จิตที่ส่งออกนอกเพื่อรับสนองอารมณ์ ทั้งสิ้น |
เป็นสมุทัย |
(สนองอารมณ์-เวทนา) |
ผลอันเกิดจากจิตส่งออกนอกแล้วหวั่นไหว |
เป็นทุกข์ |
(หวั่นไหว-คิดปรุงแต่ง,ตัณหา) |
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง |
เป็นมรรค |
(สติเห็นจิตสังขารในขันธ์๕) |
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง |
เป็นนิโรธ |
|
หลวงปู่ ดูลย์ อตุโล
มนุษย์เราอยู่ได้ด้วยความคิด เจริญเติบโตจนมีวิวัฒนาการขั้นสูงได้ก็เพราะมีความคิดเหนือสรรพสัตว์อื่นๆทั้งหลาย ความคิดความจำต่างๆจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิต เช่น คิดเรื่องหน้าที่การงานเพื่อการดำรงชีวิต คิดแก้ไขปัญหา ความคิดความจำในการดำเนินชีวิตปกติ คิดพิจารณาธรรม ฯลฯ. สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม อันควรทำให้เกิดขึ้น ควรทำให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป และก็ต้องไม่มีตัณหาอุปาทานอันเกิดขึ้นเนื่องจากความคิดเหล่านี้ด้วยจึงจะไม่ดำเนินไปตามวงจรการเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ การไปปฏิบัติหยุดความคิดอันดีงามเหล่านี้จึงก่อโทษต่อการดำเนินชีวิต และธาตุขันธ์อย่างรุนแรง เพราะความเข้าใจผิด ไปยึดในความว่างอย่างผิดๆจึงไปหยุดคิดหยุดนึกก็มี ให้หยุดคิดหยุดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านแต่ไปหยุดคิดหยุดนึกโดยขาดเหตุผลก็มี
แต่ก็มีบางความคิดที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง ไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้เจริญขึ้น เช่น ความคิดที่ผุดขึ้นมาเองอันเนื่องจากอาสวะกิเลส และจากความเคยชิน ตลอดจนความคิดที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับความคิดนึกอันดีงามที่ใช้ในกิจต่างๆดังกล่าวข้างต้นแต่ความคิดนึกเหล่านี้ไม่มีหน้าที่อันควร โดยตรง เราเรียกความคิดความนึกขึ้นมาได้ในสิ่งเหล่านี้ว่า คิดปรุงแต่ง คิดนึกปรุงแต่ง จิตปรุงแต่ง จิตฟุ้งซ่านบ้าง สิ่งเหล่านี้นี่เองที่เป็นเหตุปัจจัยอันสำคัญยิ่งที่ยังให้เกิดอุปาทานทุกข์ขึ้นโดยไม่รู้ตัว (ตัวอย่าง คิดนึกปรุงแต่ง)
คิดนึกปรุงแต่ง, จิตปรุงแต่ง จิตฟุ้งซ่านออกไปภายนอก หรือจิตส่งออกนอกต่างล้วนมีความหมายหรือมีความนัยเช่นเดียวกัน ดังเช่น กริยาจิตคิด ที่กระทำต่อเนื่องจากสังขารขันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ดังเช่น ในกระบวนธรรมของจิตแสดงในรูปขันธ์๕ อันเนื่องมาจาก หู ไปกระทบกับ เสียงที่นินทาด่าทอต่อว่าต่างๆนาๆ จึงเกิดกระบวนธรรมของจิตดำเนินไปในการอธิบายในรูปแบบของขันธ์ ๕ เยี่ยงนี้
หู
เสียงด่าทอ
โสตวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจำ
ทุกขเวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์ อันเป็นโทสะ
เมื่อเกิดสังขารขันธ์อันเป็นโทสะเกิดขึ้นแล้ว โดยวิสัยของปุถุชนก็ย่อมดำเนินไปตามวิถีของวงจรปฏิจจสมุปบาท จึงเกิดการกระทำทางจิตหรือกริยาจิต เช่น ความคิดต่างๆกล่าวคือ คิดปรุงแต่ง,จิตปรุงแต่ง ที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นมานั้นๆ ในกรณีตัวอย่างนี้เกิดสังขารขันธ์อันเป็นโทสะหรือความโกรธ ปุถุชนก็มักเกิดความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆกระทำต่อเนื่องและสัมพันธ์กับสังขารขันธ์อันเป็นโทสะที่เกิดขึ้นนั้น จึงย่อมแฝงด้วยโทสะตามสังขารขันธ์อันเป็นเหตุหรือต้นกำเนิด
ปุถุชน จึงมีระบบความคิดปรุงแต่ง ที่แสดงในรูปแบบกระบวนธรรมของขันธ์๕ หรืออุปาทานขันธ์๕ เป็นไปดังนี้
ห
ู+ เสียง
โสตะวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจำ
เวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขาร(โทสะ)
![]()
ใจ
+
มโนวิญาณ
ผัสสะ
สัญญาจำ
เวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขาร(โทสะ)
![]()
ใจ
+
มโนวิญาณ
ผัสสะ
....ฯ.
มักเป็นดั่งนี้ลงไปเรื่อยๆ ตามสังขารความเคยชินที่สั่งสมโดยไม่รู้ตัว
จนกว่าจะดับไปเพราะไตรลักษณ์ หรือถูกเบี่ยงเบน,บดบังโดยเหตุใดๆ
หรือ แสดงการคิดปรุงแต่งดังข้างต้นในรูปวงจรของขันธ์๕ หรืออุปาทานขันธ์๕ ดังนี้ ก็ได้เช่นกัน
|
รูป - ธรรมารมณ์
+ ใจ + มโนวิญญูาณขันธ์
สังขารขันธ์
วงจรแสดงขันธ์ทั้ง๕ |
รูปูปาทานขันธ์
+ ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์
สังขารูปาทานขันธ์
เช่นคิดที่เป็นทุกข์ วงจรอุปาทานขันธ์ทั้ง๕ที่ล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทาน |
กล่าวคือ สังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นนั้น ไปทำให้เกิดธรรมารมณ์หรือรูปขันธ์เช่นคิดที่เนื่องสัมพันธ์กันขึ้นอีกครั้ง จึงดำเนินไปเป็นวงจรวนเวียนไม่หยุดหย่อน
-----------------------------
แสดง คิดนึกปรุงแต่ง ในวงจรปฏิจจสมุปบาท
ความคิดนึกปรุงแต่งหรือจิตปรุงแต่ง ถ้าพิจารณาจากการเกิดขึ้นในวงจรปฏิจจสมุปบาท ณ ที่องค์ธรรมสังขารอันได้สั่งสมไว้อันเนื่องมาจากอาสวะกิเลสและอวิชชานั้น ก็จัดเป็นความคิดปรุงแต่งอย่างหนึ่งได้เช่นกัน แต่ที่องค์ธรรมสังขารนี้เราไม่นำมาพิจารณาเพราะเป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งของปุถุชนผู้ยังไม่มีวิชชา อันย่อมผุดขึ้นหรือนึกขึ้นมาเองโดยควบคุมบังคับไม่ได้บ้างเป็นบางครั้งเป็นธรรมดา ดังนั้นถ้าไม่พิจารณาองค์ธรรมสังขารนี้แล้ว ก็สามารถจำแนกความคิดนึกปรุงแต่งที่เกิดในวงจรปฏิจจสมุปบาทที่นักปฏิบัติสมควรกระทำการหยุดการคิดปรุงแต่งเหล่านี้ เป็น ๒ แบบใหญ่ๆด้วยกัน
แบบที่ ๑. เป็นความคิดนึกปรุงแต่ง ที่เกิดขึ้นในวงจรปฏิจจสมุปบาท ณ ตำแหน่งที่แยกออกมาจากองค์ธรรมเวทนา ตามแสดงในภาพด้านล่าง เป็นความคิดปรุงแต่งที่ยังไม่เป็นทุกข์ แต่ก็อาจจะ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาและเป็นอุปาทานทุกข์ขึ้นได้ถ้าประมาทไม่สำรวมระวัง กล่าวคือ ปล่อยให้เกิดการคิดปรุงแต่งสืบต่อไปเรื่อยๆ ดังภาพที่แสดง จนความคิดปรุงแต่งอันใดอันหนึ่งเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้น จึงย่อมดำเนินและเป็นไปตามวงจรของทุกข์ต่อไปจนได้ในที่สุด
แสดงการคิดนึกปรุงแต่ง แบบที่๑.
|
|
|
|
ปัญญา+สัญญาหมายรู้ (อุทธัจจะ) สังขารขันธ์ ไม่เป็นทุกข์
|
|
กล่าวคือ มีสติรู้เท่าทันเวทนา และถ้ามีปัญญาร่วมด้วยก็เกิดสัญญาหมายรู้ ที่หมายรู้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง จึงเกิดสังขารขันธ์(เช่น คิดหรือจิตสังขาร บางทีก็เรียกว่าจิต)ขึ้น แม้อาจจะเป็นโทสะก็ตามที เพราะเป็นไปตามสภาวธรรม แต่ก็เบาบางกว่าปุถุชนทั่วไป
หรือเบาบางกว่าปกติธรรมดาของบุคคลนั้นๆด้วยปัญญาที่ร่วมกับสัญญาหมายรู้ กล่าวคือ
ยังไม่ถึงกับเกิดอาการเร่าร้อนเผาลนใจอันต่อเนื่อง แล้วก็จางคลาย..ดับไป แต่เพราะเนื่องเพราะวิชชา หรือสติและปัญญายังไม่บริบูรณ์ จิตจึงไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ยังเกิดการคิดนึกปรุงแต่งต่อไปอีกบ้างตามภาพลูกศร
ที่แสดง วนเวียนอยู่บ้างหรือเรียกความคิดปรุงแต่งแบบนี้ว่าอุทธัจจะ ความฟุ้งอันคือสังโยชน์ข้อ๙ หรืออาจเพิ่มความรุนแรงด้วยสังขารตามที่สั่งสมไว้ตามความเคยชินที่ปรุงแต่งไปต่างๆนาๆในเรื่องนั้นๆ ตามภาพลูกศร
ที่แสดง, กล่าวคือ ย้อนกลับเข้าไปในวงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์อีก จนความคิดปรุงแต่งบางความคิดเกิดโอกาสเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้น แล้วดำเนินและเป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทจนเกิด
ตัณหา >> อุปาทาน >>
ภพ >> ชาติ >>
ชราอันเป็นอุปาทานขันธ์ ๕
อันเป็นทุกข์
อีกลักษณะหนึ่ง
ณ ตำแหน่งที่แยกออกมาจากองค์ธรรมเวทนา ที่เกิดกับปุถุชนมากที่สุด คือ เกิดเวทนาชนิด อทุกขมสุขเวทนา คือมีความรู้สึกเฉยๆต่อรูปหรือสิ่งที่ผัสสะนั้นก็จริงอยู่ จึงไม่มีตัณหาเกิดขึ้น เป็นไปตามกระบวนธรรมของขันธ์๕ธรรมดา จึงเกิดสังขารขันธ์
ไม่เป็นทุกข์(ดังแสดงในวงจรข้างต้น) แต่เกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมชาติเพราะอทุกขมสุข แต่เนื่องจากยังไม่มีวิชชา จึงเกิดการคิดปรุงแต่งต่อเนื่องหรือค่อนข้างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนเหมือนดังข้างต้นที่กล่าวแล้ว หรืออาจเพิ่มความรุนแรงด้วยสังขารตามที่สั่งสมไว้ตามความเคยชินที่ปรุงแต่งไปต่างๆนาๆในเรื่องนั้นๆ ตามภาพลูกศร
ที่แสดง,
จนในที่สุดเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้น จึงเกิดอุปาทานขันธ์
๕ ในชราอันเป็นความทุกข์(อุปาทานทุกข์)
ทั้งสองเกิดที่ตำแหน่งเดียวกันในวงจร แต่ฝ่ายหนึ่งยังมีสติและปัญญาจากการปฏิบัติ แต่อีกฝ่ายเป็นไปตามกระบวนธรรมของธรรมชาติเพราะอทุกขมสุขเวทนานั่นเอง มิได้เป็นเพราะสติและปัญญา เพียงแต่ยังไม่เกิดตัณหาอุปาทานก็เพราะอทุกขมสุขเวทนาอันเฉยๆหรือแผ่วเบาเพียงเท่านั้นเอง
การมีสติรู้เท่าทันเวทนาในปฏิจจสมุปบาท หรือรู้เท่าทันจิต(จิตสังขาร ในภาพวงจรข้างต้นคือ" สังขารขันธ์ ไม่เป็นทุกข์ ") แล้วหยุดการปรุงแต่งลงเสียนั้น เป็นสุดยอดของการปฏิบัติ เป็นการปฏิบัติเฉกเช่นในสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง คือ สติเห็นเวทนาหรือจิต แล้วไม่ยึดมั่นหมายมั่นในสิ่งใด หรือก็คือ ถืออุเบกขา หยุดการปรุงแต่ง ซึ่งจะเป็นเหตุปัจจัยให้อุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเกิดขึ้นไม่ได้ จึงย่อมไม่เสวยอุปาทานทุกข์ ใดๆ แต่ย่อมต้องเสวยเวทนาที่เกิดขึ้นมาแล้วเป็นธรรมดา แล้วก็ดับจางคลายลงไปเพราะขาดเหตุปัจจัยให้เกิดสืบเนื่องต่อไป แต่ก็ไม่เร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายจนกายใจเดือดพล่าน และสืบเนื่องยาวนาน เหมือนดั่งในอุปาทานทุกข์ จึงควรมีความเข้าใจด้วยว่าเวทนาความรู้สึกรับรู้ที่เกิดขึ้นแล้วนั้นเป็นสภาวะธรรม(ธรรมชาติ)ยังคงมีคงเกิดเป็นธรรมดา เพราะมิฉนั้นจะดิ้นรนพยายามดับสภาวธรรมจนก่อเป็นทุกข์โดยไม่รู้ตัว การดับเวทนาอันเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิตเป็นความรู้สึกรับรู้ที่เกิดขึ้นแต่การผัสสะในอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นย่อมเป็นไปไม่ได้ ดุจดั่งการพยายามไล่จับเงานั่นเอง
แบบที่ ๒. ความคิดปรุงแต่งที่ดำเนินไปในองค์ธรรมชรา ในวงจรปฏิจจสมุปบาท ล้วนเป็นอุปาทานทุกข์ อันเผาลน กล่าวคือ จิตดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทจนเกิดความทุกข์(อุปาทานทุกข์)แล้ว ดำเนินและเป็นไปดังกระบวนธรรมดังนี้
อาสวะกิเลส
อวิชชา
เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกัน จึงมี
สังขาร
เป็นเหตุปัจจัย จึงมี
วิญญาณ
เป็นเหตุปัจจัย จึงมี
นาม-รูป
เป็นเหตุปัจจัย จึงมี
สฬายตนะ
เป็นเหตุปัจจัย จึงมี
ผัสสะ
เป็นเหตุปัจจัย จึงมี
เวทนา
เป็นเหตุปัจจัย จึงมี
ตัณหา
เป็นเหตุปัจจัย จึงมี
อุปาทาน
เป็นเหตุปัจจัย จึงมี
ภพ
เป็นเหตุปัจจัย จึงมี
ชาติ
เป็นเหตุปัจจัย จึงมี
ชรา ณ ที่นี้นี่เอง ที่เป็นที่เกิดของความคิดปรุงแต่งหรืออุปาทานสังขารขันธ์แบบเป็นทุกข์อันเร่าร้อนเผาลน เพราะล้วนเป็นอุปาทานขันธ์๕ ที่เกิดๆดับๆอันยังให้เกิดการเสพเสวยเวทนูปาทานขันธ์อันเร่าร้อนเผาลนยิ่งนัก
|
.....ตัณหา → อุปาทาน → ภพ →
ชาติ → รูปูปาทานขันธ์
+ ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์
เช่นคิดที่เป็นทุกข์ ในวงจรล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว |
กล่าวคือ เป็นความคิดปรุงแต่งที่ล้วนถูกครอบงำด้วยอุปาทาน จึงอาจดำเนินไปด้วยความสุขแต่แอบแฝงความเร่าร้อนเผาลน หรือทุกข์ที่เร่าร้อนเผาลน หรือทั้งสุขและทุกข์คละเคล้าไปแต่แอบแฝงความเร่าร้อนเผาลนเช่นกัน จึงย่อมล้วนเป็นไปอย่างมีความรุนแรงเร่าร้อนและเผาลนกว่าแบบที่๑. กล่าวคือ กำลังเผาลนอยู่ในกองไฟแห่งทุกข์นั่นเอง เพราะอำนาจของอุปาทานที่มีกำลังของความยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจของตัวของตนเป็นใหญ่ ซึ่งได้ครอบงำในทุกๆขันธ์ที่เกิดขึ้นและเป็นไป เพียงแต่ว่าไม่รู้เท่านั้นเอง ดังนั้นทุกๆความคิดปรุงแต่งที่เกิดในชราจึงล้วนประกอบด้วยขันธ์ต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นอุปาทานขันธ์ อันก่อให้เกิดได้ทั้งสุขและทุกข์แต่ก็ล้วนเป็นแบบเร่าร้อนเผาลนใจ และล้วนเก็บสั่งสมเป็นอาสวะกิเลส อันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความทุกข์ขึ้นอีกในภายหน้าโดยไม่รู้ตัว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน ชราในวงจรปฏิจจสมุปบาท อันเป็นที่ดำเนินไปของความทุกข์)
ภาวะที่เกิดในชราของอุปาทานขันธ์ทั้ง๕ เป็นการเกิดการคิดปรุงแต่งอย่างวนเวียนอย่างต่อเนื่องหรือค่อนข้างต่อเนื่อง และเป็นวงจรที่มีความเนื่องสัมพันธ์กันอยู่ และมักเป็นไปโดยไม่รู้ตัว หรืออาจรู้ตัวมีสติเห็นความคิดปรุงแต่งในนักปฏิบัติ แต่อาจขาดความต่อเนื่องของสติ(สมาธิ) และปัญญาญาณยังไม่บริบูรณ์ จึงไม่สามารถหยุดการปรุงแต่งได้ในบางครั้ง เพราะกำลังอันแรงกล้าของอุปาทานได้ครอบงำเสียแล้ว เป็นอุปาทานทุกข์หรือความทุกข์แท้ๆที่มนุษย์พากันเป็นทุกข์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แทบทุกขณะจิต เป็นทุกข์ชนิดอุปาทานทุกข์ที่พระพุทธเจ้าได้เพียรสั่งสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เพื่อให้ดับลงไป, นี้แหละคือความทุกข์หรืออุปาทานทุกข์ที่แสวงหาเพื่อการดับไปของนักปฏิบัติ และสามารถปฏิบัติได้จริงด้วยธรรมของพระองค์ท่าน
คิดนึกปรุงแต่งที่ชรานี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เร่าร้อนเผาลนด้วยความรู้สึกรับรู้-อุปาทานเวทนา(เวทนูปาทานขันธ์)ที่เกิดอย่างต่อเนื่อง หรือค่อนข้างต่อเนื่อง กล่าวคือรับรู้ความรู้สึกรับรู้ที่เกิดขึ้น(เวทนูปาทานขันธ์)แต่ละครั้งที่เกิดขึ้น กล่าวคือ เวทนูปาทานขันธ์ที่เกิดก่อนยังไม่ทันได้มอดดับลงไป ก็คิดปรุงแต่งใหม่อันเนื่องสัมพันธ์กับทุกข์เดิมจนเกิดเวทนูปาทานขันธ์ขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง เป็นดังนี้เป็นระยะๆ จนความทุกข์นั้นๆดูราวกับต่อเนื่องเป็นชิ้นเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ในตามความเป็นจริงแล้วมีการเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ แต่อย่างต่อเนื่องสัมพันธ์กันไปดังกล่าว
ผู้ที่ศึกษาและเข้าใจปฏิจจสมุปบาทดี ก็จะเข้าใจในความเป็นเหตุเป็นปัจจัยกัน จึงยังให้เกิดสิ่งอื่นขึ้น ลองโยนิโสมนสิการโดยการตีตัวเองแรงๆ จะเห็นกฏของธรรมชาติหรือสภาวะธรรม กล่าวคือเมื่อเกิดการกระทบผัสสะขึ้น ย่อมเกิดเวทนาการรับรู้ความรู้สึกเป็นธรรมดา ธรรมดาแต่หมายถึงยิ่งใหญ่คือเป็นจริงและเที่ยงเยี่ยงนี้คือไม่แปรผันหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ความคิดปรุงแต่งอันเป็นทุกข์เร่าร้อนนั้นก็เป็นเฉกเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อคิดปรุงอันเผาลนขึ้นมาแล้วย่อมเกิดความรู้สึกรับรู้เป็นทุกข์ขึ้นเป็นธรรมดา เป็นกฏของธรรมชาติที่นักปฏิบัติย่อมไม่สามารถไปแปรเปลี่ยนอะไรได้ต่อให้มีอำนาจวาสนาแค่ไหนก็ตาม ถ้ากดข่มก็ได้เป็นครั้งเป็นคราวเท่านั้น เช่น กดข่มดื้อๆด้วยกำลังของจิต หรือด้วยอำนาจขององค์ฌานแต่ก็ล้วนก่อให้เกิดผลร้ายในภายหลัง ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงให้มีสติเห็นเวทนาที่เกิดขึ้นหรือเห็นจิต(จิตตสังขาร)ที่หมายถึงความคิด หรือ ณ ที่นี้ก็คือความคิดปรุงแต่งหรือจิตปรุงแต่ง แล้วไม่ไปยึดมั่นหมายมั่นใดๆ ด้วยการอุเบกขา ในโพชฌงค์๗ คือ เป็นกลางวางทีเฉย โดยการไม่เอนเอียงเข้าไปแทรกแซงด้วยถ้อยคิด หรือกริยาจิต ใดๆในเรื่องทุกข์นั้น ไม่ปรุงแต่งในเรื่องทุกข์นั้นๆไม่ว่าในทางดีหรือชั่ว ดังเช่น เราถูกเขาผิด เราผิดเขาถูก เราดีเขาชั่ว เราชั่วเขาดี บุญหรือบาป สิ่งต่างๆเหล่านี้ความจริงแล้วเป็นการปรุงแต่ง เมื่อยิ่งปรุงแต่ละครั้งก็ย่อมเกิดความรู้สึกรับรู้ชนิดเวทนูปาทานขันธ์อันเร่าร้อนขึ้นทุกครั้ง ดังนั้นจึงยิ่งทุกข์และต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนยิ่งเร่าร้อนเผาลนอย่างยาวนานขึ้นไปเป็นลำดับ
การหยุดคิดปรุงแต่ง หรือหยุดจิตปรุงแต่ง ฟังดูแล้วแสนง่ายไม่น่ายากแต่ประการใด ตามความเป็นจริงแล้วเป็นหัวใจในการปฏิบัติ และกลับปฏิบัติได้ยากแสนยากเพราะเป็นสังขารอันสั่งสมไว้อย่างแก่กล้าไม่รู้ว่านานมาสักกี่ภพกี่ชาติมาแล้วนั้น และทั้งยังต้องมีสติระลึกรู้เท่าทันทั้งในเวทนา(ของสังขารคิดปรุงแต่ง)หรือจิตที่เกิดขึ้น ตลอดจนปัญญาที่เป็นผู้จัดการปัญหา แต่ก็ล้วนสามารถสั่งสมอบรมสังขารใหม่ให้เกิดความชำนาญหรือวสีได้, โดยเฉพาะการคิดปรุงแต่งที่เกิดในชรา คือขณะกำลังเสพเสวยความทุกข์อันเร่าร้อนอยู่ โดยมีกำลังอันกล้าแข็งของอุปาทาน ได้ครอบงำไว้แล้วด้วยอิทธิฤทธิ์อันแรงกล้าที่ครอบสรรพสัตว์มาได้ตลอดกาลนาน เมื่อพยายามหยุดการปรุงแต่งจึงมักหยุดไม่ได้เป็นธรรมดาทั้งที่รู้และพยายามหยุดการปรุงแต่งแต่ก็ยังวนเวียนปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา แม้จะช้าหรือทิ้งช่วงไปบ้างก็ตาม แต่สำหรับนักปฏิบัติที่เข้าใจปฏิจจสมุปบาทอย่างแจ่มแจ้งจะมีกำลังของปัญญา ที่เกิดการสั่งสมเข้าใจและจากประสบการณ์ในการปฏิบัติอย่างแจ่มแจ้งถึงความเป็นเหตุปัจจัยกัน จึงมีกำลังของจิตอันเกิดแต่ปัญญาที่รู้ว่าทุกข์เหล่านี้เกิดแต่เหตุใดอย่างมั่นใจจึงมีความพยายามหรือมีกำลังของจิตมากกว่าในการหยุดการปรุงแต่งเหล่านั้น ถึงจะยังเกิดขึ้นบ้างก็อยู่ได้ไม่นานเหมือนปุถุชน อันเกิดแต่ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ในปฏิจจสมุปบาทกระบวนธรรมของจิตในการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์อย่างมั่นคงไม่โยกคลอนดุจดั่งเสาเข็มริมเขื่อนแล้วนั่นเอง