สารบัญ

คลิกขวาเมนู

        ปัญหาใหญ่ของผู้ศึกษาและปฏิบัติในแนวทาง"ปฏิจจสมุปบาท"แล้ว คือระลึกรู้ไม่เท่าทันเวทนา  ก็เนื่องจากแยกแยะเวทนา หรือจิตอันหมายถึงจิตสังขารไม่แจ่มแจ้งไม่ชัดเจน  ทั้งสองต่างถือเป็นหัวใจในการใช้ปฏิจจสมุปบาทในการปฏิบัติ  รวมทั้งสติปัฏฐาน ๔   มักมองเห็นแต่ จิตสังขารหรือความคิด อันเป็นผลแล้ว  หรืออาจ"เป็นผลที่ตัณหาได้กระทำลงไปแล้ว คือเป็นอุปาทานสังขารขันธ์ คือจิตสังขารที่ประกอบด้วยอุปาทาน อันเป็นอุปาทานทุกข์"   ทั้งๆที่รู้ว่าเพราะ "เวทนา เป็นเหตุปัจจัย จึงมี ตัณหา" แต่เพราะการที่ไม่"โยนิโสมนสิการ"  จึงแยกแยะเวทนากับจิตสังขารหรือความคิด(สังขารขันธ์)  ซึ่งเป็นคนละขันธ์คนละกองกันไม่ออก กล่าวคือ เวทนาขันธ์และสังขารขันธ์   จึงมองไม่เห็นว่าเวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาโดยตรง ไม่ใช่จิตสังขารหรือความคิดที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหาโดยตรง   ซึ่งเป็นการแยกแยะโดยปัญญาหรือความเข้าใจ(ไม่ใช่การไปเห็นหรือรู้สภาพจิตกำลังทำงานเป็นขั้นๆเป็นตอนๆทุกขณะจิตในชีวิตประจำวัน) เมื่อไม่เข้าใจจึงทำให้มองเห็นเวทนาและสังขารขันธ์คิด คลุกเคล้ากลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันหรือสิ่งเดียวกันไป ทำให้การปฏิบัติสับสนไม่ก้าวหน้าเพราะปฏิบัติไม่ถูกเป้าหมาย อันคือ “ธรรมใดเกิดแต่เหตุ   เหตุดับธรรมนั้นก็ดับ”

     พิจารณาในกระบวนธรรมแบบขันธ์ ๕  โดยนำไปพิจารณาเกี่ยวกับวงจรปฏิจจสมุปบาท  ที่เกิดขึ้นที่สฬายตนะ  และ สังขาร(ในปฏิจจสมุปบาท)  อย่างย่อ

    รูป ตา  วิญญาณ ผัสสะ เวทนา   สัญญา  สังขารขันธ์ - กระทำทางกาย,วาจา,ใจคิดนึก

    นี้คือขันธ์ ๕ อันเกิดแต่สฬายตนะ(ตา) รูป(รูปในอายตนะภายนอก)เป็นเหตุจึงมีเวทนา และเวทนาเป็นเหตุปัจจัยจึงมีผลเป็นสังขารขันธ์ เช่น คิดขึ้น

    สังขาร(คิดหรือธรรมมารมณ์) ใจ วิญญาณ ผัสสะ เวทนา สัญญา สังขารขันธ์ - กระทำทางกาย,วาจา,ใจคิดนึก<

     นี้คือขันธ์ ๕ อันเกิดแต่สฬายตนะ(ใจ) และ สังขารที่สั่งสมอบรมไว้(ในวงจรปฏิจจสมุปบาท) คือ คิดนึกจากทุกข์เก่าๆอันเนื่องมาจากอาสวะกิเลส(อันเป็นเช่นธรรมารมณ์หรือคิดในอายตนะภายนอกเช่นกัน) ทำหน้าที่เป็นเหตุจึงมีเวทนา,  และเวทนาเป็นเหตุจึงมีสังขารคิด แต่เป็นคิดอย่างเป็นฝ่ายผลเช่นกันกับขบวนการแรก

        จากขันธ์ ๕ ทั้ง ๒ แบบนี้  จักแยกให้เห็นได้ชัดเจนว่า เพราะเวทนา เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดสังขารขันธ์อันคือความคิดต่างๆได้

        ถ้าเราหยุดหรือผ่ากระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ออกเป็น  ๒ ส่วน ตรงตำแหน่งเวทนาที่เกิดขึ้น,   แล้วขณะเกิดเวทนาขึ้นนั้น  แทนที่จะดําเนินต่อไปตามกระบวนธรรมของชีวิตตามปกติหรือขันธ์ ๕   เวทนานั้นกลับไปเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้นมาเสียก่อน  กระบวนธรรมของจิตจึงแปรเป็นไปดังนี้.........

เกิดตัณหา อุปาทานจึงเกิดขึ้น และเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ และเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ  อันคือการเริ่มเกิดของกองทุกข์

จึงเป็นไปดังนี้

รูป ตา วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ

แล้วขันธ์ ๕ ก็ดำเนินต่อไปเพื่อให้จบกระบวนธรรม  แต่ขันธ์ที่เกิดต่อไปนั้น มีการแปรปรวนไปกล่าวคือย่อมประกอบด้วยอุปาทาน  ดังตัวอย่างนี้

รูป ตา วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติอันคืออุปาทานสัญญา อุปาทานสังขารขันธ์

        นี้คือขันธ์ ๕ อันเริ่มต้นเป็นอุปาทานทุกข์จริงๆ อันมีเวทนาเป็นเหตุปัจจัยโดยตรงให้เกิดต้นขบวนของทุกข์อันคือตัณหา อันยังให้เกิดอุปาทานตามมา  (รูป ตา วิญญาณ ก็เป็นเหตุแต่แก้ไขไม่ได้ เป็นสภาวธรรม ต่างก็ทําหน้าที่แห่งตน)

        เวทนา คือการเสวยอารมณ์ นั้นเป็น"เพียงความรู้สึกในการรับรู้" ตามธรรมชาติ และเป็นเพียงการรับรู้ *ความรู้สึก* ที่ถูกใจ ไม่ถูกใจ หรือเฉยๆที่มีต่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์(คิด)ที่กระทบ (รูป เสียง....อายตนะภายนอกทำหน้าที่เป็นอารมณ์คือสิ่งที่จิตยึดเหนี่ยว)ดังตัวอย่างเวทนาต่างๆ   ณ ที่นี้เราเพิ่มสัญญาความจำเพื่อขยายรายละเอียดขันธ์ ๕ เพิ่มขึ้นเข้าไปด้วยเพื่อให้เห็นรายละเอียดในการเกิดของเวทนาได้แจ่มแจ้งขึ้น

รูป ตา วิญญาณ ผัสสะ สัญญาจำ เวทนา รับรู้อารมณ์รูป หรือ ความรู้สึก ที่รับรู้รูปที่มากระทบ

เสียง หู วิญญาณ ผัสสะ สัญญาจำ เวทนา รับรู้อารมณ์เสียง, ความรู้สึก ที่รับรู้เสียงที่มากระทบ

กลิ่น จมูก วิญญาณ ผัสสะ สัญญาจำ เวทนา รับรู้อารมณ์กลิ่น, ความรู้สึก ที่รับรู้กลิ่นที่มากระทบ

รส ลิ้น วิญญาณ ผัสสะ สัญญาจำ เวทนา รับรู้อารมณ์รสชาด, ความรู้สึก ที่รับรู้รสที่มากระทบ

โผฏฐัพพะ(สัมผัส) กาย วิญญาณ ผัสสะ สัญญาจำ เวทนา รับรู้อารมณ์สัมผัส, ความรู้สึก ที่รับรู้สัมผัสที่มากระทบ

คิด ใจ วิญญาณ ผัสสะ สัญญาจำ เวทนา รับรู้อารมณ์คิด, ความรู้สึก ที่รับรู้ความคิดที่มากระทบ

        จะเห็นได้ว่าเมื่อมีผัสสะคือการประจวบกันทั้ง ๓ ของอายตนะภายนอก,อายตนะภายในและวิญญาณแล้ว มีสัญญาจำได้ในเรื่องนั้นแล้วจึงเกิดการรับรู้ “ความรู้สึก” ที่ถูกใจ, ไม่ถูกใจ, หรือไม่ทุกข์ไม่สุข-เฉยๆ (สุขเวทนา, ทุกขเวทนา,อทุกขมสุข)

        เราลองมาแยกแยะเวทนากันด

        ให้ทดลองเอาอาหารที่ชอบ หรือไม่ชอบก็ได้ แต่ให้มีรสชาติที่สัมผัสได้ชัดเจน มาลองเคี้ยวให้ละเอียด อย่ารีบกลืน พยายามชิมแต่“รส”ของอาหารนั้น  พิจารณาแต่รสสัมผัสที่เกิดขึ้น  อย่าใส่ความคิดใดๆทั้งสิ้นว่าอร่อย,ไม่อร่อย, เปรี้ยว, หวาน, มัน,เค็ม ฯลฯ. เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสังขารขันธ์ชนิดจิตสังขารแล้ว  ให้ปลอดจาก “คิด” ชั่วขณะจริงๆ  แล้วให้ลิ้นนั้น ทำหน้าที่ลิ้ม“รสชาด”ของอาหารนั้น  และเฝ้าสังเกตุแต่ “ความรู้สึกที่เกิดแต่รสชาด” นั้นเท่านั้น  โดยไม่สนใจความคิดใดๆ  พยายามจับ “ความรู้สึกที่เกิดจากรสชาติ อันเป็นเพียงความรู้สึก” ที่ถูกใจ ไม่ถูกใจ หรือเฉยๆ นั้นให้ได้ นั่นแหละ“เวทนา”ที่อาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้นโดยตรง    ถ้ามีจิตสังขาร ดังเช่น ความคิดว่าอร่อย นั่นเป็นสังขารขันธ์ชนิดจิตสังขารแล้ว  แต่ถ้ากินแล้วอร่อย จนอุทานออกมาว่าอร่อยจัง ก็เป็นสังขารขันธ์แล้วอันกอบด้วยทั้งจิตสังขารและวจีสังขารนั่นเอง

        หรือสังเกตจากรูปกระทบตา หรือเสียงที่มากระทบหู   แต่ต้องเป็นชนิดที่กระทบแล้วมีความรู้สึกแว๊บขึ้นทันที  ก็เพื่อให้สังเกตได้ง่ายๆในขั้นแรกๆโดยไม่ปรุงแต่งร่วม ดังเช่นเห็น หรือได้ยินเสียงคนที่โกรธหรือเกลียด  หรือไม่ชอบค่อนข้างรุนแรง  พอจําได้เท่านั้นความรู้สึกแว๊บไม่ถูกใจ เกิดขึ้นทันทีอันเกิดจากรูปคือเห็นคนๆนั้นหรือเสียงที่กระทบ นั่นแหละคือ"เวทนา" ที่อาจเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหาแต่เป็นอย่างชนิดหยาบๆ เพื่อให้ พิจารณาให้เห็น  จักเห็นได้ว่าเกิดขึ้นเพราะการรับรู้ความรู้สึกและจําได้(สัญญาจํา)เท่านั้น   เกิดก่อนสัญญาหมายรู้ หรือสังขารความคิดใดๆ   แต่ถ้าจิตมีโทสะแสดงอาการออกมา เช่น  อุทานในใจว่า ไม่น่าเจอะเจอเลย  อย่างนี้เป็นสังขารขันธ์ชนิดจิตสังขารแล้ว   หรือในกรณีที่ปวดหัวหรือเจ็บปวดใดๆสังเกตที่ความรู้สึกล้วนๆ.(ขอเน้นว่าที่ความรู้สึกล้วนๆจริงๆ)ที่ไม่ถูกใจ  นั่นแหละการรับรู้ความรู้สึกชนิดทุกขเวทนา  ถ้าคิดในใจว่าปวดหัวจังนั่นก็เป็นจิตสังขารหรือมโนสังขาร  ส่วนถ้าอุทานออกมาว่าปวดหัวจังก็ร่วมด้วยวจีสังขาร แล้วการไปหายากินก็เป็นการร่วมด้วยกายสังขาร  นั่นเป็นสังขารขันธ์ อันประกอบด้วย จิตสังขาร วจีสังขาร ตลอดจนกายสังขาร

        กาย โผฏฐัพพะหรือสัมผัสกับการตีแรงๆ  ความรู้สึกรับรู้ที่เกิดจากการตีเป็นทุกขเวทนา  เกิดความคิดว่าเจ็บจัง  ความคิดว่าเจ็บนั้นเป็นจิตสังขารขันธ์หรือมโนสังขาร

        ถ้าเป็นบุคลอื่นมาตีเรา  ความรู้สึกรับรู้ที่เกิดจากการตีเป็นทุกขเวทนาเช่นกัน  แต่สังขารขันธ์ที่เกิดขึ้น ก็อาจเกิดทั้งจิตสังขาร กายสังขาร และวจีสังขาร ร่วมด้วยกัน ดังเช่น  เกิดจิตมีโทสะ(จิตสังขาร)  เปล่งวาจาต่อว่าต่อขาน(วจีสังขาร)  หรืออาจจะไปตีไปต่อยกับเขาเอาง่ายๆ(กายสังขาร)

        ตัวอย่างจาก “ปฏิจจสมุปบาท” ในบทขันธ์๕ ข้อคิดท้ายบท

        กายหรือใจกระหายนํ้าเป็นผลให้เกิดทุกขเวทนา  จึงเกิดสังขารขันธ์ทางกายขึ้นคือ คิดอ่านที่จะไปกินนํ้า - การคิดกินนํ้า การลุกขึ้นไปกินนํ้า โดยประกอบด้วยอิริยาบถต่างๆเช่นเดินไปหานํ้ากิน, หาแก้ว, เทนํ้า, ยกแก้วนํ้า, ดื่มนํ้า ฯลฯ.ต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นสังขารขันธ์ในขันธ์ ๕ ทั้งสิ้น   อันเป็นความคิดอ่านเจตนา(สัญเจตนา)กระทําทางกายสังขารต่อทุกขเวทนาอันเป็นผลจากเวทนาความรู้สึกกระหายนํ้า แต่ถ้ามีตัณหาความอยากหรือตัณหาความอยากนํ้าส้มอาจเกิดต่อเวทนา  หรือเกิดจากความคิดปรุงแต่งที่เกิดต่อเนื่องจากความคิดกระหายนํ้าครั้งแรกขึ้นมา เช่นปรุงแต่งว่า ถ้าเป็นนํ้าส้มเย็นๆหรือนํ้ามะนาวเย็นเจี๊ยบแก้วโตๆคงจะเย็นชื่นใจดีแน่   ตัณหาที่เกิดโดยตรงต่อเวทนาความรู้สึกกระหายนํ้าครั้งแรก  หรือตัณหาที่เกิดจากเวทนาของความคิดนึกปรุงแต่งนี้แหละที่เป็นตัณหามีความอยากแฝงอยู่

        พิจารณาดีๆ สังเกตุว่าต่างล้วนมาจากเวทนาทั้งสิ้น แต่อาจจะเกิดจากเวทนาของความคิดครั้งแรกหรือเวทนาของความคิดนึกปรุงแต่งที่เกิดหลายๆครั้งในภายหลัง

        สังเกตุขบวนการให้ดีจะเห็นว่ากระหายนํ้าแล้วหานํ้าดื่มเป็นขบวนการขันธ์ ๕ ปกติ, แต่มีตัณหาความอยากนํ้าส้มเกิดมาจากเวทนาความกระหายนํ้า(ไม่ได้เกิดจากสังขารขันธ์กาย วาจา ใจ)   หรืออาจเกิดจากเวทนาของความคิดนึกปรุงแต่ง  ความคิดนึกปรุงแต่งถึงไม่ใช่เหตุโดยตรงแต่ก็เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา...เกิดตัณหา เช่นกัน

        เพราะเหตุนี้แหละ การปฏิบัติจึงต้องถืออุเบกขาเป็นกลางวางเฉย วางเฉยอันหมายถึงไม่คิดนึกปรุงแต่งไปทั้งในด้านดีหรือด้านร้าย ควบไปกับการปฏิบัติอื่นๆ คือมีสติรู้เท่าทันเวทนาและจิตสังขาร  เพราะความคิดนึกปรุงแต่งนั้นยังให้เกิดเวทนา..อันอาจยังให้เกิดตัณหาขึ้นได้เช่นกัน   จึงเป็นการปฏิบัติโดยการตัดไฟแต่ต้นลมนั่นเอง (ขอเน้นสักนิด หยุดคิดนึกปรุงแต่ง ไม่ใช่หยุดคิดหรือไปบังคับไม่ให้คิดอะไร แล้วไปคิดว่าเป็นความว่าง)

        ดังกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ นี้       

กระหายนํ้า ใจ วิญญาณรับรู้ สัญญาจําได้และเข้าใจ กระหายนํ้าเป็นเยี่ยงไร, ต้องทําอะไรดับความกระหาย เกิดทุกขเวทนาไม่สบายเพราะกระหายนํ้านั้น  จากนี้ไปตัณหาเกิดแทรกได้ สัญญาหมายรู้เกิดการรวบรวมข้อมูล นํ้าดื่มอยู่ที่ไหนแก้ววางไว้ตรงไหนฯลฯ มโนวิญญาณคือใจรับรู้ข้อมูลครบแล้วตัดสินใจ เกิดสังขารกาย หรือใจ หรือวาจา แล้วกระทําตามเจตนานั้นๆ(สัญเจตนา) เป็นขบวนการของสังขารขันธ์  ดังเช่น เกิดสัญเจตนาทางกายคือคิดอ่านเจตนาที่จะกระทําทางกาย(กายทวาร)โดยการกระทําลงไป(กายกรรม)โดย เดินไปหานํ้ากิน หาแก้ว เทนํ้า ยกแก้วนํ้า ดื่มนํ้าล้วนแต่เป็นขบวนการย่อยๆของสังขารขันธ์ทั้งสิ้น

        จักเห็นได้ว่าตัณหานั้นเกิดขึ้นจากความรู้สึกกระหายนํ้าอันเป็นเวทนา ชนิดทุกขเวทนาดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า  "เวทนา เป็นปัจจัยจึงมี ตัณหา"

หลักการปฏิบัติ

            ดู กระบวนธรรมของจิต ตอนเริ่มจะก่อตัวเป็นอุปาทานทุกข์

ตา รูป วิญญาณ เวทนา  ตัณหา อุปาทาน ภพ  ชาติอันคือ อุปาทานสัญญา  อุปาทานสังขารขันธ์

                              ตําแหน่งข้อที่1          ตําแหน่งข้อที่1                                                                               ตําแหน่งข้อที่1

         สติรู้ทัน ตาม   ข้อ๑       ข้อ๒                                                                           ข้อ๓

        ๑. สติเข้าใจและรู้ทันเวทนา  นอกจากรู้เท่าทันเวทนาแล้วจักต้องมีความเข้าใจในสภาวธรรมอย่างถ่องแท้ว่า เวทนานั้น“ต้องเกิดต้องเป็น”เช่นนั้นเอง เป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)  ต้องไม่ใช่โดยการท่องจำแต่ด้วยความเข้าใจ ให้พิจารณาจากกระบวนธรมการเกิดขึ้นของเวทนาว่าหลีกเลี่ยงหรือดับที่ใดได้บ้างหรือเปล่า?   สภาวธรรมชาติของแต่ละขันธ์เป็นเช่นนั้นหรือไม่?  เมื่อเข้าใจเวทนาได้หมดจด ความยึดมั่นถือมั่นพึงพอใจในเวทนานั้นจักน้อยหรือเบาบางเพราะความเข้าใจและการยอมรับสภาวธรรม(ชาติ) จิตจักเลิกดิ้นรนหาทางออกที่ไม่มีนั้นเสียเพราะรู้ถึงกฎธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เปรียบเสมือนดั่งสภาพนักโทษประหารกำลังขึ้นแท่นประหารที่รู้ตัวดีว่าดิ้นไปต่อสู้ไปก็ไม่รอดอย่างแน่นอน จึงมีแต่มืออ่อนตีนอ่อนยอมแต่โดยดี,  ไม่เป็นสภาพหนูติดจั่นที่ดิ้นรนหนีพล่านไปพล่านมาเพื่อพยายามมองหาทางออกที่สิ้นหวังให้เกิดให้มีขึ้นให้ได้ (อันเปรียบประดุจดั่งจิตที่ดิ้นรนซัดส่ายหาช่องทางออกจากความทุกข์ ที่ไม่มีทางออก),   ถ้ามีความเข้าใจเวทนา คือมันยังต้องเกิด,ยังต้องมีเพราะเป็นสภาวธรรมชาติแท้ๆของขันธ์ ๕ เมื่อ เข้าใจ และ ไม่ยึด จิตจักอยู่ในสภาพ “ตถตา” คือมันเป็นเช่นนั้นเอง  ดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้เรื่องเวทนาดังนี้

     [๘๒๓]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลอาศัยจักษุและรูป เกิดจักษุวิญญาณ ความประจวบของธรรมทั้ง  ๓  เป็นผัสสะ  เพราะผัสสะเป็นปัจจัย  ย่อมเกิดความเสวยอารมณ์(เวทนา)  เป็นสุขบ้าง(สุขเวทนา)   เป็นทุกข์บ้าง(ทุกขเวทนา)  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง(อทุกขมสุข)  

    เขา อันสุขเวทนากระทบถูกต้องแล้ว  ย่อมไม่เพลิดเพลิน  ไม่พูดถึง  ไม่ดำรงอยู่ด้วยความติดใจ  จึงไม่มีราคานุสัยนอนเนื่องอยู่  

    เขา อันทุกขเวทนากระทบถูกต้องแล้ว  ย่อมไม่เศร้าโศก  ไม่ลำบากไม่ร่ำไห้  ไม่คร่ำครวญทุ่มอก  ไม่ถึงความหลงพร้อม  จึงไม่มีปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่  

    เขา อันอทุกขมสุขเวทนากระทบถูกต้องแล้ว  ย่อมทราบชัดความตั้งขึ้น  ความดับไป คุณ  โทษ  และที่สลัดออกแห่งเวทนานั้น  ตามความเป็นจริง  จึงไม่มีอวิชชานุสัย นอนเนื่องอยู่  

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ข้อที่บุคคลนั้นละราคานุสัยเพราะสุขเวทนาบรรเทา,  ละปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนา  ถอนอวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา  ยังวิชชาให้เกิดขึ้นเพราะละอวิชชาเสียได้  แล้วจักเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันได้  นั่นเป็นฐานะที่มีได้  ฯ

(ม.อุ.๑๔/๘๒๓/๔๙๓)

    สุขเวทนาที่เกิดขึ้นนั้น ก็มีคุณคือจัดว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่ง แต่ก็มีโทษเพราะความไม่เที่ยงต้องดับไป จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์ในภายหลัง คือก่อให้เกิดอาสวะกิเลส อันยังให้เกิดการคิดนึกปรุงแต่ง คือครํ่าครวญ โหยไห้อาลัยหา คํานึงถึงในภายหลังโดยไม่รู้ตัว อันยังให้เกิดทุกข์ขึ้นในที่สุด

    ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นนั้น ก็มีคุณ คือเป็นกระบวนการธรรมเช่นกันอันยังประโยชน์ในการป้องกันตน เช่นสัมผัสกับของร้อน,กายก็จักสนองตอบโดยการไม่ชอบไม่สบายด้วยกายสังขารด้วยการการสะดุ้งออกจากสิ่งที่กระทบนั้นอันเป็นการป้องกันภัยที่เกิดขึ้นกับตนเอง  หรือการประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบก็จะหลีกเลี่ยง แต่ก็มีโทษด้วยความที่ไม่ชอบไม่ถูกใจอยู่แล้วจึงมักคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆ อันมักเป็นการผลักไส ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เป็นอันล้วนเป็นวิภวตัณหา อันยังให้เกิดเป็นทุกข์อุปาทานจริงๆ

    ส่วนอทุกขมสุข ความไม่สุขไม่ทุกข์ ก็มีคุณเป็นกระบวนการชีวิตที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในชีวิตประจําวันตลอดเวลา ไม่รู้สึกเป็นสุขหรือทุกข์ใดๆ  แต่ก็มีโทษเพราะความที่จับความรู้สึกไม่ได้ จึงมักปล่อยกายปล่อยใจขาดสติ เพราะความไม่รู้จึงทําให้เกิดความคิดต่างๆนาๆเรื่อยเปื่อยอันคือคิดนึกปรุงแต่ง อันยังให้เกิดทุกข์ขึ้นในที่สุดเช่นกัน

    และถ้าเวทนายังไม่ดับหรือยังไม่หมดจด ก็ให้ปฏิบัติหรือดับในข้อที่ ๒ ที่จักเกิดต่อเนื่องไปตามวงจรของทุกข์คือ "วงจรปฏิจจสมุปบาท"

อานิสงส์ของการเข้าใจและรู้ทันเวทนา มี ๓ ประการ

        ๑.๑ นับว่าดีที่สุดสำหรับปุถุชนนักปฏิบัติเป็นการดับเหตุของทุกข์แต่ต้นๆที่เป็นไปได้ และถ้าไม่รู้ทันเวทนา ยังมีข้อที่๒ และข้อที่๓ ไว้คอยแก้คอยกัน"อุปาทานทุกข์"ไม่ให้เกิด

        ๑.๒ เป็นการตัดวงจรทุกข์(ปฏิจจสมุปบาท)ให้ขาดหรือดับที่เวทนาทำให้ไม่เกิดอุปาทานทุกข์อันเป็นทุกข์จริงๆ หรือทุกข์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเลยมีแต่เวทนาอันเป็นสภาวธรรมชาติ

        ๑.๓ ทำให้สังขารขันธ์ ที่เกิดนั้นนุ่มนวลขึ้นเพราะเวทนาเป็นเหตุปัจจัยจึงมีสังขารขันธ์เช่นกัน(เหมือน"เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา"ในปฏิจจสมุปบาท) ให้พิจารณาดูจากขบวนการของขันธ์๕ ซึ่งมีผลลัพธ์เหมือนดั่งการปาลูกบอลใส่กำแพงตามกฏเรื่องแรงและแรงปฏิกริยา การปาแรง-ย่อมเด้งแรง, ปาเบาๆย่อมเด้งเบาๆ, ไม่ปา-ย่อมไม่เด้ง. การปาลูกบอลเปรียบดั่งเวทนา, การเด้งเปรียบดั่งสังขารขันธ์  ดูวงจรแบบย่อเพื่อประกอบการพิจารณา

รูป ตา วิญญาณ เวทนา สัญญาหมายรู้ สังขารขันธ์-กระทำทาง-กาย, วาจา, ใจคิดนึก

จากขบวนขันธ์๕ นี้ เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้วจักเห็นว่าเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขารขันธ์เช่นกัน, หรือ"เพราะเวทนาเช่นนี้มี สังขารขันธ์เช่นนี้จึงมี" ตามหลักอิทัปปัจจยตา และจักเห็นได้ชัดสิ่งหนึ่งคือ "เพราะเวทนาเป็นเหตุ สังขารขันธ์เป็นผล" และจักเป็นไปตามครรลองธรรมของหลัก"ธรรมใดเกิดแต่เหตุ เหตุดับ ธรรมนั้นก็ดับ"

        ๒. สติรู้ทันตัณหา อันเป็นสมุทัยโดยตรง เมื่อเห็นและเข้าใจเวทนาชัดเจนแล้ว จิตจักเริ่มการมองเห็นตัณหาที่เกิดขึ้นมาจาก"เวทนา"นั้นๆ ชัดแจ้งขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งถ้าเวทนานั้นรุนแรง จักเห็น“ตัณหา”คือความรู้สึกทะยานอยากหรือไม่อยาก หรือตัณหาจากคิดนึกปรุงแต่งอย่างชัดแจ้งที่เกิดขึ้นเพราะเวทนานั้นๆ และให้"หยุดตัณหา"นั้น ทั้งในรูปความทะยานอยาก, ไม่อยาก และจากความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆ  และถ้าไม่สามารถดับหรือหยุดตัณหาได้ ให้ดับในข้อที่๓ ที่จักต้องเกิดสืบเนื่องไปตามวงจร"ปฏิจจสมุปบาท"เช่นกัน

        ๓. สติรู้ทันจิต(จิตสังขาร) หรือ "เห็นจิตในจิต" จิตนี้ก็คือจิตสังขารในขันธ์๕ อันคือความคิดนึกหรืออาการของจิตตามจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนั่นเองเช่นราคะ โทสะ โมหะ หดหู่  ฟุ้งซ่าน เป็นฌาน.....ฯลฯ เมื่อสติเห็น หรือรู้ทันจิตดังกล่าว ซึ่งเป็นสังขารขันธ์หรืออาจเป็นอุปาทานสังขารขันธ์(สังขารูปาทานขันธ์)ใน"ชาติ—ชรามรณะ"อันถูกครอบงำโดยอุปาทานอันแข็งแกร่งแล้ว เพราะตัณหาได้เกิดขึ้นแล้วตามข้อ๒,  ให้อุเบกขาเป็นกลาง"หยุดตัณหา"อันมักมาในรูปของความนึกคิดปรุงแต่งอีกอย่างเดิม ดังนั้นให้"หยุดนึกคิดปรุงแต่ง อันทำให้วนๆเวียนๆ เกิดๆ ดับๆ อยู่ในวังวนของกองธรรมชรา อันล้วนเป็นอุปาทานทุกข์ที่ถูกครอบงําแล้ว   (วงจรหมายเลข14)  ที่ข้อ๓ นี้อาจจะเกิดความทุกข์หรือมีผลเกิดขึ้นแล้วอันถูกครอบงําด้วยอุปาทานการหยุดจึงลําบากกว่าการปฏิบัติแบบอื่น แต่การเห็นจิตจะทําให้หยุดได้เร็วขึ้น และต้องถืออุเบกขาเป็นกลางวางเฉย วางเฉยคือไม่หยุดคิดนึกปรุงแต่งไปทั้งด้านดีหรือชั่ว  ต้องมีสติไม่ไหลไปตามสังขารขันธ์หรืออุปาทานทุกข์นั้น

 

สรุปการปฏิบัติ

หรือ มรรคปฏิบัติจากปฏิจจสมุปบาท

        ๑. มีสติรู้เท่าทัน และเข้าใจสภาวธรรมของเวทนา (ว่าเวทนาเป็นเช่นนั้นเองต้องเกิด แต่ดับที่หมายถึงไม่ให้ทําเกิดเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา, ไม่ใช่ทําเวทนาให้ดับสูญโดยการดับ กดข่ม อันจักทําให้กายและจิตแปรปรวน) แล้วอุเบกขา  หรือก็คือดังนี้

สุขเวทนา ไม่ติดเพลิน บ่นถึง  ด้วยอุเบกขา

ทุกขเวทนา ไม่พิรี้พิไร รำพัน โอดครวญ  ด้วยอุเบกขา

อทุกขมสุขเวทนา รู้เท่าทันจึงไม่ปรุงแต่ง  ด้วยอุเบกขา

        ๒. มีสติรู้ทันตัณหา และหยุดตัณหา อันคือ นําออก หรือ ละ ความทะยานอยาก หรือความไม่อยากในสิ่งใดๆ   แล้วอุเบกขา

        ๓. มีสติรู้ทันคิดที่เป็นทุกข์(ทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว) และหยุดตัณหา หยุดคิดนึกปรุงแต่ง (คิด-อันคือจิตสังขาร,มโนสังขารในขันธ์๕หรือเป็นอุปาทานสังขารขันธ์หรือสังขารูปาทานขันธ์แล้ว-ดูรายละเอียดวงจรอุปาทานขันธ์๕ในบทวงจร)   แล้วอุเบกขา

        ๔.รู้เท่าทันแบบใด ปฏิบัติตามที่สติรู้เท่าทัน อันถูกจริตแห่งเรานั่นเอง  และอุเบกขาเป็นกลางไม่คิดนึกปรุงแต่งในทุกๆข้อ,  และในขณะที่ยังไม่เกิดทุกข์ ก็ควรหลีกเลี่ยงความคิดนึกปรุงแต่ง(ดูวงจรปฏิจจสมุปบาท หมายเลขที่22) เป็นการป้องกันการการเกิดเวทนาอันยังให้เกิดตัณหา   แล้วอุเบกขา

สังขาร ในปฏิจจสมุปบาท

        คงมีผู้สงสัยว่าทำไมผู้เขียนถึงไม่พูดเรื่องสังขาร(ความคิดที่สั่งสม หรือทุกข์เก่าๆเคยเกิด, เคยเป็น)ในปฏิจจสมุปบาท ว่าเป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์  ทั้งๆที่เกิดอยู่ในต้นๆกระบวนการเกิดของทุกข์ จริงๆแล้วไม่มีจุดเริ่มต้นไม่มีจุดสิ้นสุดในวงจรปฏิจจสมุปบาท เป็นวงจรที่หมุนเวียนด้วยแรงแห่งกรรมอย่างต่อเนื่อง ให้เกิดสังสารวัฏการเวียนว่ายตายเกิดในภพ ชาติ และอย่างที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า ในการดับสังขารนั้น สติ และปัญญาต้องสมบูรณ์, การตัดหรือดับหรือกดข่มความคิดอย่างรวดเร็วขาดความรู้ความเข้าใจในธรรมอย่างถ่องแท้ จะตัดความคิดอื่นๆที่ดีมีประโยชน์ไปด้วยความเคยชิน เช่นความคิดในขันธ์๕นั้นมีอยู่และจำเป็นสำหรับชีวิต ตลอดจนสติและปัญญาล้วนเกิดจากความคิดและคิดนึกที่สั่งสมทั้งนั้น อันไม่ใช่เป็นความคิดนึกปรุงแต่ง  

        และการตัดความคิด(องค์ธรรมสังขาร)อันมีเหตุปัจจัยมาจากอาสวะกิเลสและอวิชชานั้น  ไม่สามารถตัดได้จริงๆ เพราะการเห็นหรือมีสติรู้ความคิดที่สั่งสม(สังขาร)ที่เกิดขึ้นนั้นหมายความว่าจริงๆแล้ว กระบวนการทางจิต กล่าวคือ ใจอันเป็นสฬายตนะได้เกิดผัสสะกับความคิดที่สั่งสมนั้นแล้ว จนอย่างสังเกตุได้เร็วที่สุดที่เวทนาการรับรู้ความรู้สึกคิดหรือเสวยอารมณ์คิดแล้ว เฉกเช่นเดียวกับธรรมารมณทั้งหลาย(สิ่งที่รู้ได้ด้วยใจเช่นความคิดนึกทั่วๆไป)  และปุถุชนส่วนใหญ่แล้วมักมีสติรู้เมื่อเกิดไปถึงสังขารขันธ์หรืออุปาทานสังขารขันธ์แล้ว   การไปตัดหรือกดข่มด้วยกำลังที่กองสังขารนี้ จึงเกิดปัญหาต่างๆตามมา   ปุถุชนสามารถลดสังขารที่สั่งสมได้แค่บางส่วนตามกําลังอวิชชาที่ลดน้อยลง,  และอย่าลืมสฬายตนะตัวอื่นๆอันก่อให้เกิดทุกข์เฉกเช่นเดียวกัน

        ดับกองสังขารที่สั่งสมนี้ ไม่ใช่หมายถึงการดับสูญ แต่หมายถึงไม่มีอวิชชามาเป็นเหตุปัจจัยร่วมด้วยกับอาสวะกิเลส   เพราะสังขารที่สั่งสมอบรมปฏิบัตินี้ ในทางโลกก็เป็นสิ่งจําเป็นในการยังชีวิตถ้าเกิดจากสัญญาความจําอันไม่มีกิเลส

 ทุกขณะจิตที่

        ตากระทบรูป ที่เห็นทุกเมื่อเชื่อวัน จักเกิดเวทนา การรับรู้ความรู้สึกในรูปที่กระทบ ถูกใจ ไม่ถูกใจ หรือเฉยๆ เกิดขึ้นทุกครั้งทุกที จึงควรสังวรระวัง เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในรูปอทุกขมสุขคือเฉยๆ อันคือไม่รู้สึกยินดียินร้ายเป็นพิเศษใดๆกับการรับรู้ความรู้สึกนั้นๆหรือเคยชิน  แต่ต้องระวังอทุกขมสุขหรือเฉยๆชนิดมีอามิสคือมีกิเลสตัณหาแอบแฝงอยู่ด้วย    

        หูกระทบเสียง ที่ได้ยินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จักมีเวทนาเกิดขึ้นทุกครั้งทุกทีเช่นกัน

        จมูกกระทบกลิ่น ที่ได้กลิ่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จักมีเวทนาเกิดขึ้นทุกครั้งทุกทีเช่นกัน

        ลิ้นกระทบรส(อาหาร) ที่ได้กินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จักมีเวทนาเกิดขึ้นทุกครั้งทุกทีเช่นกัน

        กายกระทบสัมผัส ที่สัมผัสอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จักมีเวทนาเกิดขึ้นทุกครั้งทุกทีเช่นกัน

        ใจกระทบคิด ที่คิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จักมีเวทนาเกิดขึ้นทุกครั้งทุกทีเช่นกัน

 

สัญญาในขันธ์๕

        สัญญาโดยเฉพาะสัญญาหมายรู้ เป็นสิ่งกำหนดและควบคุมพฤติกรรมโดยไม่รู้ตัว  ลองโยนิโสมนสิการ ระลึกดูขันธ์ ๕ อันเกิดแต่อดีต ดังเช่น สมัยเรียนหนังสือเราต้องทดลองผ่ากบ ผ่าแมลงสาบเป็นๆ จักเห็นได้ว่าเกิดทุกขเวทนาชนิดไม่ถูกใจ ไม่ชอบใจ เกิดขึ้นเกือบทุกๆคน หรือจักเรียกว่าทุกคนก็คงได้ แต่สัญญาหมายรู้ที่มีจะแจ้งว่าจำเป็นนะ เพื่อการเรียน ไม่ผ่าก็สอบตก ใครๆก็ผ่ากัน แล้วจึงเกิดสังขารขันธ์ทางกายและใจ ตกลงใจผ่ากบนั้น

คิด+ใจ+วิญญาณ....เวทนาชนิดไม่ชอบใจ....สัญญาหมายรู้ทำงาน....สังขารขันธ์ ลงมือผ่ากบ

บางคนอาจมีตัณหาไม่อยากผ่ากบรุนแรง สัญญาหมายรู้นั้นจะกลายเป็นอุปาทานสัญญาที่หมายรู้แต่สิ่งที่ตนพึงพอใจเช่นกลัวบาป หรือขยะแขยง จึงหมายรู้แต่บาป บุญ คุณโทษ ของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือความขยะแขยง กลายเป็นสังขารคิดที่เป็นอุปาทานทุกข์   หรือสังขารทางกายที่เป็นอุปาทานอันเป็นทุกข์ยังไงๆก็ไม่ยอมผ่า ให้เพื่อนผ่าแทน ตกเป็นตก  หรือเป็นลมเสียเลย ดังขบวนการต่อไปนี้

คิด ใจ วิญญาณ เวทนาไม่ถูกใจ ตัณหา อุปาทาน   ภพ   ชาติอันคืออุปาทานสัญญา อุปาทานสังขารขันธ์  

หัวเด็ดตีนขาดไม่ยอมผ่าตามอุปาทานและภพที่ได้เลือกไว้แล้วดังนั้นเราจักเริ่มสังเกตุเห็นได้ว่าสัญญาหมายรู้นั้นเป็นสิ่งจำเป็นในการตัดสินใจเช่นกัน ฉนั้นในการปฏิบัติธรรมก็เฉกเช่นกันต้องมีปัญญาหรือสัญญาหมายรู้ในสิ่งที่ถูกต้องก่อน ดังเช่น สติรู้เท่าทันเวทนาที่เกิดขึ้นแล้ว  สัญญาหมายรู้ย่อมเป็นไปอย่างถูกต้องหมดจด ย่อมไม่ถูกครอบงําด้วยอํานาจอุปาทานความพึงพอใจของตัวตนจนเป็นอุปาทานสัญญา เป็นเพียงสัญญาหมายรู้ตามความคิดเข้าใจอันถูกต้องตามความเป็นจริง,  อันย่อมทำให้สังขารขันธ์ที่เกิดตามมานั้นหมดจดด้วยเช่นกัน,  สัญญาหมายรู้อันเป็นสัญญาเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต,  เวทนาที่เข้าใจหมดจด สัญญาหมายรู้ที่ถูกต้องหมดจด   ย่อมหมายถึงสังขารขันธ์อันหมดจด(ไม่ใช่ไม่มีไม่เกิด, เกิดแต่นุ่มนวล)

ตา รูป วิญญาณ เวทนาที่เข้าใจหมดจด สัญญาที่ถูกต้องหมดจด สังขารขันธ์อันหมดจด

ดังที่กล่าวอยู่เสมอให้พิจารณาชนิดโยนิโสมนสิการในเวทนาว่าเป็นสภาวธรรมล้วนๆเพื่อให้ปัญญาหรือสัญญาหมายรู้นั้นเกิดขึ้น เพื่อเกิดสังขารขันธ์อันหมดจด    ดังนั้นการปฏิบัติตามคำสอนแต่อย่างเดียวโดยไม่เข้าใจอย่างถูกต้อง กับการปฏิบัติโดยปัญญาอันเกิดแต่สัญญาที่ดี ความเข้าใจจึงมีผลแตกต่างกันอย่างมาก

 

 

 

                                                       

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter