buddha

ตัณหา VS สังขารขันธ์

 หัวข้อธรรม

ตัณหา คือสังขารขันธ์หรือไม่

  คลิกขวาเมนู

ตัณหา มักมีการกล่าวในปฏิจจสมุปบาทและในสมุทัยและโดยทั่วๆไป  แต่เมื่อนำไปพิจารณาเทียบเคียงกับขันธ์ ๕ ก็จัดได้ว่าเป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่งนั่นเอง  แต่ก็เป็นข้อถกเถียงกันในบางท่าน  ลองพิจารณาได้ด้วยตนเองดังนี้ จะได้คลายวิจิกิจฉาความสงสัยลง

ตัณหา - ความทะยานอยาก (รวมถึงความไม่อยากด้วย), ความปรารถนา, ความปรารถนาที่จะบำรุงบำเรอปรนเปรอตน, ความอยากได้อยากเอา (craving; selfish desire)

สังขารขันธ์ - สภาพหรือธรรมของจิต(อาการของจิต)ที่ปรุงแต่งใจให้เกิดเจตนาในการกระทำต่างๆ ทั้งฝ่ายดีหรือชั่ว แม้กลางๆ  หรือกล่าวว่า ธรรม(สิ่ง,อาการของจิต)ที่มีเจตนา(สัญเจตนา)เป็นประธาน ที่ไปปรุงแต่งจิตให้เกิดการกระทำต่างๆทั้งความคิด การพูด การกระทำ มีทั้งที่ดีเป็นกุศล ที่ชั่วเป็นอกุศล และที่กลางๆ  สังขารขันธ์จึงเป็นการกล่าวใช้กันทั่วๆไปในขันธ์ ๕

ตัณหา ความทะยานอยาก ความปรารถนา ย่อมเป็นอาการอย่างหนึ่งของจิตหรือใจ คือสภาพหรืออาการของจิตที่มีความปรารถนา หรือจิตมีสภาพหรืออาการความทะยานอยากในสิ่งหนึ่งสิ่งใด  จึงปรุงแต่งจิตให้เกิดความคิดอ่านหรือเจตนาให้เป็นไปตามความยึดมั่นถือมั่นของตน อันคืออุปาทาน (หรือก็คือความคิดอ่าน,เจตนาในขันธ์ ๕) นั่นเอง ที่จะกระทำในสิ่งต่างๆ ออกมาทั้งทางกาย วาจา ใจ ให้เป็นไปตามใจปรารถนาหรือกิเลสตน จึงกล่าวได้ว่าตัณหานั้นเป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่งแต่เป็นฝ่ายอกุศล ดังที่กล่าวข้างต้น เพราะยังให้เกิดเจตนาในลักษณาการเดียวกันกับขันธ์ ๕ เพียงแต่เจตนานั้นคืออุปาทานคือเจตนาหรือคิดอ่านตามความเชื่อมั่นหรือยึดมั่นถือมั่นตามกิเลสของตัวตนเป็นสำคัญ จึงเป็นฝ่ายอกุศล อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ดังที่แสดงในปฏิจจสมุปบาท

ดังนั้นตัณหาจึงสามารถจัดเป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่งได้อีกเช่นกัน เพราะเป็นสภาพหรืออาการของจิตที่ไปปรุงแต่งจิต ให้เกิดความคิดอ่านต่างๆให้เห็นเป็นไปตามอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นความเชื่อด้วยกิเลสตน  จึงเป็นสังขารขันธ์ฝ่ายอกุศลฝ่ายเดียว และกล่าวใช้กันในปฏิจจสมุปบาทและโดยทั่วๆไป

ตัณหา จัดเป็นอารมณ์ในทางโลกอย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะคือ สภาพหรืออาการของจิตหรือความรู้สึกที่มีความทะยานอยากหรือความปรารถนาอันเร่าร้อน ในชั่วขณะๆหนึ่ง

ในปฏิจจสมุปบาทกล่าวไว้ว่า เวทนาเป็นเหตุ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา (หรือสังขารขันธ์ขึ้นนั่นเองเมื่อเทียบเคียงกับขันธ์ ๕) และตัณหาเป็นเหตุ จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอุปาทาน คือเกิดความคิดอ่านหรือเจตนายึดมั่นให้เป็นไปตามตัณหาตน หรือก็คือทำให้เกิดอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นตามตัณหาตนนั่นเอง

อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นด้วยกิเลสตน (หรือจัดเป็นสัญเจตนาอย่างหนึ่งก็ได้เมื่อเทียบกับขันธ์ ๕ ฝ่ายอกุศล ที่ใช้กันในปฏิจจสมุปบาทและทั่วๆไป) เพราะก็คือ เป็นการปรุงแต่งจิตให้เกิดความคิดอ่านคือสัญเจตนาให้เป็นไปตามความยึดมั่นถือมั่นตามกิเลสของตนนั่นเอง

อีกทั้งเหล่า โลภะ โทสะ โมหะ ฯ. อันล้วนเป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่ง ก็ล้วนคือตัณหาอย่างหนึ่งๆเช่นกัน เพราะล้วนครอบคลุมอยู่ในตัณหาเพราะ แท้จริงแล้วก็คือ ความทะยานอยาก ความอยากได้ ความอยากเป็น หรือไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้เป็นไป ตามความปรารถนาของตนเป็นสำคัญ แท้จริงจึงล้วนเป็นตัณหาอย่างหนึ่งๆเช่นกันนั่นเอง เพียงแต่ตัณหานั้นจึงครอบคลุมวงกว้างกว่า โลภะ โทสะ โมหะ ฯ. จึงล้วนจัดเป็นตัณหาได้ทั้งสิ้น

โลภะ ความอยากได้ ส่วนใหญ่เราใช้กันในรูปธรรม อยากได้นั่น อยากได้นี่ ฯ. ส่วนตัณหานั้นครอบคลุมกว้างขวางกว่าทั้งนามธรรมอีกด้วย เช่น อยากได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ ฯ.

โทสะ ความโกรธ เพราะความไม่อยากให้เกิดขึ้นหรือเป็นไป ความที่ไม่เป็นไปตามความปรารถนาตนหรือความทะยานอยากของตน

โมหะ ความหลง เพราะความไม่รู้ จึงไปหลงยึด หลงเข้าใจ ยึดถือไปตามใจปรารถนาตน

ตัณหา ในความเห็นดังที่กล่าว จึงจัดเป็นสังขารขันธ์อีกอย่างหนึ่งนั่นเอง เป็นเพียงการต่างกันของการจำแนกแตกธรรมไปในแต่ละเรื่องราวเท่านั้น จึงเสมือนหนึ่งการกล่าวว่า ท้องร่วง ก็เป็นอุจจาระอีกอย่างหนึ่งนั่นเอง

ตัณหาจึงเปรียบได้หรือถือเป็นส่วนหนึ่งของสังขารขันธ์ในขันธ์ ๕ เพียงแต่เป็นอกุศลสังขารนั่นเอง และใช้กันโดยทั่วไปในการแสดงอาการของจิตที่ประกอบด้วยความทะยานอยาก ความปรารถนาอันเร่าร้อน

ตัณหา คือสิ่งหรืออาการอย่างหนึ่งของจิต ที่ไปปรุงแต่งจิตให้เกิดอุปาทาน(สัญเจตนา,เจตนา,ความคิดอ่าน)ให้เกิดการกระทำต่างๆที่ประกอบด้วยความทะยานอยาก,ความปรารถนาตามกิเลสตน หรือไปในทางอกุศลนั่นเอง ได้ทั้งทางกาย วาจา ใจ

จึงเป็นไปตามหลักธรรมปฏิจจสมุปบาท ที่กล่าวไว้ว่า เพราะตัณหาเป็นเหตุเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน นั่นเอง  ซึ่งก็คือเพราะตัณหาเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอุปาทานความเจตนาหรือความคิดอ่าน ให้เห็นเป็นไปตามความเชื่อ ตามความยึดมั่น ถือมั่นตามกิเลสหรือตัณหาของตัวตน ดังใน อุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน สีลัพพตุปาทาน ทิฎฐุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน เป็นสำคัญ

 →ตัณหา→อุปาทาน→ภพ→ ชาติ รูปูปาทานขันธ์ + ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์   anired06_next.gif เวทนูปาทานขันธ์ มรณะ อาสวะกิเลส เป็นวงจร     

     อุปาทานขันธ์๕ อันเกิดวนเวียนอยู่ในชราอันเป็นทุกข์          

 สังขารูปาทานขันธ์ เช่นคิดที่เป็นทุกข์        สัญญูปาทานขันธ์   

ล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว

แสดงวงจรรา อันเป็นส่วนหนึ่งของวงจรปฏิจจสมุปบาท

 

 หัวข้อธรรม

 

กลับหน้าเดิม