ทุกขเวทนาหรือทุกข์ที่พากันรังเกียจ

        ทุกขเวทนาหรือทุกข์ ที่ปุถุชนล้วนพากันเกลียดและกลัวกันอย่างยิ่งเป็นปกติวิสัย ไม่อยากประสบพบพานคือไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยนั้น  ตามความเป็นจริงอย่างปรมัตถ์แล้ว กลับกลายเป็นว่า เป็นสิ่งจําเป็นที่ต้องมีในการดำเนินชีวิตในสรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง  ชนิดที่ว่า ถ้าไม่มีทุกขเวทนาหรือทุกข์ทั้งปวงเหล่านี้เสียแล้ว สัตว์โลกย่อมไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เลย  จึงควรทำความรู้จักกับทุกขเวทนาหรือทุกข์นี้ให้แจ่มแจ้ง  จะได้ยอมรับตามความเป็นจริง อีกทั้งไม่เกรงกลัวในทุกข์อีกต่อไป อีกทั้งรู้ในคุณของทุกข์หรือทุกขเวทนาอีกด้วย  จะได้ไม่เกิดความรังเกียจและเกรงกลัวจนเกิดตัณหาคือวิภวตัณหา กล่าวคือไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เป็น  ทั้งๆที่ทุกขเวทนาเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งอันจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตให้เป็นปกติธรรมดา   และเมื่อเกิดตัณหา หรือวิภวตัณหาขึ้นแล้วคือไม่อยากให้เกิดขึ้นหรือเป็นไป ก็ย่อมเป็นการดำเนินไปตามปฏิจจสมุปบันธรรม  กล่าวคือทุกข์เวทนาอันเป็นทุกข์ธรรมชาตินี้ ย่อมแปรปรวนไปเป็นทุกขเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน คือเวทนูปาทาน อันเป็นทุกข์ที่แตกต่างจากทุกขเวทนาโดยธรรมชาติ  เพราะมีทั้งความเร่าร้อน ทั้งความเผาลน อีกทั้งทุรนทุราย เสียยิ่งกว่าทุกขเวทนาโดยธรรมคือธรรมชาติยิ่งนัก  และเวทนูปาทานขันธ์นี้นี่เองที่เราทั้งหลายสมควรเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องดับไป ไม่ให้เกิด ไม่ให้มี ไม่ให้เป็น และเป็นสิ่งที่สามารถดับไปได้ด้วยธรรมโอสถขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ซึ่งเวทนูปาทานนี้ย่อมไม่เหมือนกับทุกขเวทนาที่ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดาและเป็นไปตามเหตุปัจจัยจึงไม่สามารถไปควบคุมบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาได้

        ทุกขเวทนา ก็เหมือนสรรพสิ่งทั้งหลายที่ย่อมมีทั้งคุณและโทษ  ฝ่ายโทษของทุกขเวทนา ก็คือความไม่สบายกาย,ไม่สบายใจนั้น ก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่  ตามความเป็นจริงแล้วทุกขเวทนาก็คือทุกข์อย่างหนึ่งจริงๆ อย่างแน่แท้  แต่ถึงแม้เป็นทุกข์ที่พากันรังเกียจ ไม่อยากพบพาน ไม่อยากให้เกิดขึ้น ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เป็น แม้สักเท่าใดก็ตามที แต่ความที่เป็นทุกข์ธรรมชาติที่หมายถึง เป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติในผู้มีชีวิต กล่าวคือ ไม่ว่าผู้ใด, ไม่ว่าอย่างไรเสีย ก็ต้องเกิดขึ้น ไม่ให้เกิดขึ้นก็ไม่ได้  เพราะเป็นกระบวนธรรมอย่างหนึ่งของชีวิตเพื่อการดำรงชีวิตที่ต้องเกิดขึ้นเมื่อมีการผัสสะกับสิ่งต่างๆคือเหล่าอายตนะภายนอกอันมี รูป๑ รส๑ กลิ่น๑ เสียง๑ สัมผัส๑ ธรรมารมณ์๑ เหล่านี้ทั้งปวงนั่นเอง แล้วย่อมต้องเกิดเวทนา เป็นสุข๑ เป็นทุกข์๑ ไม่สุขไม่ทุกข์๑ อย่างใดอย่างหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของชีวิต   ส่วนการที่มีผู้กล่าวกันว่า เมื่อผัสสะกับอายตนะภายนอกบางสิ่งบางประการแล้ว ไม่รู้สึกอะไร หรือไม่มีอะไร หรือเฉยๆ หรือไม่เกิดเวทนาใดๆ เหล่านั้นนั่นแหละคือไม่สุขไม่ทุกข์หรืออุเบกขาเวทนานั่นเอง  ฉนั้นจึงไม่ใช่ว่าเมื่อไม่รู้สึกรู้สาคือเฉยๆแล้ว คือการไม่เกิดเวทนาใดๆขึ้น  ย่อมเกิดเวทนาขึ้น เพียงแต่เป็นอุเบกขาเวทนาเท่านั้น  เพราะเวทนาเป็นขันธ์คือส่วนหรือกอง ที่จำเป็นของชีวิตและการดำเนินชีวิต อันมีทั้งหมด ๕ ขันธ์ คือขันธ์๕ ด้วยกันนั่นเอง   ดังนั้นโทษของทุกขเวทนาอันทำให้เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจนั้นจึงเป็นที่รู้ๆกันและเป็นที่รังเกียจกันโดยทั่วไปของปุถุชน   แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาโดยละเอียดและแยบคาย(โยนิโสมนสิการ)แล้วจะพบความจริงว่า แม้เป็นทุกข์อันระอา คือทนอยู่ด้วยยากคือไม่อยากทนอยู่ด้วย หรือความไม่สบายกายไม่สบายใจ  แม้ไม่สามารถหลีกหนีได้ แต่เป็นทุกข์ที่ไม่เร่าร้อน เผาลน และกระวนกระวาย อีกทั้งวนเวียนเข้าไปปรุงแต่ง เท่ากับเหล่าทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทานซึ่งผู้เขียนเรียกง่ายๆว่าทุกข์อุปาทาน คือจากเหล่าเวทนูปาทานนั่นเอง

        ดังนั้นคุณสมบัติของทุกขเวทนา จึงพอจัดแสดงได้โดยสังเขปเป็นข้อได้ดังนี้

        ๑. เป็นทุกข์ธรรมชาติ  ที่ย่อมเกิดขึ้นกับผู้มีชีวิตทั้งปวง ไม่มีข้อยกเว้น ดังเช่น หิว กระหาย ปวดปัสสาวะอุจจาระ ปวดฟัน ปวดท้อง กระทบกับเหล่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ฯลฯ. และเมื่อมีการผัสสะกับอายตนะภายนอกใดๆ ก็ย่อมเป็นไปตามสัญญาอันขุ่นมัว(กิเลส)ในอายตนะภายนอกนั้นๆ ดังเช่นเมื่อ ตา กระทบกับ รูป ที่มีสัญญาขุ่นมัวคือกิเลสในรูปนั้นๆประกอบอยู่ ก็ย่อมเกิดทุกข์หรือทุกขเวทนาขึ้นเป็นธรรมดา ไม่เป็นอื่นไปได้ (ยกเว้นกดข่มไว้ได้ด้วยกำลังอยู่ในอำนาจของฌานหรือสมาธิ ซึ่งเป็นการชั่วคราวหรือวิกขัมภนวิมุตติ)

        ๒. แม้เป็นทุกข์ ไม่สบายกายไม่สบายใจอันเร่าร้อน แต่ก็ขาดเสียซึ่งความเผาลน กระวนกระวาย ทั้งไม่ประกอบด้วยการวนเวียนปรุงแต่งยาวนานเกินความจริง  เหมือนดั่งเหล่าความทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน คือเกิดเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทานคือเวทนูปาทาน อันแสนเร่าร้อน และยาวนานเกินความจริงจากการวนเวียนไปปรุงแต่งด้วยอำนาจของอุปาทานอันดำเนินไปในองค์ธรรมชราในวงจรปฏิจจสมุปบาท

        เมื่อรู้จักโทษ โดยทั่วไปของทุกขเวทนาแล้ว  คราวนี้มากล่าวกันถึงคุณของทุกขเวทนา ที่ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงกันบ้าง ว่ามีประโยชน์บ้างหรือไม่ อย่างไร

        ทุกขเวทนาที่เราพากันรังเกียจนั้น  เป็นตัวป้องกันทั้งร่างกายแลชีวิตเราอย่างหนึ่งโดยแท้จริง  ลองพิจารณาจากกระบวนธรรมดังต่อไปนี้  ดังเช่น เมื่อมืออันคือส่วนของกาย กระทบคือโผฏฐัพพะกับ ไฟ

        มือ  ไฟ กายวิญญาณ  ผัสสะ  สัญญา(ความจำได้,หมายรู้) ทุกขเวทนา สัญญา(หมายรู้,หมายกระทำ) สังขารขันธ์

กล่าวคือ เวทนาที่เกิดขึ้นนี้ย่อมเป็นทุกขเวทนาทั้งฝ่ายกายและใจนั่นเอง  ที่ย่อมยังให้เกิดสังขารขันธ์ทางกายคือกายสังขารหรือการกระทำทางกาย คือเกิดอาการดึงมือออกมาจากไฟที่เผาลนอยู่นั้น

        โยนิโสมนสิการโดยแยบคาย  ถ้าไม่มีคือไม่เกิดทุกขเวทนาอันรุนแรงขึ้น ย่อมไม่รู้สึกในทุกข์หรือความไม่สบายทางใจและกายที่ทั้งแสนเจ็บปวดแสบร้อนที่ย่อมเกิดขึ้นจากการเผาลนของไฟ ย่อมหมายถึง ไม่มีเหตุปัจจัยให้เกิดกายสังขารคือการกระทำทางกายโดยการดึงมือคือสะดุ้งออกจากไฟ ผลก็คือกายหรือส่วนของกายคือมือนั้นๆย่อมถูกไฟเผาไหม้จนเสียหายจนอาจถึงความตายได้เป็นที่สุดโดยไม่รู้ตัว  ก็เพราะความที่ไม่เกิดทุกขเวทนาที่เราเกลียดที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกายสังขารชนิดอัติโนมัติขึ้นปกป้องร่างกาย   อีกทั้งเมื่อเกิดทุกขเวทนาทางกายขึ้นอันไม่ชอบใจไม่ถูกใจ ก็ย่อมเกิดความหลาบจำคือเกรงกลัว คือเกิดทุกข์ชนิดอาสวะกิเลส ทุกข์ทางกายที่นอนเนื่องย้อมจิตขึ้น ก็เพื่อปกป้องร่างกายแลชีวิตเรานั่นเอง   ลองพิจารณากายถูกมีดบาด  กายกระทบร้อน กระทบแข็ง หิว กระหาย ฯลฯ. เหล่านี้ล้วนเป็นทุกขเวทนาทางกาย ที่ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกายสังขารต่างๆขึ้น ที่ล้วนเป็นไปก็เพื่อการปกป้องในกายหรือชีวิตหรือเพื่อการดำเนินชีวิตนั่นเอง  ซึ่งถ้าไม่มีเสียซึ่งทุกขเวทนา กายก็คงถึงการแตกดับไปในไม่ช้านั่นเอง  นี้เป็นคุณประโยชน์ข้อหนึ่งของทุกขเวทนา ที่ไม่มีเสียย่อมไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

        ส่วนทุกขเวทนาทางใจ ที่ทำให้เกิดความเร่าร้อนไม่สบายใจนั้น ถ้าไม่มีเสีย ก็ดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้เช่นกัน เพราะเป็นตัวกระตุ้นเร่งเร้าให้เกิดสิ่งมีประโยชน์ต่างๆในการดำรงชีวิตและต่อโลกจากเหล่าทุกขเวทนาทางใจที่เกิดขึ้นมานั้นนั่นแล  ดังเช่น ทุกขเวทนาหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความกลัวอดอยาก ซึ่งเป็นธรรมารมณ์ชนิดมีอามิสคือกิเลสนั่นเอง จึงเกิดทุกขเวทนาทางใจขึ้น  ซึ่งก็ย่อมทำให้บุคคลเหล่าใดเหล่านั้นเกิดการขยันขันแข็งจึงเป็นการปกป้องหรือป้องกันการอดอยาก อันเป็นไปโดยไม่รู้ตัว,  ทุกข์เพราะกลัวจน(ธรรมมารมณ์ความคิดความนึกเจือกิเลส) ก็ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความขยันทำงานขึ้น,  ทุกข์เพราะกลัวผีหรือกลัวตกนรก ก็เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งได้ ที่ทำให้เป็นคนดีอยู่ในศีลธรรม,  ทุกข์ใจเพราะเจ็บป่วยไข้  ก็เป็นเหตุปัจจัยให้รักษา อีกทั้งระมัดระวังป้องกันขึ้น เช่นกลัวไข้หวัด ก็รู้จักการป้องกันให้อบอุ่นก็เนื่องจากการกลัวทุกข์จากหวัดนั่นเอง,  ทุกข์จากความกังวลในสิ่งต่างๆ ก็ทำให้เกิดการระมัดระวังหรือป้องกันขึ้น

        เมื่อโยนิโสมนสิการจนเห็นความจริงในทุกขเวทนาแล้ว  ก็ต้องยอมรับตามจริงว่า  ทุกขเวทนาอันย่อมเป็นสังขารอย่างหนึ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาจากการที่มีเหตุต่างๆดังแสดงในกระบวนธรรมข้างต้น มาเป็นปัจจัยกันจึงเกิดขึ้นได้  ย่อมไม่เที่ยง เป็นทุกขังต้องดับไป และเป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน เพราะตัวตนนั้นเป็นเพียงกลุ่มก้อนหรือมวลรวมหรือฆนะของเหล่าเหตุต่างๆที่มาประชุมเป็นปัจจัยแก่กันและกันเพียงในชั่วขณะระยะหนึ่งๆเท่านั้น  เมื่อไม่มีตัวตนแท้จริงเป็นเพียงฆนะ จึงไม่มีใครไปเป็นเจ้าของมันได้แท้จริงได้แม้กระทั่งเรา  เวทนาทั้งปวงจึงล้วนไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา  เราจึงไม่สามารถไปบังคับบัญชามันได้อย่างแท้จริงว่า เราจะเอาแต่สุขเวทนา หรือเราจะเอาทุกขเวทนาบางประการเพื่อยังชีวิต แต่บางประการเราไม่ต้องการเอา ย่อมไม่ได้ เพราะล้วนเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุที่มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกัน ดังที่กล่าวอยู่เนืองๆในเรื่องขันธ์ ๕ หรือเวทนา   ด้วยเหตุดังนี้เราจำเป็นต้องมีทุกขเวทนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถ้าไม่มีก็ไม่สามารถดำรงขันธ์ได้ดังที่กล่าวข้างต้น

        เมื่อเป็นดังนี้แล้ว รู้โดยแจ่มแจ้งแล้ว ว่าทุกขเวทนาเป็นสิ่งจำเป็น เป็นส่วนหนึ่งของเวทนาจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่มีเสียก็ไม่ได้  เป็นส่วนหนึ่งของขันธ์ ๕ ที่จำเป็นและอีกทั้งต้องประสานสัมพันธ์กันเพื่อการดำรงชีวิต  เราจึงต้องยอมรับว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  ห้ามเสียก็ไม่ได้  จึงควรอยู่ร่วมกันกับมันด้วยปัญญา กล่าวคือยอมรับความจริง ซึ่งย่อมทำให้ขาดความเร่าร้อนหรือตัณหาลงนั่นเอง  เมื่อขาดตัณหาเสียแล้ว  ย่อมไม่สามารถดำเนินไปตามปฏิจจสมุปบันธรรมอันก่อทุกข์ได้ต่อไป  ย่อมหมายถึงไม่สามารถก่อเป็นความทุกข์ชนิดที่ประกอบด้วยอุปาทาน ที่เร่าร้อนรุนแรงยิ่งกว่าทุกขเวทนาตามธรรมคือธรรมชาติ  นอกจากรุนแรงเร่าร้อนกระวนกระวายยิ่งกว่าทุกขเวทนาธรรมดาหรือธรรมชาติแล้ว ยังก่อให้เกิดทุกข์อย่างยาวนานอีกด้วย  กล่าวคือเกิดการวนเวียนปรุงแต่งไม่หยุดหย่อนอยู่ในองค์ธรรมชราในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง  ซึ่งเมื่อปรุงแต่งวนเวียนอยู่เยี่ยงนั้น ก็ย่อมเร่าร้อนรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ อันเป็นไปตามการวนเวียนปรุงแต่งต่างๆนาๆที่ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจของอุปาทานอย่างไม่รู้ตัวหรือแม้รู้ตัวแต่ก็ควบคุมไม่ได้เสียแล้ว 

   เวทนาดับ ไม่ได้หมายถึงการดับเวทนา หรือไม่เกิดเวทนาขึ้น แต่มีความหมายถึงเวทนานั้นๆไม่ส่งผลให้เกิดทุกข์อีกต่อไป

 

กำลังเรียบเรียง

 

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

   

 

hit counter