ครั้งหนึ่ง
หลวงปู่กล่าวว่า "โดยนัยอันปรากฏอยู่ใน พระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร
อันเป็นพระปฐมเทศนานั้น พระศาสดาแสดงไว้ชัดเจนว่า สัตว์ทุกหมู่เหล่าล้วนแสวงหาพระนิพพาน
คือความดับแห่งทุกข์ แต่เพราะความเขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงพยายามดับทุกข์ด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง
ความทุกข์จึงเกิดมีมาให้ดับอยู่ร่ำไป
วิธีอันโง่เขลาที่สรรพสัตว์ใช้ในการดับทุกข์
มี ๒ วิธี คือ กามสุขัลลิกานุโยค
อธิบายง่ายๆ ว่า วิธีคล้อยตามความปรารถนา คือเมื่อปรารถนาสิ่งใดก็ให้สมปรารถนาในสิ่งนั้น
ความทุกข์ก็ระงับดับไป และ อัตตกิลมถานุโยค
หมายถึง วิธีหักห้ามความปรารถนา คือ เมื่อเกิดปรารถนาสิ่งใดก็แก้ไขหักห้ามตรงๆ
บ้าง หันเหจิตใจไปสู่อารมณ์อื่นที่สุขุมประณีตกว่า เช่น การเล่นกีฬา เล่นต้นไม้
เป็นต้นบ้าง ในที่สุดความทุกข์นั้นก็ระงับดับไป
สรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่าล้วนแสวงหาพระนิพพานแก่ตนด้วยวิธีการอันโง่เขลาทั้ง
๒ วิธีมาเป็นเวลานาน ความทุกข์ก็ยังเกิดมีมาให้ดับอยู่ร่ำไป
จนพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาในโลก
และทรงรู้แจ้งจึงชี้แนวทางที่ถูกต้องให้ดำเนินตาม
ทรงชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ตัวความปรารถนานั้นนั่นเอง
ถ้าสามารถทำความเข้าใจให้แจ้งชัด รู้ถึงเหตุปัจจัยการปรุงแต่งของมัน
หรือรู้รากเหง้าของมัน ธำรงจิตเสียใหม่ให้ถูกต้อง ธำรงจิตให้อยู่โดยประการที่ความทุกข์ไม่อาจท่วมทับได้
โดยประการที่เหตุปัจจัยทั้งหลายไม่อาจปรุงแต่งจิตให้หลงโง่เขลาได้
ดังนี้แล้ว ก็เป็นอันว่าได้บรรลุถึงวิธีการดำรงอยู่อย่างไม่มีทุกข์โดยสิ้นเชิง
เหลือภารกิจโดยธรรมดาอยู่อย่างเดียว
คือการดูแลรักษาขันธ์นี้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย เมื่อมันต้องการอาหารก็หาให้
เมื่อมีโรคภัยก็เยียวยารักษาไปดังนี้แล"
จากโอวาทของหลวงปู่ข้างต้นนี้
แสดงให้เห็นว่า สัตว์ทุกหมู่เหล่าต่างดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อหาทางระงับความทุกข์
ความกระวนกระวายทั้งทางกายและทางวิญญาณของตน
ทุกข์ทางกาย อันเป็นทุกข์ประจำนี้
ก็บำบัดเสียด้วยการแสวงหาปัจจัย ๔ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค
ส่วนทุกข์ทางใจ
อันเป็นความกระวนกระวายทางวิญญาณ ต่างก็บำบัดกันไปตามแต่จะเห็นชอบ ซึ่งพอสรุปได้เป็น
๒ วิธี คือ กามสุขัลลิกานุโยค ระงับความกระวนกระวายทางวิญญาณด้วยการคล้อยตามความปรารถนา
เมื่อเกิดความทะเยอทะยานอยากในอารมณ์ กับ อัตตกิลมถานุโยค คือการหักห้ามจิตใจให้พ้นจากอำนาจความปรารถนาในอารมณ์ที่น่าปรารถนา
ให้พ้นจากความไม่ปรารถนา ในอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ด้วยอุบายวิธีต่างๆ เช่น หักห้ามจิตใจโดยตรงไม่ยอมคล้อยตาม
หรือด้วยการเตือนตัวเองว่าไม่อาจสนองตอบได้ และหักห้ามจิตใจให้หันไปสู่อารมณ์อันเป็นตรงข้าม
เช่น หันไปเล่นกีฬา เป็นต้น ตลอดจนถึงการทรมานกายด้วยประการต่างๆ ของพวกโยคีเป็นตัวอย่าง
ก็เป็นการทำให้วิญญาณสงบลงได้เหมือนกัน
การระงับดับทุกข์ทั้ง ๒ วิธี สามารถบำบัดได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว
บางอย่างกลับเพิ่มความทุกข์ซ้ำซ้อนขึ้นมาเสียอีก จึงไม่ใช่วิธีระงับดับทุกข์ที่ได้ผลอย่างแท้จริง
เพราะต้นเหตุมันอยู่ที่ความปรารถนาที่เกิดขึ้นที่จิตใจ ต้องแก้กันที่เหตุต้องดับกันที่เหตุ
ทุกข์จึงจะระงับดับไปได้แน่นอน
วิธีแก้ก็ด้วยการธำรงจิตให้ถูกต้อง จะทำให้เห็นและเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เป็นจริง
แล้วจิตใจก็จะสมบูรณ์ด้วยปัญญา สามารถรู้เท่าทันเหตุปัจจัยทั้งหลายที่เคยปรุงแต่งให้หลงโง่เขลา
ก็จะถูกขัดเกลาให้หมดไป บุคคลนั้นๆ ก็จะดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข ปราศจากความทุกข์ทางวิญญาณโดยสิ้นเชิง
เมื่อเราสามารถธำรงจิตได้ถูกต้อง
เราย่อมดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสรรพสิ่งได้อย่างสบาย สรรพสิ่งทั้งหลายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นปฏิปักษ์ชักนำให้ทุกข์เกิดแก่เรา
ก็จะกลับกลายมาเป็นมิตร มาเป็นเครื่องอำนวยประโยชน์สุขให้แก่เรา เพราะเหตุว่าแท้จริงนั้น
สรรพสิ่งหาได้เป็นเหตุแห่งทุกข์ไม่ ความหลงผิดต่างหากที่เป็นตัวการ
เมื่อความหลงผิดถูกกำจัดสูญสิ้นไป
เพราะการรู้เท่าทันทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เป็นจริง การปรุงแต่งให้จิตหลงผิดซ้ำๆ
ซ้อนๆ ก็สลายตัวลงอย่างราบคาบสันติสุขถาวรย่อมดำรงอยู่ชั่วนิรันดร
ด้วยเหตุนี้
หลวงปู่ดูลย์ ท่านจึงชอบใจนักหนากับคำกล่าวใน สูตรของเว่ยหล่าง ที่ว่า "คนโง่ย่อมหลบหลีกปรากฏการณ์
แต่ไม่หลบหลีกความคิดปรุงแต่ง
ส่วนคนฉลาดย่อมหลบหลีกความคิดปรุงแต่ง และไม่จำเป็นต้องหลบหลีกปรากฏการณ์"