buddha1-1.gif

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๓

 คลิกขวาเมนู

๕. ภัททาลิสูตร

            แสดงคุณของการฉันอาหารหนเดียวในพระภิกษุสงฆ์  ส่วนในนักปฏิบัติผู้มุ่งหวังโลกุตตรสุขในเบื้องหน้า หรือแม้แต่สุขภาพที่แข็งแรง ก็ต้องพิจารณาให้พอเหมาะพอดีแก่ตน เมื่อทานอาหารพอดี ไม่เหลือเฟือจนเกินไป ย่อมยังให้กายเบา จิตย่อมเบา เป็นเหตุปัจจัยกันตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรมเช่นกัน กล่าวคือ จิตก็คล่องแคล่วปราดเปรียวไม่ซึมเซา เหตุเพราะเมื่อกายอุดมสมบูรณ์จนเกินพอดี จิตย่อมซึมเซา และย่อมยังให้จิตฟุ้งซ่านไปในกามราคะต่างๆ เช่น โผฏฐัพพะในเรื่องเพศด้วยอำนาจของสารชีวเคมีต่างๆที่ผลิตออกมาจากกายอันสมบูรณ์เกินงาม  จึงย่อมเป็นเหตุปัจจัยกระตุ้นเร้าจิตให้เกิดราคะต่างๆขึ้น  

            ความสัมพันธ์ของกายและจิต เป็นสิ่งที่กล่าวอยู่เนืองๆในขันธ์ ๕ และพระไตรลักษณ์  ดังนั้นเมื่อ กายเบา จิตย่อมเบา, กายหนัก จิตย่อมหนัก กล่าวคือ ซึมเซา ไม่ปราดเปรียว ง่วงเหงาหาวนอน มีราคะง่าย  จึงเกิดขึ้นและเป็นไปเหมือนดั่งการที่ กายกระทบโผฏฐัพพะ ไม่ว่าจากเหตุภายในกายเองหรือจากเหตุภายนอกมากระทบกายก็ตามที แล้วเสวยทุกขเวทนาทางกาย ดังเช่น ความอึดอัดหรือเจ็บปวดก็ตามที จิตนั้นย่อมเสวยทุกขเวทนานั้นด้วยเป็นธรรมดา,  ก็เนื่องด้วยความเป็นเหตุเป็นปัจจัยจึงมีความเนื่องสัมพันธ์ของกายและจิตเยี่ยงอย่างนี้ อยู่ตลอดเวลาที่ยังดำเนินอยู่ในขันธ์ ๕ หรือชีวิต กล่าวคือ มันเนื่องกันโดยธรรมชาติ  ด้วยเหตุดั่งนี้เช่นกัน การทานอาหารแต่พอควร ให้กายเบา จึงเป็นเหตุปัจจัยให้จิตเบา ที่หมายถึง คล่องแคล่วปราดเปรียว ไม่ซึมเซา ไม่เป็นไปเพื่อการส่งเสริมราคะเป็นธรรมดา จึงเหมาะยิ่งต่อการเจริญสมถวิปัสสนา หรือต่อผู้ปฏิบัติธรรม

 

คุณแห่งการฉันอาหารหนเดียว

             [๑๖๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี.

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย.

ภิกษุเหล่านั้นรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว

เมื่อเราฉันอาหารในเวลาก่อนภัต ครั้งเดียว ย่อมรู้สึกคุณ

คือความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง กายเบา มีกำลัง และอยู่สำราญ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลายจงมา จงฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียวเถิด

ด้วยว่า เมื่อเธอทั้งหลายฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว

จักรู้สึกคุณคือความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มี โรคเบาบาง กายเบา มีกำลัง และอยู่สำราญ.

จาก การฝึกหัดจิตให้มีสติทุกเมื่อ

โดย ท่านหลวงปู่เทส เทสก์รังสี

        "ที่ว่าคล้ายกัน คือ ให้อดอาหารหรือฉันอาหารเพียงเล็กน้อย  เพื่อให้มันมักน้อยที่สุด  เป็นการฝึกหัดอบรมกาย แต่มันเนื่องถึงจิต   เหมือนอย่างพระพุทธเจ้า พระองค์ไม่เสวยพระกระยาหาร แต่ไม่สำเร็จมรรคผลนิพพาน  พระองค์จึงค่อยผ่อนเสวยพระกระยาหารทีละน้อยๆ จนกระทั่งพอดีพองาม  ฉันพอสมควรไม่ฉันฟุ่มเฟือย พอให้กายอยู่ได้ไปวันๆหนึ่ง    อาหารนั้นถ้าฉันมากจิตใจมันทื่อ  มันกำเริบเฟิบฟาย  มันไม่อยู่ในอำนาจของตน  ผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝนอบรม รับประทานอย่างอิ่มหนำสำราญก็ให้มันรับประทานเรื่อยไป    แต่สำหรับคนที่ฝึกหัดอบรมใจนั้นจะฉันน้อยพอประมาณพอบำรุงร่างกาย  เพื่อยังชีวิตให้เป็นไปในวันหนึ่งๆเท่านั้น  แล้วก็ไม่สะสม  การสะสมเป็นเรื่องของกิเลส  ลองคิดดู ถ้าสะสมแล้วมันเป็นการพะวักพะวน ท่านจึงไม่ให้สะสม นี่พูดเฉพาะเรื่องของพระภิกษุ คือ ฉันแล้วก็ทิ้งไป ให้มันหมดเรื่องหมดราว วันหลังหาใหม่ ได้เท่าไรก็ฉันเท่านั้น ฉันเท่าที่มีอยู่    ถึงฆราวาสก็ดี ผู้ฝึกหัดจิตต้องฝึกฝนอบรมอย่างนั้น คือรับประทานมื้อเดียว  ไม่ให้เกี่ยวข้องพัวพันในเรื่องอื่นๆ  เอาปัจจุบัน  แม้ว่าจะต้องเกี่ยวข้องพัวพันบ้างก็ตาม หากลงปัจจุบันในขณะนั้นก็ไม่มีอะไร  เอาปัจจุบันเท่านั้น  ไม่คิดอดีต  อนาคต  มันถึงจะเป็นไปได้  การฝึกฝนอบรมใจมันต้องไปจากกายนี้เหมือนกัน.......ฯ."

(webmaster - กล่าวคือ กายที่สมบูรณ์จากการกินเกินพอดี  ย่อมทำให้ให้เกิดการกำหนัด หรือโผฏฐัพพะแต่ภายในเอง เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่เนื่องหรือกระตุ้นจิตให้เกิดตัณหาขึ้น  พึงเข้าใจว่า อดอาหารก็ด้วยสิ่งนี้เป็นเหตุ  มิได้ด้วยเจตนาจะทรมานกายตนเพื่อการลดละตัณหาโดยตรงเพื่อบรรลุมรรคผล เพราะมรรคผลนั้นต้องกระทำด้วยสติ ที่ประกอบด้วยปัญญาอันยิ่งเท่านั้น)

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย