ไปสารบัญ

กระดานธรรม ๓

   

 

 

        "ทำดีได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว" ไม่มีเป็นอื่นไปได้ เป็นสัจจธรรมที่เที่ยงแท้อยู่เยี่ยงนั้นเอง   แต่ในปัจจุบันมีผู้ไม่เห็นเป็นไปเช่นนี้ เนื่องจากโลกแคบลงด้วยวิวัฒนาการของการสื่อสาร  จึงมักได้ยินเป็น"ทุพภาษิต"พูดกันเป็นทีเล่นทีจริง(จนซึมซ่านย้อมจิต) เป็นที่สนุกสนานหยอกล้อกันเป็นไปดังนี้อยู่เนืองๆคือ "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป"  เป็นไปทั้งนี้เพราะด้วยการประชดประชันหยอกล้อ เย้ยหยันอีกทั้งแทรกด้วยความไม่เข้าใจธรรมคลุกเคล้ากันไป  หรือเกิดความน้อยเนื้อตํ่าใจหรือระคนแฝงริษยาคนทำชั่วบ้างก็มี  จึงเอนเอียงไปมองเห็นเป็นไปโดยไม่รู้ตัวตามสภาวะความเป็นไปตามที่ตนเห็นด้วยตัวตนอีกทั้งในสื่อต่างๆ จนย้อมจิตไปตามที่เห็นเป็นความเชื่อของตัวตน(ทิฏฐุปาทาน) เช่น เห็นคนทำชั่วแล้วรํ่ารวย มีเงินทอง อำนาจเป็นจำนวนมาก จนชินตา ชินใจ ไปทั่วในสื่อต่างๆเป็นต้น   แต่ตามความเป็นจริงอันยิ่งนั้น "ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว" ไม่สามารถแปรผันไปเป็นอื่นได้เลย  เป็นสัจจธรรม อันเที่ยงแท้ และอกาลิโกคงทนต่อกาลเวลา ด้วยเป็นธรรมหรือธรรมชาติชนิดอสังขตธรรมนั่นเอง กล่าวคือ ย่อมเป็นไปตามผลกรรม(ผลของการกระทำหรือวิบากรรม)นั่นเอง เหมือนดั่งหลักฟิสิกส์ที่เป็นสภาวธรรมคือธรรมชาติอย่างหนึ่งเหมือนวิบากกรรม  ที่เมื่อมีแรงกริยา (action) กระทำต่อสิ่งๆใด ย่อมมีแรงปฏิกริยา (reaction) เกิดขึ้นต่อสิ่งๆนั้นเสมอ  หรืออุปมาดั่ง บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ดังเช่น ปลูกข้าวย่อมได้ข้าว จะได้องุ่น เผือก มัน ฯ. ย่อมเป็นไปไม่ได้ฉันใด ก็ฉันนั้น  แต่ก็เกิดไปสงสัยว่า ปลูกข้าวได้ข้าว แล้วทำไมไม่ได้เงิน(รวย) ผู้ที่ไม่เข้าใจนั้นเพียงแต่เผลอขาดสติด้วยความอยากจึงนำไปผูกเนื่องสัมพันธ์กับการปลูก และการขายข้าว จึงไม่เห็นเป็นไปตามความเป็นจริงที่ว่า เมื่อปลูกข้าวแล้ว ย่อมได้ข้าว อันเป็นสภาวธรรม ธรรมชาติอันเป็นเช่นนี้เองอย่างหนึ่ง  แต่เล็งเห็นหรือไปคาดหวังโดยไม่รู้ตัวให้มีความคิดเห็นเป็นไปว่า ปลูกข้าวแล้วจะขายได้ราคาดีๆ มีเงินทอง คือเกิดไปอยากด้วยตัณหาอันเป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์ หรือไปยึดด้วยอุปาทานความเชื่อของตัวตนว่า มันจะได้เงินหรือได้ราคาดีๆตามความคาดหวังตามความปรารถนาเสีย คืออยากให้ขายข้าวได้ราคาดีๆได้เงินได้ทองนั่นเอง   ซึ่งตามความเป็นจริงอย่างปรมัตถ์แล้ว มันเป็นคนละเรื่อง,คนละเหตุปัจจัยกันเลย แต่เราเอามาผูกเนื่องสัมพันธ์กันเสียด้วยความไม่รู้ตามความเป็นจริง คือปลูกข้าวย่อมได้ข้าวเป็นเหตุปัจจัยหนึ่ง  ส่วนการขายข้าวได้เงินมากน้อยประการใดนั้นเป็นอีกเหตุปัจจัยหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับเหตุอื่นๆ ดังเช่น ความต้องการของตลาด(demand) คุณภาพของข้าว คู่แข่ง ฯ.  จึงย่อมไม่สามารถไปสวมรอยผูกให้เนื่องสัมพันธ์กันได้กับสภาวธรรมความจริงของการปลูกข้าวย่อมได้ข้าว  แต่ด้วยความไม่รู้คืออวิชชาจึงไม่เห็นตามความเป็นจริง จึงพลอยคล้อยไปคิดไปยึดเห็นเป็นไปดังนั้นด้วยในที่สุดโดยไม่รู้ตัว กล่าวคือ จึงมองเห็นเป็นไปในลักษณาการเดียวกันคือไปเห็นอยู่เนืองๆจนเผลอซึมซ่านย้อมจิตจนเข้าใจไปว่า ทำดีไม่ได้ดี เพราะทำดีแล้วไม่รวยหรือหมดทุกข์ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นคนละเหตุปัจจัยกันไม่สามารถนำมาเชื่อมสัมพันธ์กันได้อย่างที่นึกคิดหรือกล่าวกันดื้อๆ,   หรือบางครั้งก็คิดไปว่า เราทำดีแล้วแต่ทำไมเกิดทุกข์ต่างๆรุมเร้า กล่าวคือมีเหตุแห่งทุกข์จรมากระทบอีกนั่นเอง?  ก็ด้วยไม่เข้าใจว่าเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ประสบสิ่งที่ไม่รัก ปรารถนาในสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้น อันเป็นทุกขอริยสัจ เป็นทุกข์ของธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาแก่ทุกผู้คน หลบไม่ได้ หนีไม่พ้น ที่บังเอิญจรมา ด้วยล้วนเป็นอนัตตาจึงควบคุมบังคับไม่ได้,  หรือคนทำชั่วแล้วทำไมถึงรวย มั่งมีศรีสุข ไม่ติดคุกติดตะราง คือไปมองในมุมมองที่ผิดไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลกัน   มองตามความเห็นความเข้าใจและความต้องการของตนเป็นสำคัญ(ทิฏฐุปาทาน) ซึ่งเมื่อมองอย่างผิวเผินแล้ว พาลให้ไปคิดเห็นเป็นไปว่าเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันได้ ด้วยความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง   

        และเพราะอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้มองเห็นผิดไปจากความจริงหรือสัจจธรรมคือว่า วิบากกรรม(ผลที่ได้รับจากการกระทำ)เป็นอจินไตยอันเป็นสิ่งที่ปุถุชนไม่สามารถคาดเดาได้  ไม่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงให้เป็นกฏตายตัวได้ดังการบวกเลข เช่น ๑+๑=๒  เพราะเป็นอจินไตยด้วยประกอบด้วยเหตุปัจจัยอันมากหลายจึงสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนยิ่ง เกินปุถุชนจะคาดเดาได้  ผลกรรมนั้นเพียงแต่ไปแสดงออกในรูปแบบอื่นๆ เมื่อไม่เข้าใจจึงไม่รู้เท่านั้นเอง เช่น ความเครียด ความกลัว ความกังวล ลูกหลานรับผล การหลบหนี ติดคุก การสู้คดีความ ความทุกข์จากการระแวงต้องดูแลทรัพย์อันได้มาด้วยทุจจริต ความฟุ้งซ่านกลัวกังวลในผลกรรม อีกทั้งความฝัน,ความจำอันกลับมาหลอกหลอน ด้วยอำนาจของอาสวะกิเลสที่นอนเนื่อง ฯลฯ.ซึ่งใครๆก็ควบคุมบังคับไม่ได้ด้วยเป็นอนัตตา ซึ่งแท้จริงแล้วก็ล้วนคือวิบากกรรม  และหลบหนีหลอกล่อใครก็คงพอได้ แต่ไปหลบหนีธรรมหรือธรรมชาติอันเที่ยงแท้และยิ่งใหญ่ที่สุด จึงย่อมไม่อาจสำเร็จผล  ดังลองพิจารณาง่ายๆ คนทำชั่วที่ร่ำรวยทำไมจึงต้องระแวดระวังตัว หรือต้องมีพวกคุ้มกันบ้าง,บอดี้การ์ดบ้าง,ต้องพกอาวุธบ้าง  ด้วยเหตุอันใด? ความหวั่นกลัว ความกังวล ความระแวงที่แฝงเร้นซ่อนเงื่อนอยู่ในจิต ใช่หรือไม่?  ทั้งหมดจึงเป็นเพียงการรอเวลาที่วิบากกรรมจะกำเริบเสิบสานเกิดขึ้นเท่านั้นเองด้วยเป็นอจินไตย  ดังนั้นผู้ทำดี จึงอย่าท้อแท้ด้วยมิจฉาทิฏฐิ เพราะว่าทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว  นั้นเป็นสภาวธรรมไม่ใช่สังขารที่ถูกปรุงแต่งขึ้น เป็นธรรมชาติจึงยิ่งใหญ่ จึงเป็นเช่นนี้เองเป็นธรรมดา ที่ย่อมหลุดพ้นจากกฏธรรมนิยาม เรื่อง อนิจจังความไม่เที่ยง จึงมีความเที่ยงแท้แน่นอนเป็นที่สุด เป็นอกาลิโก ตราบใดที่ปลูกข้าวแล้วยังได้ข้าวอยู่เยี่ยงนี้ ตลอดไปชั่วกาลนาน   และผลของทำดีได้ดีย่อมบังเกิดในลักษณาการเดียวกัน และบังเกิดขึ้นแก่จิต ณ ขณะนั้นโดยทันทีด้วยเช่นกัน เพียงแต่เป็นไปโดยการซึมซาบย้อมจิตสั่งสมของท่านโดยไม่รู้ตัวและอีกทั้งด้วยความไม่รู้เท่านั้นเอง  ทั้งที่มีความไม่เร่าร้อนอยู่เป็นสุขพอแก่อัตตภาพ แต่ไม่รู้ตัวว่าล้วนเป็นผลของการกรรมดี ที่ไม่ต้องห่วงกังวล หวาดกลัวต่างๆ  หรือผลกรรมดีอันออกมาในรูปแบบอื่นๆด้วยเป็นอจิตไตยเกินกำลังปุถุชนไปคาดเดา  เพียงแต่ว่าบางครั้งทำดีแล้วแต่ไปแอบหวังผล ตอบแทนอยู่เบื้องลึกๆโดยไม่รู้ตัวก็มี  เมื่อไม่เป็นไปตามปราถนาของตน อันคือตัณหา จึงทำให้เป็นความทุกข์ขึ้น ดังเรื่องการปลูกข้าวแล้วไม่ได้ราคาดีสมดังปรารถนาจึงเป็นทุกข์

       ส่วนผู้ที่ทำชั่วนั้น แม้แลดูเหมือนว่าไม่ได้รับผลกรรม เพียงเพราะไม่ทันใจตามปรารถนาของผู้เฝ้าแลและติดตามตามสื่อต่างๆ  แต่แท้จริงแล้วเขาก็ต้องรับผลกรรมของเขาสนอง(วิบากกรรม)ในที่สุดแน่นอน ในรูปแบบต่างๆโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งอาสวะกิเลสที่แม้นอนเนื่องอยู่ ก็แต่เพียงรอเวลาฟุ้งกระจายขึ้นมาซึมซ่านย้อมจิตให้เป็นทุกข์ หรือเมื่อถึงเวลาที่ทุกข์นั้นจรมาโดยธรรมชาติก็กำเริบเสิบสาน จนในที่สุดจึงหนีกรรมต่างๆที่กระทำไว้ไม่พ้น  นอกจากหันมาประพฤติแต่กรรมดีแล้ว ยังต้องศึกษาปฎิบัติธรรมด้วยปัญญาอย่างถูกต้องจึงจะหลุดพ้นได้จากทุกข์อุปาทาน อันเป็นวิบากกรรมที่จะตามเผาลนได้ หรือจึงจะเหนือกรรมได้  จึงไม่ใช่ด้วยการสวดมนต์ ถือศีล ทำบุญ ทำทาน ทำกุศล สะเดาะเคราะห์แต่อย่างเดียวเพื่อแก้กรรมดังที่ปุถุชนมักชอบทำตามกันมาด้วยอำนาจสีลัพพัตตุปาทานและทิฏฐุปาทาน จึงจะการเกิดปรากฏการณ์ดังที่พระอริยเจ้ากล่าวอยู่เสมอๆดังนี้ขึ้นได้

เหตุแห่งทุกข์นั้นยังมีอยู่  แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

(ทุกฺขเมว หิ น โกจิ ทุกฺขิโต การโก น, กิริยา วิชฺชติ)

        ส่วนผู้ที่กระทำกรรมดี จึงไม่ต้องห่วงกังวล เพราะย่อมได้ดี ดังนั้นจงพยายามรักษาความดีไว้ อย่าท้อแท้  เพราะการทำดีได้ดี เป็นสภาวธรรมและอกาลิโก จึงต้องเป็นไปเช่นนี้เองเป็นธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เพียงแต่อย่าไปหวังผลตอบแทนอันทำให้เกิดตัณหาจึงเป็นทุกข์เร่าร้อนโดยไม่รู้ตัว

 

       บุคคลประพฤติชอบเวลาใด  เวลานั้นได้ชื่อว่า  เป็นฤกษ์ดี  เป็นมงคลดี  เป็นเช้าดี  อรุณดี  เป็นขณะดี  ยามดี  และ(นับได้ว่า)เป็นอันได้ทําบูชาดีแล้ว   ในท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย  แม้กายกรรมของเขา(นั้น)ก็เป็นสิทธิโชค  วจีกรรมก็เป็นสิทธิโชค  มโนกรรมก็เป็นสิทธิโชค  ประณิธานของเขาก็(ย่อมต้อง)เป็นสิทธิโชค  ครั้นกระทํากรรม(การกระทําใดๆ)ทั้งหลายที่เป็นสิทธิโชคแล้ว เขาย่อมได้ประสบแต่ผลที่มุ่งหมายอันเป็นสิทธิโชค    

(สุปุพพัณหสูตร, องฺ.ติก. ๒๐/๕๙๕/๓๗๙ หรือพุทธธรรม น. ๒๑๕)

 

        ถ้าแม้นบุคคลจะพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการอาบนํ้า(ชําระบาป)  กบ เต่า นาค จรเข้ และสัตว์เหล่าอื่นที่เที่ยวไปในแม่นํ้า ก็จะพากันไปสู่สวรรค์แน่นอน.......(และกล่าวในมุมมองอีกมุมหนึ่งว่า)ถ้าแม่นํ้าเหล่านี้พึงนําบาปที่ท่านทําไว้แล้วในกาลก่อนไปได้ไซร้ แม่นํ้าเหล่านี้ก็พึงนําบุญของท่านไปได้ด้วย  

(เป็นคำกล่าวของพระปุณณิกาเถรี   (ขุ.เถรี.๒๖/๔๖๖/๔๗๓) หรือ พุทธธรรม น.๒๑๕)

        “ในหลักของพุทธศาสนา สอนให้เชื่อเรื่องกรรม เราอาจจะไปได้ยินจากบางแห่งว่า ชวนไปล้างกรรม ไปอะไรต่ออะไร ไปทำพิธีอะไรต่ออะไรมากมายก่ายกอง นั่นล้วนแต่เรื่องหลอกลวงทั้งนั้น กรรมไม่ใช่ขี้ไคล ที่จะไปล้างได้ อาบได้ ถูได้  เหมือนในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าท่านเสด็จไปริมแม่น้ำคงคา ก็มีพวกพราหมณ์ไปอาบน้ำล้างบาปกันอยู่ที่แม่น้ำคงคา

เมื่อพราหมณ์เห็นพระพุทธเจ้า ก็เรียก สมณะโคดม สมณะโคดม ลงมาอาบน้ำนี่เถิด

พระพุทธเจ้า: “พราหมณ์ เธอเห็นประโยชน์ใดหรือ เธอจึงลงไปอาบน้ำที่นั่น”

พราหมณ์: “เรามาอาบน้ำล้างบาป บาปกรรมทั้งหลาย ล้างให้มันหมดไปกับแม่น้ำคงคา”

พระพุทธเจ้า: “พราหมณ์ทั้งหลาย ถ้าหากอาบน้ำในแม่น้ำแล้วล้างบาปได้ พวกกุ้ง หอย ปู ปลา คงจะไม่มีบาปเลย เพราะเขาอยู่มาตั้งแต่เกิดแล้ว”

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าการสร้างบาปสร้างกรรมอันใด บาปกรรมนั้น ย่อมติดตามจิตใจไปทุกภพทุกชาติ ถ้าสร้างกรรมดี กรรมดีนั้นก็ติดไปทุกภพทุกชาติ ถ้ากรรมชั่ว กรรมชั่วนั้นก็ติดไปทุกภพทุกชาติเช่นกัน หลักในพระพุทธศาสนา ท่านสอนให้เชื่อในเรื่องกรรม พวกเราก็ได้สวดกันว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” จะไม่มีคำว่าล้างบาปอย่างแน่นอน แต่ลัทธิไหนก็ตาม ที่บอกว่าล้างบาป ชำระบาป ก็เพียงแต่ด้วยคำพูดเท่านั้น ใครจะมาล้างบาปแทนกันนั้น เป็นไปไม่ได้ จะให้คนหนึ่งกิน แล้วให้อีกคนหนึ่งอิ่มแทนกันนั้น มันเป็นไปไม่ได้หรอก คนนี้กิน คนนี้อิ่ม คนไหนไม่กิน คนนั้นก็หิว จะไปให้คนหนึ่งทำ แล้วอีกคนหนึ่งรับนั้น เป็นไปไม่ได้ ถ้าเราเชื่อในเรื่องบุญเรื่องบาปแล้ว เราจะไม่กล้าหาญในเรื่องบาปเลย เราจะมุ่งมั่นในการทำดีแน่นอน”

พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม

รักษาการเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด เจ้าอาวาสวัดป่าหนองไผ่

วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ธรรมจาก: https://www.plewseengern.com/buddhist/ 

(ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) เป็นลำดับที่ ๓, ตั้งแต่ ๗ ม.ค. ๖๔ )

 

การอาบน้ำในพระศาสนา

อ่าน เหนือกรรม

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ