ไม่เคยได้ฟังคำสั่งสอนของพระองค์.  แต่ที่จะให้ได้มากที่สุดนั้น ก็คือ การปฏิบัติตามคำสั่งสอนให้ได้มากเท่าไร.

ส่วนวันนี้นั้น เป็นวันที่กำหนดไว้สำหรับ ระลึกถึงพระคุณอันนั้นเป็นประจำปี ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามีความสำคัญแก่วันเช่นนี้นั้น ดังที่ได้ทราบกันอยู่แล้ว ก็คือว่าเป็นวันประสูติ เป็นวันตรัสรู้ และเป็นวันปรินิพพาน ; กล่าวอย่างปาฏิหาริย์ว่าเป็นวันเดียวกัน คือวันเช่นวันนี้. นี้ก็เป็นการเชื่อถือของพุทธบริษัทกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มของพุทธบริษัทฝ่ายเถรวาทอย่างประเทศไทยเรา. ส่วนพุทธบริษัทฝ่ายอื่น เช่นฝ่ายมหายานเป็นต้นนั้น หาได้ถือว่าพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในวันเดียวกันเช่นวันนี้ไม่.
ข้อนี้ เรามีความเข้าใจกันอย่างไร จึงจะไม่เป็นที่ขัดขวางกัน?  ถ้าสมมุติว่าคนที่เป็นนักศึกษาแห่งยุคปัจจุบันจะมาพูดขึ้นว่า มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ เราจะมีคำอธิบายกันอย่างไร?

ถ้าเราจะยึดถือเอาว่า การประสูติ การตรัสรู้ และการปรินิพพาน มีในวันเดียวกัน เช่นในวันนี้นั้น ก็จะกล่าวได้ว่าเป็นการถือในลักษณะที่เป็นปาฏิหาริย์ และถือว่าสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์นั้นก็มีได้จริง และมีอยู่จริง.

แต่ถ้าว่าจะให้เป็นที่เข้าใจได้สำหรับคนสมัยปัจจุบัน ก็จะต้องแปล ความสำคัญของ ๓ คำนี้ ให้เป็นที่ถูกต้อง กล่าวคือคำว่า “ประสูติ” ก็ดี คำว่า“ตรัสูร้” ก็ดี คำว่า “ปรินิพพาน” ก็ดี  แม้จะแตกต่างกันโดยคำพูด แต่ความหมายนั้นเป็นอย่างเดียวกันถ้าพูดอย่างภาษาคนธรรมดาประสูติก็คือประสูติ  ตรัสรู้ก็คือตรัสรู้  ปรินิพพานก็คือปรินิพพาน คือ การเกิด การตรัสรู้ และการตาย;  แต่ถ้าจะพูดอย่างภาษาธรรม คือเป็นภาษาที่ลึกซึ้งกว่าธรรมดา ซึ่งเป็นภาษาที่ผู้รู้เขาพูดกันแล้ว การประสูติ การตรัสรู้และการปรินิพพาน ก็มีทางที่จะเป็นสิ่งสิ่งเดียวกันได้:

การประสูติ ก็หมายถึงการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า มิได้หมายถึงการเกิดขึ้นจากทั้งพระมารดา อย่างนี้ก็ได้.   คำว่า เกิดในที่นี้ คือเกิดเป็นพระพุทธเจ้า. เกิดเมื่อไร? เกิดในขณะที่เป็นการตรัสรู้. เกิดที่ไหน? เกิดที่โคนต้นโพธิ์นั่นเอง.  แต่ถ้ากล่าวอย่างภาษาธรรมดา ก็เกิดที่สวนลุมพินี ใต้ต้นสาละ;  อย่างนี้มันก็ต่างกัน.  แต่ถ้าถือว่า การเกิดเป็นพระพุทธเจ้านั่นแหละ คือการเกิดอย่างแท้จริงของพระพุทธเจ้า. การเกิดอย่างธรรมดาสามัญมันก็เหมือนๆ กันทุกคน ไม่น่าสนใจอะไร.  การเกิดที่น่าสนใจคือ การเกิดเป็นพระพุทธเจ้า. พระองค์ก็ได้เกิดหรืออุบัติขึ้นในโลกนี้ ในลักษณะที่เป็นโอปปาติกะกำเนิด คือเกิดผลุงขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้า ที่ใต้โคนต้นโพธิ์นั่นเอง.

ทีนี้ การตรัสรู้ ก็หมายความว่า มีการเกิดเป็นพระพุทธเจ้า.เพราะฉะนั้นการเกิดเป็นพระพุทธเจ้า กับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า นั้นเป็นสิ่งเดียวกัน.

ทีนี้ก็มาถึง ปรินิพพาน ปรินิพพาน แปลว่า ดับสนิท ดับรอบ; นี้หมายถึง การสิ้นไปแห่งกิเลส  มิได้หมายถึงการแตกตายทำลายของร่างกาย ซึ่งมันไม่มีความหมายอะไร ไม่มีประโยชน์อะไร. ตรงนี้ จะต้องวินิจฉัยกันถึงคำว่า“ปรินิพพาน” สักหน่อย.

นิพพาน มีอยู่ ๒ อย่าง ตามที่เข้าใจกัน คือ สอุปาทิเสสนิพพาน และ อนุปาทิเสสนิพพาน. ถ้าถือเอาตามคำอธิบายในพระคัมภีร์ไตรปิฎกเอง เช่น คัมภีร์อิติวุตตกนิบาต เป็นต้นนิพพาน ๒ อย่างนี้ มีความหมายเป็น การสิ้นไปแห่งกิเลสในขณะที่ยังเป็นๆ ไม่เกี่ยวกับการตายเลย.  แต่ที่สอนกันอยู่ในที่บางแห่งหรือที่โรงเรียน สอนกันว่า สอุปาทิเสสนิพพานนั้นหมายถึงสิ้นกิเลส  อนุปาทิเสสนิพพานนั้นหมายถึง ตายทำลายเบญจขันธ์ ; อย่างนี้ไม่ถูกต้องตามพระบาลี ซึ่งมีอยู่ใน คัมภีร์อิติวุตตกะ ในพระไตรปิฎก

จะเปรียบความข้อนี้ให้เห็นชัดๆ ก็ต้องเปรียบด้วยนิพพานของวัตถุ เช่นว่า ถ่านไฟแดงๆ เอาน้ำสาดให้ดับเป็นสีดำ;  ดับสนิทแล้ว แต่ไออุ่นหรือความร้อนยังมีอยู่ ต้องรอไปอีกระยะหนึ่งความอุ่นหรือไอร้อนนั้นจึงจะเย็นสนิท.  สอุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง เมื่อแรกดับ ไออุ่นยังเหลืออยู่ คือพระอรหันต์เมื่อแรกปรินิพพานในลักษณะอย่างนี้ ยังมีอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ที่(ยัง)เคยชินต่อการกระทบตามธรรมดาสามัญมาแต่หนหลัง ; ดังนั้นเมื่อมีอะไรมากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ย่อมมีความรู้สึกต่อเวทนานั้นบ้าง.   แต่ถ้าเมื่อใด เป็นพระอรหันต์โดยกาลเวลาล่วงไปๆ แล้ว มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือ อายตนะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว แม้จะมีอะไรมากระทบ ก็ไม่มีความูร้สึกที่เป็นความโกลาหล ก็ไม่รู้สึกเป็นเวทนาชนิดที่ทำลายความสงบขอให้สังเกตความแตกต่างอย่างนี้ แล้วก็จะเข้าใจได้ทันทีว่า สิ่งที่เรียกว่า“นิพพาน” ก็ดี “ปรินิพพาน” ก็ดี หรือ“นิพพานธาตุ”ก็ดี บรรลุได้ในขณะที่ร่างกายยังเป็นๆ ยังไม่ต้องตาย. การจะพูดว่า อนุปาทิเสสนิพพาน บรรลุได้เมื่อตายนั้น มันจะมีประโยชน์อะไร. เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น มันมีประโยชน์เต็มที่ คือเย็นสนิทเรื่อยไป จนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของเบญจขันธ์ที่จะแตกทำลายไปตามธรรมดา; การตายตามธรรมดา ไม่ใช่นิพพาน.

นิพพาน อยู่ที่ความสิ้นไปแห่งกิเลส ในตอนแรกๆ ยังมีไออุ่นเหลืออยู่   ในตอนถัดมาหมดไออุ่นสิ้นเชิง เย็นสนิทแล้ว.  พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงอนุปาทิเสสนิพพาน โดยข้อความต่างกันนิดเดียวว่า“เวทนาทั้งหลายของเธอนั้น จักเป็นของเย็น” หมายความว่ามี ตา หู จมูก กาย ใจ ชนิดที่อะไรๆ มากระทบแล้ว ทำความวุ่นวายระส่ำระสาย(แก่ใจ - webmaster)ไม่ได้. ไม่เหมือนกับเมื่อแรกเป็นพระอรหันต์ตอนนั้นยังมีความเคยชินในการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ แล้ววุ่นวายได้  แม้ไม่เกิดกิเลส ก็มีความรู้ลึกกระวนกระวายบ้างในบางกรณี.

เมื่อเป็นดังนี้ จึงมีหลักเกณฑ์ที่จะกล่าวได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า“นิพพาน” นั้น ไม่ใช่หมายถึงการตายทางร่างกาย แต่หมายถึงการตายของกิเลส การตายของสิ่งที่เรียกว่า ตัวกู-ของกู เมื่อตัวกู-ของกู ดับไป ก็เรียกว่าปรินิพพาน. และ ตัวกู-ของกู หรือกิเลส นี้ดับไปเมื่อไรสำหรับพระพุทธเจ้า?  มันก็ดับไปแล้วเมื่อตรัสรู้ที่โคนต้นโพธิ์ นั่นเอง.

เพราะฉะนั้น ที่ตรงโคนต้นโพธิ์นั้นเอง มีทั้งการประสูติ การตรัสรู้ และการปรินิพพาน.

เมื่อเราอธิบายอย่างนี้ คนที่เป็นนักศึกษา แม้สมัยนี้ก็ค้านไม่ได้. แล้วก็คงรักษาคำพูดเดิมไว้ได้ว่า การประสูติ ตรัสรู้ปรินิพพานนั้น มีในวันเดียวกัน. ที่พูดว่า มีไนวันเดียวกันนั้น ยังจะมากไปเสียอีก จะต้องพูดได้ว่า มีในวินาทีเดียวกัน. นี่เป็นคำอธิบายสำหรับผู้ที่จะถือเอาตามเหตุผล ตามการศึกษาของเขา เราก็ควรจะอธิบายแก่เขาอย่างนี้.

ถ้าในวงทางเราด้วยกันที่ไม่สมัครจะวินิจฉัยวิพากษ์วิจารณ์อะไรกัน พึงถือได้ตามที่ถือมาแต่เดิมๆ ว่าการประสูติ การตรัสรู้การปรินิพพานนั้น ก็มีในวันเดียวกัน. ถ้าเราจะไปพูดกับพวกอื่นเช่นพวกฝ่ายมหายานเป็นต้น เราก็อย่าไปขัดคอเขา เพราะเขาถือว่าประสูติก็วันหนึ่ง ตรัสรู้ก็อีกวันหนึ่ง ปรินิพพานก็อีกวันหนึ่ง; แต่เราก็บอกเขาว่า เราไม่ถืออย่างนั้น เพราะเราไม่ถือเอาการเกิดทางร่างกายเป็นหลัก ไม่ถือเอาการตายทางร่างกายเป็นหลัก; เราถือเอาการเกิดทางนามธรรมเป็นพระพุทธเจ้าเป็นหลัก เมื่อมีการตรัสรู้นั่นเอง แล้วก็มีการตายไปแห่งกิเลสโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ตรัสรู้นั่นเอง;  พูดไปอย่างนี้ก็ไม่ทำให้เสียเหลี่ยมคูของเถรวาทแต่อย่างใด ยังจะทำให้เกิดความเลื่อมใสแก่ฝ่ายมหายานได้ด้วย.

หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้กระทำในใจให้มีความเข้าใจในข้อนี้ จนมีความเชื่อลงไปจริงๆ ว่าพระพุทธเจ้าท่านได้ประสูติตรัสรู้ และปรินิพพาน ในวันเดียวกัน ในวินาทีเดียวกัน โดยนัยดังที่กล่าวมานี้. และการที่กล่าวถ้อยคำวิสาขบูชาของเราในวันนี้ก็จะเป็นจริง คือตรงกันทั้งใจ ตรงกันทั้งปาก ไม่มีอะไรขัดขวางกันเลย; นี้เป็นข้อแรก ขอตักเตือนท่านทั้งหลาย ว่าจงได้พยายามที่จะทำความเข้าใจ ขจัดสิ่งขัดข้องสงสัยนานาประการให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ ไม่มีความสงสัยใดๆ เกี่ยวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ที่สุดแต่เรื่องที่เป็นปาฏิหาริย์ เช่นว่าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน มีในวันเดียวกัน ดังนี้.

ทีนี้เราก็จะได้พิจารณากันถึงข้อที่ว่า การตรัสรู้ ซึ่งเป็นทั้งการประสูติ และเป็นทั้งการปรินิพพานนั้นเป็นอย่างไร ?

การตรัสรู้ หมายถึง การรู้สึกว่า เดี๋ยวนี้กิเลสสิ้นไป โดยไม่มีส่วนเหลือ รู้ ข้อนี้ เรียกว่า ตรัสรู้.  ถ้ากิเลสยังไม่หมดไปโดยสิ้นเชิง ก็ยังไม่มีทางที่จะรู้ข้อนี้.

ในเวลาที่ ตรัสรู้ ที่โคนต้นโพธิ์นั้น เป็นเวลารุ่งอรุณของเวลาเช้า. ส่วนตามเรื่องราวที่เป็นตำนาน การประสูติในสวนลุมพินีนั้น มีในเวลากลางวัน ตอนเที่ยง. และ การปรินิพพานโดยทางร่างกายนั้น มีขึ้นในตอนเย็น ที่อุทยานอีกแห่งหนึ่งเป็นสถานที่ ๓ แห่ง เป็นเวลา ๓ อย่าง.

เดี๋ยวนี้เรามาทำความเข้าใจกันในข้อที่ว่า ทั้ง ๓ อย่างนั้นมารวมอยู่ที่เป็นเวลาตรัสรู้ คือรู้ความที่กิเลสหมดไป รู้ความที่มีผลอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมาแทนที่ความที่กิเลสหมดไป; คือไปรู้อย่างที่เราพูดกันอยู่ว่า รู้ความที่ตัวกู-ของกู ดับสิ้นไปไม่มีเหลือ คือรู้ว่าเดี๋ยวนี้กิเลสอันเป็นเหตุให้เวียนว่ายในวัฏฏสงสารนั้น ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ถึงที่สุดแห่งการเวียนว่ายในวัฏฏสงสารแล้ว

การถึงที่สุดแห่งการเวียนว่ายในวัฏฏสงสารนี้แหละ จะมองดูในฐานะที่เป็นการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าก็ได้ การตรัสรู้ก็ได้ และปรินิพพานก็ได้. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้หลายอย่างเช่นว่า“ตลอดระยะเวลาที่ยังไม่รู้อริยสัจจ์ทั้งสี่ ก็ยังไม่ปฏิญญาพระองค์ว่า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” “ตลอดเวลาที่ยังไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทโดยสิ้นเชิง ก็ยังไม่ปฏิญญาว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ดังนี้ เป็นต้น. มันมากเรื่องมากราว หลายเรื่องหลายราว แต่แล้วทุกเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน คือความสิ้นไปแห่งกิเลส และไม่มีความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นมาได้อีกต่อไป.

ในขณะใดมีลักษณะอย่างนั้น ในขณะนั้นเรียกว่าการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ตรัสรู้อย่างนี้ ก็คือ การเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า และการดับสนิทไม่มีส่วนเหลือของสิ่งที่เรียกว่าอุปาทาน ซึ่งเป็นชื่อแทนกิเลสทั้งหลาย. บางทีก็เรียกว่าตัณหา บางทีก็เรียกว่าอวิชชา แต่ที่เป็นตัวให้เกิดแห่งความทุกข์แล้วก็เรียกว่า อุปาทาน  ดังพระบาลีว่า : “สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา - เมื่อกล่าวสรุป โดยย่อแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนั้น เป็นตัวความทุกข์   บัดนี้ได้ทำลายอุปาทานที่มีการยึดถือในเบญจขันธ์นั้นสูญสิ้นไปแล้ว คือปรินิพพานไปแล้วก็เหลือแต่เบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ แล้วก็ยังมีชีวิตอยู่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายสืบไป.

ขอให้พิจารณาให้มีความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า ตรัสรู้ โดยใจความสำคัญว่า มันเป็นอย่างนี้ แล้วสิ่งนี้ก็ได้มีขึ้นในวันที่เราเรียกว่า วันวิสาขบูชา คือวันเช่นวันนี้ ที่เรียกว่าวันเพ็ญ คือพระจันทร์เสวยวิสาขฤกษ์. นี้มันเป็นเรื่องของปฏิทินที่นับกันอยู่อย่างจันทรคติ; แต่ถ้าพวกอื่นเขาใช้ปฏิทินอย่างสุริยคติ เขาก็นับอย่างอื่น มันก็กลายเป็นวันที่ หรือเดือนทางสุริยคติไป; มันก็จะไม่ตรงกับวันพระจันทร์เพ็ญเหมือนกับวันเช่นวันนี้. แล้วเราจะไปว่าเขาผิดก็ไม่ได้ เพราะเขาถือปฏิทินอย่างสุริยคติเป็นเกณฑ์.

พวกเราถือเอาปฏิทินธรรมชาติ คือดวงจันทร์เข้าสู่นักขัตฤกษ์ ชื่อวิสาขะเมื่อไร ก็ถือว่าวันนั้นได้มาถึงเข้าอีกแล้ว แต่แล้วก็อย่ายึดมั่นกันให้มากไป จนถึงกับว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อกันมันถูกด้วยกันทั้งนั้น. แม้ดวงจันทร์ก็ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอนเปลี่ยนแปลงได้; แม้ดวงอาทิตย์ก็เปลี่ยนแปลงได้; เราจะถืออย่างสุริยคติก็ได้ อย่างจันทรคติก็ได้; อย่าได้ทะเลาะกันในเรื่องนี้.

แต่เมื่อเราถือเอาจันทรคติเป็นหลักมานมนานแล้วก็คงถือเอาต่อไป. ดังนั้นจึงเป็นที่ยุติหรือแน่นอนแก่ใจว่า เมื่อไรพระจันทร์เต็มดวงอยู่ในกลุ่มดาวฤกษ์ที่ชื่อ วิสาขะ แล้วเราจะถือโดยสมมติว่า นี้เป็นวันที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ มีการเกิดเป็นพระพุทธเจ้าและมีการปรินิพพานไปของกิเลสทั้งหลาย และเรียกว่าประสูติตรัสรู้ ปรินิพพาน มีแล้วอย่างแท้จริงในวันเช่นวันนี้. นี้คือเรื่อง ฝ่ายของพระพุทธเจ้า.

ทีนี้ก็มาถึงเรื่อง ฝ่ายพวกเรา เราจะทำอย่างไรกับพระพุทธเจ้าในกรณีนี้? เดี๋ยวนี้ก็เป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้วว่าเราจะบูชาพระองค์ในโอกาสเช่นนี้.  ทีนี้ก็มีปัญหาว่าพระพุทธเจ้าโดยส่วนพระองค์ เป็นผู้ทรงคุณสมบัติประเสริฐสุดเหลือที่จะพรรณนาได้และโดยส่วนที่เกี่ยวกับพวกเรา พระองค์ก็มีบุญคุณ มีหนี้เหนือศีรษะเรา อย่างที่จะพรรณนาไม่ไหว; แล้วเราจะบูชาอย่างไร มันจึงจะสมกัน ไม่เป็นการเล่นตลก.

การที่จะจุดธูปเทียนเข้าแล้วก็ถือขึ้นไว้ในมือ แล้วก็เดินเวียนกันสัก ๓ รอบ อย่างนี้มันคุ้มกันไหม? มันชดเชยกันได้ไหมกับพระคุณของพระองค์ซึ่งมีอยู่เหนือเรา? อาตมาคิดว่าถ้าทำกันแต่เพียงเท่านี้ มันก็เป็นการเล่นตลกกันเสียมากกว่า. แล้วทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นเรื่องเล่นตลก? ก็หมายความว่าต้องทำในใจด้วย. อย่าทำเพียงแต่ว่าถือดอกไม้ธูปเทียน แล้วเดินเวียนนี้เป็นการสมมติพิธีฝ่ายร่างกาย ส่วนจิตใจนั้นมันมีความหมายว่าเราจะต้องทำอะไรๆ ในจิตใจให้มันเหมือนกันกับดอกไม้ธูปเทียนที่เราจุดขึ้นและถือไว้ในมือเป็นต้น คือจะต้องทำจิตใจให้มีความหมายเป็นความสะอาด สว่าง สงบ เหมือนกับจิตใจของพระพุทธเจ้า; โดยหลักที่กล่าวได้ง่ายๆ ว่า มันเหมือนกัน มันเท่ากันมันจึงจะอยู่ด้วยกันได้.

ถ้าเรามีจิตใจแตกต่างไปจากพระพุทธเจ้าแล้ว เราจะเป็นสาวกของพระองค์ได้อย่างไร จะมาเดินเวียนเทียนในลักษณะเช่นนี้ มันก็เป็นการเล่นตลก. ฉะนั้นขอให้เตรียมจิตใจเป็นการล่วงหน้าเลยแต่เดี๋ยวนี้ ว่าจะมีจิตใจโดยอนุวัตรหรือโดยอนุโลมต่อพระหฤทัย ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ซึ่งมีความสะอาด สว่าง สงบ เป็นส่วนสำคัญ; แล้วก็ลืมทุกสิ่งทุกอย่างเสีย ให้คงเหลือแต่จิตใจที่สะอาด สว่าง สงบ แล้วกล่าวสรรเสริญพระคุณของพระองค์ด้วยปาก ถือดอกไม้ธูปเทียนด้วยร่างกาย แล้วก็เดินเวียนประทักษิณให้มีความหมายครบทั้งกาย ทั้งวาจา และจิตใจ จึงจะพอกล่าวได้ว่า เป็นการบูชาที่พอเหมาะสมกันกับที่พระองค์ทรงพระคุณอันใหญ่หลวง ในพระองค์เอง และที่เกี่ยวมาถึงพวกเราด้วย. เพราะว่าเราได้ทำสุดความสามารถทุกอย่างทุกประการแล้วเท่าที่เราจะทำได้. เราได้เสียสละทุกอย่างทุกประการแล้วเท่าที่เราจะทำได้

ในวันนี้ เราได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกรุ่งอรุณ ว่าจะทำการบูชาพระพุทธองค์ด้วยปฏิบัติบูชา จึงได้พยายามที่จะให้ทาน พยายามที่จะรักษาศีล พยายามที่จะเจริญเมตตาภาวนา กระทำจิตใจให้ดีที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ แล้วจะอุทิศเวลาทั้งหลายวันหนึ่งคืนหนึ่งนี้ เพื่อเป็นการบูชาจริงๆ. เราจึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีว่า คืนนี้จะไม่นอน แม้จะต้องใช้ความอดทนมาก ก็เป็นการบูชาแด่พระองค์ทั้งนั้น. เรามีความลำบากเท่าไรในวันนี้ ทั้งหมดนั้นเป็นการบูชาต่อพระองค์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นขอให้กระทำให้สุดความสามารถ สุดชีวิตจิตใจจริงๆ ก็จะได้ชื่อว่า เราไม่เล่นตลกเรามีการบูชาด้วยจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นจริงๆ.

เดี๋ยวนี้ ก็ยังมีสิ่งที่เป็นเบ็ดเตล็ดเล็กๆ น้อยๆ อีก เช่น เราอุตส่าห์พยายามเดินขึ้นมาจนถึงยอดภูเขานี้ มันก็ต้องลำบากกว่าที่เราจะอยู่ที่เชิงเขา. การอุตส่าห์ถือร่างขึ้นมาจนถึงยอดภูเขาก็เพื่อว่าจะให้เกิดความเสียสละเป็นเครื่องบูชาคุณของพระองค์ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นๆ , แล้วบางทีเราจะมานึกว่า พระพุทธเจ้าท่านมีความเป็นอยู่อย่างไร เราก็จะมีการเป็นอยู่ให้คล้ายพระองค์มากยิ่งขึ้นไป ให้มากยิ่งขึ้นเท่าที่เราจะกระทำได้. เรารู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่เคยใช้รองเท้าเลย ตลอดชีวิตของพระองค์ เดี๋ยวนี้เราจะทำการบูชาพระองค์ด้วยการสวมรองเท้าอยู่ที่เท้าจะเป็นอย่างไรบ้าง.
จึงขอชักชวนท่านทั้งหลายว่า ถ้าจะบูชาให้ถึงที่สุดแล้ว ก็ควรจะถอดรองเท้าออก อย่างน้อยก็เป็นที่ระลึกต่อพระองค์สักเวลาหนึ่ง ว่าพระองค์ไม่เคยสวมรองเท้าเลยตลอดชีวิต; มีความรู้สึกต่อการไม่สวมรองเท้านั้นเป็นอย่างไร แล้วเราก็ไม่เคยรู้ เพราะว่าเราสวมรองเท้ากันเสียเรื่อย. ถ้าอย่างไรก็ลองคิดถึงข้อนี้ แล้วเสียสละทุกอย่างทุกประการ จะไม่สวมรองเท้าในขณะกระทำการบูชาต่อพระองค์ ในโอกาสสำคัญที่สุด คือในโอกาสแห่งวิสาขบูชานี้ เป็นต้น.

ความยากสำบากของพระองค์ ในการที่ท่องเที่ยว ไปเพื่อโปรดเวไนยสัตว์ มีมากเท่าไร ถ้าเรารู้สึกในข้อนี้แล้ว เราคงจะนอนไม่หลับในคืนนี้ เราอาจจะอยู่สว่างได้; เพราะว่าในจิตใจเราระลึกนึกถึงพระคุณของพระองค์ ที่ท่วมท้นอยู่เหนือศีรษะของเรา ทำไมเราเล่นไพ่สว่างได้ แต่ทีจะบูชาพระพุทธองค์ให้สว่างบ้าง เราว่าทนไม่ไหว  ถ้าสมมุติว่าบุตรภรรยาสามีเจ็บไข้จะตายลงเดี๋ยวนี้แล้ว เราก็อยู่เฝ้าจนสว่างได้ เดี๋ยวนี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันเช่นวันนี้โดยแน่นอน ทำไมเราจะนั่งเฝ้าดูพระพุทธเจ้าตรัสรู้ตลอดคืน สักคืนหนึ่งจะไม่ได้หรืออย่างไร.

ข้อนี้มันขึ้นอยู่ที่ว่า เรามีความเสียสละในจิตใจมากหรือน้อยเท่านั้นเอง. ดังนั้นถ้าท่านผู้ใดมีการบูชาให้มากยิ่งขึ้นไป ก็จงยินดีรับเอาความลำบากซึ่งจะต้องมีบ้างเป็นธรรมดา สำหรับทำการบูชาให้ถึงที่สุดตลอดวันตลอดคืนในวันเช่นวันนี้ ซึ่งเราได้เคยกระทำกันมาแล้วแต่หนหลัง; มันก็เป็นการพิสูจน์ได้ดี ว่าเราทำได้และไม่เหลือวิสัยเลย. ดังนั้นเชื่อได้ว่าในวันนี้ก็ต้องทำได้ เช่นเดียวกันกับที่ทำมาแล้วอย่างเคยในปีก่อนๆ. ขอให้เตรียมทั้งกายทั้งวาจาและจิตใจ พร้อมทั้งสติปัญญาความคิดเห็น ให้พร้อมที่จะทำวิสาขบูชาในโอกาสนี้ด้วยกันจงทุกๆ ท่านเถิด.

ท่านผู้ใดกระทำก็ย่อมเป็นส่วนดี หรือเป็นส่วนกุศลของท่านผู้นั้น เพราะฉะนั้นใครทำได้มาก ทำได้สูงสุดอย่างไร ก็เป็นอานิสงส์ที่มากและสูงสุดแก่บุคคลนั้น เท่านั้น ; นี้เป็นเรื่องส่วนตัว. แต่ขอตักเตือนอยู่เสมอว่า ส่วนสำคัญที่สุดนั้นอยู่ที่จิตใจจงทำจิตใจให้ถูกต้อง แล้วล้วนที่เป็นร่างกาย เป็นวาจาก็จะถูกต้องไปเอง .

จงทำในใจถึงพระคุณของพระพุทธองค์ ดังที่ได้วิสัชนามาแล้วนี้ ให้อยู่ในใจตลอดเวลา แล้วปากที่ว่า อิติปิโส ภควา ฯลฯนั้น ก็จะมีความหมาย ไม่เป็นการกล่าวอย่างนกแก้ว นกขุนทองหรือกล่าวพอเป็นเพียงพิธีรีตอง แต่ประการใด. แมัการเดินเวียนประทักษิณ ๓ รอบ นั้นก็จะมึความหมาย ว่ารอบหนึ่งจะบูชาพระคุณหนึ่งๆ พระองค์มีพระคุณสาม คือความสะอาด ความสว่าง และความสงบ เราก็ถือเอานิมิตนี้ ทำการประทักษิณ ๓รอบ ก็พอดีกันกับพระคุณของพระพุทธองค์ที่มีอยู่ ๓ ชนิด.

และที่ว่าเราจะเดินเวียนไปทางขวานั้น ไม่ใช่เดินอย่างละเมอๆ ด้วยยึดถือความหมายของมือขวา. คำว่า ขวา หรือประทักษิณ นี้ หมายความว่า ถูกต้อง; คำว่า ซ้าย นั้นหมายความว่าไม่ถูกต้อง.  ถ้าเป็นประทักษิณาก็แปลว่าถูกต้อง  กัมมะที่เป็นประทักษิณา คือกรรมที่ถูกต้อง เป็นกุศล.

เดี๋ยวนี้ เราถือว่า เวียนขวานี้เป็นกรรมที่เป็นกุศล คือเป็นความถูกต้อง เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะได้มีปีติปราโมทย์อิ่มเอิบอยู่ในจิตใจ ในขณะที่เดินเวียนประทักษิณสิ้น ๓ รอบ ในโอกาสนี้

ทั้งหมดนี้เป็นการตักเตือน เป็นการซ้อมความจำแก่ท่านทั้งหลาย ผู้จะทำวิสาขบูชาให้สมกับที่อุตส่าห์ถือร่างมาจากจังหวัดไกล แล้วยังลำบากปีนขึ้นมาบนภูเขานี้ แลัวก็เดินเวียนประทักษิณตรงพื้นดินอันขรุขระอยู่ตามธรรมชาติเหมือนกับฝ่าพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้เคยกระทบแล้วโดยปราศจากรองเท้าจนตลอดชีวิตของพระองค์.

หวังว่าท่านทั้งหลายจะมีความเข้าใจในคำอธิบายนี้อย่างละเอียดละออถูกต้องถึงที่สุด และให้มันแจ่มแจ้งอยู่ในใจถึงที่สุด แล้วทำการเวียนประทักษิณให้เป็นการบูชาอย่างยิ่ง สมกับที่วันนี้เป็นวันที่จะต้องทำการบูชาอย่างสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือวิสาขบูชา ในโอกาสที่เป็นการประสูติตรัสรู้และปรินิพพานของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย. ทั้งนี้เพื่อเหตุอะไร? ทั้งนี้เพื่อเหตุว่า นอกจากจะเป็นการย้ำถึงศรัทธาความเชื่อ ความเลื่อมใส หรือความก้าวหน้าของจิตใจในทางธรรมนี้แล้ว ยังเป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวที. คนมักจะมองข้าม สิ่งที่เรียกว่า “กตัญญูกตเวที” เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไป.
เรื่องกตัญญูกตเวทีไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เป็นเรื่องที่จะช่วยให้โลกนี้อยู่รอดได้. เดี๋ยวนี้สัตว์ทั้งหลายเนรคุณพระศาสดาของตนๆ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอน โลกนี้จึงมีความโกลาหลวุ่นวาย ไม่มีสันติภาพ มีแต่วิกฤตการณ์.
ถ้าเราเป็นผู้กตัญญูอย่างแท้จริงต่อพระศาสดา หรือต่อศาสนา ต่อสิ่งที่มีคุณแล้ว โลกนี้ไม่เป็นอย่างนี้. พวกที่ถือศาสนาอื่นก็เป็นอย่างนี้ พวกที่ถือศาสนาพุทธก็กำลังจะเป็นอย่างนี้; แม้โดยไม่เจตนา คือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แล้วก็ละเลยเสีย มันก็มีผลเท่ากับไม่รู้คุณด้วยเหมือนกัน. เมื่อไม่รู้คุณแล้ว มันก็ไม่มีการทำอะไรที่เหมาะสมกัน มันก็มีแต่การเสื่อมลงๆ เราก็มีความเสื่อมครอบงำ ทำอะไรผิดๆ พลาดๆ ไปหลายอย่าง. เดี๋ยวนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แก่ใจแล้วว่า ในหมู่พุทธบริษัทนี้มีการเปลี่ยนแปลง ตกไปสู่วงของไสยศาสตร์
หรือของสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องกตัญญูกตเวที ไม่ใช่เรื่องพุทธศาสนานั้นมากขึ้น เพราะว่าเราเป็นคนมักง่าย อวดดี ไม่มีความกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น แล้วมันสมน้ำหน้าใคร.

ลองคิดดูว่าใครเป็นผู้ได้รับความเสียหายที่สุด? ก็คือผู้ที่ไม่รู้จักกตัญญูกตเวทีนั่นเอง. นี้เป็นเรื่องที่หยาบคายเป็นเรื่องที่มันต่ำมากเกินไป แต่จะไม่เอามาพูดเสียเลยก็ไม่ได้ เพราะกลัวว่ามันจะเผลอพลัดตกลงไปในหลุมในเหวอันนั้น แล้วก็จะสูญเสียความเป็นพุทธบริษัทอย่างน่าใจหาย อย่างน่าเวทนาสงสาร. ดังนั้น จึงขอให้มีจิตใจที่เต็มอยู่ด้วยความกตัญญูกตเวที รู้คุณของพระพุทธ รู้คุณของพระธรรม รู้คุณของพระสงฆ์; แล้วจงมีการเสียสละอย่างสุดความสามารถ เพื่อใช้หนี้บุญคุณเหล่านี้อย่างเป็นลูกหนี้ที่ดี เป็นลูกหนี้ที่ซื่อสัตย์ เป็นลูกหนี้ที่ไม่บิดพลิ้ว. ใครๆก็ต้องการอย่างนี้ และเราก็ควรจะต้องการอย่างนี้ จึงได้ทำตนเป็นผู้เสียและทุกอย่างทุกประการ จะลำบากมากมายเท่าไร ก็จะต้องยอมกระทำ เพื่อใช้หนี้บุญคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น.

เมื่อพูดว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ขอให้เข้าใจเถิดว่า รวมพระธรรม และรวมพระสงฆ์อยู่ด้วย. หรือแม้จะพูดว่า พระธรรมก็รวมพระพุทธ พระสงฆ์อยู่ด้วย. พูดว่าพระสงฆ์ ก็ต้องรวมพระพุทธ พระธรรมอยู่ด้วย. เพราะว่า พระพุทธ นั้น คือผู้รู้ ผู้ตื่นผู้เบิกบาน   พระธรรม นั้นคือความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน   พระสงฆ์ ก็คือผู้ที่มีความรู้ ความตื่น ความเบิกบานตามพระพุทธเจ้าไป. อะไรๆก็มีความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า มีความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน : มีความรู้ คือไม่โง่ มีความตื่น คือไม่หลับ  มีความเบิกบาน คือไม่มีความทุกข์เลย.

เราจะต้องทำตนให้เป็นเหมือนพระพุทธเจ้า เหมือนพระธรรม เหมือนพระสงฆ์ คือมีความรู้ ความตื่น และเบิกบาน; มีจิตใจที่สะอาด ที่สว่าง และสงบ มันจึงเป็นความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน. เดี๋ยวนี้ต้องมีจิตใจเป็นอย่างนี้ จึงจะทำการบูขาวิสาขบูชานี้ ได้เต็มตามความหมาย.

ขอให้ท่านทั้งหลายจงกระทำในใจโดยแยบคาย อย่าได้มีความประมาทมักง่ายแต่ประการใด; จงสำรวมจิตใจให้ถึงที่สุดสำรวมกายวาจาให้ถึงที่สุด แล้วกระทำวิสาขบูชาให้ถึงที่สุด ก็จะได้ชื่อว่า เป็นการได้ที่ดี เป็นการกระทำที่ดี เป็นการพยายามใช้หนี้อย่างสุดความสามารถของเราซึ่งเป็นสัตว์ที่ตกอยู่ในกองทุกข์

นี้คือข้อที่ว่า เป็นการฟื้นเตือน ผู้ที่เคยฟังมาแล้วจะลืมเสียแล้วก็เป็นการบอกแก่ผู้มาใหม่ที่ยังไม่ทราบ ขอจงได้มีความรู้สึกอย่างนั้นจิตใจ แล้วกระทำการบูชาที่เรียกว่า “วิสาขบูชา” ให้เต็มตามความหมาย มีความเจริญในพระพุทธศาสนาของพระบรมศาสดาอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา

เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://my.opera.com/dhanawatana/blog/show.dml/1725367

 

 

 

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย