ไปสารบัญ

ทุกข์และทุกขเวทนาที่พากันรังเกียจ

        ความทุกข์ หมายถึง สังขารขันธ์อันเป็นทุกข์ หรือสภาพของจิต หรืออารมณ์ หรืออาการต่างๆของจิต ที่ไปปรุงแต่งจิตให้เกิดสัญเจตนา ยังให้เกิดการกระทำต่างๆทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งดี ชั่ว และกลางๆ เกิดขึ้นจากการเป็นเหตุปัจจัยกันของ เวทนาขันธ์และสัญญาขันธ์ที่หมายรู้

        ทุกขเวทนา การเสวยอารมณ์ ในสิ่งที่ผัสสะ คือเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ในรสสัมผัส ที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสในอารมณ์นั้นๆ แล้วเป็นทุกข์จากการเสพรสสัมผัสนั้น ได้ทั้งกายและใจ คือออกมาในทางลบ เรียกกันว่า ทุกขเวทนา เป็นความรู้สึกรับรู้ในสิ่งนั้นว่าเป็นทุกขเวทนา (ยังไม่ใช่ความทุกข์ ชนิด เสียใจ เศร้าใจ ฯ. อันเป็นสังขารขันธ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแต่จิต เพียงแต่เรียกพ้องกัน บางครั้งจึงสับสน) จะเรียกว่าทุกขเวทนาว่า ทุกข์จากการสัมผัสก็ได้ เข้าใจได้ง่ายขึ้น

                                                  ผัสสะ                                                                                                                                 ยังให้เกิด                                      ผลให้เกิด

เสียง(นินทา)    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป หู  โสตวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญา(จํา)   ทุกขเวทนา  สัญญา(หมายรู้)   สังขารขันธ์ทุกข์   anired06_next.gif สัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ)

        ทั้งสังขารขันธ์ทุกข์ และทุกขเวทนา ที่ปุถุชนล้วนพากันเกลียดและกลัวกันอย่างยิ่งเป็นปกติวิสัย ไม่อยากประสบพบพานคือไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยนั้น  ตามความเป็นจริงอย่างปรมัตถ์แล้ว กลับกลายเป็นว่า เป็นสิ่งจําเป็นที่ต้องมีในการดำเนินชีวิตในสรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่งเช่นขันธ์อื่นๆเช่นกัน  ชนิดที่ว่า ถ้าไม่มีทุกข์และทุกขเวทนาเหล่านี้เสียแล้ว สัตว์โลกย่อมไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เลย  จึงควรทำความรู้จักกับทุกขเวทนาและความทุกข์นี้ให้แจ่มแจ้ง  จะได้ยอมรับตามความเป็นจริง อีกทั้งไม่เกรงกลัวในทุกข์ทั้งหลายอีกต่อไป อีกทั้งรู้ในคุณของทุกข์และทุกขเวทนาอีกด้วย  จะได้ไม่เกิดความรังเกียจและเกรงกลัวจนเกิดตัณหาคือวิภวตัณหา กล่าวคือไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เป็น  ทั้งๆที่ทุกข์และทุกขเวทนาเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งอันจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตให้เป็นปกติธรรมดา   และเมื่อเกิดตัณหา หรือวิภวตัณหาขึ้นแล้วคือไม่อยากให้เกิดขึ้นหรือเป็นไป ก็ย่อมเป็นการดำเนินไปตามปฏิจจสมุปบันธรรม  กล่าวคือทุกข์เวทนาอันเป็นทุกข์ธรรมชาตินี้ ย่อมแปรปรวนไปเป็นทุกขเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน คือเวทนูปาทานขันธ์  และไปยังให้เกิดความทุกข์หรือสังขารขันธ์อันเป็นทุกข์ที่แตกต่างจากธรรมชาติคือกลายเป็นสังขารูปาทานขันธ์ สังขารขันธ์อันประกอบด้วยอุปาทานความยึดมั่นของตน  จึงกลายเป็นสังขารขันธ์ทุกข์อันมีความเร่าร้อน ทั้งความเผาลน อีกทั้งทุรนทุราย เสียยิ่งกว่าสังขารขันธ์ทุกข์โดยธรรมคือธรรมชาติยิ่งนัก  และทั้งเวทนูปาทานขันธ์และสังขารูปาทานขันธ์นี้นี่เองที่เราทั้งหลายสมควรเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องดับไป ไม่ให้เกิด ไม่ให้มี ไม่ให้เป็น และเป็นสิ่งที่สามารถดับไปได้ด้วยธรรมโอสถขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ซึ่งเวทนูปาทานขันธ์และสังขารูปาทานขันธ์นี้ย่อมไม่เหมือนกับทุกขเวทนาหรือสังขารทุกข์ ที่ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และเป็นไปตามเหตุปัจจัย จึงไม่สามารถไปควบคุมบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาได้ เนื่องด้วยเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา อีกทั้งทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้นตามเหตุปัจจัย เป็นอิสระจากเราโดยสิ้นเชิง

        ทุกขเวทนา ก็เหมือนสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่ย่อมมีทั้งคุณและโทษ  ฝ่ายโทษของทุกขเวทนา ก็คือความทุกข์ไม่สบายกาย,ไม่สบายใจขณะที่ผัสสะก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่  ตามความเป็นจริงแล้วทุกขเวทนาก็คือทุกข์อย่างหนึ่งจริงๆจากการจำเป็นต้องรับรู้เสพรสสัมผัส  แต่ถึงแม้เป็นทุกข์ที่พากันรังเกียจ ไม่อยากพบพาน ไม่อยากให้เกิดขึ้น ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เป็น แม้สักเท่าใดก็ตามที แต่ความที่เป็นทุกข์ธรรมชาติที่หมายถึง เป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติในผู้มีชีวิต กล่าวคือ ไม่ว่าผู้ใด, ไม่ว่าอย่างไรเสีย ก็ต้องเกิดขึ้น ไม่ให้เกิดขึ้นก็ไม่ได้  เพราะเป็นกระบวนธรรมอย่างหนึ่งของชีวิตเพื่อการดำรงชีวิตที่ต้องเกิดขึ้นเมื่อมีการผัสสะกับสิ่งต่างๆคือเหล่าอายตนะภายนอกอันมี รูป๑ รส๑ กลิ่น๑ เสียง๑ สัมผัส๑ ธรรมารมณ์๑ เหล่านี้ทั้งปวงนั่นเอง แล้วย่อมต้องเกิดเวทนา เสพรสเป็นสุข๑ เป็นทุกข์๑ ไม่สุขไม่ทุกข์๑ อย่างใดอย่างหนึ่งตามสัญญาที่มีอยู่ ที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของชีวิต   ส่วนการที่มีผู้กล่าวกันว่า เมื่อผัสสะกับอายตนะภายนอกบางสิ่งบางประการแล้ว ไม่รู้สึกอะไร หรือไม่มีอะไร หรือเฉยๆ หรือไม่เกิดเวทนาใดๆ เหล่านั้นนั่นแหละคือไม่สุขไม่ทุกข์หรืออุเบกขาเวทนานั่นเอง  ฉนั้นจึงไม่ใช่ว่าเมื่อไม่รู้สึกรู้สาคือเฉยๆแล้ว คือการไม่เกิดเวทนาใดๆขึ้น  ย่อมเกิดเวทนาขึ้น เพียงแต่เป็นอุเบกขาเวทนาเท่านั้น  เพราะเวทนาเป็นขันธ์คือส่วนหรือกอง ที่จำเป็นของชีวิตและการดำเนินชีวิต อันมีทั้งหมด ๕ ขันธ์ คือขันธ์๕ ด้วยกันนั่นเอง   ดังนั้นโทษของทุกขเวทนาอันทำให้เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจนั้นจึงเป็นที่รู้ๆกันและเป็นที่รังเกียจกันโดยทั่วไปของปุถุชน   แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาโดยละเอียดและแยบคาย(โยนิโสมนสิการ)แล้วจะพบความจริงว่า แม้เป็นทุกข์อันระอา คือทนอยู่ด้วยยากคือไม่อยากทนอยู่ด้วย หรือความไม่สบายกายไม่สบายใจ  แม้ไม่สามารถหลีกหนีได้ แต่เป็นทุกข์ที่ไม่เร่าร้อน เผาลน เท่ากับเหล่าทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทานซึ่งผู้เขียนเรียกง่ายๆว่าทุกข์อุปาทาน คือจากเวทนูปาทานนั่นเอง

        ดังนั้นคุณสมบัติของทุกขเวทนา จึงพอจัดแสดงได้โดยสังเขปเป็นข้อได้ดังนี้

        ๑. เป็นทุกข์ธรรมชาติ  ที่ย่อมเกิดขึ้นกับผู้มีชีวิตทั้งปวง ไม่มีข้อยกเว้น ดังเช่น หิว กระหาย ปวดปัสสาวะอุจจาระ ปวดฟัน ปวดท้อง กระทบกับเหล่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ฯลฯ. และเมื่อมีการผัสสะกับอายตนะภายนอกใดๆ ก็ย่อมเป็นไปตามสัญญาอันขุ่นมัว(กิเลส)ในอายตนะภายนอกนั้นๆ ดังเช่นเมื่อ ตา กระทบกับ รูป ที่มีสัญญาขุ่นมัวคือกิเลสในรูปนั้นๆประกอบอยู่ ก็ย่อมเกิดทุกขเวทนาขึ้นเป็นธรรมดา ไม่เป็นอื่นไปได้ (ยกเว้นกดข่มไว้ได้ด้วยกำลังอยู่ในอำนาจของฌานหรือสมาธิ ซึ่งเป็นการชั่วคราวหรือวิกขัมภนวิมุตติ)

        ๒. แม้ทุกข์เวทนา ไม่สบายกายไม่สบายใจ แต่อยู่ชั่วขณะผัสสะ แล้วก็คลายดับไป

        ๓. ทุกขเวทนา ทำงานเป็นอิสระจากเรา ไม่ใช่ของเรา จึงควบคุมบังคับเขาไม่ได้  ความรู้สึกรับรู้เสพรสของสิ่งที่ผัสสะเป็นอิสระจากเรา

        เมื่อรู้จักโทษ โดยทั่วไปของทุกขเวทนาแล้ว  คราวนี้มากล่าวกันถึงคุณของทุกขเวทนา ที่ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงกันบ้าง ว่ามีประโยชน์บ้างหรือไม่ อย่างไร

        ทุกขเวทนาที่เราพากันรังเกียจนั้น  เป็นตัวป้องกันทั้งร่างกายแลชีวิตเราอย่างหนึ่งโดยแท้จริง  ลองพิจารณาจากกระบวนธรรมดังต่อไปนี้  ดังเช่น เมื่อมืออันคือส่วนของกาย กระทบคือโผฏฐัพพะกับ ของร้อน

        มือ  ของร้อน กายวิญญาณ  ผัสสะ  สัญญา(จำได้) ทุกขเวทนา สัญญา(หมายรู้) สังขารขันธ์ (กายกรรม-ทางกายสะดุ้งชักมืออกจากไฟทันที ทางวาจาอาจอุทานออกมา ทางใจก็ย่อมเป็นทุกข์)

กล่าวคือ เวทนาที่เกิดขึ้นนี้ย่อมเป็นทุกขเวทนาทั้งฝ่ายกายและใจนั่นเอง  ที่ย่อมยังให้เกิดสังขารขันธ์ทางกายคือกายสังขารหรือการกระทำทางกาย คือเกิดอาการสะดุ้งดึงมือออกมาจากไฟที่เผาลนอยู่นั้น ทางวาจาอาจอุทานออกมา ทางใจก็ย่อมเป็นทุกข์

        โยนิโสมนสิการโดยแยบคาย  ถ้าไม่มีคือไม่เกิดทุกขเวทนาอันรุนแรงขึ้น ย่อมไม่รู้สึกในทุกข์หรือความไม่สบายทางใจและกายที่ทั้งแสนเจ็บปวดแสบร้อนที่ย่อมเกิดขึ้นจากของร้อน ย่อมหมายถึง ไม่มีเหตุปัจจัยให้เกิดกายสังขารคือการกระทำทางกายโดยการดึงมือคือสะดุ้งออกจากของร้อน ผลก็คือกายหรือส่วนของกายคือมือนั้นๆย่อมถูกของร้อนจนบาดเจ็บเสียหายจนอาจถึงความตายได้เป็นที่สุดโดยไม่รู้ตัว  ก็เพราะความที่ไม่เกิดทุกขเวทนาที่เราเกลียดที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกายสังขารชนิดอัตโนมัติขึ้นปกป้องร่างกาย   อีกทั้งเมื่อเกิดทุกขเวทนาทางกายขึ้นอันไม่ชอบใจไม่ถูกใจ ก็ย่อมเกิดความหลาบจำคือเกรงกลัว คือเกิดทุกข์ชนิดอาสวะกิเลส ทุกข์ทางกายที่นอนเนื่องย้อมจิตขึ้น ก็เพื่อปกป้องร่างกายแลชีวิตเรานั่นเอง   ลองพิจารณากายถูกมีดบาด  กายกระทบร้อน กระทบแข็ง หิว กระหาย ฯลฯ. เหล่านี้ล้วนเป็นทุกขเวทนาทางกาย ที่ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกายสังขารทุกข์ต่างๆขึ้นเช่นกัน ที่ล้วนเป็นไปก็เพื่อการปกป้องในกายหรือชีวิตหรือเพื่อการดำเนินชีวิตนั่นเอง  ซึ่งถ้าไม่มีเสียซึ่งทุกขเวทนา กายก็คงถึงกาลแตกดับไปในไม่ช้านั่นเอง  นี้เป็นคุณประโยชน์ข้อหนึ่งของทุกขเวทนา ที่ไม่มีเสียย่อมไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

        ส่วนทุกขเวทนาทางใจ ที่ทำให้เกิดความเร่าร้อนไม่สบายใจนั้น ถ้าไม่มีเสีย ก็ดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้เช่นกัน เพราะทุกขเวทนาย่อมยังให้เกิดสังขารขันธ์อันเป็นทุกข์หรือความทุกข์ใจขึ้นขึ้นในที่สุด และทุกข์ใจนี้ก็เพราะเป็นตัวกระตุ้นเร่งเร้าให้เกิดสิ่งมีประโยชน์ต่างๆในการดำรงชีวิตและต่อโลกจากเหล่าทุกขเวทนาทางใจและสังขารทุกข์ที่เกิดขึ้นมานั้นนั่นแล  ดังเช่น ทุกขเวทนาหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นจากอดอยาก จึงเกิดทุกขเวทนาทางใจขึ้น และย่อมยังให้เกิดสังขารขันธ์ความทุกข์ขึ้น ซึ่งก็ย่อมทำให้บุคคลเหล่าใดเหล่านั้นเกิดการขยันขันแข็งจึงเป็นการปกป้องหรือป้องกันการอดอยาก อันเป็นไปโดยไม่รู้ตัว,  สังขารขันธ์ทุกข์เพราะกลัวจน ก็ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความขยันทำงานขึ้น,  ทุกข์เพราะกลัวผีหรือกลัวตกนรก ก็เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งได้ ที่ทำให้เป็นคนดีอยู่ในศีลธรรม,  ทุกข์ใจเพราะเจ็บป่วยไข้  ก็เป็นเหตุปัจจัยให้รักษา อีกทั้งระมัดระวังป้องกันขึ้น เช่นกลัวไข้หวัด ก็รู้จักการป้องกันให้อบอุ่นก็เนื่องจากการกลัวทุกข์จากหวัดนั่นเอง,  ทุกข์จากความกังวลในสิ่งต่างๆ ก็ทำให้เกิดการระมัดระวังหรือป้องกันขึ้น

        เมื่อโยนิโสมนสิการจนเห็นความจริงในทุกขเวทนาแล้ว  ก็ต้องยอมรับตามจริงว่า  ทุกขเวทนาอันย่อมเป็นสังขารอย่างหนึ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาจากการที่มีเหตุต่างๆดังแสดงในกระบวนธรรมข้างต้น มาเป็นปัจจัยกันจึงเกิดขึ้นได้  ย่อมไม่เที่ยง เป็นทุกขังต้องดับไป และเป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน เพราะตัวตนนั้นเป็นเพียงกลุ่มก้อนหรือมวลรวมหรือฆนะของเหล่าเหตุต่างๆที่มาประชุมเป็นปัจจัยแก่กันและกันเพียงในชั่วขณะระยะหนึ่งๆเท่านั้น  เมื่อไม่มีตัวตนแท้จริงเป็นเพียงฆนะ จึงไม่มีใครไปเป็นเจ้าของมันได้แท้จริงได้แม้กระทั่งเรา  เวทนาทั้งปวงจึงล้วนไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา  เราจึงไม่สามารถไปบังคับบัญชามันได้อย่างแท้จริงว่า เราจะเอาแต่สุขเวทนา หรือเราจะเอาทุกขเวทนาบางประการเพื่อยังชีวิต แต่บางประการเราไม่ต้องการเอา ย่อมไม่ได้ เพราะล้วนเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุที่มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกัน ดังที่กล่าวอยู่เนืองๆในเรื่องขันธ์ ๕ หรือเวทนา   ด้วยเหตุดังนี้เราจำเป็นต้องมีทุกขเวทนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถ้าไม่มีก็ไม่สามารถดำรงขันธ์ได้ดังที่กล่าวข้างต้น

        เมื่อเป็นดังนี้แล้ว รู้โดยแจ่มแจ้งแล้ว ว่าทุกขเวทนาเป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน เป็นส่วนหนึ่งของเวทนาจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่มีเสียก็ไม่ได้  เป็นส่วนหนึ่งของขันธ์ ๕ ที่จำเป็นและอีกทั้งต้องประสานสัมพันธ์กันเพื่อการดำรงชีวิต  เราจึงต้องยอมรับว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  ห้ามเสียก็ไม่ได้  จึงควรอยู่ร่วมกันกับมันด้วยปัญญา กล่าวคือยอมรับความจริง ซึ่งย่อมทำให้ขาดความอยากให้มันหายไปจึงลดความเร่าร้อนหรือตัณหาลงนั่นเอง  เมื่อขาดตัณหาเสียแล้ว  ย่อมไม่สามารถดำเนินไปตามปฏิจจสมุปบันธรรมอันก่อทุกข์ได้ต่อไป  ย่อมหมายถึงไม่สามารถก่อเป็นความทุกข์ชนิดที่ประกอบด้วยอุปาทาน ที่เร่าร้อนรุนแรงยิ่งกว่าทุกขเวทนาตามธรรมคือธรรมชาติ  นอกจากรุนแรงเร่าร้อนกระวนกระวายยิ่งกว่าทุกขเวทนาธรรมดาหรือธรรมชาติแล้ว ยังก่อให้เกิดทุกข์อย่างยาวนานอีกด้วย  กล่าวคือเกิดการวนเวียนปรุงแต่งไม่หยุดหย่อนอยู่ในองค์ธรรมชราในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง  ซึ่งเมื่อปรุงแต่งวนเวียนอยู่เยี่ยงนั้น ก็ย่อมเร่าร้อนรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ อันเป็นไปตามการวนเวียนปรุงแต่งต่างๆนาๆที่ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจของอุปาทานอย่างไม่รู้ตัวหรือแม้รู้ตัวแต่ก็ควบคุมไม่ได้เสียแล้ว 

       เวทนาดับ ไม่ได้หมายถึงการไปดับเวทนา แต่มีความหมายถึงเวทนานั้นแม้มีอยู่ แต่ไม่ส่งผลให้เกิดสังขารขันธ์ทุกข์ที่ประกอบด้วยกิเลส(อุปาทาน) เช่น โกรธ เสียใจ ฯ. อันเร่าร้อนรุนแรง  เพราะเวทนาเป็นขันธ์ เป็นอนัตตาทำงานตามหน้าที่และเป็นอิสระจากเรา ควบคุมบังคับไม่ได้ ด้วยเป็นอนัตตา

 ยังเรียบเรียงไม่เสร็จ

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ