หัวข้อธรรม ๓๙

วิธีอุเบกขา โดยสรุปลัดสั้น

คลิกขวาเมนู 

       ข้าพเจ้า ......  .......  ขอตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งมั่นใน"อุเบกขาสัมโพชฌงค์"องค์แห่งการตรัสรู้  มีสติระลึกรู้ในเหล่า"มโนกรรม"ความคิดนึกต่างๆที่เห็นว่าเป็นโทษ หรือสมควรแก่เหตุแล้ว  (ซึ่งย่อมประกอบด้วยปัญญาที่รู้ในความเป็นเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น)

       อุเบกขาสัมโพชฌงค์-การวางใจเป็นกลาง วางเฉย คือการมีสติระลึกรู้เท่าทันจิตหรือจิตสังขาร ที่หมายถึง"สังขารขันธ์"(คืออารมณ์ทางโลกต่างๆที่เกิดขึ้นนั่นเอง เช่น ความรู้สึกโลภ โกรธ หลง หดหู่ ฟุ้งซ่าน กังวล ความกลัว สุขใจ ทุกข์ใจ ตัณหา จิตหมกมุ่น จิตเป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น อารมณ์เป็นกลาง ฯลฯ.) อีกทั้ง"มโนกรรม"(คือความคิดนึกต่างๆอันเป็นผลที่ย่อมเกิดขึ้นจาก"สังขารขันธ์"ข้างต้นนั้น,  และแม้มีสติระลึกรู้เท่าทันสังขารขันธ์หรือมโนกรรมแล้ว แต่ก็ย่อมยังเกิดสังขารขันธ์คืออารมณ์สุข ทุกข์ โกรธ หดหู่ ฯ. และความคิดนึกต่างๆ(มโนกรรม)เกิดขึ้น เป็นอย่างไรก็ย่อมเป็นอย่างนั้นเป็นธรรมดา ไม่ใช่ต้องรู้สึกเฉยๆกลางๆแต่อย่างใด เพราะย่อมเป็นไปตามธรรมของการผัสสะหรือเหตุปัจจัย  ซึ่งเป็นการถูกต้องดีงามแล้ว มันเป็นเช่นนี้เอง  อย่าใส่ใจ ไม่เป็นการถูกผิดแต่อย่างใด แต่อย่าไปอยาก"ละ"อารมณ์นั้นๆ ให้มันหายดับไป อันเป็นการก่ออีกตัณหาหนึ่งขึ้นมา, แล้วมันก็จะเสื่อมดับไปเองด้วยธรรมนิยาม)  เพียงแต่ปฏิบัติดังนี้คือ เมื่อสติระลึกรู้เท่าทัน"สังขารขันธ์"หรือ"มโนกรรม"นั้น และปัญญาเล็งเห็นว่าเป็นโทษ หรือสมควรแก่เหตุแล้ว,  ต้องมีจิตหรือสติตั้งมั่น ที่ประกอบด้วยปัญญาพละที่เข้าใจในเหตุปัจจัย(ยิ่งทำให้มีกำลังมาก), แล้ว "อุเบกขาสัมโพชฌงค์" คือทำใจให้เป็นกลาง วางเฉย โดยการกระทำ คือด้วยอาการของการไม่เอนเอียงเข้าไปแทรกแซงปรุงแต่งด้วยถ้อยคิด(คือความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆ)  หรือด้วยอาการจิตใดๆ(ดังเช่น ฟุ้งซ่าน, รำคาญใจ, หดหู่, สุข-ทุกข์, ชอบ-ชัง, ถูก-ผิด, ดี-ชั่ว, ยินดี-ยินร้าย บุญ-บาป ฯ.) ในมโนกรรมของสังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆนั้น ที่เล็งเห็นคือระลึกรู้ว่าให้โทษ หรือสมควรแก่เหตุ ที่เกิดขึ้น

เราจักมีจิตตั้งมั่น ระลึกรู้เท่าทันจิต คือ"สังขารขันธ์"หรือ"มโนกรรม" ที่ปัญญาเห็นว่าให้โทษหรือสมควรแก่เหตุ แล้วอุเบกขาเสีย

ข้อสำคัญอย่าลืมว่า ทุกขเวทนาและสังขารขันธ์ทุกข์(อารมณ์ทุกข์อีกทั้งตัณหาอันเป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่งนั้น) อีกทั้งมโนกรรมยังมีอยู่เป็นธรรมดา  

อย่าไปอยาก"ละ"(เพราะมันคือการเกิดตัณหาขึ้นอีกแบบหนึ่ง)ให้มันหายไป  เพราะมันก็ต้องเสื่อมดับไปเองด้วยธรรมนิยาม

(มีสติตั้งมั่น ให้ระลึกรู้เท่าทันอารมณ์ต่างๆ และความคิดนึกต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากอารมณ์นั้นๆ  เมื่อปัญญารู้ว่าให้โทษหรือสมควรแก่เหตุ  ก็อุเบกขาเสีย)

จึงไม่ใช่การพยายามไปหยุดคิด หยุดนึก ไม่ให้คิดไม่ให้นึกขึ้นเลยใน"ธรรมมารมณ์"ความคิดนึกอันเป็นกระบวนธรรมของการดำเนินชีวิตโดยธรรมชาติ

แต่เป็น "มโนกรรม" หรือสังขารขันธ์คืออารมณ์ ที่ปัญญาเล็งเห็นแล้วว่าเป็นโทษ หรือสมควรแก่เหตุแล้ว

รรมารมณ์     กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์  anired06_next.gif เกิดสัญเจตนา(ความเจตนา) anired06_next.gif กรรม การกระทำต่างๆทางกาย,วาจา หรือทางใจ  เช่น ความคิดนึกต่างๆอันเป็นโทษ คือเกิดมโนกรรมความคิดนึกอันเป็นผลขึ้น  ซึ่งถ้าไม่อุเบกขาก็จักไปทำหน้าที่เป็นธรรมารมณ์ของวงจรใหม่อีกรอบ จึงยิ่งก่อทุกข์ขึ้นให้ต่อเนื่องยาวนานและเร่าร้อนขึ้นเป็นวงจรของทุกข์อีกนั่นเอง

        ภาพประกอบด้านล่าง  ถ้าไม่อุเบกขาอย่างฉับไวใน "๗.มโนกรรม" คือความคิดนึกต่างๆที่เกิดขึ้นมาจาก"๖.สังขารขันธ์"คืออารมณ์ต่างๆที่เล็งเห็นว่าเป็นทุกข์หรือโทษแล้ว  ก็ย่อมต้องยอมรับความจริงว่าย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย คือ ถ้าคิดนึกปรุงแต่งต่อไปตาม"๗.มโนกรรม"ความคิดนึกต่างๆที่เกิดขึ้นมานั้นย่อมแฝงด้วยอารมณ์ต่างๆ(๖.สังขารขันธ์ อันเป็นเหตุก่อ)  ซึ่งความคิดนึกที่ปรุงแต่ง(๗.มโนกรรม)ที่เกิดขึ้นนี้ ก็จะไปทำหน้าที่เป็น"๑.รูป คือ ธรรมารมณ์" อันย่อมเกิดเวทนาขันธ์และสังขารขันธ์อันเป็นทุกข์หรือเป็นโทษนั้นเนื่องต่อไปเป็นวงจรได้อีกเป็นธรรมดาที่ไม่ธรรมดา  ดังภาพ

๑.รูป คือ ธรรมารมณ์ + ๒.ใจ + ๓.มโนวิญญูาณขันธ์ anired06_next.gif ๔.เวทนาขันธ์

                                 ขันธ์ทั้ง๕                                 

๖.สังขารขันธ์ จึงเกิด ๗.มโนกรรม                        ๕.สัญญาขันธ์

 

การอุเบกขาในมโนกรรมที่เกิดขึ้นและเล็งเห็นโทษ  จึงเป็นทางลัดสั้น และได้ผลเป็นอัศจรรย์ สามารถเห็น"จิตหลุดพ้น"ได้ด้วยตนเองในที่สุด

เป็นการปฏิบัติจิตตานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ