สารบัญ

      

 

        ปัญหาใหญ่ของผู้ศึกษาและปฏิบัติในแนวทางปฏิจจสมุปบาทหรือขันธ์ ๕ หรือในการปฏิบัติเวทนานุปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ แล้ว คือสติระลึกรู้ไม่เท่าทันเวทนา  ก็เนื่องจากจำแนกแยกแยะระหว่างเวทนา และจิตอันหมายถึงจิตสังขารหรือสังขารขันธ์นั่นเอง ยังไม่แจ่มแจ้งไม่ชัดเจน  ทั้งสองต่างถือเป็นหัวใจในการปฏิบัติ  รวมทั้งการปฏิบัติในสติปัฏฐาน ๔   มักมองเห็นแต่ จิตสังขารหรือความคิด อันเป็นผลแล้ว คือเป็นสังขารขันธ์(หรืออุปาทานสังขารขันธ์ คือจิตสังขารที่ประกอบด้วยอุปาทาน อันเป็นอุปาทานทุกข์)  เมื่อแยกแยะเวทนากับสังขารขันธ์(จิตสังขารหรือความคิด)  ซึ่งเป็นคนละขันธ์คนละกองกันไม่ออก กล่าวคือ เวทนาขันธ์ และ สังขารขันธ์   จึงมองไม่เห็นว่าเวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาคือสังขารขันธ์โดยตรง   เมื่อไม่เข้าใจจึงทำให้มองเห็นเวทนาและสังขารขันธ์ คลุกเคล้ากลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันหรือสิ่งเดียวกันไป เนื่องจากทั้งเวทนาและสังขารขันธ์ ต่างก็เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น แต่มีแตกต่างกันตรงที่ เวทนาเป็นความรู้สึกรับรู้ที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาเมื่อมีการกระทบสัมผัส(ผัสสะ)  ส่วนสังขารขันธ์เป็นความรู้สึกที่มีการปรุงแต่งอีกคราจากสัญญา แล้วไปปรุงจิตให้เกิดเจตนา(สัญเจตนา)ให้เกิดการกระทำต่างๆ(กรรม) ทั้งดี ทั้งชั่ว และกลางๆ ที่ใช้ในการดำเนินชีวิตโดยทั่วๆไป  ให้แสดงออกมาได้ทั้งทางกาย(กายกรรม)  หรือทางวาจา(วจีกรรม)  หรือทางใจ(มโนกรรม)

 เวทนาขันธ์ VS. สังขารขันธ์

        เวทนาขันธ์ การเสวยอารมณ์ แปลตรงๆหมายถึงการเสพรสในสิ่งที่จิตกำหนดหมายหรือยึดหน่วง หรือการเสพรู้รสชาดในสิ่งที่ผัสสะ  เป็นความรู้สึกฝ่ายรับรู้ในรสที่ย่อมต้องเกิดขึ้นเมื่อเกิดการผัสสะ คือการกระทบกันของอายตนะภายในทั้ง๖(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) กับอายตนะภายนอกทั้ง๖(รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์)  เป็นความรู้สึกชนิดรับรู้ที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา(ที่ไม่ธรรมดา)  และเพราะการร่วมด้วยสัญญาความจำได้ในสิ่งที่ผัสสะหรือกระทบนั้น  จึงเสวยหรือเกิดการรับรู้และเสพเสวยในรสชาดของอายตนะภายนอกที่ผัสสะได้เป็น สุขเวทนา ทุกขเวทนา และเฉยๆ(อทุกขมสุขเวทนา คือไม่สุขไม่ทุกข์)  พระองค์ทรงเปรียบเทียบไว้ว่า เวทนาย่อมต้องเกิดขึ้นประดุจดั่ง เม็ดฝนที่เป็นเหตุตกกระทบผิวน้ำ ที่ย่อมต้องเกิดผล คือฟองน้ำหรือฟองอากาศขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมต้องเกิดฟองอากาศมี ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แตกเป็นระลอกบ้าง จึงดุจดั่งสุขเวทนา  ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เช่นกัน  เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นร่วมด้วยสัญญาตามที่ได้สั่งสมประสบมาในรสสัมผัสนั้นๆ  และยังไม่ได้มีการปรุงแต่งอย่างใดๆ  จึงเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการผัสสะและจำได้สั่งสมมา

        ส่วนสังขารขันธ์ เป็นผลที่เกิดสืบเนื่องต่อจากเวทนา โดยปรุงแต่งร่วมกับสัญญาความหมายรู้อีกทั้งวิเคราะห์สรุปผลอีกทั้งปัญญาที่สั่งสม ปรุงแต่งอีกคราหนึ่ง จึงยังให้เกิดผลเป็นสังขารขันธ์ต่างๆขึ้น คือสภาพของใจ หรือความเป็นไปของจิต(ความรู้สึกเช่นโกรธ) ที่ไปปรุงแต่งจิตหรือใจ ให้เกิดเจตนา(จงใจ,คิดอ่าน)ให้กระทำต่างๆ ทั้งดี ชั่ว และกลางๆที่หมายรวมถึงการกระทำทั่วๆไปด้วย ในชั่วระยะเวลาหนึ่งๆ เช่น ความโลภ โกรธ หลง หดหู่ ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ กังวล เป็นสุข เป็นทุกข์ ฯ. ที่เข้าไปปรุงแต่งจิต ให้เกิดเจตนาหรือการจงใจกระทำ(สัญเจตนา)ในสิ่งต่างๆทั้งทางดี และชั่ว และแม้ทั้งกลางๆทั่วไปในการดำเนินชีวิต  ซึ่งกระทำออกมาได้ทั้งทางกาย(กายกรรม) หรือทางวาจา(วจีกรรม) หรือทางใจ(มโนกรรม)   หรือสามารถกล่าวว่าเป็น อารมณ์ในทางโลกนั่นเอง คืออารมณ์ โลภ โกรธ หลง หดหู่ ฟุ้งซ่าน ฯ. นั่นเอง ซึ่งคือความรู้สึกต่างๆ ซี่งมีช่วงระยะเวลาครอบงำจิตอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่งๆ  แล้วจึงแสดงผลหรือเจตนาออกมาเป็นการะทำต่างๆ ทั้งการพูด การคิด การกระทำในขณะระยะเวลานั้นๆ  หรือกล่าวได้ว่า

อารมณ์ + เจตนา = สังขารขันธ์

          หรือพอจะจำแนกความแตกต่างระหว่างเวทนาขันธ์และสังขารขันธ์ ซึ่งต่างก็เป็นความรู้สึก ให้พอเห็นความแตกต่างได้

          เวทนาขันธ์ เป็นความรู้สึกจากกระบวนการของการรับรู้ จึงทำหน้าที่เพียงรับรู้ในรสสัมผัสจากการผัสสะ หรือรับเข้าคือเข้ามาจากการผัสสะ(กระทบ)กับอายตนะภายนอกทั้ง ๖ ที่พร้อมด้วยสัญญาความจำได้  เวทนาจึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา จึงไม่ไปยึดถือหรือหรืออยาก สักว่าเวทนาตามหน้าที่ของเขา ควบคุมบังคับไม่ได้

          สังขารขันธ์ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากภายในตนและส่งออก คือเกิดการปรุงแต่งด้วยสัญญาความหมายรู้ขึ้นภายใน ยังให้เกิดเจตนา จึงส่งผลออกมาต่อความคิดและการกระทำต่างๆ(กรรม) ทั้งดี ชั่ว และแม้กลางๆที่ใช้ในการดำเนินชีวิตทั้งปวง ในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆที่ครอบครองอยู่อีกด้วย ดังคำสอนที่ว่า เรากล่าวว่า เจตนานั่นแหละเป็นกรรม ("เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ, เจตยิตฺวา กมฺมํ กโรมิ กาเยน วาจาย มนสา")  กรรมนี้มีความหมายถึงการกระทำ ไม่ใช่หมายถึงกรรมชั่วแต่อย่างเดียว เพราะเมื่อเอ่ยถึงกรรม ปุถุชนมักเอนเอียงนึกคิดไปทางกรรมชั่วตามที่สื่อสารพูดจากันทั่วๆไป

 

ความสัมพันธ์ของขันธ์ ๕  เป็นการจำแนก เพียงเพื่อให้เห็นการทำงานโดยประมาณของขันธ์ทั้ง ๕ ที่ทำงานประสานร่วมกัน

และแต่ละขันธ์ก็ทำงานอย่างอิสระ ตามหน้าที่ของขันธ์นั้นๆ ควบคุมบังคับไม่ได้

                                                    ผัสสะ

ธรรมารมณ์    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์  [ anired06_next.gif เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ] เช่น ความคิดเป็นทุกข์อันให้โทษ (คือเกิดมโนกรรมคือความคิดอันก่อทุกข์ขึ้นนั่นเอง)

เพราะเมื่อแยกแยะได้ถูกต้อง ก็ย่อมทำให้จำแนกแตกธรรมได้ถูกต้อง  เห็นเวทนา หรือจิตสังขาร(สังขารขันธ์)ในปฏิจจสมุปปบาท, สติปัฏฐาน ๔ ตลอดจนขันธ์ ๕ ได้แจ่มแจ้งขึ้น อีกทั้งทำให้การปฏิบัติเวทนานุปัสสนา และจิตตานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔ เป็นไปอย่างถูกต้อง

ตัวอย่าง

        เวทนาขันธ์ ความรู้สึกรับรู้จากการผัสสะกับสิ่งต่างๆ ซึ่งพรั่งพร้อมด้วยสัญญาความจำต่างๆได้ในสิ่งนั้น คือ เสวยอารมณ์ ในสิ่งที่สัมผัสนั่นเอง  หรือกล่าวว่าก็คือ  ความรู้สึกในการลิ้มรสชาดในสิ่งที่สัมผัส(ผัสสะ) ซึ่งพรั่งพร้อมด้วยความทรงจำต่างๆที่สั่งสมของสิ่งที่ผัสสะนั้น เช่น ตาเห็นรูป คนคุ้นเคยคือคนรัก ย่อมเกิดมโนวิญญาณรับรู้ในภาพของคนรักนั้น พรั่งพร้อมทั้งสัญญาจำได้ที่ย่อมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติว่า เป็นคนรัก อันแสนรักใคร่ จึงย่อมเกิดเวทนา ชนิดสุขเวทนาขึ้น ความรู้สึกสุข ในรับรู้จากการสัมผัสคนรัก

        หู กระทบ เสียงด่าทอต่อว่าเรา ย่อมเกิดโสตวิญญาณจึงได้ยินเสียงนั้น ครบองค์การผัสสะ ซึ่งพรั่งพร้อมด้วยสัญญาจำได้หมายว่าเป็นการด่าทอต่อว่าตน จึงเกิดทุกขเวทนาขึ้น ความรู้สึกทุกข์จากการผัสสะเสียงที่มีความหมายด่าทอนั้น  ตัวเสียงไม่ได้ทำให้เป็นทุกข์ แต่สัญญาจำที่พรั่งพร้อมได้ในความหมายนั้นๆทำให้เป็นทุกข์จาการผัสสะเสียงนี้

                                                  ผัสสะ

หู    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป เสียงด่าทอ  โสตวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา 

       เมื่อพิจารณาการเกิดขึ้นของเวทนาโดยละเอียดแยบคายข้างต้น จะพบว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่เมื่อเกิดการผัสสะกันของอายตนะต่างๆ ก็ย่อมเกิดเวทนาขึ้น เป็นธรรมดา เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยโดยแท้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงควบคุมบังคับก็ไม่ได้  แม้เกิดขึ้นเป็นธรรมดาแต่ควรรู้และทำใจว่า สักว่าเวทนา เพื่อให้เกิดการปล่อยวาง ไม่ยึดถือ ด้วยสักว่ามันเป็นเช่นนี้เอง(ตถตา)

 หลักการปฏิบัติในเวทนา

[๘๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลอาศัยจักษุและรูป เกิดจักษุวิญญาณ ความประจวบของธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย ย่อมเกิดความ เสวยอารมณ์ เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง

เขาอันสุขเวทนา ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พูดถึง ไม่ดำรงอยู่ด้วยความติดใจ จึงไม่มี ราคานุสัยนอนเนื่องอยู่

อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่ร่ำไห้ ไม่คร่ำครวญทุ่มอก ไม่ถึงความหลงพร้อม จึงไม่มีปฏิฆานุสัยนอนเนื่อง อยู่

อันอทุกขมสุขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมทราบชัดความตั้งขึ้น ความดับไป คุณ โทษ และที่สลัดออกแห่งเวทนานั้น ตามความเป็นจริง จึงไม่มีอวิชชานุสัย นอนเนื่องอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลนั้นละราคานุสัยเพราะสุขเวทนา

บรรเทาปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนา ถอนอวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา

ยัง วิชชาให้เกิดขึ้นเพราะละอวิชชาเสียได้ แล้วจักเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ใน ปัจจุบันได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

(ฉฉักกสูตร  เล่มที่๑๔ ข้อที่๘๒๓)

จึงสามารถนำมาเป็นทางแนวทางในการปฏิบัติ ได้ดังนี้

สุขเวทนา มีอยู่  แต่ไม่ติดเพลิน ไม่พูดถึง ปล่อยวางไม่ยึดถือเสียด้วยการอุเบกขา

ทุกขเวทนา มีอยู่  แต่ไม่เศร้าโศก ไม่พิรี้พิไร ไม่รำพัน ไม่คร่ำครวญ ไม่ถึงความหลง ด้วยการอุเบกขา

อทุกขมสุข มีอยู่  แต่ไม่ฟุ้งซ่านปรุงแต่งด้วยรู้ชอบ ด้วยการอุเบกขา

 

สังขารขันธ์

        สังขารขันธ์ ธรรมหรือสิ่ง หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากเวทนาพร้อมทั้งการปรุงจากสัญญาหมายรู้ในธรรมหรือสิ่งนั้น เป็นเหตุปัจจัยไปปรุงแต่งจิตให้เกิดสัญเจตนาความจงใจ ความคิดอ่าน ในการกระทำต่างๆ(กรรม)ทั้งดี ชั่ว แม้กลางๆ ได้ทั้งทางกาย วาจา ใจ

        ดังนั้นถ้าเกิดความรู้สึกใดๆที่ประกอบด้วยการกระทำ ไม่ว่าทางกาย วาจา หรือทางใจเช่นความคิด ก็ล้วนคือสังขารขันธ์

    สติ เกิดสัญเจตนาความจงใจหรือคิดอ่าน เกิดมโนกรรมกระทำทางใจ คือเกิดการระลึกรู้  (ทำบ่อยๆก็จำได้หมายรู้เป็นสัญญาได้อีกด้วย)

    ปัญญา เกิดสัญเจตนาความจงใจหรือคิดอ่าน ให้เกิดมโนกรรม ความคิดเข้าใจในสิ่งต่างๆ (แล้วเป็นสัญญาเก็บจำได้อีกด้วย)

    โกรธ เกิดสัญเจตนาความจงใจหรือคิดอ่าน ให้กระทำต่างๆภายใต้ความโกรธ เช่น ทางกาย-ทำร้ายชกต่อย  วาจา-ด่าทอ  ใจ-สาปแช่ง ก่นด่า

    โลภ เกิดสัญเจตนาความจงใจหรือคิดอ่าน ให้กระทำต่างๆภายใต้อำนาจของความปรารถนา เช่น กายกรรม-ขโมย  วจีกรรม วาจา-เอ่ยปากขอ  มโนกรรม ใจ-คิดร้าย คิดว้าวุ่นปรุงแต่งตามความปรารถนาต่างๆ

    โมหะ เกิดสัญเจตนาความจงใจหรือคิดอ่าน  ให้เกิดการกระทำต่างๆภายใต้ความหลงผิด เพราะความไม่รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ จึงเกิดกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ไปตามความเชื่อ ความเข้าใจของตนเป็นสำคัญ

    หดหู่ เกิดสัญเจตนาความจงใจหรือคิดอ่าน  ให้เกิดการกระทำต่างๆภายใต้ความหดหู่ เหี่ยวแห้งใจ การกระทำต่างๆจึงแฝงล้วนหดหู่  กายกรรมก็ทำแบบช่างมันซังกะตาย  พูดจาก็แสนหดหู่  คิดแต่เรื่องราวที่ชวนให้เหี่ยวแห้งใจ

    ฟุ้งซ่าน เกิดสัญเจตนาความจงใจหรือคิดอ่าน  ให้เกิดการกระทำต่างๆภายใต้ความฟุ้งซ่าน คือจิตพล่านออกไปปรุงแต่งเรื่อยเปื่อย จนก่อทุกข์ขึ้นได้

    ราคะ(ทางเพศ) เกิดสัญเจตนาความจงใจหรือคิดอ่าน  ให้เกิดการกระทำต่างๆภายใต้อำนาจของราคะ  เช่น กายกรรม ข่มขืน  วจีกรรม พูดจาแทะโลม มโนกรรมคิดแต่เรื่องราคะทางเพศต่างๆ

    ตัณหา เกิดสัญเจตนาความจงใจหรือคิดอ่าน  ให้เกิดการกระทำต่างๆให้เป็นไปตามความทะยานอยาก ความปรารถนาของตน เช่น จึงกระทำได้ทั้งกายกรรมกระทำตามความต้องการต่างๆ ชิงทรัพย์ การพนัน  วจีกรรมล่อลวง โกหกให้ได้ตามปรารถนา  มโนกรรม คิดฟุ้งซ่าน

         บางท่านสติระลึกรู้เท่าทันเวทนาได้ง่าย บางท่านก็สติระลึกรู้เท่าทันสังขารขันธ์ได้ดี บางท่านก็มีสติเท่าทันได้ทั้งในเวทนาและสังขารขันธ์  ดังนั้นการที่สติระลึกรู้เท่าทันอันใดขึ้นอยู่กับการสั่งสมความชำนาญของแต่ละบุคคล  แต่ไม่ว่ามีสติระลึกรู้เท่าทันอันใดแล้ว ต้องพึงประกอบด้วยปัญญาด้วยว่า สักว่าเกิดจากเหตุปัจจัยทั้งสิ้น ไม่ใช่เราเป็นผู้ควบคุมบังคับ จึงอย่าไปยึดถือแม้เวทนาหรือสังขารขันธ์

 

 

 

                                                       

กลับสารบัญ