พระพุทธเจ้า

ภัทเทกรัตตสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๔

 คลิกขวาเมนู

             [๕๒๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี

สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอุเทศและวิภังค์ ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ แก่เธอทั้งหลาย

พวกเธอจงฟังอุเทศและวิภังค์นั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ       

                 [๕๒๗] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า

                 บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว (อดีต)

                 เพราะเมื่อ ธรรมารมณ์ กระทบใจ ย่อมเกิดเวทนาต่างๆเป็นสุข เป็นทุกข์เป็นอทุกขมสุข ขึ้นเป็นธรรมดา หรือตถตา

                 ใช้ขันธ์ ๕ ในการพิจารณา กล่าวคือ พิจารณาว่า การคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้วคือ ธรรมมารมณ์หรือความคิด เกิดขึ้นกระทบกับ ใจ

                 ธรรมมารมณ์         กระทบกับ     ใจ       เป็นปัจจัย จึงมี      มโนวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี สัญญา เป็นปัจจัย จึงมี เกิดเวทนาเป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นอทุกขมสุข บ้างเป็นธรรมดา

                 จึงย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการปรุงแต่งสืบเนื่อง จนเป็นทุกข์ในที่สุด

                 ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง (อนาคต)

                 เมื่อปรุงแต่งไปในอนาคต คือการเกิดขึ้นแห่งธรรมมารมณ์เป็นเฉกเช่นการคำนึงถึงอดีต จึงย่อมมีการผัสสะเกิดเวทนาต่างๆเช่นกัน

                 สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว

                 และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่ถึง

                 ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบัน

                 ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้นๆ ได้

                 บุคคลนั้นพึงเจริญธรรมนั้นเนืองๆ ให้ปรุโปร่งเถิด

                 พึงทำความเพียรเสียใน วันนี้แหละ

                 ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง

                 เพราะว่าความผัดเพี้ยนกับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย

                 พระมุนีผู้สงบย่อมเรียก บุคคลผู้มีปรกติอยู่อย่างนี้

                 มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน นั้นแลว่า ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ

             [๕๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วอย่างไร คือ รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า

เราได้มีรูปอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว

ได้มีเวทนาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว

ได้มีสัญญาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว

ได้มีสังขารอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว

ได้มีวิญญาณอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว

ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่า คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ฯ

(กล่าวคือ อาการพิรี้พิไร หรือโอดครวญไปในอดีต)

             [๕๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลจะไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วอย่างไร คือ ไม่รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า

เราได้มีรูปอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว

ได้มีเวทนาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว

ได้มีสัญญาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว

ได้มีสังขารอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว

ได้มีวิญญาณอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ฯ

             [๕๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร คือ รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า

ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ในกาลอนาคต

พึงมีเวทนาอย่างนี้ในกาลอนาคต

พึงมีสัญญาอย่างนี้ในกาลอนาคต

พึงมีสังขาร อย่างนี้ในกาลอนาคต

พึงมีวิญญาณอย่างนี้ในกาลอนาคต

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่า มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง ฯ

(กล่าวคือ อาการคิดนึกปรุงแต่งไปในอนาคต ซึ่งยังมาไม่ถึง เพียงแต่เป็นการปรุงแต่งคาดการณ์ไปดังนั้น ดังนี้ จนเป็นทุกข์เสียก่อน ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง เพราะล้วนไม่เที่ยง ควบคุมบังคับไม่ได้)

             [๕๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลจะไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร คือ ไม่รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า

ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ในกาลอนาคต

พึงมีเวทนาอย่างนี้ในกาลอนาคต

พึงมีสัญญาอย่างนี้ในกาลอนาคต

พึงมีสังขาร อย่างนี้ในกาลอนาคต

พึงมีวิญญาณอย่างนี้ในกาลอนาคต

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง

             [๕๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน(หมายถึงชีวิตหรือขันธ์ ๕)อย่างไร

คือ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ

ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดใน ธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัตบุรุษ  

ย่อมเล็งเห็นรูปโดยความเป็น อัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในรูป บ้าง

ย่อมเล็งเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีเวทนาบ้าง เล็งเห็นเวทนาในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในเวทนาบ้าง

ย่อมเล็งเห็นสัญญา โดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีสัญญาบ้าง เล็งเห็นสัญญาในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในสัญญาบ้าง

ย่อมเล็งเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็น อัตตาว่ามีสังขารบ้าง เล็งเห็นสังขารในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในสังขารบ้าง

ย่อมเล็งเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณบ้าง เล็งเห็น วิญญาณในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่าง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน ฯ

             [๕๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน(หมายถึง ชีวิตหรือขันธ์ ๕ ในปัจจุบัน) อย่างไร

คือ อริยสาวกผู้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ได้เห็นพระอริยะ  ฉลาดในธรรมของพระอริยะ  ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ  

ได้เห็นสัตบุรุษ  ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ  ฝึกดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษ  

ย่อมไม่เล็งเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง ไม่เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในรูปบ้าง

(กล่าวคือไม่เห็นด้วยทิฏฐิว่า รูปหรือรูปขันธ์เป็นอัตตาตัวตน หรือของตัวตน  เพราะตามเป็นจริงแล้วรูปขันธ์เป็นสังขาร จึงเป็นอนัตตา)    ขยายความ

(รูปขันธ์หรือสังขารร่างกาย เกิดแต่เหตุอันคือ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน อ่านรายละเอียดในพระไตรลักษณ์)

(รูปไม่ใช่อัตตา เพราะไม่สามารถบังคับบัญชาในรูปได้เลยว่า เจ้าจงอย่าเสื่อม เจ้าจงอย่าแก่ เจ้าจงอย่าเจ็บ เจ้าจงอย่าตายเลย ฯ.  ขอเจ้าจงมีรูปอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว  หรือเจ้าจงมีรูปอย่างนี้ในกาลอนาคตเถิด ขอรูปในปัจจุบันจงเป็นอย่างนี้เถิด จึงย่อมไม่ได้ตามใจปรารถนานั้น จึงไม่ใช่อัตตาของตัวของตนแท้จริง  ดังมีกล่าวไว้ในพระสูตรเบื้องต้นในเรื่องรูปแล้ว)

ย่อมไม่เล็งเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่า มีเวทนาบ้าง ไม่เล็งเห็นเวทนาในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในเวทนาบ้าง

(กล่าวคือไม่เห็นด้วยทิฏฐิว่า เวทนาเป็นอัตตาตัวตน หรือของตัวตน  เพราะตามเป็นจริงแล้วเวทนาเป็นสังขาร จึงล้วนเป็นอนัตตา)

(เวทนาเป็นสังขาร เกิดแต่เหตุปัจจัยอันมี อายตนะภายนอก + อายตนะภายใน >> วิญญาณ๖ >> ผัสสะ >> สัญญา >> เวทนา)

(เวทนาไม่ใช่อัตตา เพราะไม่สามารถบังคับบัญชาในเวทนาได้ว่า เจ้าจงเป็นสุข เจ้าจงอย่าทุกข์ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย จึงย่อมไม่เป็นไปตามปรารถนาในเวทนาเหล่านั้น)

ย่อมไม่เล็งเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีสัญญาบ้าง ไม่เล็งเห็นสัญญาในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในสัญญาบ้าง

(กล่าวคือไม่เห็นด้วยทิฎฐิว่า สัญญาเป็นอัตตาตัวตน หรือของตัวตน  เพราะตามเป็นจริงแล้วสัญญาเป็นสังขาร จึงล้วนเป็นอนัตตา)

(สัญญา เป็นสังขาร เกิดแต่สมอง(หทัยวัตถุ)อันเป็นส่วนหนึ่งของสังขารร่างกาย  และการผัสสะต่างๆอันเกิดแต่อดีต ฯ.)

(สัญญาไม่ใช่อัตตา เพราะไม่สามารถบังคับบัญชาในสัญญาได้ว่า เจ้าจงจำได้หมายรู้แต่สุข เจ้าจงอย่าได้จำอย่าได้หมายรู้ในทุกข์เหล่านี้เลย, ที่อยากจะจำกลับลืม ที่อยากจะลืมกลับจำ จึงเป็นไปตามเหตุปัจจัย จึงย่อมไม่ได้ตามใจปรารถนาในสัญญานั้น)

ย่อมไม่เล็งเห็นสังขารโดย ความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีสังขารบ้าง ไม่เล็งเห็นสังขารในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในสังขารบ้าง

(กล่าวคือไม่เห็นด้วยทิฎฐิว่า สังขารขันธ์เป็นอัตตาตัวตน หรือของตัวตน  เพราะตามเป็นจริงแล้วสังขารขันธ์เป็นสังขาร จึงล้วนเป็นอนัตตา)

(สังขารขันธ์ เป็นสังขารปรุงแต่ง ล้วนเกิดการกระทำต่างๆขึ้นได้ก็มาแต่เหตุปัจจัยของขันธ์อีกทั้ง ๔ จึงเกิดการกระทำต่างๆได้)

(สังขารขันธ์ไม่ใช่อัตตา เพราะไม่สามารถบังคับบัญชาในสังขารขันธ์ได้ว่า เจ้าจงอย่ากระทำดังนี้เลย  เจ้าจงกระทำดังนี้เถิด  จึงย่อมไม่ได้ตามปรารถนาในสังขารขันธ์เหล่านั้น)    ขยายความ

ย่อมไม่เล็งเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณบ้าง ไม่เล็งเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตา ในวิญญาณบ้าง

(กล่าวคือไม่เห็นด้วยทิฎฐิว่า วิญญาณเป็นอัตตาตัวตน หรือของตัวตน  เพราะตามเป็นจริงแล้ววิญญาณเป็นสังขาร จึงล้วนเป็นอนัตตา)

(วิญญาณเป็นสังขาร เกิดแต่เหตุปัจจัยของ การกระทบกันของอายตนะภายนอกและภายใน ของผู้มีชีวิตเป็นธรรมดา หรือตถตา)

(วิญญาณไม่ใช่อัตตา เพราะไม่สามารถบังคับบัญชาในวิญญาณได้เลยว่า เจ้าจงเกิดขึ้นเลย เจ้าจงอย่าได้เกิดขึ้นเลย แต่เกิดดับตามเหตุปัจจัย จึงย่อมไม่ได้ตามปรารถนาในวิญญาณเหล่านั้น)    ขยายความ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน ฯ

                 [๕๓๔] บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว

                 ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง

                 สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว

                 และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่ถึง

                 ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบัน

                 ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้นๆ ได้

                 บุคคลนั้นพึงเจริญธรรมนั้นเนืองๆ ให้ปรุโปร่งเถิด

                 พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ

                 ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง

                 เพราะว่าความผัดเพี้ยนกับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น

                 ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย

                 พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปรกติอยู่อย่างนี้

                 มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน นั้นแลว่า

                 ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ ฯ

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำที่เรากล่าวไว้ว่า เราจักแสดงอุเทศและวิภังค์ของ

บุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญแก่เธอทั้งหลายนั้น

เราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ

             พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

จบ ภัทเทกรัตตสูตร ที่ ๑

        เพื่อป้องกันวิจิกิจฉา เมื่อแสดง ธรรมปัจจุบัน ดังพระสูตรข้างต้นที่มีความหมายถึงชีวิตหรือขันธ์ ๕ ในปัจจุบัน  จึงขอแสดง ธรรมเป็นปัจจุบัน ที่หมายถึงธรรมหรือสิ่งที่บังเกิดเฉพาะหน้าด้วย

นิกเขปกัณฑ์

ติกะ

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๓๔

 คลิกขวาเมน

.......[๖๘๔] ธรรมเป็นอดีต เป็นไฉน?

             ธรรม(สิ่ง)เหล่าใด ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว

ถึงความดับสูญแล้ว  เกิดขึ้นแล้วปราศไป ล่วงไป

สงเคราะห์ด้วยส่วนที่ล่วงไปแล้ว คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นอดีต.

             ธรรมเป็นอนาคต เป็นไฉน?

             ธรรมเหล่าใด ยังไม่เกิดแล้ว ยังไม่เป็นแล้ว ยังไม่เกิดพร้อมแล้ว ยังไม่บังเกิดแล้ว ยังไม่บังเกิดเฉพาะแล้ว ยังไม่ปรากฏแล้ว

ยังไม่เกิดขึ้นแล้ว ยังไม่เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ยังไม่ตั้งขึ้นแล้ว ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว ยังไม่มาถึง

สงเคราะห์ด้วยส่วนที่ยังไม่มาถึง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นอนาคต.

             ธรรมเป็นปัจจุบัน เป็นไฉน?

             ธรรมเหล่าใด ซึ่งเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว

เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว เกิดขึ้นเฉพาะแล้ว

สงเคราะห์ด้วยส่วนที่เกิดขึ้นเฉพาะแล้ว คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นปัจจุบัน........

อนัตตลักษณะ : ลักษณะที่แสดงความเป็นอนัตตา

        ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตน โดยอรรถต่างๆ
        ๑. เป็นของสูญ ในความหมายของสังขาร(
สังขตธรรม) ก็เพราะว่า เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆทั้งหลาย  เพราะเกิดขึ้นมาจากการที่มีเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยประชุมกันขึ้นนั่นเอง

            เป็นของสูญ ในแง่ของอสังขตธรรมก็คือ เป็นเพียงสภาวธรรมหรือธรรมชาติเท่านั้น กล่าวคือ เป็นเพียงธรรมที่ยังไม่เกิดปรากฏการณ์ของการที่เหตุต่างๆได้มาเป็นปัจจัยกันขึ้น
        ๒. เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้  ไม่เป็นของใครจริง  แต่มักไปหลงผิด ไปหลงยึดกันด้วยกิเลสว่า เป็นของตัวของตน หรือของใครอย่างจริงแท้
        ๓. ไม่อยู่ในอำนาจ  ไม่เป็นไปตามความปรารถนา  ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆอย่างแท้จริง  ควบคุมบังคับบัญชาได้เป็นครั้งคราวเท่านั้นจึงพากันไป
หลงผิดหลงยึดกันว่า สามารถควบคุมบังคับบัญชาได้ตามปรารถนาอย่างแท้จริง
        ๔. เป็นสภาวธรรมที่ดำรงอยู่ หรือเป็นตามธรรมดาของมัน เช่น ธรรมที่เป็น
สังขตธรรมคือสังขาร
ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย ขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไม่มีอยู่โดยลำพังตัว แต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่กับสิ่งอื่นๆ
        ๕. โดยสภาวะของมันเอง ก็แย้งหรือค้านต่อความเป็น
อัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย