กลับสารบัญ

Paticca-samuppada

English rendition :- S.Nopporn

The Law of Dependent Origination (Paticca-samuppada)

In summarized form or in brief from this web

(Translation’s Note:- Dependent Origination (paticca-samuppada) is the doctrine of the conditionality of all physical and mental things or phenomena. It forms the indispensable condition for the realization of the Teaching of the Buddha. This shows the conditionality and dependent nature of the flux of manifold physical and mental phenomena of existence conventionally called the ‘self’ or the ‘ego’.

This subject has been mistranslated or mistreated by some Western and Asian authors; most of them have completely misinterpreted the true meaning and view of dependent origination. The formula of this law of dependent origination and a closer study of the subject run as follows:-)

ปฏิจจสมุปบาท โดยย่นย่อ

 วงจร

        ปฏิจจสมุปบาท  เป็นปรมัตถธรรมที่แสดงโดยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  องค์ธรรมต่างๆในปฏิจจสมุปบาทธรรมจึงล้วนแต่เป็นภาษาบาลี  ดังนั้นการเจริญวิปัสสนาในปฏิจจสมุปบาทธรรมนี้  จึงต้องศึกษาค้นคว้าคำบาลีที่เกี่ยวเนื่องก็เพื่อประโยชน์ในการโยนิโสมนสิการ  จึงได้พยายามแปลคำทุกบาลีสอดแทรกไว้ตลอดเพื่อให้ท่านได้เข้าใจกระจ่างขึ้นเพื่อความสะดวกในการพิจารณาโยนิโสมนสิการ  และเนื่องจากภาษาของเรานั้น มีความดีดดิ้นแปลได้หลายความหมายจริงๆและคล้ายภาษาบาลีอีกด้วย และยังมีการใช้กันอย่างผสมปนเปจนแยกกันแทบไม่ออก ดังเช่นคำว่า อารมณ์ ในภาษาไทยหรือในทางโลกใช้ในความหมายว่า ความรู้สึก เช่น อารมณ์ดี อารมณ์เสีย อารมณ์ร้าย,  แต่อารมณ์ในทางพระศาสนาหรือภาษาธรรมแล้วถ้าแปลไปดั่งนั้นแล้ว ก็จะไม่ได้ใจความที่ถูกต้องจนเห็นธรรมได้เลย  เพราะอารมณ์ในภาษาบาลีหรือภาษาธรรมมีความหมายว่า สิ่ง ที่จิตไปกำหนดหมาย หรือยึดไว้ในขณะนั้นๆ,  คำว่า สิ่ง จึงมีความหมายครอบคลุมถึง รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ(สัมผัส) ธรรมมารมณ์ ใดๆก็ตามที ที่จิตไปกำหนดหมายในขณะนั้นๆ   ดังนั้นเมื่อนำคำว่าอารมณ์ในทางโลกไปใช้อย่างผิดๆหมายถึงไปใช้ในทางธรรม เช่นใน เวทนาที่แปลว่าการเสวยอารมณ์ ก็ย่อมเข้าใจความผิด ตีความหมายไปผิดๆ   หรือไปใช้อารมณ์ในความหมายทางโลกหรือโลกิยะไปในความหมายของสมาธิที่หมายถึง การมีจิตกำหนดแน่วแน่อยู่กับอารมณ์  ก็ไม่สามารถหยั่งรู้ความหมายได้อย่างถูกต้อง   หรือดังคำว่าวิญญาณ ที่กล่าวขึ้นเมื่อใด ปุถุชนมักคิดถึงไปในลักษณะเจตภูตหรือกายทิพย์หรือปฏิสนธิวิญญาณ ฯ. อันเป็นความเข้าใจไปในแบบโลกิยะหรือแบบโลกๆ ดังนั้นเมื่อนำความเข้าใจดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาธรรม(ธรรมวิจยะ)ในปฏิจจสมุปบาทหรือขันธ์ ๕ ก็ตามที  จึงย่อมไม่สามารถเข้าใจธรรมได้อย่างแจ่มแจ้งเลย  จึงต้องเข้าใจวิญญาณอย่างโลกุตระหรืออย่างภาษาธรรมจึงจะธรรมวิจยะในธรรมนั้นๆได้อย่างถูกต้องแจ่มแจ้ง   หรือดังคำว่าสังขารที่ทางโลกเมื่อเอ่ยถึงมักนึกไปถึงร่างกาย แต่ในทางธรรมนั้น สังขารหมายถึงทุกสรรพสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น,   และเหตุสําคัญที่สุดเป็นการเทิดพระเกียรติ์ของพระศาสดาว่าเป็นธรรมที่พระองค์ท่านได้ทรงตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง  และสิ่งสําคัญอีกประการคือปฏิจจสมุปบาทธรรมนั้นกินใจความที่ลึกซึ้งกว้างใหญ่ไพศาลนัก เมื่อเกิดความเข้าใจหรือสงสัยสิ่งใด ก็ทําให้สามารถเชื่อมโยงใยกับธรรมอื่นๆของพระพุทธองค์ได้กลมกลืนและอย่างแจ่มแจ้ง อันล้วนแต่อ้างอิงพระบาลีกันทั้งสิ้น อันจักทําให้เกิดความเข้าใจอย่างหมดจด ทําให้แก้ข้อสงสัยในธรรมอื่นๆได้ดียิ่งขึ้น  แต่เพื่อให้เกิดคุณประโยชน์สูงสุด ผู้เขียนจะพยายามเขียนสื่อและย่นย่อความในธรรมอันประณีต แต่แน่ละย่อมมีบาลีแทรกเช่นเคย อันเหมือนท่านเรียนแพทย์ก็ย่อมจำต้องทราบศึกษาคําศัพท์ทางการแพทย์เป็นธรรมดา เพราะจึงสามารถชี้เฉพาะเจาะจงในแต่ละสิ่งได้อย่างเฉพาะเจาะจงและเพื่อสามารถสื่อกับผู้อื่นด้วยความหมายเดียวกันอย่างถูกต้อง,  ซึ่งจักก่อประโยชน์แก่ท่านในภายหน้าเมื่อนำไปศึกษาหรือโยนิโสมนสิการ หรือแม้แต่สนทนาธรรมกับผู้รู้อื่น  แต่ถึงอย่างไรก็ตามสิ่งที่จะเขียนในบทนี้ก็คงจะไม่ง่ายนักที่จะทําความเข้าใจเช่นเคย จึงควรตั้งจิตให้สงบ แล้วอ่านอย่างพิจารณา เพราะความที่เป็นกระบวนธรรมของจิตในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ และดับไปแห่งทุกข์ของมวลมนุษยชาติทั้งหลายทั้งปวง ที่พระองค์ท่านตรัสไว้ว่า ลึกซึ้งยิ่งนัก  จึงได้ครอบงํามนุษย์ทุกรูปนามมาตลอดกาลนานและอีกตลอดไป จนกว่าเราจะเข้าใจสัจจธรรมของพระองค์ท่านเท่านั้น  จึงควรโยนิโสมนสิการด้วยความแยบคาย วางความเชื่อความเข้าใจหรือทฤษฏีเดิมๆ(ทิฏฐุปาทาน)ที่อาจขัดแย้งกันลงเสียขณะหนึ่ง แล้วพิจารณาด้วยใจที่สงบไม่ซัดส่ายด้วยแค่กำลังของขณิกสมาธิก็ดีงามแล้ว  โดยอาศัยหลักเหตุผลเป็นสำคัญ  และโดยเนืองๆเสมอๆ

Paticca-samuppada

The Law of Dependant Origination is the ultimate truth expounded by the Buddha. The teachings are replete with Pali terms. Insight development concerning this Law requires critical reflection (yoniso – manasikara-โยนิโสมนสิการ) and its uses and applications. Accordingly the interpretations of the Pali terms translated into Thai are necessary since the Thai language is very flexible and carries several meanings.  Some Thai words are identical to Pali terms to the extent that both languages seem to be inseparable. The term arrom or emotion or mood in Thai or in the worldly  language means satisfactory  or unsatisfactory condition, but in the supramundane  sense it connects sense – objects , not  emotion at  all otherwise one can not see through the innards of the Dhamma . In the Pali language or in the supramundane sense the word “sense-objects” mean objects consciousness. The word “object” covers only corporeality, flavour, scent, noise, tangible object (Phottabba-โผฏฐัีพพะ), cognizable object (Dhamma rammana-ธรรมารมณ์). The original Pali (arammana-อารมณ์) referred only to sense objects, though everyday speech it has now meant something more like ‘mood’. Often, therefore, there is an emotional edge to this word.

The word ‘pity’ only means feeling of pity which in the supramundane sense has been used in a wrong connotation, meaning Samadhi or concentration of  mind (in the worldly sense).  The act of consciousness simply connotes in the eyes of most laypersons a soul or a divine body which again is a mundane term. We take into account the language or the words in supramundane  ways;  then  we can truly observe the  righteousness (Dhammacariya). The most commendable point in honouring and revering His Enlightenment which is infinite or boundless in nature is that we should learn this Law of  Dependant  Origination (Paticca-samuppada)  carrying  profound meanings. In case of full understanding, we can link up with the rest of His doctrine in a beautiful and perfect way to clarify all moral doubts and disintegration. The Dhamma doctrine is quoted in Pali and can be understood much more than usual. To have better  benefits of true  understanding , the  writer of  this  article  would  like  to  abridge  this  perfect  Dhamma, and  , of  course, this abridgement is  full  of  Pali  terms.  When  one studies  medicine ,  there are  many  medical terms,  and  the technical  vocabularies are  specific to the  subjects or topics involved. We should  be calm, cool and  collected so that we can critically  interpret  our own  mind.  The mental  phenomenon is a  process of the arising of  distress  (dukkha) or suffering and  disappearing  of dukkha occurring  in all  peoples. The  Buddha  uttered  these  profound  sentences for  our own  understanding of His  Dhamma,  especially  the  use  and  application of critical  reflection (yoniso-manasikara)  , and  the leaving behind of  clinging (attachments) and  erroneous opinions (Ditthu-padana)  .  We  should  learn  the discordant mind  unwaveringly  with  one – pointedness of  mind  (kanik-samadhi-ขณิกสมาธิ).

 

        ปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมที่แสดงกฏของธรรมชาติถึงความเป็นเหตุเป็นผลและความเนื่องสัมพันธ์กัน จนเป็นผลให้เกิดความทุกข์ และแสดงเหตุที่ทําให้ทุกข์ดับลง  ทุกข์ที่กล่าวนี้คือทุกข์ชนิดที่ดับหรือทำลายลงไปได้ กล่าวคือ อุปาทานทุกข์นั่นเอง  ปฏิจจสมุปบาทความจริงแล้วตั้งอยู่บนหลักการวิทยาศาสตร์นั่นเอง เพียงแต่สิ่งที่พระองค์ทรงกล่าวไว้นี้เป็นเรื่องของจิตที่ลึกซึ้งอันจับต้องหรือสัมผัสให้เห็นเป็นตัวตนไม่ได้(นามธรรม) จึงไม่สามารถพิสูจน์ผลนั้นออกมาให้เห็นเป็นรูปร่าง(รูปธรรม) จึงบังเกิดผลได้แก่ผู้รู้ผู้เข้าใจด้วยตนเองเท่านั้น(ปัจจัตตัง) จึงเป็นที่กินแหนงแคลงใจอยู่ภายในจิต(วิจิกิจฉา)แก่ปุถุชนทั่วๆไปหรือคนที่ทันสมัยตามวัตถุนิยม เห็นหรือเข้าใจว่าพุทธศาสนาเป็นเรื่องของความล้าสมัยหรือไสยศาสตร์  จึงทําให้ไม่สามารถรู้ซึ้งถึงสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ตนเองกําลังเพียรแสวงหาอยู่ทุกขณะจิตโดยไม่รู้ตัว อันคือความสุข  และเป็นสุขจากการหลุดพ้น(สัมมาวิมุตติ) อันเป็นสุขสุดยอดเป็นที่สุดเสียด้วย กล่าวคือ สุข สงบ สะอาด และบริสุทธิ์

Paticca-samuppada  or the Law of  Dependant  Origination is the  dhamma  or  natural law  which  is  the  root – cause and  root  - effect and  inter-relatedness of the arising and  disappearing  of  dukkha(ทุกข์)  or  its  attachments of clinging (Upadana – dukkha).  This Law of  Dependant  Origination  rests on the scientific  principles . What  the  Buddha  has  explained  concerns  a  profound  intangible  mind  or mental  factors  (Namadhamma-นามธรรม)  which  can not  be proofed or  tested  as  visible objects. (Rupa-dhamma-รูปธรรม) . This  is  directly  experienceable  by  the  wise  only (Paccattang-ปัจจัตตัง)  . The  worldlings or modern  men  may be  uncertain  and  indecisive  over this (vicikiccha-วิจิกิจฉา) . They  regard  Buddha  - sasana or  Buddhist  religion (dispensation) as  backward  or  superstitious , and  can not  comprehend the essence  and  value wittingly and consciously. The  real  nature  of  Buddhism is  deliverance  and  right  emancipation (Samma-Vimuti-สัมมาวิมุตติ),  a  bliss of highest  order or  happiness, calm  , serenity , and purity.

 

        กระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์นี้ เป็นไปตามหลักการเช่นเดียวกันกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันอันทันสมัยที่ต้องมีเหตุผล กล่าวคือมีเหตุ จึงเกิดผลขึ้น,  แต่ทางพุทธศาสนารู้และเรียกหลักการหรือข้อธรรมนี้ตั้งแต่ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้วว่า"อิทัปปัจจยตา"  อันมีพุทธดํารัสไว้ดังนี้

เมื่อเหตุนี้มี  ผลนี้จึงมี

เพราะเหตุนี้เกิดขึ้น  ผลนี้จึงเกิดขึ้น

เมื่อเหตุนี้ไม่มี  ผลนี้จึงไม่มี

เพราะเหตุนี้ดับ   ผลนี้จึงดับ

กล่าวคือ สิ่งต่างๆที่เกิดหรือประกอบปรุงแต่งขึ้นนั้น ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย  ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ  ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะมันอยากจะเกิดเอง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีสิ่งใดหรือผู้ใดมาดลบันดาล  ในขั้นแรกนี้เราต้องเข้าใจในหลักการนี้อย่างมั่นคงเสียก่อนโดยการโยนิโสมนสิการ  มิฉนั้นเราจะทําความเข้าใจกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์นี้อย่างไม่แจ่มแจ้ง  ขอให้พิจารณาตรงนี้เป็นพิเศษ ไม่ใช่ว่าเข้าใจแล้วเลยคิดว่าไม่สําคัญ จึงไม่โยนิโสมนสิการพิจารณาให้เห็นอย่างลึกซึ้งแจ่มแจ้งที่ประกอบด้วยเหตุผล,  สังเกตุการดับว่าต้องดับที่เหตุ  ถ้าดับที่ผล และเหตุยังอยู่ ผลก็จะเกิดขึ้นได้อีกเป็นธรรมดา

        และเรียกธรรมหรือสภาวธรรมของการเกิดแต่เหตุมาเป็นปัจจัยกันดังนี้ว่า ปฏิจจสมุปบันธรรม

        กระบวนการเกิดขึ้นแห่งทุกข์นี้  เกิดขึ้นเป็นวงจรชนิดที่หมุนเวียนต่อเนื่องอย่างไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น  เพราะความต่อเนื่องสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลต่อกันและกันเป็นวงจร กล่าวคือ เหตุๆนี้เป็นปัจจัยจึงเกิดสิ่งหรือผลนี้ขึ้น  และสิ่งหรือผลที่เกิดขึ้นนี้ก็เป็นเหตุปัจจัยอันยังให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งหรือผลอีกสิ่งหนึ่ง  ดําเนินไปเช่นนี้เรื่อยๆ (คลิกมุมขวาล่าง เพื่อแสดงวงจรได้) วงจรจึงดําเนินเคลื่อนหมุนไปอยู่ตลอดเวลา แต่เป็นไปในลักษณะเกิดดับ เกิดดับๆหรือทำๆหยุดๆนั่นเอง  จึงหมุนเวียน ทะยอยกันเกิด ทะยอยกันดับ เสมือนหนึ่งลูกคลื่นในท้องสมุทร อันไม่มีวันหยุดหรือจบสิ้น  จึงเป็นกระแสธรรมชาติหรือสภาวธรรมแห่งเหตุปัจจัยอันยังให้เกิดความทุกข์ขึ้นครอบงำไปทั่วทุกโลกธาตุ

This process  of  the arising and  disappearing  of  dukkha  is  based  on modern scientific  principles  of causes  and  effects . Causal conditions give rise to its results  or  fruits.  Buddhism has  been  cognizant  of  this  for  over 2500 years , and  it  is  called  Idhabajata  or  specific  conditionality . The  Lord  Buddha has set forth as  follows :-

The conditioned or  compounded  things (karma-formations)  

arise  because of causal  condition  only  ;  they  do not  arise on  their  own or at someone or  something else ‘s  mercy . In  the  beginning  , we  must  comprehend this  principle  firmly  on the  basis  of  critical  reflection (yoniso-mana-sikara)  as  well as the  extinguishing of its  effect  totally because the  causes  still  remain. The effect then crops up again or there is a relapse. This is the reason to call its causes “the Dependent Origination”. (paticca-samuppada).

The Dukkha or suffering process is  a  circuit  that spins or  evolve  endlessly since its  relatedness is  causal in itself.  That  is to say  the causality gives rise to  effect , and  the  effect causes  another effect  perpetually. (Please click on the lower right to show the circuit.)  The  circuit  moves on  and  on;  its character is  off-and-on type , and  its  perpetual  nature is  like the  waves in an  ocean which  has  no   ending. This is the  principle  of nature  which  permeates  itself in all  elements  of  dukkha or  distress and  vexation (suffering).

When  there is  a cause, the effect  due to the cause  arises,

Therefore  the  effect arises also.

If  there is no  cause or the  cause is  extinguished,

There  is no effect since it  is  extinguished.

 

         อนึ่งเป็นสิ่งที่ควรรู้อย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่เนื่องสัมพันธ์กันอย่างยิ่งระหว่างกระบวนธรรมของชีวิตหรือขันธ์ ๕ และปฏิจจสมุปบาทธรรม หรือกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน  กล่าวคือ ชีวิตย่อมดำเนินไปตาม กระบวนธรรมของขันธ์ ๕ อันไม่เป็นทุกข์๑.  หรือไม่ก็ต้องดำเนินไปในกระบวนธรรมปฏิจจสมุปบาทอันย่อมยังให้เกิดความเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายจากการเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์อยู่เนืองๆ๑.  เป็นเพียง ๒ นี้เท่านั้นไม่เป็นอื่นไปได้.

         กล่าวคือ ขันธ์ทั้ง ๕ ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดชีวิตขึ้นนั้น ยังมีการประสานทำงานกันในระหว่างขันธ์ทั้ง ๕ อย่างแนบแน่นอย่างกลมกลืนกันอยู่ตลอดเวลาที่ดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่อีกด้วย  เปรียบเสมือนดังรถยนต์ที่ย่อมประกอบด้วยขันธ์คือส่วนหรือกอง จึงประกอบด้วย ส่วนตัวถัง ส่วนเครื่องยนต์ ส่วนเครื่องส่งกำลัง ส่วนล้อ ส่วนขับเคลื่อน ส่วนระบบเบรค ส่วนระบบไฟ ฯ. เมื่อกองหรือขันธ์ของรถมาประชุมกันจนแล่นได้ ก็เรียกกันโดยสมมติสัจจะกันว่า รถ   ซึ่งย่อมกินความว่า อุปกรณ์ทั้งปวง อันดุจดั่งขันธ์ ย่อมต้องทำงานประสานสอดคล้องสัมพันธ์กันอีกด้วย จึงเรียกว่าได้ว่ารถได้  รถนั้นจึงอยู่ในอายุการใช้งาน จึงใช้ขับเคลื่อน หรือมีชีวิตนั่นเอง

         เมื่อขันธ์ทั้ง ๕ ทำงานประสานกันอย่างดีงาม ไม่เกิดการแทรกแซงด้วยธรรมหรือสิ่ง(กิเลส)ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์ขึ้น  ก็เกิดกระบวนธรรมที่เรียกว่า กระบวนธรรมของขันธ์ ๕  อันไม่เป็นทุกข์และจำเป็นในการดำรงชีวิตยิ่ง(มีรายละเอียดอยู่ในบท ขันธ์ ๕)  แต่ถ้าขาดสติให้อวิชชาร่วมกับอาสวะกิเลสเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารอันเป็นไปตามกระบวนธรรมของปฏิจจสมุปบาทธรรมเสียเมื่อใด  เมื่อนั้นย่อมเข้าสู่วังวนของความทุกข์  และส่วนใหญ่ของปุถุชนแล้ว ก็มักดำเนินชีวิตอยู่ในวงจรปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมดาเสมอๆเนืองๆเพียงแต่เป็นไปโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา  เหตุเพราะนอกจากความทุกข์โดยตรงแล้ว ยังมีความทุกข์ที่ซ่อนตัวอยู่ในรูปของความสุขที่เกิดที่เสพอยู่ในทุกขณะนั่นเอง แล้วเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความทุกข์ขึ้นในที่สุด  ธรรมชาติของปุถุชนจึงก่อทุกข์กันอยู่ทุกๆขณะจิต เพียงแต่เป็นไปโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชาเท่านั้นเอง!

However  , what  should  be  borne  in  mind  is  inter-relatedness of  animate  processes or  5 aggregates.  The  law   of  dependent  origination  is  actually  identical . Life  can  go  on according to  dukkha,   but  it  would  go  on  and  on  according to  the law of dependent origination naturally  burning our  passions of  births and deaths or transmigration.

These  5 aggregates  are  the causality of  life – principle  and  coordinate  firmly  and  constantly  between the 5 aggregates and  life system itself. This  is comparable to  a motor-car  composed of  5 aggregates or  categories  having  body   (motor),  engine,  wheels, brake system  and  electronic  charge. When  these  categories work or  function  together or  assemble , it is  called in mundane sense  a  car  which  connotes that all the  categories are comparable to aggregates which  function in  conformity  with  each other. This car or  vehicle  can  move as  long  as  it  is  usable  within  functional life span.

When  these 5 aggregates work in  conformity  with  each  other  smoothly ,  there  be no  interruption  or no kilesa (defilements)  ,  causes  and  conditions, which  dukkha  (unsatisfactoriness)  arises. These  processes  are called  5  aggregates  which are not  dukkha,  and are necessary  for  living.  (See details in  the chapter on 5 Aggregates.) In case  heedlessness  arises,  un-knowing (avijja)  and  mental  intoxication  (asava – kilesa)  are  causes  and  conditions  (hetu – paccaya)  to  be all things made  up by pre-existing causes (sankhara) or karma-formations.  This  is the natural  state  of  the law  of dependent origination  and   we  are  unconsciously  and unknowingly in a whirlpool  of   ignorance (avijja)   due to direct distress  and  other  latent dukkha  disguised  as  a   form of ipso  facto  happiness. It  is natural  that lay-persons always or in every  breath create  dukkha  based upon their un – knowing.

ปฏิจจสมุปบาท โดยย่นย่อ

 อาสวะกิเลสเป็นปัจจัยร่วมกับอวิชชา

กล่าวคือ

 ความจําที่นอนเนื่องอยู่แต่แฝงด้วยกิเลส อันคืออาสวะกิเลส เป็นเหตุปัจจัยร่วมกับ อวิชชา

The  law  of  dependent  origination  or  Paticca-samuppda in brief

Mental  intoxication  is  a  condition of  the  un – knowing.

We can  infer that  our  constant  Memory  lurks with mental  defilements  (asava – kilesa) , causes  and  conditions  of  un-knowing (avijja) , since the process of  the law of dependent  origination  is  an  off - on  circuit all the time. There is no beginning and no end.  The mental defilements arise at any condition within the circuit. At  this  juncture, the  writer  begins  with  latent memories  since  the  mental  defilements  (assava – kilesa)  permeate  and  cloud the minds and also  impact  the  sense – objects.  It  does not  mean that  there  are  certain  defilements  lurking  somewhere  inside  the minds  or  the 

sub-conscious  mentality. If  this is not  tactfully reckoned  up  with critical  reflection  (yoniso – manasikara)  in  full details, we may not  be  able  to comprehend  Dhamma  and this misunderstanding leads to  certain  confusion,  jittery  mind  and  chaos . This  in  turn  is  a kind of  dukkha  (distress)  arising  in  the future  and is  a  perception (sanna)  with defilements or  clouded  minds   on  the lurk  . They are called mental  defilements  (assava – kilesa)  with  sorrowfulness and  lamentations  within  the  law  of  dependent  origination  process.  We  can assert  that  this  perception (sanna)  is  actually or  specifically a  kind  of  memories  lurking  behind the minds  or  sub-conscious mentality.  We may have forgotten the  events , but  there is a  process which rouses or awakes our mentality or mental impression so that we can recollect our memory. Sometimes it arises uncontrollably since this memory is natural for all living persons. The mental defilements (assava-kilesa) do not only cover distress which is prevalent but also includes memories based on worldly pleasures or worldly distress. It is tactful, delicate defilements forming mental illusion (maya) which is in itself a kind of dukkha since it involves sorrow (soka) or lamentation, loss of worldly happiness (Pari-deva) which hankers for and also regrets over it.  This ever-burning flame arouses the mentality arising in the future. We can compare it to a hot coal which all the time keep burning unknowingly. (Details in the index)

When the Mind is sorrowful and there be no Transcendental Wisdom or a true understanding of dukkha (distress) and the real way to extinguish it or not to know it correctly. The Lord Buddha is teaching on dukkha. This ignorance (avijja) or un-knowing of the 4 Noble Truths and the law of dependent origination causes us to be constantly in the whirlpool of distress.

 การเกิดขึ้นของทุกข์  จึงดำเนินไปดังนี้

 อวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

กล่าวคือ

เพราะอวิชชาร่วมด้วยอาสวะกิเลสที่นอนเนื่อง ดังที่กล่าวข้างต้น

เป็นปัจจัย ทำให้เกิด

สังขาร อันคือสิ่งปรุงแต่งทางใจให้เกิดการกระทําต่างๆนาๆทางกาย ทางวาจา ทางใจ

ตามที่ได้สั่งสม อบรม ประพฤติ ปฏิบัติ มาแต่อดีต ที่ย่อมแฝงกิเลสจากอาสวะกิเลส

        ด้วยอวิชชาความไม่รู้และไม่เข้าใจในธรรม จึงเป็นเหตุปัจจัยร่วมกับอาสวะกิเลสความจำที่นอนเนื่องอยู่ในจิตที่เมื่อกระทบกับอารมณ์  หรือผุดขึ้นมาเองตามธรรมของชีวิต(ธรรมชาติ)อย่างหนึ่งก็ตามที  จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสังขารที่หมายถึงการกระทําต่างๆทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ ตามความเคยชินที่ย่อมแฝงกิเลสตามที่ได้สั่งสม อบรม ประพฤติ เคยกระทําไว้(อาสวะกิเลส) ซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ดังเช่น การประพฤติ การปฏิบัติ  การกระทำ  ความเชื่อ  ความคิดต่างๆ  บุคคลิกต่างๆ  อันจักล้วนเป็นการกระทำที่แฝงกิเลสตามที่ได้กระทําสั่งสมไว้นั่นเอง(อาสวะกิเลส) อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ของชีวิตอันยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง,  สังขารที่เกิดในปฏิจจสมุปบาทธรรมนี้ จึงหมายเฉพาะสังขารที่จะก่อให้เกิดทุกข์ขึ้น เพราะความที่แฝงกิเลสมาแต่อาสวะกิเลสนั่นเอง  สังขารเหล่านี้จึงเป็นสังขารกิเลสอยู่ในที,  เมื่อเกิดสังขารอันประกอบด้วยกิเลสอยู่ในทีขึ้นแล้ว จึงเป็นเหตุปัจจัยขับเคลื่อนให้ดำเนินไปตามกระบวนธรรมต่อไป ดังนี้

แสดงเหตุปัจจัยนี้โดยละเอียด

The Arising of The Distress is classified thus:-

Un-knowing (avijja-อวิชชา) has the compounded things (sangkhara-สังขาร) as follows:-

Un-knowing (avijja) and latent canker (assava-kilesa-อาสวะกิเลส) as mentioned above are the conditions which cause compounded things (sangkara) in the body, mind, and speech as accumulated, trained and carried out from the past.  This has been latent defilements (assava-kilesa), and latent memories in contact with sense-objects (arammana). It arises unknowingly based on the law of nature ( Dhammachat), a causal condition to create compounded things in the body, mind, and speech which lurk defilements (kilesa-กิเลส) as accumulated, trained and carried out from mental intoxication (assava-kilesa) arising unknowingly and knowingly. We call it a Great Law of Nature (Dhammachat). Compounded things arising from this law of dependent origination (paticca-sammupada) means only compounded things which distress (suffering) arises due to latent defilements (assava-kilesa). They lurk behind and finally be real defilements, which become causes and conditions based upon the following processes:-

Causes and conditions are shown in detail:-

 

Compounded things are the integrators which lurk behind with defilements (assava-kilesa) and unknowing (avijja) which cause act of consciousness and its functions. This is what practitioners may be confused as to the term “act of consciousness” (vinnana). Why does it arise? Should this act of consciousness arise beforehand? Does it mean that this act of consciousness has already arisen? Or does it arise with Mind and Matter (namarupa) or mentality and corporeality? There are many questions which may make practioners jittery and doubtful (vicikiccha). In reality the act of consciousness does not hover upon or pass the body as a soul (atta) or rebirth-consciousness (patisandhi-vinnana) which some of us understand or adhere to unknowingly. This act of consciousness is what the Buddha expounds the process of distress being inter-related to the mind and body through consciousness. He explains that it arises on an off-on circuit which is impermanence of consciousness. It is understood that the six consciousness is composed of eye-consciousness (cakkhu -vinnana), ear-consciousness (sota-vinnana) and so on so forth; or having a thorough knowledge (Ru-jaeng) of the Twelve Bases (ayatana) which are in contact. The nerve system contacts the eyes, ears, nose, tongue, mind and body which function as a result of causing compounded things. It also behooves a principle of nature (sabhava-dhamma).

The consciousness in the Five Aggregates or the law of dependent origination is supra-mundave (lokkuttara) or ultimate in nature (paramatha). We must understand the investigation of the Truth (Dhamma-vicaya), a Right View (samma-ditthi) of the noble ones (ariya). Consciousness therefore means things or factors that communicate with each other within the Five Aggregates or the nerve system. This act of consciousness has in itself a specific name according to the arising sense-bases ;  that  is, those who are living have the act of consciousness in contact with sense-bases (outer ayatana), and sense-objects and mind-objects (inner ayatana) which are the principle of nature. What originates is natural (dhamda) as the chapter Maha-Tanha-Sangkaya-Sutta discourse has said that the causes and conditions of the act of consciousness can be shown as follows:-

Sense-objects and mind-objects (Ayatana) + sense-organs (inner ayatana)

Consciousness such as form+ eyes -> eyes consciousness

Noise + ears -> consciousness

Mind-objects (dhamma-rammana) + heart -> mind - consciousness

As for this  law of dependent origination the compounded things work or function like sense-objects and mind-objects (outer ayatana) which are mind-objects (dhamma-rammana) whereas the sense-organs or mind is for the living persons or those with aggregates.

Considering this we may be perplexed or perturbed that why consciousness precedes compounded things. How do compounded  things arise? If one understand Critical Reflexion in  full details, one can then comprehend the whole issue.

When consciousness arises to recognize the compounded things which all the defilements as mentioned above, the mental process with the arising of dukkha still functions. The function is according to the following causes and conditions:-

Causes and conditions are shown in detail.

Consciousness is its causes and conditions and consequently has name and form (mind-and-body),

or

Nerve-system is in contact with full knowledge of sense-objects, conditions and causes creating name-form or mind and matter (body) which means life in totality functioning on its own (due to the causality of arising compounded things).

Name-form means the assembly of the entities and name or mind means aggregates or life or concrete things. The name-form in the law of dependent origination connotes abstract thing (nama-dhamma) which means the functions of life system towards the above-mentioned arising compounded things (sankara). It is in itself abstract things (nama-dhamma).

That  is to say  the arising of the  act of consciousness (understanding of the sense – object)  which is in contact is a  nerve – system  in itself. It is the causes and conditions to  create full and complete  entities . When this  writer wrote a piece on Critical Reflexion (yoniso – manasikara),  I felt jittery on it since  we have  name  and  form  already.  Why   should  there be name and  form again ?  When the writer  understands more and has  investigated  deeper, then the functions  are more  specific. When we use the term   “Name”, we mean the functions  and do not  mean  the corporeal  name. Our entities (form) are  visible  only at the  time of living only, not  living  permanently and unknowingly  . If  we investigate  deeper into specific  functioning  consciousness  of  that  has just  come into  being  according to  contacted environment; for  example ,  when we  look  at a motor – car  it has all types of  gadgets. We can call this motor car a perfect one (compared  metaphorically to a person with a perfect name ) ready to  function . But  this  motor – car  may not go to our desired  destination if  there be no important force of  consciousness to  achieve  it.  Consequently  when  the arising consciousness does  make the  name – form a perfect one it is  compared  to a  perfect motor – car  with a driver who can go to  our desired destination . The  Blessed One says the   consciousness is the causes and conditions   of the name  - form  or the perfect  functioning of life system.  When  name – form is  together  and ready to  function within  volitional activities,  it is the  causes and  conditions  for the following processes :- 

 

 

Causes  and conditions are shown in detail :- 

Name – form  is causes and  conditions, and sense – bases  arise,

or

Living  system  functions due to complete  causes and conditions .

Consequently 6 feeling  systems or bases arise which  are  called the six  sense – spheres arising  and  ready for the action . These  are in contact with  feeling organs and sense – objects (arammana)  This is  called the six sense – bases (ayatana)  or  6 sense – avenues who are ready  to  function knowingly  . The sense -  bases or  6  sense – avenues base  themselves  on life system  and are ready to function due to  :-

Eye – functioning with contact of form

Ear – functioning with contact of  sound

Nose – functioning with contact of odour

Tongue  functioning with contact of  taste

Body  functioning  with  bodily or  physical or tangible contact  (photthabba)

Mind functioning with  contact of  cognosible  object

Metaphorically and  concretely (rupa-dhamma)  or speaking in terms of personification  (puggala – dhitthana), we can compare the brake system of a  motor – car to a  sense – organ (inner ayatana ) . When  this motor – car is  parked at  a car – park , it is compared to a person whose  name – form is perfect, but  he or  she has not  functioned fully  since  there is no driver (consciousness or  vinnana).  When  there is no  driving the brake system will not  work at all,  but  when there is a driver or  consciousness  (vinnana)  to go to the desired destination , the motor – car  can function fully .  When you put  brake on  the motor – car  it  is  comparable  to  sense – objects  which are applied to work. You can  bring the car to a stop through using a brake system.

The  sense – spheres in the law of dependent   origination are identical  to the name – form  which is above – mentioned . They  are eyes,  ears, nose,  tongue,  body and mind  which are called the mental factor (nama – dhamma) or the six senses which can operate to accomplish the work of the above compounded things (sankhara). The senses – bases (inner ayatana)  are  the same  as eyes , ears, nose tongue , body and mind  ; they  are part  of the body or  sense – avenue which connects with the outside  world.

The  causality is shown in detail.

The sense – spheres are the causality

of touch or contact.

Nerve and feeling  system for the arising contact  is a causality for the contact (phassa).

When  the body and its  accessories arise or  operate  fully  , understanding and  communication of the compounded things  concerning  contact  and  ideation or thoughts certainly come into  being. Accordingly , full physical communication arises . The  Lord  Buddha expounds on contact (phassa)  as follows :-

A  person  who  depends  on eyes and form , eye – consciousness  arises. Concurrence  of  the  Triple Gem is a contact  which  we can  write in  terms of  a more  simple  equation of the Dhamma (sankara – dhamma) so  that  Critical  Reflexion (Yoniso – manasikara)  can be  attained.

(Click  your  mouse at the arrow  for more  explanation).

Eyes. Form ->  eye – consciousness -> contact 

Therefore the compounded things  for the law of dependent origination are the ideation or the mind – objects of a certain type, but  it is an ideation arising from  the perception (sanna)  which  clouds  the mind  (assava – kilesa) . Dukkha (distress and vexation or suffering)  certainly arises . Therefore, full components of complete  physical communication arise too. A simple equation of dhamma is shown as follows :-

Mind – object (sankara) + mind -> mental consciousness or mind – consciousness element  -> contact or mind – object  (sankara) + mind -> mind – consciousness  -> contact  (phassa).

Besides compounded  things arising from mental defilements (assava – kilesa)  , the sense – organs or inner  senses should function to be in  contact  with  touch (phassa). All impressions  through eyes, ears , nose tongue ,body  arise from eyes , ears, nose , tongue , body and mind .  They  do glide  along  living pattern  to be in  contact with things  of  nature  since these things of ordinary or  common phenomenon  arise from  natural  processes. When  there  is a contact , consciousness then  arises.  The  contact of these  senses may or  may not  have  dukkha  (distress) , depending on us  whether  we are bestowed  with Transcendental  Wisdom or with  unknowing . We  classify  the Dhamma  Process on 5 aggregates as  follows :-

Form + eyes ->  consciousness -> contact

Sound + ears -> consciousness -> contact

Odour + nose -> consciousness -> contact

Impression or contact + body ->  consciousness ->  contact

Causes and  conditions are  shown  in  detail.

------------------------

Impression or contact is the conditions and  creates vedanna (sensation),

Or

Concurrence of the  Dhamma  is the  genuine or real  contact,

Which causes

Feelings in all sense – objects (arammana) of that particular contact.

When  contact is made with one another completely,  feelings  (vedana) or feelings  concerning contact and  memories  or  latent  perception (assava – kilesa) cause  feelings of  different  kinds of knowing . For example, to be pleased, to be  satisfied,  to be in accord with  our wish  concerning happy  physical contact (sukha – vedana),  to be not  pleased  or not satisfied  , to be not in accord with  our wish concerning sorrowful  physical contact (dukkha – vedana) ; or to have neither pain nor happiness or to have intermediate  feeling (adukkha – masukha) is quite natural, and  causes feelings  of all  kinds arising  from perception (sanna)  due to latent  contact . This  perception (sanna)  arises from defilements (assava – kilesa)  and  sensations  (or feelings)  and is a part of  nature , and functions accordingly . It  causes and  conditions us to suffer from  distress due  to  the unknowing of nature (avijja).  It  exists unknowingly  and  unwittingly.

The  Dhamma process that  arises is due  to  the  following causes and  conditions :-

Compounded things (sankara) + mind ->  mind  consciousness ->  contact (phassa)  ->  perception (assava -  kilesa) -> happy, sorrowful or intermediate  sensations.

The writer will  describe in detail as  follows :-

Defilements and the unlearning  cause compounded  things (sankara) +  mind -> mind  consciousness contact ->  perception (assava – kilesa or defilements  which  function or  remember)  ->  feelings or  sensations.

These  causes  and conditions are shown  in detail.

-------------------------

Sensation  is the causes  and conditions in  which craving arises,

or

Feelings  which  arise from sensation (arammana) or sense – objects or contact

are the causes and conditions

which  craving or no – craving arises from  the feelings.

What should be  kept  in mind is the Critical  Reflexion  (Yoniso – manasikara)  of the  law of dependent  origination . It is one of  the natural  processes or  the  Dhamana  which is the sensations  with  material  gifts (amisa)  arising from  compounded things  with   defilements (assava -  kilesa),  and unknowing (avijja) which  are lurking there.

When  there  is feeling  (vedana),  it turns to be  desire (tanha)  or  craving . One  may  have desire  or no-desire  for  the  feeling . According to the law  of  nature, the  action  and reaction are like throwing  a ball to the wall. There  is certainly the ball flinging  backward  according  to the law  of nature  or one may feel  exposed to the  heat, one feel  the  strong  reaction  immediately  or right  away  . One can say  that it is the principle  of nature  arising on  every  worldling  (putujanna)  due to  the  unknowing and unmindfulness of  the  causes and  the  extinguishing  of  distress  . The Lord  Buddha also  teaches us the  unknowing (avijja).

Since  the craving arises concurrently  with  the  extinguishing of  the distress as  shown in  the law  of  gifts arising from  compounded  things with  defilements  (assava – kilesa)  and  unknowing (avijja).

The causes and  conditions are shown in detail .

Craving is the causes which attachment  arises,

Or

Desire or  craving  or no – desire or no – craving in the feelings is

the conditions

For the desire for  arising  craving or arising desire for  itself .

When  there  is  desire for or  against  something ,  the mind is stilled, but it  is  an  abstract  term or feeling  which is not  consummated . The  nature of  the  mind  (which is a natural  principle or  distress in itself)  is constantly  roused  and  creates  a  display of an  illusion  so  that  one  endeavours to be craving  or not craving . This  is a  kind of prey to deceive mankind all the time. They  receive their  gains as contentment or  happiness which is  lurking  within the  force  of craving  or  desire .  The bodily or  mental  or  speech deeds unknowingly  desire to  have  maximum  returns or gains.

The  causes and  conditions of this are shown in detail.

Attachment is the conditions for state of existence.

Desire or  grasping for  one’s  derivative matter is  conditions to  create a state of  existence  or a living place of mind or the mental decision  at  that  which  depends upon the attachment (clinging).

When  the  desire with defilements to do  something for contentment  of the  craving  arises, the  state of existence or the  mental  existence,  the living  place mind or  the  mental force of  attachment naturally  arises . It means that mental  condition or  mental  existence at that   time or at that control is under  the  force of clinging (attachment). The mental condition or the mental decision at  that time arises. Generally  what is under control  to be  the attachment with defilements  for  one’s  happiness naturally arises.

Existence  in  this  law  of  dependent  origination or  supramundanely speaking  or in the  ultimate language of  consciousness means  the  mental existence or  the mental  condition at  that  time  which  can be classified  into 3 arising things :-

1) The sphere dominated by  sensual  pleasures (kama-bhava) . The  law of dependent  origination means  mental  condition  under the  control  of attachment related to sensual  pleasures and  worldly or  sensual conditions  which are  mundane  pleasures in  corporeality , and  sensual pleasures.

2) Sphere of  form (rupa – bhava)  means the mental condition with  attachment of an  individual who  enters the absorption of the  Fine – Material Sphere  dominating a single unit of cognition (vithi – citta) . The conduct  of living is normal  but  still  is partly under the absorption  of the  Fine – Material Sphere or  under  the mental  condition of  desire for  existence becoming or mind – object.

3) The Formless-Sphere  (Arup – bhava)  means  mental  condition under  attachment of an  individual  who  enters the  formless –sphere even  though  mental  conduct or  desire is not to have  cognizable  object (Dhamma – romana) .

It  should  be kept in mind that  when the  existence  arises, the  process of  future distress or  the  sphere  of Form and  the  Formless – Sphere  may  be happy in itself  since the  attachment or clinging  is  the causes and  conditions. We may be enjoying  ourselves unknowingly  (Nanti)  which mean  the  arising of the  distress in the  future. At that  time,  we  may  be  very happy  and   do  not  feel  remorseful.

This is due to  latent  defilements  (assava – kilesa) without  knowing  , which  is a  principle of  nature. We may  not  feel  distressful  at that time but the  dukkha  proliferates naturally  with  defilements (assava – kilesa).

It  can  be said  that  the existence  which  causes  happiness at that time is  an illusion which  deceives worldlings (puthu – janna-ปุถุชน)  unwittingly  and  unknowingly  in  the future  with ignorance (avijja).

Causes  and  conditions are shown in detail.

Existence is the  conditions which  causes births  and  rebirths (jati)  or  arising,

Or

A mental  place or mental decision.

It therefore is a  preliminary  condition of  the arising of  defilements.

When  the mind  reaches its  dwelling  place  or  its  decision agreed upon by the mental  current  of  attachment, the  things that  arise on the  mind  is the influence dominated  by  the  arising existence at  the time.  We can  compare the things concretely . For  example , humankind  who  are born in Thai existence are touched  by  Thai  influence naturally  and  unwittingly. The eating habits  and  culture, etc, are  automatically  Thai  until  that  person  parts away. The mind is likewise of the same kind. What arises in the mind – existence or  the aggregates  accords with  the force of dominating  existence at the time. Ideas, thoughts, deeds are  in  accordance  with  the  force  of  existence  which  is the  attachment  as a  condition .

These arising  existences whether it  be happiness or  dukkha  (distress)  or  being born a Thai or  a mother or  a son  are part  and parcel of  the Sensual  Pleasures (kama-bhava), or  an  existence  related  to  sensual or  worldly  pleasures. There  are  also  the  existence  of corporeality  (rupa – bhava) and the  formless existence (arupa – bhava).

The aggregates or  any  animate system  arising  of  the sensation in  the law  of  dependent  origination  have craving -> attachment  ->  existence  arising interuptedly  (Look at the process below for the term “birth” given in full details for  consideration. 

But  the aggregates or life system can arise from  sensations with material gains dominated by force of existence or attachment (upadanna).  The perceptions means the arising with  latent defilements  or contentment  turning into aggregates  (sannapadanna – khanda) creating dukkha.  Therefore  the khanda of compounded things (sangkara – khanda)  arises from aggregates which  are called  a living  process dominated by  or  has  a  tendency to be aggregates of  attachment (upadanna – sanghara – khanda) . This  process is as follows:-  mind – object  (Dhamma – ramaya)  + consciousness -> mind (sense – bases) -> contact (phassa) ->  sensation + craving -> attachment ->  existence ->  birth or rebirth (jati) ->  aggregates of attachment  in order .

When  there are aggregates of attachment (clinging)  going  along with arising wishes or clinging) ,or the eradication of defilements  of  craving  called  perfunctorily  as happiness, the process  would  still go  on and on . The aggregates of  the  arising compounded things  naturally  occur with  decay or aging   unwittingly  or  unknowingly.

In case this does not arise as one  wishes or  according to one’s  attachment  of craving,  distress and  vexation  occur immediately.  But  the whole thing is not  eradicated as yet.  The  more one  is attached to  compounded things, the  more  burning one suffers according to  one’s own  decay.   One  can  compare this burning  unknowingly  with  ignorance  or unknowing (avijja)

The  causes  and  conditions  are shown  in detail.

---------------------------------------

Birth  is  a condition  with  decay  and  death,  (jati and  marana),  grief, lamentation, distress,  sad – mindedness,  distress (assava – kilesa).

When  a thing or a  phenomenon arises from natural causes  and  conditions or the thus – come (tathata),  there be  impermanence,  despair  and non-  self  or  the Three Common  Characteristics  which  are the ultimate  realities  (paraimattha). This distress ,  the above  mentioned  causes and  conditions,   has now  arisen  and is  subject  to  the  law of  impermanence,  which constantly  keeps  being unstable.  The changing  and  decay  as  well as  the concocting of  aging  (jara)  are  according  to  the force  of  dominating  existence  or  attachment . Finally,  the despair functions on and  on in place of ultimate impermancence  , proving  that it  cannot be  put  up with  the  changing  conditions or the state of flux  and  has  to  pass away (marana).   Due  to  whatever  reason it  can be  natural  deviation  or  annihilation or  facing  death  by causal  antecedent. The  egolessness  manifests  itself  or   arises  by  means  of  ultimate  realities.

(Look  at  the  term  “jara” (decay).  (Look  at  term “marana” (death).

Picture  showing  5 aggregates of attachment  on  decay  which  is  always  changing  or  compounded like a circuit and is  a burning  dukkha  or  affliction  and  vexation  . This  arises  from  aggregates of  compounded  things  in a  state  of  nature  (dham – majat)  which  has  been shown  above  . The  aggregates  of  compounded thing , jati  or  birth  as mentioned  above are  re – compounded to  function as a  derivative  matter  (upadaya – rupa) , creating 5  aggregates of attachment  to  carry  on as  shown  in  decay  which is constantly fluctuating and turned  into  a  long  term dukkha.

Every  event   we are  conscious  has  a  genealogy  in  time,  but  it  can  also  be  stated in terms of  temporal  sequence.  To  grasp its  organisation  we can think in  terms  of  mutual  and  coincidental  dependence as well as in terms  of  sequential  causality,  craving ->  attachment -> existence ->  desire  for  aggregates + mind +  consciousness – mind ->  aggregate of  sensations ->  defilements

5 aggregates  of  attachment or  concocting  decay aflame  or  burning  with  distress.

Aggregates  of  compounded  things  or  concocting  dukkha  (distress)  Ñ  aggregates of  perception.

The  circuit  shows  the  burning  of  the  5 aggregates  of  attachment  dominated  by  attachment .

which  is  altogether  an  off – on  aggregate of  attachment . It  is  said  that  this is a burning distress.  Look  at  the circuit of  this  law  of dependent  origination  in detail.  Check   the   circuit  for  consideration.  Do click .

When  there  is  fluctuation and  change or  a state of   flux like  this  for  a  long  period , it  depends  on  the  force of  arising  craving  and  attachment  or  an  interruption of  the  Dhamma  or  other  things   or  consciousness which  is  finally put  out  or  faces  death  in accordance  with  the  Three  Characteristics (tilakkhana).  This  Dhamma  or  all  these  things  arising  from  the  defilements  due  to  the  compounded  things  or  life system  (which  is not  put  out yet)  has  to  leave   an  inscrutable  trace.  Though  one  can  not  compare  it  to  memory,  the  latent   result is  still  there.  Mind  can  remember  affliction  and  vexation  or  happiness  arising  from  the  past  which  is  a  perception (sanna)  of  the  principle  of  nature  in  all  things  which  can not  be  left  out  or  be  committed to  memory.  These can arise by  nature  since it is  necessary  for  living . The  distress  or  happiness that  has  arisen  is  committed to  memory  in  our  minds  or  hearts  unwittingly  but  latently. This  can  arise in  the  future . The  Lord Buddha  calls  this  perception  (sanna) defilements  (assava – kilesa)  composed  of  grief  (soka),  lamentation (pari – deva) ,  distress (dukkha) , sad – mindedness (dosa) , despair (upayasa) as  mentioned  earlier in detail  on  the law  of  dependent  origination . It  arises  due  to  defilements  (kilesa)  used  as  a  flame  burning  easily like  a hot  coal burning  with  compounded things (sankara – kilesa)  arising from mental  intoxication  .  These  are the  causes and  conditions  arising from  avijja or  un-knowing .  There  is no  Transcendental  Wisdom  or ultimate  realities  (paramattha) of the Buddha  who can follow  or  monitor  these thoughts  or  conducts.

The happiness arising  from the  law  of  dependent  origination  is  according to the  following :- when craving  for a certain object arises,  there is an attachment,  existence or  a state of  becoming and  birth   . One  may be happy , but  decay – death,  grief ,  lamentation,  distress,  despair , sad – mindedness  fluctuate and  extinguish happiness.

We   keep  in   latent  memory  the  mental  intoxication  whenever  there is lamentation  or  grief  for  happiness  arisen  from the Round  of Existence,  there  are the causes  and  conditions  to  take  part  in  the circuit of  the law of  dependent  origination time and again. When  one  can not  respond  to this , it  finally  fluctuates  and  changes  into  dukkha   or  distress all the  time. Accordingly, one  can say  happiness is a  fine  dukkha  or  distress (suffering)  . One  can  readily  say  that  there is  only  dukkha , and  only  this  dukkha  must  be  eradicated.

The  burning  dukkha  arises  also  from decay  though  one can  have  this  long – term  dukkha.  This  can not  be eradicated  in  totality.  Happiness or  ease  is likewise  due to  latent ideation intoxicating  the  minds  waiting  for   the chance  to arise  by  un – knowing  (avijja)  into  the  Round  of  Compounded  Things  by avijja  again  and again  . This  can be according to the  currents  of  the causes  and  conditions as   shown again  in  the  law  of   dependent  origination . It  can arise eternally,  or  it  can   arise as long  as  there be  Transcendental  Wisdom  as taught by  the  Blessed One.

Whenever  mental  intoxication  (assava -  kilesa)  is  the  causes and  conditions  of  the  un – knowing (avijja)  , the principle  of nature, is  dominated  by  not  knowing in part  or in full  the  ultimate realities  . His  Transcendental  Wisdom arises  if  we  train  and  practice  correctly.  It  can  not  arise  naturally  per se.  One  has  to concoct  and train  well . These  concocted  compounded  things  can be  benevolent to extinguish  dukkha  and  are  very  necessary to  arise and develop  the Noble Eightfold  Path (Chavetab – baddhamma)  well.

When  un – knowing (avijja)  exists and  is a  principle  of  nature  for  worldlingsglos  (puthuj – jana),  causes and  conditions of  defilements   (assava – kilesa)  which  compounded  things  (sankhara – kilesa)  arise  . These  are  the currents  of  causes  and  conditions  which  evolve   or  spin a time and again and  go on and on forever  . This  circuit of  dukkha  evolves  unknowingly  forever  causing  existence  or  becoming  jati  or  births  and  rebirths  creating the Wheel  of Rebirths  or Rebirth Process  full of dukkha.

Accordingly ,  the  Blessed One uttered  beautiful  sentences which  shook and trembled  the  entire  sphere as  follows :-

‘This  is  the  last  life.  There is no more  a  newer  existence  or state of  becoming.’

This  arises only  Here and Now  or  at  this  very  Moment  . The  end  of  existence and rebirth does not  mean  or denote an arising or existence  at the time  of His  pari – nibbhan (full nibbhan )

 

Back to  Table of Contents.

 

 

Glossary

The definitions are mainly applicable only to this  translation :-

Amisa :  Unwholesome, unskillful. (อกุศล)

Anatta : not – self.

Anicca , Aniccata : Impermanent ;  Impermanence.

Ariya : Noble.

Arom (Thai) :  Mental object, preoccupation.

Asava : Canker. mental intoxication.

Avijja : Ignorance,  nescience, un – knowing.

Ayatana : Sense base.

Buddha : One  who  became perfectly awakened  through  self - discovery of  Dhamma.

Cakkhu:  The eye;  The eye as  a sense door .

Citta:  Mind

Dhamma :  Usually means mental  object; the  fourth  foundation of  mindfulness.

Dhamma : The liberation law  discovered and  proclaimed by the Lord Buddha.

Dosa:  Hate.

Dukkha:  Suffering or minor distress.

Ekaggata : One –pointedness of  mind.

Jara: Aging , decay.

Jati : Birth ; from  conception to  parturition.

Kamma:  (Karma) Action.

Khandha:  Aggregate.

Lobha:  Greed or lust.

Magga : Path; The Truth of the Path.

Marana : Death.

Moha:  Delusion.

Nama : Mind, mentality.

Nama – rupa: name and form , mentality and  corporeality.

Nibbana : The extinction of suffering.

Nirodha: Ceasing,  cessation.

Nivarana: Hindrances, Nibhan, Nibbana, Niravan.

Nana : Knowledge.

Pali : The  ancient Indian language in which the suttas were written down.

Panca –khandha: The  five aggregates.

Phassa: Contact, Impression.

Puthujjana: Worldling.

Raga: Lust.

Rupa: Corporeality , Visual Object.

Samadhi: Concentration .                

Sankhara:  Mental – formations. The processes that concoct and fashion, compounded  things ; birth – formations.

Sanna: Perception.

Sati: Mindfulness.

Tanha: Craving.

Upadana: Grasping , holding ; attachment.

Vedana: Feeling , sensation.

Vinnana:  Consciousness (not  soul or divine body).

 

 

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย