ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  ต่างล้วนอนัตตา ไม่มีตัวตน จึงไม่ใช่ของตัวของตน

            อายตนะทั้ง ๖ นี้ ต่างล้วนเป็นอนัตตา คือไม่มีตัวตนที่แท้จริง ทั้งๆที่ก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กล่าวคือ ตัวตนเหล่านั้นแม้มีอยู่ แลผัสสะได้ ดังเช่น การเห็นได้, การสัมผัสได้, การดมได้ ฯ  เหล่านั้นแม้นมี ก็จริงอยู่  แต่ต่างล้วนเกิดขึ้นมาแต่การที่มีเหตุมาเป็นปัจจัย คือประชุมปรุงแต่งกันขึ้น  จึงเป็นอยู่เพียงชั่วขณะ ระยะหนึ่งๆเท่านั้น   ตัวตนที่แท้จริงแล้วไม่มี  เป็นเพียงการปรุงแต่งกันขึ้นมาเป็นมวล เป็นก้อน คือฆนะของเหล่าเหตุ ที่มาเป็นปัจจัยกันปรุงแต่งกัน     ดังนั้นเมื่อไม่มีตัวตนแท้จริง จึงย่อมไม่มีใครสามารถครอบครองเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมันได้อย่างแท้จริง  แต่ขึ้นอยู่กับเหตุที่เป็นปัจจัยกันให้เกิดขึ้น  จึงไม่สามารถเป็นอะไรของใครๆอย่างแท้จริงได้ แม้แต่เรา แม้แต่ตัวเรา    ด้วยเหตุดังนี้นี่เองสังขารทั้งปวงที่รวมแม้ทั้งอายตนะ ๖ นี้ จึงต่างล้วนไม่มีตัวมีตนแท้จริง จึงต่างก็ล้วนไม่ใช่ของตัวของตนอย่างแท้จริงอีกด้วย     พึงพิจารณาได้จาก อายตนะ๖นี้ ที่แม้แลดูราวกับว่าเป็นของตัวของตนแท้ๆนั้น  ความจริงแล้วไม่ใช่  เพราะเขาหรือสิ่งเหล่านั้นต่างทำตามหน้าที่ของเขา  เราไม่สามารถไปควบคุมบังคับเขาได้อย่างแท้จริง  แม้แลดูว่าบังคับบัญชาได้ แต่เป็นเพียงความเข้าใจผิด ดังเช่น ตา   เราอาจโต้เถียงว่า  ตาเป็นของเรา เราสามารถสั่งให้ตานั้นกระพริบได้ ให้หลับตาได้  ให้ลืมตาได้ ฯลฯ.  จึงเกิดมายาคือล่อลวงหลอกล่อให้แลดู คือเข้าใจผิดไปว่า เรานั้นเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเขาเหล่านั้นๆอย่างแท้จริง  ทั้งที่สิ่งที่คิดว่าควบคุมนั้นเป็นเพียงอาการของ กายสังขาร คือการกระทำทางกาย เพียงเท่านั้นเอง(อ่านรายละเอียดได้ในขันธ์ ๕)   แต่เขาเหล่านั้นความจริงแล้วคงทำหน้าที่ของเขาอยู่ โดยที่เราไม่สามารถไปควบคุมบังคับบัญชาได้อย่างแท้จริงในเขาเหล่านั้นๆได้เลย  ดังเช่นในอายตนะ๖นี้ ที่แลดูว่าเป็นเรา หรือของเรา อย่างเป็นที่สุด ก็ไม่ใช่เช่นกัน  ดังเช่น ตา  ที่แม้สั่งให้กระพริบได้ก็จริงอยู่ แต่เมื่อกระทบกับรูปแล้วคือเกิดการผัสสะ  ย่อมต้องแลเห็นรูปนั้นๆ  จะให้ไม่เห็นรูปนั้นไม่ได้ ตาเขาก็ทำไปตามหน้าที่ของเขา เราไม่สามารถไปบังคับบัญชาเขาได้อย่างแท้จริงว่า ฉันไม่อยากเห็นรูปนั้น   ฉันต้องการเห็นรูปนั้นสวย  แต่การณ์กับปรากฎว่า เมื่อตากระทบรูป ย่อมต้องเห็นรูปนั้นตามธรรมคือธรรมชาติคือตามเป็นจริงเป็นธรรมดา   เราหรือตัวเราไม่สามารถไปบังคับบัญชามันได้  เขาทำตามหน้าที่ของเขาเองอย่างนั้นตามธรรมคือธรรมชาติ

             ตา กระทบรูป   ย่อมรับรู้ในรูปนั้น เป็นธรรมดา  (แล้วเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆ ด้วยอำนาจแห่งสัญญาหรืออาสวะกิเลส ที่เป็นเหตุปัจจัยเนื่องสัมพันธ์ต่อไป) ด้วยจักษุวิญญาณที่เกิดขึ้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตนไม่ใช่ของตน ควบคุมบังคับบัญชาไม่ได้

             หู กระทบเสียง   ย่อมรับรู้ในเสียงนั้น เป็นธรรมดา  ฯ.

             จมูก กระทบกลิ่น   ย่อมรับรู้ในกลิ่นนั้น เป็นธรรมดา  ฯ.

             ลิ้น กระทบรส   ย่อมรับรู้ในรสชาดนั้น เป็นธรรมดา  ฯ.

             กาย กระทบสัมผัสคือโผฏฐัพพะ   ย่อมรับรู้ในกายสัมผัสนั้น  ฯ.

             ใจ กระทบธรรมารมณ์   ย่อมรับรู้ในธรรมารมณ์นั้น  (แล้วเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆ ด้วยอำนาจแห่งสัญญาหรืออาสวะกิเลส ที่เป็นเหตุปัจจัยเนื่องสัมพันธ์ต่อไป)  ฯ.

กำลังเรียบเรียงต่อ

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย