buddha

โลกธรรมสูตร และโลกวิปัตติสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร.

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓

 คลิกขวาเมนู  

             ธรรม ที่กล่าวถึงธรรมชาติของโลก หรือโลกธรรม,  ธรรม(สิ่ง)ที่เป็นของคู่กับโลกเป็นธรรมดา  กล่าวคือเป็นธรรมชาติที่ย่อมเกิดขึ้นแก่ทุกรูปนามที่ดำรงค์ขันธ์คือชีวิตอยู่ในโลกนั่นเอง   เพียงแต่ว่าเมื่อบังเกิดขึ้นแ้ล้วเป็นธรรมดาอันเป็นไปตามธรรมคือธรรมชาติกับปุถุชน แม้แต่กับพระอริยบุคคล  แต่มีผลเกิดขึ้นที่มีความแตกต่างกันยิ่ง กล่าวคือฝ่ายหนึ่งเป็นทุกข์อันเร่าร้อนด้วยทุกข์อุปาทาน   ส่วนอริยสาวกเป็นเพียงทุกขเวทนาคือทุกข์โดยธรรมหรือธรรมชาติเท่านั้น  ด้วยเหตุอันใด?

โลกธรรมสูตร

             [๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้ ย่อมหมุนไปตามโลก

และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ ๘ ประการเป็นไฉน คือ

ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก

และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการนี้ ฯ

                          ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑

                          ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑   นินทา ๑ สรรเสริญ ๑   สุข ๑ ทุกข์ ๑

                          เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่แน่นอน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

                          แต่ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ มีสติ ทราบธรรมเหล่านั้นแล้ว

                          พิจารณาเห็นว่า มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

                          ธรรมอันน่าปรารถนา ย่อมย่ำยีจิตของท่านไม่ได้

                          ท่านย่อมไม่ยินร้ายต่ออนิฏฐารมณ์  

                          ท่านขจัดความยินดีและความยินร้ายเสียได้จนไม่เหลืออยู่

                          อนึ่ง ท่านทราบทางนิพพานอันปราศจากธุลี

                          ไม่มีความเศร้าโศก เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ

                          ย่อมทราบได้อย่างถูกต้อง ฯ

จบสูตรที่ ๕

โลกวิปัตติสูตร

             [๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก

และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ   ๘ ประการเป็นไฉน คือ

ลาภ ๑   ความเสื่อมลาภ ๑

ยศ ๑   ความเสื่อมยศ ๑

นินทา ๑   สรรเสริญ ๑
สุข ๑   ทุกข์ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก

และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการนี้, ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ลาภก็ดี  ความเสื่อมลาภก็ดี,

ยศก็ดี  ความเสื่อมยศก็ดี,

นินทาก็ดี  สรรเสริญก็ดี  

สุขก็ดี  ทุกข์ก็ดี

ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ(ไม่ตั้งใจฟัง, หมายถึงไม่เข้าใจ)

ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่อริยสาวกผู้ได้สดับ(ตั้งใจฟัง, หมายถึงเข้าใจ)

(กล่าวคือ ไม่ว่าอย่างไรเสีย ก็ยังคงเกิดขึ้นแม้แก่บุคคลทั้ง ๒  ดังกล่าวเป็นธรรมดา  หากแต่ว่า)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในข้อนี้จะมีอะไรแปลกกัน  มีอะไรผิดกัน

มีอะไรเป็นข้อแตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับ  กับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฯ.
      ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย

มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งอาศัย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้

แจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด ภิกษุทั้งหลายได้สดับต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ
     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง

จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ(ผู้ไม่เข้าใจ)
เขา
(ย่อม)ไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ลาภนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา

ก็แต่ว่าลาภนั้นเป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ความเสื่อมลาภ... ยศ... ความเสื่อมยศ... นินทา... สรรเสริญ... สุข... ทุกข์   
ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ  เขา
(ย่อม)ไม่ตระหนักชัด  ไม่ทราบชัด

ตามความเป็นจริงว่า  ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  ก็แต่(เพราะ)ว่า

ทุกข์นั้นไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของเขาได้  แม้ความเสื่อมลาภ ...
แม้ยศ ... แม้ความเสื่อมยศ ...

แม้นินทา ... แม้สรรเสริญ ...

แม้สุข ... แม้ทุกข์  ย่อมครอบงำจิตของเขาได้

เขาย่อมยินดี(ใน)ลาภที่เกิดขึ้นแล้ว  ย่อม(ย่อม)ยินร้ายในความเสื่อมลาภ,

ย่อมยินดียศที่เกิดขึ้น  ย่อมยินร้ายในความเสื่อมยศ,

ย่อมยินดีสรรเสริญ ที่เกิดขึ้นแล้ว  ย่อมยินร้ายในนินทา,

ย่อมยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว   ย่อมยินร้ายในทุกข์
เขาประกอบด้วยความยินดียินร้าย(ตัณหา)อย่างนี้  ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์ ฯ

(เป็นการดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง)
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ลาภย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ
(ผู้เข้าใจ เช่นกัน)

(แต่)อริยสาวกนั้น ย่อมตระหนักชัด  (ย่อม)ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า

ลาภเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ลาภนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ความเสื่อมลาภ ... ยศ ... ความเสื่อมยศ ... นินทา ... สรรเสริญ ... สุข ... ทุกข์

ย่อมเกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ(เช่นกัน),

(แต่)อริยสาวกนั้นย่อมตระหนักชัด  ทราบชัดตามความจริงว่า

ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า  ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้  แม้ความเสื่อมลาภ ... แม้ยศ ... แม้ความ
เสื่อมยศ ... แม้นินทา ... แม้สรรเสริญ ... แม้สุข ... แม้ทุกข์ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้

ท่านย่อมไม่ยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว  ไม่ยินร้ายในความเสื่อมลาภ
ไม่ยินดียศที่เกิดขึ้นแล้ว  ไม่ยินร้ายในความเสื่อมยศ

ไม่ยินดีความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว  ไม่ยินร้ายในนินทา

ไม่ยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว  ไม่ยินร้ายในทุกข์
ท่านละความยินดียินร้าย(ตัณหา)ได้แล้วเด็ดขาดอย่างนี้  ย่อมพ้นไปจาก ชาติ ชรา มรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส  เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความแปลกกัน ผิดกัน แตกต่างกัน

ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับ  กับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฯ
          ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ๑  ความเสื่อมลาภ ๑
          ยศ ๑  ความเสื่อมยศ ๑,

          นินทา ๑  สรรเสริญ ๑,

          สุข ๑  ทุกข์ ๑
          เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่แน่นอน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
          แต่ท่านผู้เป็นนักปราชญ์
มีสติ ทราบธรรมเหล่านั้นแล้ว
          พิจารณาเห็นว่า มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
 

          (ดังนั้นแม้)ธรรมอันน่าปรารถนา ย่อมย่ำยีจิตของท่านไม่ได้

          ท่านย่อมไม่ยินร้ายต่ออนิฏฐารมณ์

          ท่านขจัดความยินดีและยินร้ายเสียได้จนไม่เหลืออยู่
          อนึ่ง ท่านทราบทางนิพพานอันปราศจากธุลี ไม่มีความเศร้าโศก

          เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ย่อมทราบได้อย่างถูกต้อง ฯ

จบสูตรที่ ๖

           โยนิโสมนสิการ   สภาวธรรมของการมีลาภ มีเสื่อมลาภ    การมียศ มีเลื่อมยศ    การมีสรรเสริญ มีนินทา   การมีสุข มีทุกข์    สิ่งเหล่านี้เป็นสภาวธรรม หรือธรรมชาติอันเกิดขึ้นทั้งต่อปุถุชน และแม้อริยสาวกผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วเป็นธรรมดา  ทั้ง ๒ โดยธรรมหรือธรรมชาตินั่นเอง   ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้แม้ในอริยบุคคล   เพียงแต่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วในปุถุชนก็จะเกิดความยินดีหรือยินร้ายอันล้วนเป็นตัณหา จึงเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน  จึงเป็นปัจจัยใหเกิดภพ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดชาติอันคือการเกิดขึ้นแห่งทุกข์  อันเป็นปัจจัยให้เกิดชราอันคืออุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์เร่าร้อนกระวนกระวายวนเวียนคิดปรุงแต่งอยู่ในกองทุกข์   จนกว่ามรณะดับไป พร้อมเป็นปัจจัยให้เกิดอาสวะกิเลสต่างๆอันคือ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เก็บจำนอนเนื่องอยู่ในจิต    อันเป็นการดำเนินไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง

           จึงควรมีความเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมนั้น มิได้เป็นไปเพื่อไม่ให้มีเหตุแห่งทุกข์มากระทบ ตามที่อธิษฐานอ้อนวอนกันอยู่โดยทั่วไป   แต่เป็นไปเพื่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นอันคือเหตุแห่งทุกข์ต่างๆซึ่งย่อมจรมากระทบเป็นธรรมดา ตามสภาวธรรมหรือธรรมชาติของโลกแล้ว ทำอย่างไรจึงไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น   หรือไม่เป็นทุกข์เร่าร้อนด้วยเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน(เวทนูปาทานขันธ์) เป็นเพียงแต่ทุกขเวทนาโดยธรรมที่เป็นเพียงทุกข์ธรรมชาติ ที่แม้เป็นทุกข์แต่ไม่เร่าร้อนเผาลนกระวนกระวาย  ด้วยย่อมยังมีเหตุปัจจัยต่างๆที่ยังคงต้องมากระทบเป็นธรรมดาของผู้มีชีวิตหรือขันธ์เป็นะรรมดา  เมื่อไม่เป็นทุกข์เร่าร้อนแล้วจึงมีปัญญาแก้ไขได้อย่างถูกต้องที่เหตุอีกด้วย

 

กลับสารบัญ

 

 

 

hit counter