กลับไปพุทธพจน์

จูฬมาลุงโกยวาทสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร ๖๙.

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓

 คลิกขวาเมนู  

             ในพระสูตร"จูฬมาลุงโกยวาทสูตร"นี้ และอีกทั้งสาริปุตตโกฏฐิตสูตร ต่างก็ล้วนเป็นพระสูตรที่กล่าวแสดงถึงการพยากรณ์ของพระบรมศาสดา,  จึงมาทำความเข้าใจคำว่าพยากรณ์ในบาลีหรือภาษาธรรมหรืออย่างโลกุตระกันเสียก่อน เพราะสมัยนี้เมื่อกล่าวถึงพยากรณ์มักคิดไปแต่เรื่องการทำนายคาดการณ์ในลักษณะใช้สถิติหรืออำนาจหรือความรู้พิเศษแต่ฝ่ายเดียว,   พยากรณ์ในพุทธศาสนาที่แท้จริงมีความหมายว่า การตอบปัญหา, การทำให้แจ้งชัด, ทาย, ทำนาย, คาดการณ์    ดังนั้นจึงครอบคลุมถึง การสั่งสอน การตอบปัญหาธรรม การตอบข้อสงสัย  ตลอดจนถึงการทำนายคาดการณ์แต่การคาดการณ์ของท่านนั้นล้วนเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม หรืออิทัปปัจจยตา,  ดังนั้นการพยากรณ์ในจูฬมาลุงโกยวาทสูตรนี้  จึงเป็นการตอบปัญหาของคำถาม ที่ตามปกติแล้วเป็นที่ใคร่รู้ของปุถุชนเป็นที่สุด กล่าวคือเรื่อง ตายแล้วเกิดใหม่ หรือชาติหน้า  โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ฯ.  อันพระองค์ท่านได้ตรัสแสดงไว้ในพระสูตรนี้อย่างแจ่มแจ้งดีงามยิ่งแล้วว่า เป็นปัญหาที่ไม่ทรงพยากรณ์ กล่าวคือไม่ควรสอน ไม่ควรตอบปัญหา ไม่ควรทำให้แจ้งชัดด้วยการกล่าวสอน ไม่ควรทำนาย ในทิฏฐิหรือความคิดเห็นต่างๆเหล่านี้ อันมี ๑๐ ประการ ที่เรียกว่าความคิดเห็นอันผิดหรือมิจฉาทิฏฐิ ๑๐

             อันการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ ไม่ตอบ,ไม่สอนในมิจฉาทิฏฐิ ๑๐ นี้  อย่าได้เข้าใจผิดจึงไปกล่าวตู่ดังพระมาลุงกยบุตรว่า พระผู้มีพระภาคไม่รู้ ไม่สามารถตอบปัญหาในทิฏฐิอันคือความคิดเห็นเหล่านั้นได้ เพราะจะเป็นการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค อันเป็นบาปยิ่ง ไม่ดีเลย   ตามความจริงแล้ว ผู้รู้ในธรรมของพระผู้มีพระภาคย่อมสามารถตอบปัญหาเหล่านั้นด้วยอาการปัจจัตตังด้วยตนเองได้ในที่สุด ดังเช่น เรื่องโลกเที่ยง? หรือโลกไม่เที่ยง?  ที่เมื่อมีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งถ่องแท้ในเรื่องสังขาร คือในสัมมสนญาณ คือญาณหรือปัญญาความรู้ในนามรูปหรือสังขาร ก็ย่อมเห็นเป็นไปตามไตรลักษณ์ คือรู้ว่า ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ตัวใช่ตนของใคร ตัวตนที่เห็นเป็นเพียงกลุ่ม หรือก้อน หรือมวลรวม หรือฆนะของเหล่าเหตุที่มาเป็นปัจจัยกัน ดังนี้  ก็ย่อมสามารถตอบปัญหาดังนี้ได้ด้วยตนเอง ย่อมไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ในคำสอนของพระศาสดา อีกต่อไป เนื่องจากปัญญาอันแจ่มแจ้งนั่นเอง,    ด้วยการตอบในปัญหาที่มีลักษณะแบบนี้ ที่เรียกในปัจจุบันกันว่าเป็นปัญหาโลกแตก เยี่ยงนี้แก่บุคคลทั่วไปหรือปุถุชนย่อมเป็นบ่อเกิดของความเชื่ออย่างงมงายด้วยอธิโมกข์  และทั้งย่อมยังให้ถกเถียงวิวาทกันไม่เป็นที่สิ้นสุด แม้ตราบเท่าทุกวันนี้  เหตุเพราะแต่ละฝ่ายย่อมไม่สามารถแสดงความเป็นอะไรๆ ถูกผิดแก่ใครๆ อะไรๆได้เลย   เพราะผู้รู้ก็รู้ด้วยอาการปัจจัตตัง ไม่สามารถแสดงอะไรยืนยันให้ปรากฏเป็นรูปธรรมให้เป็นที่ประจักษ์ชัดได้เป็นธรรมดา   ส่วนผู้ไม่รู้ก็ย่อมถูกยึดไว้ด้วยความเชื่อเดิมๆ,ยึดไว้ด้วยทฤษฏีของตน คือทิฏฐุปาทานอันมีในปุถุชนเป็นปกติธรรมดา,   หรือแม้จะน้อมเชื่อตามที่พระองค์ท่านตรัสสอนหรือพยากรณ์ไว้ก็ตามที ก็ย่อมยังเป็นไปในลักษณะของการน้อมเชื่อด้วยอธิโมกข์อยู่นั่นเอง กล่าวคือแม้เชื่อแต่ยังไม่ได้เกิดแต่ญาณเข้าใจแจ่มแจ้งด้วยตนเองจึงสิ้นสงสัยโดยสิ้นเชิงนั่นเอง,   พระองค์ท่านจึงได้ตรัสไว้อย่างแจ่มแจ้งดีแล้วในพระสูตรนี้ว่า ทิฏฐิชนิดมิจฉาทิฏฐิทั้ง ๑๐ นี้ ล้วนไม่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์  แต่เล็งเห็นว่าเป็นไปเพื่อการถกเถียง  หรือเมื่อตอบไปแล้ว ย่อมทำให้ไม่เกิดการพิจารณาคือเจริญวิปัสสนาด้วยอธิโมกขเชื่อตามกันไปดื้อๆไม่เล็งเห็นเหตุเห็นผล,   จึงทรงเล็งเห็นว่ามีผลเสียมากกว่าผลดีนั่นเอง กล่าวคือ ไม่ทรงเห็นว่าการตอบปัญหาเหล่านี้จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการดับหรือเพิกถอนใน ชาติ ชรา-มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสในปัจจุบันลงไป   พระองค์ท่านจึงตรัสแสดงไว้อย่างชัดแจ้งยิ่งว่า ไม่ยินดีพยากรณ์ กล่าวคือไม่ตอบปัญหาข้อข้องใจในบรรดามิจฉาทิฏฐิทั้ง ๑๐ เหล่านี้,   ส่วนข้อที่พระองค์ท่านจะพึงพยากรณ์หรือยินดีสั่งสอน,ตอบปัญหานั้น เป็นเรื่องของการดับหรือการเพิกถอนชาติ ชรา-มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสในปัจจุบัน  ดังที่พระองค์ท่านได้ทรงปฏิบัติด้วยพระมหากรุณาคุณอันบริสุทธิ์ยิ่งต่อเหล่าเวไนยสัตว์ ตราบจวบจนเสด็จสู่พระปรินิพพาน

             ในปัจจุบัน จึงมีความหมายถึงการดับชาติ ชรา-มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส   อันย่อมมีความหมายถึง การดับความทุกข์ ในภพนี้ชาตินี้ ที่เกิดดับ..กิดดับ..ยู่เสมอๆวงจรปฏิจจสมุปบาท ในปัจจุบันนี้ เสียนั่นเอง  เพราะข้อนั้น ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์  เป็นไปเพื่อความหน่าย  เพื่อความคลายกำหนัด  เพื่อความดับ  เพื่อความสงบ  เพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อความตรัสรู้  เพื่อนิพพาน  เพื่อปัจจุบัน

             คำว่าพยากรณ์นี้ จึงไม่ได้มีความหมายเหมือนในภาษาไทยหรือโลกิยะ ที่ใช้กันทั่วๆไปว่า ทำนายทายทักเหตุการณ์ล่วงหน้า  ที่แม้อาจจะประกอบด้วยวิชชาทางโลกหรือโลกิยะบางประการ  อันเป็นไปตามหลักวิชาทางโลกๆบ้าง เช่นสถิติบ้าง ดาราศาสตร์บ้างเป็นต้น คณิตศาสตร์บ้าง  หรือไม่ก็ประกอบไปด้วยอวิชชาหรือการหลอกลวงหรืองมงายไปเลยก็มีเป็นจำนวนมาก,  แต่ย่อมไม่ได้เป็นไปอย่างปรมัตถ์ รู้เหตุ จึงรู้ผล ตามหลักเหตุปัจจัยปฏิจจสมุปบันธรรมอย่างแท้จริง ดุจดังพุทธพยากรณ์

             และปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับชาติหน้า ชาติหลัง การตาย การเกิดใหม่ ตลอดจนนรกสวรรค์ ดังกล่าวเช่นนี้ ก็ได้เคยมีผู้ที่เรียนถามท่านหลวงปู่ดูลย์ อตุโลไว้เช่นกัน  และท่านได้กล่าวตอบปัญหาในเรื่องชาติหน้า ชาติหลัง ตลอดจนเรื่องนรกสวรรค์ แก่นักปฏิบัติไว้อย่างแจ่มแจ้งดีงามยิ่งในลักษณาการเดียวกันกับองค์พระศาสดา้  ความว่าดังนี้     ขยายความ

๓. จูฬมาลุงโกยวาทสูตร

เรื่องพระมาลุงกยบุตรดำริถึงมิจฉาทิฏฐิ ๑๐

             [๑๔๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี.

ครั้งนั้น ท่านพระมาลุงกยบุตรไปในที่ลับ เร้นอยู่ เกิดความดำริ แห่งจิตอย่างนี้ว่า

พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์  ทรงงด  ทรงห้ามทิฏฐิเหล่านี้ คือ

โลกเที่ยง(๑)   โลกไม่เที่ยง(๒)  

โลกมีที่สุด(๓)   โลกไม่มีที่สุด(๔)

ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น(๕)   ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง(๖)

สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่(๗)  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่(๘)

สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี(๙)  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่(๑๐)

ข้อที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรานั้น

เราไม่ชอบใจ ไม่ควรแก่เรา เราจักเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามเนื้อความนั้น

ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่เรา ฯลฯ เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค

ถ้าพระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ ฯลฯ  เราก็จักลาสิกขามาเป็นคฤหัสถ์.

พระมาลุงกยบุตรทูลบอกความปริวิตก

             [๑๔๘] ครั้งนั้น เวลาเย็น ท่านพระมาลุงกยบุตรออกจากที่เร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ

ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อข้าพระองค์ ไปในที่ลับเร้นอยู่ เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า

พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทรงงด ทรงห้ามทิฏฐิเหล่านี้ คือ

โลกเที่ยง(๑)  โลกไม่เที่ยง(๒)  โลกมีที่สุด(๓)  โลกไม่มีที่สุด(๔)

ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น(๕)  ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง(๖)

สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่(๗)  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่(๘)

สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี(๙)  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่(๑๐)

ข้อที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรานั้น

เราไม่ชอบใจ ไม่ควรแก่เรา เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามเนื้อความนั้น

ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค

ถ้าพระผู้มีพระภาคจักไม่ทรง พยากรณ์ ฯลฯ เราจักลาสิกขามาเป็นคฤหัสถ์.

ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าโลกเที่ยง ขอจง ทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่าโลกเที่ยง

ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า โลกไม่เที่ยง ขอจง ทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่าโลกไม่เที่ยง

ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่าโลกเที่ยง หรือโลกไม่เที่ยง เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น

ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าโลกมีที่สุด ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า โลกมีที่สุด

ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า โลกไม่มีที่สุด ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า โลกไม่มีที่สุด

ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่าโลกมีที่สุด หรือโลกไม่มีที่สุด เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น.

ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น

ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง

ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง เมื่อไม่ทรงรู้ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ไม่เห็น.

ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ขอจงทรงพยากรณ์ แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่

ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป ไม่มีอยู่

ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น.

ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี ขอจงทรงพยากรณ์ แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี

ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่

ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า สัตว์ เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่

เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆเถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น.

             [๑๔๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาลุงกยบุตร  เราได้พูดไว้อย่างนี้กะเธอหรือว่า เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ในเราเถิด เราจักพยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ แก่เธอ ฯลฯ

             ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

             ก็หรือว่า ท่านได้พูดไว้กะเราอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์จักประพฤติ พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ ฯลฯ

             ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

             ดูกรมาลุงกยบุตร ได้ยินว่า  เรามิได้พูดไว้กะเธอดังนี้ว่า เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ ในเราเถิด เราจักพยากรณ์แก่เธอ ฯลฯ

             ได้ยินว่า  แม้เธอก็มิได้พูดไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาค จักทรงพยากรณ์แก่ ข้าพระองค์ ฯลฯ

             ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนั้น  เธอเป็นอะไร(ไม่ใช่ทั้งผู้ขอร้อง หรือผู้ถูกขอร้อง แล้ว)จะมาทวงกะใครเล่า?

เปรียบคนที่ถูกลูกศร

[กล่าวคือ คนที่ถูกศร แทนที่จะรีบรักษา กลับพิรี้พิไรมากเรื่องไม่ควรแก่สถานการณ์ จึงจะยินยอมให้รักษา  ก็ย่อมถึงแก่ความตายเสีย เท่านั้นเอง]

             [๑๕๐] ดูกรมาลุงกยบุตร บุคคลใดแลจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า

พระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์แก่เรา ฯลฯ เพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพียงนั้น  

(ดังนั้นเมื่อ)ตถาคต ไม่พึงพยากรณ์ข้อนั้นเลย และบุคคลนั้นพึง(รอไปจนกระทั่ง)ทำกาละไปโดยแท้.

ดูกรมาลุงกยบุตร เปรียบเหมือน บุรุษต้องศรอันอาบยาพิษที่ฉาบทาไว้หนา

มิตรอมาตย์ ญาติสาโลหิตของบุรุษนั้น  พึงไปหานายแพทย์ผู้ชำนาญในการผ่าตัดมาผ่า.

บุรุษผู้ต้องศรนั้น   พึงกล่าวอย่างนี้ว่า  (ถ้า)เรายังไม่รู้จักบุรุษผู้ยิงเรานั้นว่าเป็น กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร ... มีชื่อว่าอย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ ...

สูงต่ำหรือปานกลาง ... ดำขาวหรือผิวสองสี ... อยู่บ้าน นิคม หรือนครโน้น เพียงใด  เราจักไม่นำลูกศรนี้ออกเพียงนั้น

บุรุษผู้ต้องศรนั้น พึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักธนูที่ใช้ยิงเรานั้น เป็นชนิดมีแหล่งหรือเกาทัณฑ์ ...

สายที่ยิงเรานั้นเป็นสายทำด้วยปอผิวไม้ไผ่ เอ็น ป่านหรือ เยื่อไม้ ลูกธนูที่ยิงเรานั้น ทำด้วยไม้ที่เกิดเองหรือไม้ปลูก

หางเกาทัณฑ์ที่ยิงเรานั้น เขาเสียบด้วย ขนปีกนกแร้ง นกตะกรุม เหยี่ยว นกยูงหรือนกชื่อว่า สิถิลหนุ (คางหย่อน) ...

เกาทัณฑ์นั้น เขาพันด้วยเอ็นวัว ควาย ค่างหรือลิง ... ลูกธนูที่ยิงเรานั้น เป็นชนิดอะไร ดังนี้ เพียงใด  เราจักไม่นำลูกศรนี้ออกเพียงนั้น

ดูกรมาลุงกยบุตร บุรุษนั้นพึงรู้ข้อนั้นไม่ได้เลย โดยที่แท้ บุรุษนั้นพึงทำกาละไป ฉันใด

ดูกรมาลุงกยบุตร บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาค จักไม่ทรงพยากรณทิฏฐิ ๑๐ นั้น ฯลฯ แก่เราเพียงใด

เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพียงนั้น  ข้อนั้นตถาคตไม่พยากรณ์เลย โดยที่แท้ บุคคลนั้นพึงทำกาละไป ฉันนั้น.

             [๑๕๑] ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า โลกเที่ยง ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น.

             ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า โลกไม่เที่ยง ดังนี้ จักไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ หรือแม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่.

             ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า โลกเที่ยง หรือว่า โลกไม่เที่ยงอยู่  ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส(หมายถึงความทุกข์) ก็คงมีอยู่(เช่นนั้น)ทีเดียว

เราจึงบัญญัติความ เพิกถอนชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส(ความทุกข์) ในปัจจุบัน.

             ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด ดังนี้ จักได้มีการอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์หรือ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น.

             ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า โลกไม่มีที่สุด ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ หรือ แม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่.

             ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด หรือว่า โลกไม่มีที่สุดอยู่ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็คงมีอยู่ทีเดียว

เราจึงบัญญัติความ เพิกถอนชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาส ในปัจจุบัน.

             ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์หรือ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น.

             ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ดังนี้ จักได้มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ แม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่

             ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น  หรือว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่งอยู่   ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็คงมี อยู่ทีเดียว

เราจึงบัญญัติความเพิกถอนชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ในปัจจุบัน.

             ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ ก็มิใช่อย่างนั้น.

             ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ดังนี้ จักได้มีการอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์หรือ แม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่.

             ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่  หรือว่าสัตว์เบื้องหน้า แต่ตายไปไม่มีอยู่ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็คงมีอยู่ ทีเดียว

เราจึงบัญญัติความเพิกถอน ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ในปัจจุบัน.

             ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น.

             ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็ไม่ใช่  ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่ ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ แม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่.

             ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี หรือว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่ ดังนี้ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และ อุปายาส ก็คงมีอยู่ทีเดียว

เราจึงบัญญัติความเพิกถอน ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ในปัจจุบัน.

ปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์และไม่ทรงพยากรณ์

             [๑๕๒] ดูกรมาลุงกยบุตร เพราะเหตุนั้นแล

เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่พยากรณ์  โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์

และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์  โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด.

ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่าที่เราไม่พยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตร

ทิฏฐิว่า โลกเที่ยง(๑) โลกไม่เที่ยง(๒) โลกมีที่สุด(๓) โลกไม่มีที่สุด(๔),  ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น(๕)   ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง(๖),  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่(๗)   สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่(๘),   สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี(๙)  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ ก็หามิได้(๑๐)   ดังนี้ เราไม่พยากรณ์.

ดูกรมาลุงกยบุตร ก็เพราะเหตุไร ข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ เพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์  ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์  ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย

เพื่อความคลายกำหนัด  เพื่อความดับ  เพื่อความสงบ  เพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อความตรัสรู้  เพื่อนิพพาน  เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ข้อนั้น.

ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่า ที่เราพยากรณ์ ดูกร มาลุงกยบุตร

ความเห็นว่า นี้ทุกข์  นี้เหตุให้เกิดทุกข์  นี้ความดับทุกข์  นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์  ดังนี้ เราพยากรณ์.

ก็เพราะเหตุไร เราจึงพยากรณ์ข้อนั้น เพราะข้อนั้น ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์  เป็นไปเพื่อความหน่าย

เพื่อความคลายกำหนัด  เพื่อความดับ  เพื่อความสงบ  เพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อความตรัสรู้  เพื่อนิพพาน  เหตุนั้นเราจึงพยากรณ์ ข้อนั้น.

เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่พยากรณ์  โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์

และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์  โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด.

             พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระมาลุงกยบุตร ยินดีชื่นชม พระภาษิต ของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.

จบ จูฬมาลุงโกฺยวาทสูตร ที่ ๓.

             ในลำดับต่อไป เป็นพระสูตรที่แสดงธรรมสนทนาระหว่างพระสารีบุตรผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา กับพระมหาโกฏฐิตะผู้เป็นเอตทัคคะทางปฏิสัมภิทา ๔  จึงมีชื่อว่าสาริปุตตโกฏฐิตสูตร เป็นพระสูตรที่กล่าวถามตอบเกี่ยวกับการตายแล้วเกิด เช่นกัน

 

สาริปุตตโกฏฐิตสูตรที่ ๑

พุทธพจน์ และ พระสูตร ๖๙.

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘

 คลิกขวาเมนู  

             [๗๗๑] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น ท่านพระมหาโกฏฐิตะออกจากที่หลีกเร้น ได้เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรท่านพระสารีบุตร สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกหรือ

ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรท่าน ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์

             ม. ดูกรท่าน สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีกหรือ

             ส. ดูกรท่าน แม้ปัญหาข้อนี้ก็เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ฯ

             ม. ดูกรท่าน สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีก ก็มีหรือ

             ส. ดูกรท่าน ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์อีก เหมือนกัน ฯ

             ม. ดูกรท่าน สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้หรือ

             ส. ดูกรท่าน แม้ปัญหาข้อนี้ก็เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ อีกเหมือนกัน ฯ

             ม. ดูกรท่าน เมื่อผมถามว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกหรือ ท่านก็ตอบว่า ดูกรท่าน ปัญหาข้อนี้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ฯลฯ

เมื่อผมถามว่า ดูกรท่าน สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิด อีกก็หามิได้หรือ

ท่านก็ตอบว่า ดูกรท่าน แม้ปัญหาข้อนี้ก็เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์อีกเหมือนกัน

ดูกรท่าน อะไรเล่าเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหานั้น

             [๗๗๒] ส. ดูกรท่าน  คำว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี   สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้   นี้ย่อมเป็นคำที่หมายถึง รูป

ดูกรท่าน  คำว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก   สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี   สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้   นี้ย่อมเป็นคำที่หมายถึง เวทนา

ดูกรท่าน  คำว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้   นี้ย่อมเป็นคำที่หมายถึง สัญญา

ดูกรท่าน  คำว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้   นี้ย่อมเป็น คำที่หมายถึง สังขาร

คำว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิด อีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้   นี้ย่อมเป็นคำที่หมายถึง วิญญาณ

ดูกรท่าน นี่แหละเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้น ฯ

(เพราะผู้ถาม ยังไม่มีความเข้าใจในคำว่า สัตว์ ว่าเป็นสังขารจึงเกิดแต่เหตุปัจจัย  กล่าวคือคำว่าสัตว์ในความเข้าใจหรือความนึกคิดของผู้ถามนั้น ไม่ได้เป็นไปในความหมายของคำว่าสัตว์อย่างถูกต้องอย่างปรมัตถ์ว่าสังขาร  แต่ไปนึกพัวพันด้วยอวิชชาและโดยไม่รู้ตัวว่า สัตว์นั้นมีความหมายเป็นนัยๆถึงรูป หรือหมายถึงเวทนา หรือสัญญา หรือสังขารขันธ์ หรือวิญญาณ)

จบสูตรที่ ๓

            ในสาริปุตตโกฏฐิสูตรที่ ๒ นี้ เป็นการสนทนาธรรมหรือมีปุจฉาในเรื่องเดิม   แต่วิสัชนาหรือคำตอบนั้นแสดงความทั้ง ๒ นัย กล่าวคือ ทางฝ่ายโลกิยะ ผู้ไม่รู้ความจริง  และโลกุตระ ผู้รู้ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณตามความเป็นจริง

สาริปุตตโกฏฐิตสูตรที่ ๒

พุทธพจน์ และ พระสูตร ๖๙.

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘

 คลิกขวาเมนู  

            [๗๗๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ฯลฯ ได้มีคำถามอย่านั้นเหมือน กันว่า

ดูกรท่าน  อะไรเล่า เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ปัญหาข้อนั้น ฯ

             [๗๗๔] ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรท่าน ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีกก็ดี   สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มีก็ดี   สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย แล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี  ดังนี้

ย่อมเกิดมีแก่บุคคล ผู้ไม่รู้ไม่เห็นรูปตามความเป็นจริง ไม่รู้ไม่เห็นเหตุเกิดแห่งรูปตามความเป็นจริง ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งรูปตามความเป็นจริง ไม่รู้ไม่เห็นปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งรูปตามความเป็นจริง  ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีกก็ดี  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย แล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มีก็ดี   สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก ก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี   ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้ไม่รู้ไม่เห็นเวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ ตามความเป็นจริง ไม่รู้ไม่เห็นเหตุเกิดแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามความเป็นจริง ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามความเป็นจริง ไม่รู้ไม่เป็นปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามความเป็นจริง ฯ

             [๗๗๕] ดูกรท่าน ก็แต่ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี   สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีกก็ดี   สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มีก็ดี   สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี

ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคล ผู้รู้ผู้เห็นรูปตามความเป็นจริง รู้เห็นเหตุเกิดแห่งรูปตามความเป็นจริง รู้เห็นความดับแห่งรูปตามความ เป็นจริง รู้เห็นปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งรูปตามความเป็นจริง ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีกก็ดี   สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มีก็ดี   สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี   ย่อมไม่เกิด มีแก่บุคคลผู้รู้ผู้เห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามความเป็นจริง รู้เห็น เหตุเกิดแห่งเวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ ตามความเป็นจริง รู้เห็นความดับแห่งเวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ ตามความเป็นจริง รู้เห็นปฏิปทา เครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามความเป็นจริง ฯ

จบสูตรที่ ๔

            ในสาริปุตตโกฏฐิสูตรที่ ๓ และ ๔ นี้ ก็เช่นกัน  เป็นการสนทนาธรรมหรือมีปุจฉาในหัวข้อเรื่องเดิม  แต่วิสัชนาหรือคำตอบนั้นแสดงความทั้ง ๒ นัย กล่าวคือ ทางฝ่ายโลกิยะและโลกุตระ

สาริปุตตโกฏฐิตสูตรที่ ๓

             [๗๗๖] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ฯลฯ ได้มีคำถามอย่างนั้นเหมือน กันว่า

ดูกรท่าน อะไรเล่าเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ปัญหาข้อนั้น ฯ

             [๗๗๗] ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรท่าน ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี  ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความระหาย ความเร่าร้อน ความทะยานอยากในรูป ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ  สัตว์เบื้องหน้าแต่ ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความระหาย ความเร่าร้อน ความทะยานอยากในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ

             [๗๗๘] ดูกรท่าน ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หา มิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคลผู้ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความระหาย ความเร่าร้อน ความทะยานอยากในรูป ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคล ผู้ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความระหาย ความเร่าร้อน ความทะยานอยากในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ

ดูกรท่าน  นี้แลเป็นเหตุ(ดังในข้อ๗๗๗,๗๗๘) เป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้น ฯ

จบสูตรที่ ๕

สาริปุตตโกฏฐิตสูตรที่ ๔

             [๗๗๙] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ครั้งนั้นแล ในเวลาเย็น ท่าน พระสารีบุตรออกจากที่หลีกเร้นแล้ว ได้เข้าไปหาท่านพระมหาโกฏฐิตะถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระมหาโกฏฐิตะ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไป แล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้วท่านพระสารีบุตรได้ถามท่านพระมหาโกฏฐิตะว่า ดูกรท่านมหาโกฏฐิตะ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก หรือ ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หา มิได้หรือ ฯลฯ เมื่อผมถามแล้วดังนี้ ท่านก็ตอบว่า ดูกรท่าน แม้ปัญหาข้อนี้ ก็เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์  ดูกรท่าน ก็อะไรเล่าเป็นเหตุเป็น ปัจจัย ให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้น ฯ

             [๗๘๐] ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า ดูกรท่าน ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีกก็ดี  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มีก็ดี  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย แล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี  ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้มีรูป เป็นที่มายินดี ผู้ยินดีแล้วในรูป ผู้หมกมุ่นแล้วในรูป ผู้ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งรูปตามความเป็นจริง ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี  ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นที่มายินดี ผู้ยินดีแล้ว หมกมุ่นแล้วในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ผู้ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งเวทนา แห่งสัญญา แห่งสังขาร แห่งวิญญาณ ตามความเป็นจริง

             [๗๘๑] ดูกรท่าน ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี  ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคลผู้ไม่มีรูปเป็นที่มายินดี ผู้ไม่ยินดีแล้วในรูป ผู้รู้ เห็นความดับแห่งรูป ตามความเป็นจริง  ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคลผู้ไม่มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นที่มายินดี ผู้ไม่ยินดีแล้ว ไม่หมกมุ่นแล้วในเวทนา ในสัญญา ใน สังขาร ในวิญญาณ ผู้รู้เห็นความดับแห่งเวทนา แห่งสัญญา แห่งสังขาร แห่ง วิญญาณ ตามความเป็นจริง

ดูกรท่าน  นี้แลเป็นเหตุ(ดังในข้อ ๗๘๑ และ ๗๘๒)เป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาค ไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้น ฯ

             [๗๘๒] ท่านพระสารีบุตรถามว่า ดูกรท่าน ก็ปริยายแม้อื่นซึ่งเป็นเหตุ ให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นพึงมีหรือ

ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ตอบว่า พึงมีท่าน คือ ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้มีภพเป็นที่มายินดี ผู้ยินดีแล้วในภพ ผู้หมกมุ่นแล้วในภพ ผู้ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งภพตามความเป็นจริง

             [๗๘๓] ดูกรท่าน ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก ก็ดี ฯลฯ  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี  ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคลผู้ไม่มีภพเป็นที่มายินดี ผู้ไม่ยินดีแล้วในภพ ผู้ไม่หมกมุ่นแล้วในภพ ผู้รู้ผู้เห็นความดับแห่งภพตามความเป็นจริง

ดูกรท่าน แม้ ข้อนี้ก็เป็นปริยายให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นเหมือนกัน ฯ

             [๗๘๔] ท่านพระสารีบุตรถามว่า ดูกรท่าน ก็ปริยายแม้อื่น ซึ่งเป็นเหตุ ให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้น พึงมีหรือ

ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ตอบว่า พึงมีท่าน คือ ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้มีอุปาทานเป็นที่มายินดี ผู้ยินดีแล้วในอุปาทาน ผู้หมกมุ่น แล้วในอุปาทาน ผู้ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งอุปาทาน ตามความเป็นจริง ฯ

             [๗๘๕] ดูกรท่าน ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก ก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หา มิได้ก็ดี ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคลผู้ไม่มีอุปาทานเป็นที่มายินดี ผู้ไม่ยินดีแล้วใน อุปาทาน ผู้ไม่หมกมุ่นแล้วในอุปาทาน ผู้รู้ผู้เห็นความดับแห่งอุปาทานตามความ เป็นจริง

ดูกรท่าน แม้ข้อนี้ก็เป็นปริยายให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหา ข้อนั้น ฯ

             [๗๘๖] ท่านพระสารีบุตรถามว่า ดูกรท่าน ก็ปริยายแม้อื่นอีก ซึ่งเป็น เหตุให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นพึงมีหรือ

ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ตอบว่า พึงมีท่าน คือ ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้มีตัณหาเป็นที่มายินดี ผู้ยินดีแล้วในตัณหา ผู้หมกมุ่นแล้ว ในตัณหา ผู้ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งตัณหาตามความเป็นจริง ฯ

             [๗๘๗] ดูกรท่าน ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก ก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หา มิได้ก็ดี ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคลผู้ไม่มีตัณหาเป็นที่มายินดี ผู้ไม่ยินดีแล้วในตัณหา ผู้รู้ผู้เห็นความดับแห่งตัณหาตามความเป็นจริง

ดูกรท่าน ข้อนี้แลเป็นปริยายให้ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้น ฯ

             ส. ดูกรท่าน ก็ปริยายแม้อื่นซึ่งเป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรง พยากรณ์ปัญหาข้อนี้ พึงมีหรือ ฯ

             ม. ดูกรท่าน บัดนี้ ท่านยังปรารถนาอะไรในปัญหาข้อนี้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ อีก ดูกรท่านสารีบุตร วัตรเพื่อบัญญัติย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้พ้นวิเศษแล้วเพราะความ สิ้นไปแห่งตัณหา ฯ

จบสูตรที่ ๖

 

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ตอบปัญหาเรื่องชาติหน้า ชาติหลัง และนรกสวรรค์ ไว้ดังนี้     ขยายความ

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย