buddha

ชาติธรรมวรรคที่ ๔

พุทธพจน์ และ พระสูตร ๘๔

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๘

 

ชาติอาทิธัมมสูตร

        ชาติธรรมสูตร [๓๖] แสดงถึง ธรรมหรือธรรมชาติของการเกิด(ชาติ)ของสังขาร ดังขันธ์ ๕

        ชราธรรมสูตร [๓๗] แสดงถึง ธรรมหรือธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง,การแปรปรวน,การเสื่อมไป(ชรา)ของขันธ์ทั้งปวง เป็นธรรมดา

        พยาธิธรรมสูตร [๓๘] แสดงถึง ธรรมหรือธรรมชาติของการเจ็บป่วย,ไข้(พยาธิ)ของขันธ์ เป็นธรรมดา

        มรณธรรมสูตร [๓๙] แสดงถึง ธรรมหรือธรรมชาติของการตาย(มรณะ)ของขันธ์ เป็นธรรมดา  ไม่เป็นอื่นไปได้..............ฯลฯ.

        นิโรธธรรมสูตร [๔๕] แสดงถึง ธรรมหรือธรรมชาติของความดับไป(นิโรธ)ของขันธ์ เป็นธรรมดา.

        โยนิโสมนสิการในพระสูตรนี้โดยแยบคาย จักพบความจริงหรือเข้าใจในสภาวธรรมหรือธรรมชาติได้แจ่มแจ้งขึ้น โดยทั่วไปนั้นเมื่อกล่าวถึงชาติมักจะไปหมายกันว่าชาติที่เกิดที่เป็นตัวตนจากท้องแม่แต่ฝ่ายเดียว  ตามเป็นจริงแล้วชาติในภาษาธรรมนั้น หมายถึงการเกิดของสังขารต่างๆ กล่าวคือเมื่อถูกปรุงแต่งขึ้น ก็เรียกว่าชาติหรือการเกิด ดังนั้นจึงไม่ใช่มีแต่ชาติที่หมายถึงการเกิดเป็นตัวตนหรือชีวิตแต่อย่างเดียว,  ชาติจึงครอบคลุมทั้งการเกิด(ชาติ)ของสังขาร(สิ่งถูกปรุงแต่ง)ต่างๆ แม้ขันธ์ทั้ง ๕  ส่วนในสังขารอื่นๆก็เช่นเดียวกัน  กล่าวคือ ชรา-ความเสื่อมความแปรปรวนของสังขารต่างๆทังปวง  หรือมรณะ-ความดับไปของสังขารต่างๆทั้งปวง  โดยทั่วไปปุถุชนมักพิจารณาหรือเข้าใจไปถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตายของตัวตนหรือชีวิตแต่ฝ่ายเดียว  พึงเปิดใจให้กว้าง วางความเชื่อความเข้าใจเดิมๆโดยทั่วไปสักครู่  พิจารณาในสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริงให้เห็นการเกิด...การแปรปรวน....การดับไป ฯ.  อันพึงเกิดขึ้นแก่สังขารอื่นๆของชีวิตด้วยเช่นกัน ดังเช่น อายตนะต่างๆที่ผัสสะกับอารมณ์ต่างๆ  หรือการเกิดแต่เหตุปัจจัยของสังขารทั้งหลายด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ไม่ว่าจิต เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ฯลฯ. ต่างก็ล้วนเป็นสังขารอันเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นด้วยเหตุปัจจัย จึงมีการเกิดขึ้น  แปรปรวน  และดับไปเป็นธรรมดาเช่นกัน กล่าวคือ อยู่ในสภาวะเกิดดับ เกิดดับๆ...ฯ. เยี่ยงนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่มีตัวตนของตนอย่างจริง ใช้ปัญญาโดยแยบคายในการพิจารณาความในพระสูตร  อันมีความดังนี้  (ข้อความในวงเล็บเป็นคำอธิบายประกอบการพิจารณาของผู้เขียน  ต้องการอ่านพระสูตรล้วน คลิกที่นี่)

        พึงพิจารณาในพระสูตรโดยแยบคาย พึงเห็นการเกิด การดับ แม้การชรา ก็ล้วนเพราะจากการเป็นเหตุปัจจัยกันของสังขารทั้งปวง แม้ขันธ์ทั้ง ๕ ด้วย

ชาติธรรมวรรคที่ ๔

ชาติธรรมสูตร

        [๓๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้นแล  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สิ่งทั้งปวงมความเกิดเป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็สิ่งทั้งปวงที่มีความเกิดเป็นธรรมดาคืออะไรเล่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คือ จักษุ  รูป  จักษุวิญญาณ  จักษุสัมผัส(ผัสสะ) มีความเกิดเป็นธรรมดา (กล่าวคือ ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย)

แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย  ก็มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ.

(ตารูป จักษุวิญญาณ จักษุผัสสะ เวทนา มีความเกิดเป็นสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้างเป็นธรรมดา ฯ)

ใจ  ธรรมารมณ์  มโนวิญญาณ  มโนสัมผัส(ผัสสะ)  มีความเกิด(ของจิตหนึ่งขึ้น  จนเกิดเวทนาขึ้น)เป็นธรรมดา (กล่าวคือ ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย)

(ใจธรรมมารมณ์เช่นคิด มโนวิญญาณ มโนผัสสะ...จิตหนึ่งก็มีความเกิดการทำงานขึ้นเป็นธรรมดา)

แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัส(ข้างต้น)เป็นปัจจัย  ก็มีความเกิดเป็นธรรมดา

(ใจคิด มโนวิญญาณ มโนผัสสะ เวทนามีความเกิดเป็นสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้างเป็นธรรมดา ฯ)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้

ย่อมเบื่อหน่าย(นิพพิทา) ทั้งในจักษุ  ทั้งในรูป  ทั้งในจักษุวิญญาณ  ทั้งในจักษุสัมผัส

ทั้งในสุขเวทนา  ทุกขเวทนา  หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น  เพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ

ทั้งในใจ  ทั้งในธรรมารมณ์  ทั้งในมโนวิญญาณ  ทั้งในมโนสัมผัส

ทั้งในสุขเวทนา  ทุกขเวทนา  หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด  เพราะคลายกำหนัด  ย่อมหลุดพ้น

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว  รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว

กิจควรทำ ทำเสร็จแล้ว   กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้ ฯ

ชราธรรมสูตร

        [๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความแก่(ชรา)เป็นธรรมดา  คืออะไรเล่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คือ จักษุ  รูป  จักษุวิญญาณ  จักษุสัมผัส(ผัสสะ)ความชรา(ความแปรปรวนความเปลี่ยแปลง)เป็นธรรมดา

แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย  ก็มีความชรา(ความแปรปรวน)เป็นธรรมดา ...........ฯลฯ.

ใจ  ธรรมารมณ์  มโนวิญญาณ  มโนสัมผัส(ผัสสะ)  มีความชรา(ความแปรปรวนของจิตขึ้น)เป็นธรรมดา

แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย  ก็มีความชรา(แปรปรวนขึ้น)เป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้

ย่อมเบื่อหน่าย(นิพพิทา) ทั้งในจักษุ  ทั้งในรูป  ทั้งในจักษุวิญญาณ  ทั้งในจักษุสัมผัส

ทั้งในสุขเวทนา  ทุกขเวทนา  หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น  เพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ

ทั้งในใจ  ทั้งในธรรมารมณ์  ทั้งในมโนวิญญาณ  ทั้งในมโนสัมผัส

ทั้งในสุขเวทนา  ทุกขเวทนา  หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด  เพราะคลายกำหนัด  ย่อมหลุดพ้น

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว  รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว

กิจควรทำ ทำเสร็จแล้ว   กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้ ฯ

(ข้อความเหมือนกันใน พยาธิธรรมสูตร  มรณธรรมสูติ  โสกธรรมสูตร ฯ)

        [๓๘] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความป่วยไข้(พยาธิ)เป็นธรรมดา ...ข้อความดังข้างต้น ฯ

        [๓๙] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความตายเป็นธรรมดา ... ฯ         

        [๔๐] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความเศร้าโศกเป็นธรรมดา ... ฯ   

        [๔๑] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ... ฯ

        [๔๒] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา ... ฯ      

        [๔๓] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ... ฯ   

        [๔๔] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีเหตุให้เกิดเป็นธรรมดา ... ฯ       

        [๔๕] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา             

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงที่มีความดับไปเป็นธรรมดา คือ อะไรเล่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คือ จักษุ  รูป  จักษุวิญญาณ  จักษุสัมผัส มีความดับไปเป็นธรรมดา

แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย

ก็มีความดับไปเป็นธรรมดา...ฯลฯ

ใจ  ธรรมารมณ์  มโนวิญญาณ  มโน สัมผัส  มีความดับไปเป็นธรรมดา

แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย

ก็มีความดับไปเป็นธรรมดา

        ดูกร ภิกษุทั้งหลาย  อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้

ย่อมเบื่อหน่าย(นิพพิทา) ทั้งในจักษุ  ทั้งในรูป  ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส

ทั้งในสุขเวทนา  ทุกขเวทนา  หรืออทุกขมสุขเวทนา  ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ...ฯลฯ

ทั้งในใจ  ทั้งในธรรมารมณ์  ทั้งในมโนวิญญาณ  ทั้งในมโนสัมผัส  ทั้งในสุขเวทนา

ทั้งในทุกขเวทนา  ทั้งในอทุกขมสุขเวทนา  ที่เกิดเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด  เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว

รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว

กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี ฯ

จบชาติธรรมวรรคที่ ๔

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

         ๑. [๓๖] ชาติธรรมสูตร(ความเกิด)  ๒. [๓๗] ชราธรรมสูตร(ความแก่,ความเสื่อม,ความแปรปรวน)  ๓. [๓๘] พยาธิธรรมสูตร(ความป่วย,ความเจ็บไข้)  ๔. [๓๙] มรณธรรมสูตร(ความตาย, ความดับไป)  ๕. [๔๐] โสกธรรมสูตร(ความเศร้าโศก)  ๖. [๔๑] สังกิเลสธรรมสูตร(ความเศร้าหมอง)  ๗. [๔๒] ขยธรรมสูตร(ความสิ้นไป)  ๘. [๔๓] วยธรรมสูตร(ความเสื่อมไป)  ๙. [๔๔] สมุทยธรรมสูตร(เหตุให้เกิด)  ๑๐. [๔๕] นิโรธธรรมสูตร(ความดับไป) ฯ .  อันมีเนื้อความเหมือนกัน

เมื่อพิจารณาโดยการโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย จะเห็นความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  ความแก่เป็นธรรมดา...ฯ...ความดับไปเป็นธรรมดา

พึงระลึก หรือพิจารณาอยู่เนืองๆให้แตกฉานว่า

          ตา กระทบ รูป   จักษุวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  การประจวบกันของธรรมทั้ง๓ เรียกว่าผัสสะ  ย่อมเกิดเวทนา เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นอทุกขมสุขเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา  ไม่สามารถเป็นอื่นไปได้

          หู กระทบ เสียง   โสตวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  การประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ เรียกว่าผัสสะ  ย่อมเกิดเวทนา เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นอทุกขมสุขเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา

          จมูก กระทบ กลิ่น   ฆนะวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  การประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ เรียกว่าผัสสะ  ย่อมเกิดเวทนา เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นอทุกขมสุขเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา

          ลิ้น กระทบ รส   ชิวหาวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  การประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ เรียกว่าผัสสะ  ย่อมเกิดเวทนา เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นอทุกขมสุขเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา

          กาย กระทบ โผฏฐัพพะ   กายวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  การประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ เรียกว่าผัสสะ  ย่อมเกิดเวทนา เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นอทุกขมสุขเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา

          ใจ กระทบ ธรรมารมณ์   มโนวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  การประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ เรียกว่าผัสสะ  ย่อมเกิดเวทนา เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นอทุกขมสุขเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา

กระบวนธรรมเหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปเหมือนกันทั้งในปุถุชน และพระอริยเจ้า เพราะเป็นสภาวธรรมของชีวิต

เหตุเหล่าใดเล่า?  จึงยังผลให้แตกต่างกัน

กล่าวคือพระอริยเจ้าจึงไม่เกิดอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเผาลน

หาเหตุหาผลได้ในปฏิจจสมุปบาท

หรือเมื่อเข้าใจว่า พึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอย่างแจ่มแจ้งแล้ว  จักแก้ไขเยี่ยงไร

ชาติธรรมวรรคที่ ๔

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘

 

 

กลับสารบัญ