ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ของเรา

รูป (กองรูปคือร่างกาย) อย่างใด อย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก(ร่างกายนี้หรือของบุคคลอื่น) หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่รูป(ร่างกาย) เท่านั้นเอง ที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย(คือธาตุ ๔) เพียงเพื่อใช้อาศัย(ของอายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เพื่อเป็นเพียงแค่ความรู้ เพียงแค่อาศัยระลึก ในการดำรงค์ขันธ์คือชีวิต แต่รูปนี้ก็ยัง เกิด แก่ เจ็บ ตาย อันพึงย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดาคือตามเหตุปัจจัย  แต่เธอพึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบ  ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า เพราะล้วนเป็นอนัตตา รูปนั่นไม่ใช่ของเรา รูปนั่นไม่ใช่เรา รูปนั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา (พิจารณาโดยละเอียดและแยบคายเพื่อจะได้คลายความยึดมั่นหรือหมายมั่นด้วยความเข้าใจผิด ตามที่ได้สั่งสมมาแต่เกิด) เพราะถ้ารูปนั่นเป็นของเราจริงๆแล้วไซร้ รูปนั้นต้องไม่พึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธแปรปรวน(คือไม่เปลี่ยนแปลงไปเองตามเหตุปัจจัย)  และเราย่อมได้ตามปรารถนาในรูปนั้นว่า ขอรูปเราจงเป็นอย่างนี้เถิด(เช่น สวย,แข็งแรง) ขอรูปเราจงอย่าเป็นอย่างนั้นเลย(เช่นอย่าแก่,เจ็บป่วย,ตาย)  แต่เพราะรูปไม่ใช่ของเราจริง จึงเต็มเป็นไปด้วยอาการอาพาธคือความแปรปรวนคือเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ทั้งเกิด แก่ เจ็บไข้ ตาย  และเราย่อมไม่ได้ตามปรารถนาในรูปนั้น  แท้จริงล้วนเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม(เพราะเหตุนี้เป็นปัจจัย เหตุนี้จึงมี) หรืออิทัปปัจจยตา(เพราะเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี)นั่นเอง

 

เวทนา (คือความรู้สึกสุข ทุกข์ อทุกขมสุข ที่ต้องเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อเกิดการกระทบหรือการสัมผัส(ผัสสะ)กันของอายตนะภายนอกทั้ง ๖ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความคิดนึกหรือธรรมารมณ์) กับอายตนะภายในทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)  แม้อย่างใด อย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน  ทั้งภายในหรือภายนอก(ภายในตนหรือผู้อื่น) หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่เวทนาเท่านั้นเอง ที่ยังพึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดาจากเหตุปัจจัยคือการผัสสะ ก็เพียงแค่ความรู้ เพียงแค่อาศัยระลึก ในการดำรงขันธ์คือชีวิต เท่านั้นเอง จึงยังมีทั้ง สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุข อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาคือตามเหตุปัจจัย  แต่เธอพึงเห็นเวทนานั้นด้วยปัญญาอันชอบ(ปัญญาญาณ) ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า เพราะล้วนเป็นอนัตตา เวทนานั่นไม่ใช่ของเรา เวทนานั่นไม่ใช่เรา เวทนานั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา  เพราะถ้าเวทนาเป็นของเราจริงแล้วไซร้ เวทนานั้นต้องไม่พึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธคือแปรปรวน(ไม่เปลี่ยนแปลงไปเอง)  และเราย่อมได้ตามปรารถนาในเวทนาเหล่านั้นว่า ขอเวทนาเราจงเป็นอย่างนี้เถิด(เช่นสุขเวทนา) ขอเวทนาเราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย(เช่นทุกขเวทนา)   แต่เพราะเวทนาไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา เวทนาจึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธ คือแปรปรวนเป็นไปตามเหตุปัจจัยต่างๆที่ได้ประชุมปรุงแต่งแก่กันและกันป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขเวทนาบ้าง  และเราย่อมไม่ได้ตามปรารถนาในเวทนานั้นว่า ขอเวทนาเราจงเป็นอย่างนี้เถิด ขอเวทนาเราจงอย่าเป็นอย่างนั้นเลย เพราะเหตุที่ย่อมต้องแปรปรวนเป็นไปตามเหตุปัจจัยดังกล่าว  แท้จริงล้วนเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม(เพราะเหตุนี้เป็นปัจจัย เหตุนี้จึงมี) หรืออิทัปปัจจยตา(เพราะเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี)นั่นเอง

 

สัญญา (ความจำได้ ทั้งหมายรู้ และประมวลผล) อย่างใด อย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่สัญญาเท่านั้น เป็นเพียงเครื่องรู้ คือเพียงแค่ความรู้ เพียงแค่อาศัยระลึก เพื่อการดำรงค์ขันธ์ จึงมีทั้งกุศลสัญญา อกุศลสัญญา อันยังพึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดาคือตามเหตุปัจจัย  แต่เธอพึงเห็นสัญญานั้นด้วยปัญญาอันชอบ  ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า เพราะล้วนเป็นอนัตตา สัญญานั่นไม่ใช่ของเรา สัญญานั่นไม่เป็นเรา สัญญานั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา  เพราะถ้าสัญญาเป็นของเราจริงแล้วไซร้ สัญญานั้นต้องไม่พึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธแปรปรวน(ไม่เปลี่ยนแปลงไปเองตามเหตุปัจจัย)  และเราย่อมได้ตามปรารถนาในสัญญานั้นว่า ขอสัญญาเราจงเป็นอย่างนี้เถิด(เช่นเกิดผุดแต่กุศลสัญญาดีๆที่ถูกใจ) ขอสัญญาเราจงอย่าเป็นอย่างนั้นเลย(เช่นไม่ให้เกิดอกุศลสัญญาเช่น เกลียด อาฆาต ชังในสิ่งใดๆ)  แต่เพราะสัญญาไม่ใช่ของเรา จึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธคือแปรปรวน และย่อมไม่ได้ตามปรารถนาในสัญญานั้นว่า ขอสัญญาเราจงเป็นอย่างนี้เถิด ขอสัญญาเราจงอย่าเป็นอย่างนี้เลย   แท้จริงล้วนเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม(เพราะเหตุนี้เป็นปัจจัย เหตุนี้จึงเกิดขึ้น) หรืออิทัปปัจจยตา(เพราะเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี)นั่นเอง

 

สังขารขันธ์ (สิ่งหรือสภาพที่ปรุงแต่งใจในชั่วขณะระยะหนึ่งๆ จึงยังให้เกิดเจตนา(สัญเจตนา)ในการกระทำต่างๆทั้งดีและชั่ว เช่น โทสะ) ทั้งหลาย แม้อย่างใด อย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่สังขารขันธ์เท่านั้นเอง ที่ยังคงเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยต่างๆ  ให้เป็นเพียงเครื่องรู้ คือเป็นเพียงแค่ความรู้ เพียงแค่อาศัยระลึกเท่านั้น  เพื่อการดําเนินขันธ์หรือชีวิตเท่านั้นเอง จึงมีทั้งกุศลสังขาร อกุศลสังขาร อันยังพึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดาคือตามเหตุปัจจัย   แต่เธอพึงเห็นสังขารนั้นด้วยปัญญาอันชอบ  ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า เพราะล้วนเป็นอนัตตา สังขารนั่นไม่ใช่ของเรา สังขารนั่นไม่เป็นเรา สังขารนั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา  เพราะถ้าสังขารนั้นเป็นของเราจริงแล้วไซร้ สังขารนั้นไม่พึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธคือแปรปรวน และเราย่อมได้ตามปรารถนาในสังขารนั้นๆว่า ขอสังขารเราจงเป็นอย่างนี้เถิด(เช่น อารมณ์คือสภาพของใจ อารมณ์สุขคือฉันทะ(ความพอใจ, ความชอบใจ, ความยินดี), สุขใจ, สมาธิ, ปีติ, สงบ)  ขอสังขารเราจงอย่าเป็นอย่างนั้นเลย(เช่น อารมณ์ทุกข์คือกุกกุจจะ-ความเดือดร้อนใจ, โลภะ, โมหะ, โทสะ, หดหู่ใจ, ฟุ้งซ่าน, กลัว, กังวล)  แต่เพราะสังขารไม่ใช่ของเรา จึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธแปรปรวน และเราย่อมไม่ได้ตามปรารถนาในสังขารนั้น  แท้จริงล้วนเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม(เพราะเหตุนี้เป็นปัจจัย เหตุนี้จึงมี) หรืออิทัปปัจจยตา(เพราะเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี)นั่นเอง

 (เวทนา เป็นความรู้สึกที่เกิดจากการผัสสะโดยตรงย่อมมีสัญญาจำได้ร่วมด้วย  และเมื่อเกิดเวทนาแล้วย่อมร่วมกับสัญญาหมายรู้(ประมวลผล) ซึ่งย่อมส่งผลเป็นสังขารขันธ์ต่างๆ  ส่วนสังขารขันธ์เป็นสภาพของใจต่างๆ ที่จะยังให้เกิดการกระทำต่างๆขึ้น หรือจะเรียกว่าสภาพหรืออาการของจิต หรืออารมฌ์ (อารมณ์ ในที่นี้ เป็นความรู้สึกหรือความเป็นไปแห่งจิตใจในขณะหรือช่วงเวลาหนึ่งๆ  จึงไม่ได้หมายถึง สิ่งที่จิตไปกำหนดหมาย) ก็คงได้ เช่นอารมณ์ดี คือ สภาพของใจหรือความเป็นไปของจิตในขณะนั้นๆที่สุขสบายหรือสบายใจนั่นเอง, โทสะ อารมณ์โกรธ เป็นสภาพของใจที่ขุ่นเคืองในขณะหนึ่งๆ ที่ย่อมอาจส่งผลต่อธรรมารมณ์อื่นๆที่เกิดตามมาอีกได้ เช่นถ้าเมื่อมีอารมณ์โกรธ หรือกุกกุจจะ(เดือดร้อนใจ,เร่าร้อนใจ) เกิดจากสิ่งใดๆมาจากการกระทบแล้ว ย่อมมีอารมณ์โกรธหรือความเร่าร้อนใจ คือ สภาพของใจยังมีความขุ่นข้องค้างคาอยู่ ซึ่งย่อมส่งผลครอบงำต่อสังขารขันธ์ต่อไปได้เช่น หงุดหงิด พาลต่อเรื่องหรือสิ่งอื่นๆได้ หรือกล่าวได้ว่าเกิดอุปาทานขันธ์ต่างๆ ในขันธ์ต่อๆมา

(สังขารขันธ์ เช่น เจตสิกทั้ง ๕๐ และอื่นๆ  ที่ยกเว้นเพียงเวทนาและสัญญา เพราะแม้เป็นอาการของจิตหรือสภาพของใจอย่างหนึ่งคือสังขารขันธ์ชนิดมโนสังขาร แต่ได้จำแนกแตกธรรมไปจัดอยู่ในขันธ์ ๕ แล้วนั่นเอง)

 

วิญญาณ (สภาพที่เกิดความรู้ในอายตนะภายนอก(รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์)ที่กระทบ (เช่น จักขุวิญญาณ ความรู้อารมณ์(คือรูป)ทางตา ) อย่างใด อย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่วิญญาณ ไว้ใช้งานเท่านั้นเอง (ที่เมื่อกระทบกับอายตนะภายนอกใดๆก็ต้องเกิดวิญญาณนั้นๆขึ้นเองเป็นธรรมดา เช่นตา กระทบ รูป ย่อมต้องเกิดจักขุวิญญาณ, คิด กระทบ ใจ ก็ย่อมต้องต้องเกิดมโนวิญญาณ) ที่เพียงเครื่องรู้ คือ เป็นเพียงแค่ความรู้ เพียงแค่อาศัยระลึก เตือนสติ ไว้ใช้งานในการดำรงขันธ์คือชีวิตเท่านั้นเอง จึงมีทั้งกุศลวิญญาณ และอกุศลวิญญาณ อันพึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดาคือตามเหตุปัจจัย  แต่เธอพึงเห็นวิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบ  ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า เพราะล้วนเป็นอนัตตา วิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา วิญญาณนั่นไม่เป็นเรา วิญญาณนั่นไม่ใช่ตนของเรา   เพราะถ้าวิญญาณเป็นของเราจริงแล้วไซร้  วิญญาณนั้นต้องไม่พึงเป็นไปด้วยการอาพาธแปรปรวน(เปลี่ยนแปลงไปเอง)  และเราย่อมได้ตามปรารถนาในวิญญาณนั้น ขอวิญญาณเราจงเป็นอย่างนี้เถิด(เช่นเกิดแต่กุศลวิญญาณคือ เกิดรู้แต่ในสิ่งที่ชอบจากการกระทบสัมผัส) ขอวิญญาณเราจงอย่าเป็นอย่างนั้นเลย(ไม่เกิดอกุศลวิญญาณคือ ไม่รู้ไม่เกิดในสิ่งที่ไม่ชอบที่กระทบสัมผัสนั้น)  แต่เพราะวิญญาณไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา จึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธคือแปรปรวน และย่อมไม่ได้ตามปรารถนาในวิญญาณนั้น  เพราะย่อมต้องแปรปรวนเป็นไปตามเหตุปัจจัย แท้จริงล้วนเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม(เพราะเหตุนี้เป็นปัจจัย เหตุนี้จึงมี) หรืออิทัปปัจจยตา(เพราะเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี)นั่นเอง

 

แม้กระทั่งขันธ์ทั้ง ๕ ก็ไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง แล้วสิ่งอื่นๆทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นของเราได้อย่างไร

แต่ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยอันแปรปรวน ที่ย่อมควบคุมได้บ้างไม่ได้บ้าง อย่างนั้นเอง เป็นธรรมดา

ดังนั้น

สังขารทั้งปวงไม่ใช่ของเรา สังขารทั้งปวงไม่ใช่เรา สังขารทั้งปวงไม่ใช่ตัวตนของเรา

การให้เห็นว่า ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ก็เพื่อจะได้ไม่ไปยึดมั่น หมายมั่น เสียนั่นเอง

 

 
๑. อวิชชาสูตร

ว่าด้วยความหมายของอวิชชา

[๓๐๐] พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ฯลฯ

ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ที่เรียกว่า อวิชชา อวิชชา ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉนหนอแล?

และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่าไร?

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้

ไม่รู้ชัดซึ่งรูป(ขันธ์) ไม่รู้ชัด ซึ่งเหตุเกิดแห่งรูป ไม่รู้ชัดซึ่งความดับแห่งรูป ไม่รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป

ไม่รู้ ชัดซึ่งเวทนา......ฯลฯ

ไม่รู้ชัดซึ่งสัญญา ......ฯลฯ

ไม่รู้ชัดซึ่งสังขาร ......ฯลฯ

ไม่รู้ชัดซึ่งวิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิดวิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งความดับวิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับวิญญาณ.

ดูกรภิกษุ นี้เรียกว่า อวิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.

จบ สูตรที่ ๑.

 

กลับหน้าเดิม