buddha1-1.gif

หัวข้อธรรม ๑๔

      

คลิกขวาเมนู

การที่บุคลอันเป็นอนัตตา กระทำต่ออีกบุคคลอื่นอันเป็นอนัตตาเช่นกัน  เป็นวิบากกรรมหรือไม่

        สมัยพุทธกาลก็ได้มีผู้ทูลถามพระพุทธองค์ถึงปัญหานี้ คือตัวตนเมื่อเป็นอนัตตาไปกระทำใดๆ กับบุคคลอื่นซึ่งย่อมเป็นอนัตตาเช่นกัน ย่อมไม่บาปจริงหรือ  พระองค์องค์ท่านได้ตรัสว่า "อย่าได้กล่าวตู่เราเช่นนั้น" เป็นบาปไม่ดีเลย

        ปัญหานี้ก็เหมือนดั่งปัญหาที่ผู้คนพากันสงสัย "ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว" ทั้งที่ข้อธรรมนี้เป็นจริงอย่างปรมัตถ์ยิ่ง

        เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ อนัตตานั้นเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงรวมทั้งสังขารทั้งปวง  เป็นการกล่าวถึงสภาวะหรือสภาพของสังขารโดยแท้จริงตามธรรมชาติหรือปรมัตถ์ ที่ไม่ใช่ตัวตน หรือไม่มีตัวตนของมันเองจริง  ถึงแม้ตัวตนของตนโดยแท้จริงแล้วไม่มี แต่ในทางโลก(หรือทางธรรมเรียกกันว่าโดยสมมติ) เมื่อเหตุปัจจัยประกอบกันพึงเกิดเป็นบุคคล ตัวตน เขา เราขึ้นชั่วคราว  และลูกบอลล์ ก็ย่อมเป็นสังขารที่ถูกปรุงแต่งขึ้นอย่างหนึ่งเช่นกัน

"เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ, เจตยิตฺวา กมฺมํ กโรมิ กาเยน วาจาย มนสา"

  "ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนานั่นแหละเป็นกรรม  เมื่อมีเจตนาแล้ว บุคคลย่อมกระทำกรรม โดยทางกาย วาจา ใจ"

         ดั่งอุปมาดั่งการปาลูกบอลล์  ลูกบอลล์ย่อมเป็นสังขารที่ถูกปรุงแต่งขึ้นอย่างหนึ่งเช่นกันย่อมเป็นอนัตตา  เมื่อตัวเราอันเป็นอนัตตาเช่นกันขว้างลูกบอลล์ไป การขว้างหรือปานั้นก็เกิดจากเจตนาจึงเกิดกรรม(การกระทำคือการขว้าง)ขึ้นนั่นเอง  จึงย่อมเกิดแรงกระทำหรือแรงกริยา(action)ต่อลูกบอลล์ซึ่งเป็นอนัตตาเช่นกัน  แต่เมื่อไปเกิดการกระทบกับกำแพง(เปรียบได้ดังบุคคลอื่น อันย่อมเป็นอนัตตาอีกเช่นกัน) บังเกิดผลคือกระเด้งกระดอนกลับด้วยแรงปฏิกริยา(reaction) หรือวิบากกรรม(ผลที่ได้รับของการกระทำ) เป็นเช่นนี้เป็นธรรมดา จะเห็นได้ว่ามีผลออกมา จึงเฉกเช่น บุคคลผู้เป็นอนัตตา กระทำต่อบุคลอื่นผู้เป็นอนัตตา ก็ย่อมเกิดผล คือวิบากกรรมขึ้นอย่างแน่นอน

        ความคิดดังนี้ เกิดจากไปเปรียบเทียบกันในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เพียงแต่แลดูเผินๆราวกับว่าเป็นเรื่องเนื่องสัมพันธ์กันได้ คือ พูดถึงบุคคลในแง่มุมของสภาวธรรมคือความเป็นอนัตตา แต่นำไปเปรียบเทียบกับการกระทำ(กรรม)ซึ่งเป็นกริยา เพราะคนละเรื่องกัน แต่นำมาผูกกัน จึงเหมือนกับเรื่องปลูกข้าวแลัวทำไมไม่รวย  เพราะปลูกข้าวย่อมได้ข้าว ไม่เป็นเผือก ไม่เป็นมัน ฯ. เป็นอื่นไปไม่ได้ เพราะเป็นสภาวธรรม แต่การขายได้ราคาดีหรือไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอื่นๆ เช่น ความต้องการ(demand) จังหวะ ความขยัน การตลาด ฯ. แต่ไปนำมาผูกให้เกี่ยวเนื่องกันโดยความไม่รู้  หรือเหมือนที่ชอบนำไปเปรียบเทียบกันอย่างผิดๆอีก เช่น ทำดีได้ดี แต่ทำไมไม่รวย ไม่มีเงิน  หรือ ทำดีได้ดี แต่ทำไมยังมีทุกข์จรมากระทบ เมื่อไม่เข้าใจจึงได้ยินทุพภาษิตดังนี้อยู่เนืองๆ "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" ด้วยไม่เข้าใจธรรม

        บางท่านอาจสงสัยอีกแล้วทำไมฆ่าคน แล้ววิบากกรรมคือผลของการกระทำจึงไม่ถูกฆ่า ตรงไปตรงมาดังเช่นดังเช่น 1+1=2  เพราะผลของกรรมก็เป็นเฉกเช่นลูกบอลล์ที่ปาเข้าหากำแพงเช่นกัน คืออาจไปรับผลกรรมในทางอื่นๆเช่น ติดคุก หลบหนีหัวซุกหัวซุนด้วยความหวาดหวั่น ความกลัว ความฟุ้งซ่านกังวล ต้องทิ้งญาติโกโหติกา ทิ้งลูกทิ้งเมีย การงานอาชีพ อยู่ด้วยความกังวลของผลตามกฏหมาย  สัญญาหรืออาสวะกิเลสก็ผุดขึ้นมาเองให้กังวลยามใดก็ไม่รู้ เนื่องจากสัญญาอันเป็นอนัตตาอย่างหนึ่งเช่นกัน จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจึงควบคุมมันไม่ได้นั่นเอง ฯ. ซึ่งแท้จริงแล้วล้วนเป็นวิบากกรรมทั้งสิ้น แต่เพียงไม่ใช่แบบตรงๆเช่น  1+1=2 เท่านั้นเอง, ผู้ไม่พิจารณาจึงไม่รู้  ทั้งนี้ก็เป็นเฉกเช่นดังลูกบอลล์ ที่เมื่อปาไปด้วยเจตนาคือการกระทำแล้ว ก็ยังมีเหตุปัจจัยอื่นๆมาประกอบ เช่น แรงปาไปตรงๆบ้าง เอียงซ้ายบ้าง เอียงขวาบ้าง เบาบ้าง แรงบ้าง ผนังไม่เรียบบ้าง ฯ.  ผลการสะท้อน(ผลของการกระทำคือวิบากกรรม)จึงย่อมเบี่ยงเบนไปบ้างเช่นกัน ตามเหตุปัจจัยนั้นๆ จึงรับกรรมตรงๆบ้าง เอียงซ้ายบ้าง เอียงขวาบ้าง(กรรมเบี่ยงเบนไปบ้าง) เบาบ้าง แรงบ้าง เป็นธรรมดา เป็นเช่นดังวิบากกรรมเช่นกัน  ดังนั้นจึงมีวิบากกรรมชนิดต่างๆ หนักบ้าง เบาบ้าง รวดเร็วบ้าง ช้าบ้าง ฯ. ตามเหตุปัจจัยอื่นๆที่มาปรุงแต่งประกอบเพิ่มหรือบั่นทอนนั่นเอง  ด้วยเหตุดังนี้พระพทธองค์จึงทรงจัดให้ "วิบากกรรม" เป็นหนึ่งใน "อจินไตย ๔"  คือ สิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน คือปุถุชนไม่อาจคาดเดาได้ ด้วยประกอบด้วยเหตุปัจจัยอันมากหลายและประณีตซับซ้อนนั่นเอง

        ถ้าปาลูกบอลล์ไปตรงๆ ไม่กระทบกำแพง ลูกบอลล์ก็เพียงกระเด้งเดินหน้าไปเรื่อยๆจนหมดแรงกระทำ เพราะไม่มีเจตนาปาใส่กำแพง จึงไม่มีผลเด้งหรือวิบากกรรมกลับมา หรือก็คือการกระทำหรือสัญเจตนาทั่วๆไป นั่นเอง

 

เหนือกรรม ปฏิบัติอย่างไรจึงเหนือกรรมได้

ล้างกรรม

        “ในหลักของพุทธศาสนา สอนให้เชื่อเรื่องกรรม เราอาจจะไปได้ยินจากบางแห่งว่า ชวนไปล้างกรรม ไปอะไรต่ออะไร ไปทำพิธีอะไรต่ออะไรมากมายก่ายกอง นั่นล้วนแต่เรื่องหลอกลวงทั้งนั้น กรรมไม่ใช่ขี้ไคล ที่จะไปล้างได้ อาบได้ ถูได้  

เหมือนในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าท่านเสด็จไปริมแม่น้ำคงคา ก็มีพวกพราหมณ์ไปอาบน้ำล้างบาปกันอยู่ที่แม่น้ำคงคา

เมื่อพราหมณ์เห็นพระพุทธเจ้า ก็เรียก สมณะโคดม สมณะโคดม ลงมาอาบน้ำนี่เถิด

พระพุทธเจ้า: “พราหมณ์ เธอเห็นประโยชน์ใดหรือ เธอจึงลงไปอาบน้ำที่นั่น”

พราหมณ์: “เรามาอาบน้ำล้างบาป บาปกรรมทั้งหลาย ล้างให้มันหมดไปกับแม่น้ำคงคา”

พระพุทธเจ้า: “พราหมณ์ทั้งหลาย ถ้าหากอาบน้ำในแม่น้ำแล้วล้างบาปได้ พวกกุ้ง หอย ปู ปลา คงจะไม่มีบาปเลย เพราะเขาอยู่มาตั้งแต่เกิดแล้ว”

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าการสร้างบาปสร้างกรรมอันใด บาปกรรมนั้น ย่อมติดตามจิตใจไปทุกภพทุกชาติ ถ้าสร้างกรรมดี กรรมดีนั้นก็ติดไปทุกภพทุกชาติ ถ้ากรรมชั่ว กรรมชั่วนั้นก็ติดไปทุกภพทุกชาติเช่นกัน หลักในพระพุทธศาสนา ท่านสอนให้เชื่อในเรื่องกรรม พวกเราก็ได้สวดกันว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” จะไม่มีคำว่าล้างบาปอย่างแน่นอน แต่ลัทธิไหนก็ตาม ที่บอกว่าล้างบาป ชำระบาป ก็เพียงแต่ด้วยคำพูดเท่านั้น ใครจะมาล้างบาปแทนกันนั้น เป็นไปไม่ได้ จะให้คนหนึ่งกิน แล้วให้อีกคนหนึ่งอิ่มแทนกันนั้น มันเป็นไปไม่ได้หรอก คนนี้กิน คนนี้อิ่ม คนไหนไม่กิน คนนั้นก็หิว จะไปให้คนหนึ่งทำ แล้วอีกคนหนึ่งรับนั้น เป็นไปไม่ได้ ถ้าเราเชื่อในเรื่องบุญเรื่องบาปแล้ว เราจะไม่กล้าหาญในเรื่องบาปเลย เราจะมุ่งมั่นในการทำดีแน่นอน”

พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม

รักษาการเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด เจ้าอาวาสวัดป่าหนองไผ่

วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ธรรมจาก: https://www.plewseengern.com/buddhist/ 

(ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) เป็นลำดับที่ ๓, ตั้งแต่ ๗ ม.ค. ๖๔ )

 

 

อจินติตสูตร

พระสูตรที่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่ควรคิดให้เดือดร้อน

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ