หัวข้อธรรม ๓๓

       

 คลิกขวาเมนู

        ในหมู่นักปฏิบัติ คงได้ยินกันอยู่เนืองๆ เรื่องการปฏิบัติในการดับเวทนา(เช่นทุกขเวทนา) หรือในการดับทุกข์(สังขารขันธ์ทุกข์หรืออารมณ์ที่ทำให้จิตเศร้าหมองหรืออารมณ์ที่อกุศลทั้งหลาย) ซึ่งย่อมเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในการปฏิบัติ  แต่ขอแจงให้ทราบว่า เป็นเพียงสำนวนโวหารการพูดเปรียบเปรยเท่านั้น  เพราะไม่มีใครๆสามารถดับโดยการสั่งหรือควบคุมบังคับให้ดับเวทนาหรือสังขารขันธ์ได้โดยตรงๆตามใจปรารถนาได้เลยในขณะที่มีชีวิตอยู่  เพราะทั้งเวทนาและสังขารขันธ์ ทั้งสองต่างเป็นขันธ์หรือส่วนหนึ่งๆที่ประกอบกันเป็นชีวิต  ทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้น คือเวทนาก็ทำหน้าเพียงเสวยอารมณ์ คือรับรู้รสในสิ่งที่กระทบผัสสะ อีกทั้งย่อมพรั่งพร้อมทั้งความรับรู้ในรสนั้นเป็น สุขสบายใจ(สุขเวทนา) หรือทุกข์ระเคืองใจ(ทุกขเวทนา) หรือเป็นกลางๆเฉยๆ(อทุกขมสุขเวทนา),  ส่วนสังขารขันธ์ก็เป็นเพียงผลที่ย่อมต้องเกิดขึ้น คือธรรม(สิ่ง หรือ อารมณ์ทางโลก) ที่ปรุงแต่งจิตให้เกิดสัญเจตนาคือความคิดอ่านหรือความจงใจให้เกิดการกระทำในสิ่งต่างๆทั้งหลายขึ้นทั้งทางกาย วาจา และทางใจคือความคิดนึกต่างๆ,   ทั้งเวทนาและสังขารขันธ์ต่างล้วนเป็นสังขาร ที่หมายถึงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากการที่มีเหตุปัจจัย คือเกิดจาการปรุงแต่งกันจนเกิดการผัสสะกัน จึงย่อมเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนเป็นของตนเองจริง จึงไม่มีใครครอบครองเป็นเจ้าของได้  จึงไม่ใช่ของใครๆ ทั้งไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา เพราะเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย จึงขึ้นอยู่กับเหตุต่างๆที่มาเป็นปัจจัยแก่กันและกันเท่านั้น  จึงไม่สามารถไปควบคุมบังคับบัญชาเขาให้เป็นไปตามใจปรารถนาของใครๆได้โดยตรงแม้แต่เรา   ขันธ์ ๕ ทั้งปวงจึงทำงานตามหน้าที่ของตนเองเท่านั้น ไม่ทำอื่น เปรียบได้การทำงานของหัวใจที่ทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือสูบฉีดโลหิต ไม่ทำอื่น, เราจึงต้องดับทั้งทุกขเวทนาใจและสังขารขันธ์ทุกข์ ที่หมายถึง การทำ"ไม่ให้เกิดการทำงานให้เป็นทุกข์ขึ้นเนื่องต่อไปอีก"ในเรื่องหรือกิจนั้นๆที่ฝ่ายเหตุ คือไม่ให้เกิดเหตุก่อขึ้นมาอีก  จึงจักเป็นไปได้ตามหลักอิทัปปัจจยตา แล้วทุกขเวทนาหรือสังขารขันธ์ทุกข์ที่เกิดขึ้นมานั้น จึงเสื่อม...ดับลงไปด้วยอำนาจธรรมนิยาม  จึงไม่ใช่ด้วยอำนาจการควบคุมบังคับบัญชาของเราโดยตรง

        ทั้งทุกขเวทนา และสังขารขันธ์ทุกข์ เรียกกันโดยรวมๆว่า"ทุกข์"นั่นเอง คือมีสภาพของความเจ็บปวด ระคายเคือง ความดิ้นรนทะยานอยาก ความยากลำบาก ทำให้ทนอยู่ด้วยได้ยาก  อีกทั้งคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้ ทั้งต่อกายและใจนั่นเอง  ดังมีคำกล่าวของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เกี่ยวกับเรื่องทุกข์ไว้ดังนี้

        ทุกข์มันมีอยู่ตลอดเวลา  ทุกข์เพราะหิวกระหาย  ทุกข์เพราะเจ็บป่วย,  (ส่วน)ทุกข์เพราะความทะเยอทะยานดิ้นรน อยากได้นั่นอยากได้นี่   ทุกข์เพราะความกังวลเกี่ยวข้องพัวพัน กลุ้มอกกลุ้มใจ (คือ)ทุกข์ที่เป็นนามธรรม     (ส่วน)ทุกข์ที่เป็นรูป ก็ทุกข์เพราะหิวกระหาย กระทบเย็นร้อนอ่อนแข็ง ทุกอย่างที่มากระทบ เพราะสัมผัสมันมีอยู่  ประสาทมันยังไม่ทันดับ ยังไม่ทันตาย  สิ่งทั้งหลายจะต้องมากระทบอยู่ตลอดเวลา  จะหนีทุกข์พ้นที่ไหนได้ ไปไม่พ้นหรอก   จึงว่าใครจะทิ้งทุกข์ก็ทิ้งไม่ได้  มีชีวิตอยู่ตราบใดก็ยังมีทุกข์อยู่ตราบนั้น  พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน  พระอริยสงฆ์สาวกก็เหมือนกัน   ถึงแม้ท่านจะพิจารณาเห็นทุกข์แล้ว  ทุกข์ก็ยังอยู่เหมือนเดิม  ท่านก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน  แต่ว่าทุกข์มาแล้วไม่สามารถมารบกวนท่านได้  ด้วยเหตุที่ท่านเห็นชัดตามเป็นจริง ดังที่อธิบายมานั้น.......

 จากเรื่อง "ทุกข์"  โดยหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

        การดับเวทนา การดับทุกข์ จึงเป็นเพียงสำนวนการพูดเพื่อการสื่อสาร แต่ก็ทำให้มีผู้หลงเข้าใจผิด คิดตาม ปฏิบัติตามโดยตีความไปตรงๆ ขาดการโยนิโสมนสิการ จึงพยายามหาทางปฏิบัติไปในแนวทางที่คิดว่าดับเวทนาหรือดับทุกข์(สังขารขันธ์ทุกข์ที่ทำให้จิตเศร้าหมองต่างๆ)เสียโดยตรงๆอย่างผิดๆ คือ ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นมาเลย  อยากให้มันดับหายได้ดังใจสั่ง หรือไม่อยากรู้สึกทุกข์ร้อนอะไรใดๆเลย  อยากลบหายคือเมื่อเกิดขึ้นก็อยากให้หยุดหายไปดื้อๆได้ดังใจ  จะให้แต่สงบสบายแต่ฝ่ายเดียว ไม่มีทุกข์โศกโรคภัย  จึงพากันหลงทาง(ความหลง-โมหะ)ในการปฏิบัติกันไปเสีย เพราะความเข้าใจผิดเรื่องการดับทุกข์ โดยเข้าใจไปว่าเราเองเป็นผู้ควบคุมบังคับการดับ หรือด้วยการไม่ให้เกิดขึ้นมา  บางทีบางท่านนั้น ในบางขณะเกิดการดับทุกขเวทนาทั้งที่เกิดทางกายเช่นจากการนั่งสมาธิ และแม้ทางใจต่างๆที่เกิดขึ้น ได้ในขณะอยู่ในสมาธิได้อย่างแน่วแน่ และยังมีความสุข สงบ สบายเสียอีกด้วย  จึงเกิดการเข้าใจผิด ย่ามใจคิดไปว่าต้องปฏิบัติดังนี้ให้ได้ในชีวิตประจำวัน  ไม่พิจารณาให้ละเอียด ว่าเกิดจากเหตุปัจจัยที่จิตไปแน่วแน่อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้อย่างแน่วแน่อย่างดี จิตจึงไม่ส่งส่ายออกไปรับการผัสสะใดๆทั้งทางกายและทางจิต เพราะจิตอยู่ในภวังคจิต  แลดูราวกับว่าสามารถดับเวทนาหรือดับทุกข์ได้หรือทำไม่ให้เกิดขึ้นได้โดยเราเป็นผู้ควบคุม  จึงมุ่งเน้นไปทางสมถะสมาธิ ขาดการเจริญวิปัสสนาไปเสีย  แต่เมื่อใดที่จิตอยู่ในวิถีจิต คือเมื่อจิตอยู่ในภาวะรับรู้อารมณ์(สิ่งที่จิตกำหนดหมาย)ต่างๆในการดำเนินชีวิตประจำวัน ก็ย่อมไม่สามารถทำได้ดังใจนึก

        แท้จริงแล้วการดับเวทนา เช่นทุกขเวทนาใจ หรือดับสังขารขันธ์ทุกข์คืออารมณ์อันเศร้าหมอง เช่นโกรธ โลภ หดหู่ ฟุ้งซ่าน ตัณหา ฯ. นั้น เป็นเพียงสำนวนโวหารเพื่อการสื่อสารกัน ดังนั้นการดับเวทนาและการดับสังขารขันธ์ทุกข์ แต่พาลพาไปให้เข้าใจไปว่าเราเป็นผู้ดับผู้สั่งโดยตรง สั่งไม่ให้เกิดขึ้นมาได้   แท้จริงมีความหมายในทางปฏิบัติที่ว่า  เวทนาและทุกข์"แม้ยังคงเกิดขึ้น"อยู่เป็นธรรมดาหรือธรรมชาติของชีวิต ดังทุกข์อริยสัจ ซึ่งย่อมไม่มีผู้ใดหลีกหนีพ้นไปได้ เมื่อถึงคราที่มันโคจรมาเมื่อใดก็ไม่มีผู้ใดไปควบคุมหรือร้องขอได้  แต่ว่าเมื่อเหล่าทุกข์จรเกิดขึ้นแล้ว ต้องทำเยี่ยงไรจึง"ไม่ให้เกิดการทำงานสืบเนื่องต่อไปอีก"ได้  แล้วทุกขเวทนาใจและทุกข์นั้นก็จะเสื่อม..ดับไปด้วยธรรมนิยามหรือจะเรียกว่า"ดับ"เพื่อการสื่อสารกันนั่นเอง แต่เป็นการดับด้วยธรรมนิยาม จึงไม่ใช่เราเป็นผู้สั่งดับโดยตรง  กล่าวคือเมื่อเกิดขึ้นแล้วให้ประกอบด้วยสติที่รู้เท่าทัน อีกทั้งปัญญาพละจากความเข้าใจยิ่งในกระบวนธรรมหรือธรรมชาติในการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕ ว่าสักว่าเวทนา หรือสักว่าสังขารขันธ์ จึงปล่อยวาง ไม่ยึดถือยึดมั่น อีกทั้งด้วยการกระทำอุเบกขาเสียนั่นเอง  ทั้งทุกขเวทนาและสังขารขันธ์ทุกข์ที่เกิดขึ้นมาแล้ว จึงย่อมเสื่อมสิ้นไป หรือใช้สำนวนว่าดับไป,  การดับไปของทุกขเวทนาใจและสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นมาในคราแรกนี้ แท้จริงแล้วจึงเป็นไปในลักษณาการของความเสื่อมสิ้นจนดับลงไปด้วยอำนาจธรรมคือธรรมนิยามหรือพระไตรลักษณ์  และด้วยสิ้นเหตุ(เพราะอุเบกขา)ที่จะมาเป็นปัจจัยกันให้เกิดการสืบเนื่องต่อไปได้อีก,  ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วย่อมไม่สามารถควบคุมบังคับโดยการดับเขาได้โดยตรงๆตามใจปรารถนา ดังเช่นเมื่อโกรธขึ้น ย่อมไม่สามารถไปห้ามหรือดับความโกรธเขาด้วยใจปรารถนา ดังเช่น อย่าโกรธไม่ดีเลย ห้ามโกรธ ไม่โกรธ ไม่โกรธนะ ฯ. แต่กลายเป็นยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ  เหตุเพราะยังทำเหตุอยู่คือยังคิดฟุ้งซ่านปรุงแต่งวนเวียนเป็นวงจรในเรื่องที่ทำให้โกรธนั้นๆอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัวก็มีดังเช่น ที่มัวแต่คิดท่องบ่นว่า "ไม่โกรธ ไม่โกรธ ฯ"  ผลก็ย่อมโกรธวนเวียนเกิดขึ้นอยู่เนืองๆโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆที่เห็นคือสติระลึกรู้เท่าทันความโกรธนั้น แต่ด้วยความไม่รู้หรืออวิชชา จิตจึงถูกหลอกล่อให้ไปคิดนึกปรุงแต่ง คือให้ยังคงวนเวียนปรุงแต่งในความคิดในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากสังขารขันธ์คือความโกรธนั้นอยู่เนืองๆ

ภาพแสดงกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง๕  ที่เกิดการคิดนึกฟุ้งซ่าน  จึงสามารถปรุงแต่งวนเวียนเป็นวงจรได้อย่างยาวนานและไม่รู้จบ

รูป หรือ ธรรมารมณ์ (คิดที่เป็นเหตุ เมื่อเกิดแล้วย่อมดำเนินไปตามเหตุ) + ใจ  anired06_next.gif มโนวิญญูาณขันธ์    anired06_next.gif  เวทนาขันธ์

                                   แสดงวงจรกระบวนธรรมการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕                                     

สังขารขันธ์ (เกิดคิดที่เป็นผล แม้ต้องรับผล ไม่สามารถดับได้  แต่อุเบกขาได้ จึงไม่ไปเป็นเหตุอีกได้)      สัญญาขันธ์

( อุปาทานขันธ์ ที่ยังให้เกิดอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนวนเวียนแสนยาวนาน  ก็เกิดในลักษณาการเดียวกันเช่นนี้  ดั่งในองค์ธรรมชรานั่นเอง)

        หมายความว่าตามความเป็นจริงขั้นปรมัตถ์หรือแก่นแท้แล้ว ทั้งเวทนาและสังขารขันธ์ทุกข์ ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เมื่อมีการผัสสะกันในคราแรก เป็นกระบวนธรรมตามธรรมชาติของชีวิต ทั้งทุกขเวทนาและทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้  แม้เป็นทุกข์ก็จริงอยู่ แต่เป็นเพียงทุกข์อริยสัจ โดยธรรมหรือธรรมชาติ ซึ่งจะขาดดีกรีของความเร่าร้อน เผาลน กระวนกระวาย อีกทั้งขาดการวนเวียนการแปรปรวนเป็นวงจรของทุกข์ให้ยาวนาน  เกิดขึ้นโดยทั่วไปในทุกรูปนาม แม้อริยสาวกทั้งปวง  แต่ท่านเหล่านั้นใช้วิธีให้มันเสื่อมสิ้นไปด้วยธรรมนิยาม คือ เมื่อไม่เข้าไปปรุงแต่ง คือไม่เอา ด้วยการอุเบกขาเสียแล้ว จึงย่อมไม่เกิดการหมุนเวียนแปรปรวนต่อเนื่องให้ยาวนาน จนเกิดตัณหา อุปาทานในที่สุด อันยังให้ยิ่งเร่าร้อนยิ่งเผาลนอีกทั้งยาวนาน  เพราะไม่เกิดเป็นวงจรหมุนหนุนเนื่องของทุกข์อย่างเร่าร้อนดังวงจรปฏิจจสมุปบาทอันเป็นวงจรที่หมุนหนุนเนื่องเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันได้อย่างยาวนานแสนนานแม้ตลอดกาลนาน  ซึ่งอาจหยุดหมุนเวียนเป็นเพียงช่วงๆขณะๆเท่านั้นเอง

        ส่วนการดับเวทนาหรือดับทุกข์ไม่ให้เกิดขึ้นหรือให้ดับไปด้วยอำนาจกดข่มของฌานหรือสมาธินั้น เป็นสิ่งที่ทำได้เพียงชั่วขณะหนึ่งๆเท่านั้น ไม่ใช่การดับจริงๆเช่นกัน เป็นเพียงการกดข่มไว้ได้ด้วยอำนาจของฌานหรือสมาธิ  เป็นพียงวิกขัมภนวิมุติ เป็นการชั่วคราว เหมือนดั่งหินใหญ่ที่ทับต้นหญ้าจนแลดูเหี่ยวเฉาตาย แต่เมื่อยกหินออกมา ต้นหญ้าก็กลับเจริญขึ้นได้ดังเดิม เกิดแต่เหตุปัจจัยดังนี้คือ เมื่อจิตเป็นฌานหรือสมาธิ ย่อมหมายถึงจิตมีความแน่วแน่อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จิตจึงไม่ส่งส่ายออกไปปรุงแต่ง เมื่อจิตหยุดการปรุงแต่งได้ ย่อมไม่เกิดการผัสสะให้เกิดทุกขเวทนาหรือสังขารขันธ์ทุกข์ขึ้นเป็นธรรมดา  จึงเป็นที่ชื่นชอบของนักปฏิบัติ จนเกิดการติดเพลิน(วิปัสสนูปกิเลส)ขึ้นมาได้ก็มี เพราะความไม่รู้คุณและโทษอย่างแท้จริง ถ้าไม่มีความเข้าใจในกฏแห่งเหตุปัจจัย มันจึงเป็นเช่นนี้เอง และไม่ดำเนินต่อไปในการวิปัสสนา จึงติดเพลินพอใจอยู่ที่นี่จนเป็นโทษ

ข้อคิดเพื่อการโยนิโสมนสิการ

 

ขันธ์ ๕

        ขันธ์ ๕ ย่อมทำงานของเขาไปตามธรรมชาติ  ไม่มีใครหยุด หรือห้ามการทำงานของเขาได้ เพียงแต่มีสติ ระลึก รู้ แล้ว วาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็สามารถเป็นอิสระเหนือขันธ์ ๕ ได้ โดยวิธีนี้

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

 

มรดกของท่านพุทธทาส

มรดกที่ ๑๑๓.  การบรรลุ มรรคผล นิพพาน มิได้มีไว้ เพื่อบอกให้ผู้อื่นทราบ  และแม้ที่จะรู้เองก็ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า บรรลุขั้นไหนเท่าไร เพียงแต่รู้ว่า ทุกข์กำลังดับไป ๆ จนกว่า จะหมดสิ้น ก็พอแล้ว เหมือนรองเท้าสึก ก็รู้ว่าสึก (จนกว่าจะใช้ไม่ได้) ก็พอแล้ว ไม่ต้องรู้ว่า มันสึกกี่มิล ในวันหนึ่งๆ.

มรดกที่ ๖๗. ก ข ก กา ของพุทธศาสนา มิได้ตั้งต้น ที่พระรัตนตรัย  แต่ตั้งต้น การศึกษาที่ การกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่า ได้ก่อให้เกิด ตัณหา อุปาทาน แล้วเกิดทุกข์  ควบคุมการเกิดเหล่านี้ได้ ก็จะดับทุกข์ได้ แล้วก็จะมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมา

จาก มรดกของท่านพุทธทาส

 

ทุกข์

        ทุกข์มันมีอยู่ตลอดเวลา  ทุกข์เพราะหิวกระหาย  ทุกข์เพราะเจ็บป่วย  ทุกข์เพราะความทะเยอทะยานดิ้นรน อยากได้นั่นอยากได้นี่   ทุกข์เพราะความกังวลเกี่ยวข้องพัวพัน กลุ้มอกกลุ้มใจ (คือ)ทุกข์ที่เป็นนามธรรม     (ส่วน)ทุกข์ที่เป็นรูป ก็ทุกข์เพราะหิวกระหาย กระทบเย็นร้อนอ่อนแข็ง ทุกอย่างที่มากระทบ    เพราะสัมผัสมันมีอยู่  ประสาทมันยังไม่ทันดับ ยังไม่ทันตาย  สิ่งทั้งหลายจะต้องมากระทบอยู่ตลอดเวลา  จะหนีทุกข์พ้นที่ไหนได้ ไปไม่พ้นหรอก   จึงว่าใครจะทิ้งทุกข์ก็ทิ้งไม่ได้  มีชีวิตอยู่ตราบใดก็ยังมีทุกข์อยู่ตราบนั้น    พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน  พระอริยสงฆ์สาวกก็เหมือนกัน   ถึงแม้ท่านจะพิจารณาเห็นทุกข์แล้ว  ทุกข์ก็ยังอยู่เหมือนเดิม  ท่านก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน  แต่ว่าทุกข์มาแล้วไม่สามารถมารบกวนท่านได้  ด้วยเหตุที่ท่านเห็นชัดตามเป็นจริง ดังที่อธิบายมานั้น.......

 จากเรื่อง "ทุกข์"  โดยหลวงปู่เทสก์ เทสรัง

        มีผู้เรียนถาม"หลวงปู่ดูลย์ อตุโล"ว่า "หลางปู่ ยังมีโกรธไหม" หลวงปู่ตอบว่า "มี แต่ไม่เอา"

 หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

webmaster-เป็นคำตอบตามความสัตย์จริงอันยิ่ง เหตุที่ท่านกล่าวยอมรับว่า"มี" ความโกรธอยู่นั้น เพราะโกรธนั้นก็เป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่ง จึงมีอยู่เป็นธรรมดาของขันธ์ ไม่ว่าอริยบุคคลระดับไหน การไปดับตรงๆดื้อๆ หรือจะไม่ให้เกิดขึ้นเลยย่อมไม่ได้,   แต่"ไม่เอา"ไปปรุงแต่งต่อหรืออุเบกขาสัมโพชฌงค์เสียนั่นเอง เพื่อไม่ให้เกิดการสืบเนื่องต่อไปได้  โกรธก็ย่อมเสื่อมดับไป ในขณะจิตหนึ่ง  จึงเป็นการตัดวงจรของทุกข์ไม่ให้เกิดการสืบเนื่องต่อไปเสียนั่นเอง  แต่ในความคาดเดาของปุถุชนนั้น มักคาดเดาไปกันเองว่าท่านต้อง "ไม่มี"  เมื่อเข้าใจผิดไปดั่งนั้น เมื่อมีการปฏิบัติจึงเห็นเป็นไปตามแนวทางตามที่เข้าใจผิด(ทิฏฐุปาทาน)ที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปโดยไม่รู้ตัว คือโน้มเอียงศึกษาค้นหาไปในทางปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ หรือดับสังขารขันธ์ทุกข์ต่างๆอย่างตรงๆดื้อๆอย่างหักหาญโดยห้าวหาญ โดยหารู้ไม่ว่าไม่สามารถไปดับขันธ์ต่างๆอันเป็นสภาวธรรมของชีวิตได้โดยตรงๆดังปิดสวิตช์ไฟ ด้วยกำลัง แม้ด้วยฌานสมาธิที่แม้มีกำลังมากแต่ก็ได้เพียงกดข่มไว้ในชั่วขณะที่อยู่ในสภาวะนั้นเท่านั้น ที่ท่านกล่าวว่าจึงเป็นเพียง วิกขัมภนวิมุตติ  การพยายามดับโดยหักหาญจึงเปรียบเสมือน วิ่งเอาหัวชนภูเขา จึงย่อมไม่สามารถก้าวหน้าได้ในการปฏิบัติได้  เพราะเป็นการไปต่อสู้กับธรรมชาติ อันเป็นวิสัยของโลก  จึงต้องดำเนินกลยุทธตามหลัก"อิทัปปัจจยตา" จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ตามหลักพระศาสนา

 

กลับหน้าเดิม

สารบัญ