ปุจฉา - วิสัชชนา ปฏิจจสมุปบาท
ผู้เขียน เขียนเรื่องนี้ในแนวถามตอบข้อปัญหาต่างๆที่มักเกิดขึ้นในการพิจารณา หรือในการใช้ปฏิจจสมุปบาทธรรมเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อตอบข้อสงสัยบางประการ เพื่อไม่ให้เกิดวิจิกิจฉา หรือสีลัพพตปรามาส บั่นทอนปัญญาที่ดำเนินมาอย่างถูกต้องแนวทางในปฏิจจสมุปบาทธรรม ซึ่งเมื่อกระทำธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ให้เกิดความเข้าใจในข้อสงสัยได้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว จักทำให้ปัญญาจักขุสว่าง กระจ่าง ขึ้นไปเป็นลำดับ จึงยังให้เกิดวิริยสัมโพชฌงค์ขึ้นอันเป็นไปตามธรรมโพชฌงค์ ๗ ตลอดจนยังให้เห็นความเป็นไปของธรรมตามหลักอิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปบาท อันล้วนก่อให้เกิดปัญญาเห็นการดำเนินไปอย่างมีเหตุผลอย่างปรมัตถ์ หรือความเป็นเหตุปัจจัยจึงยังให้เข้าใจสักกายทิฏฐิ ลดละหรือเบาบางในวิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาส ฯลฯ.
![]()
๑. ปุจฉา - สติระลึกรู้เท่าทันเวทนาแล้ว บางทีก็สติระลึกรู้เท่าทันจิต(จิตสังขาร)เช่นความคิดที่จักเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์เช่นประกอบด้วยราคะ โทสะ โมหะ ฯ. แต่มันไม่จางคลาย,ไม่หายไป เวทนาหรือความคิดเป็นทุกข์(โมหะ,โทสะ,จิตฟุ้งซ่านฯ. หรือก็คือเจตสิก)เหล่านั้นยังคงผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่หยุดไม่หย่อน รู้ก็รู้ครับ ว่าต้องหยุดคิดปรุงแต่ง แต่ก็หยุดมันไม่ได้ คอยแต่ผุดคิดผุดนึกปรุงแต่ง หรือฟุ้งซ่านออกไปปรุงแต่งแต่ในเรื่องนั้นๆอยู่ตลอดเวลา ควบคุมบังคับไม่ให้ฟุ้งซ่านหรือไม่ไปปรุงแต่งไม่ได้จริงๆครับ เป็นอยู่อย่างนั้นเสมอๆ เป็นเพราะอะไร?
วิสัชนา - ปัญหานี้เป็นปัญหาที่นักปฏิบัติมักต้องเจอะเจอบ่อยครั้งเป็นที่สุด ในการปฏิบัติในชีวิตประจำวันเป็นธรรมดา เมื่อยังไม่เข้าใจด้วยปัญญา หรือแก้ไขไม่ได้ ก็ย่อมต้องเกิดวิจิกิจฉาและท้อแท้จนเลิกปฏิบัติไปในที่สุดเป็นธรรมดา หรือไปหาวิธีใหม่ๆต่างๆนาๆ ทั้งที่ดำเนินอยู่ในปรมัตถธรรมอันถูกต้องดีงามยิ่ง ที่เป็นดังนี้ก็เนื่องมาจากเห็นเวทนาเช่น ทุกขเวทนา ฯ. หรือเห็นจิต(จิตสังขารหรืออาการของจิตคือเจตสิก)เช่น จิตคิดปรุงแต่ง,โทสะ,โมหะ ฯ. ก็จริงอยู่ แล้วทุกข์ไม่จางคลายหรือดับไปดังใจ จึงย่อมท้อใจหรือท้อแท้ แต่ก็เพราะว่าเป็นการไปเห็น ไปรู้เท่าทันเมื่อเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ ในองค์ธรรมชราอันแรงกล้าเสียแล้ว กล่าวคือเป็นการมีสติรู้เท่าทันเหมือนกัน แต่เป็นการรู้เท่าทันที่เวทนูปาทานขันธ์(เวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทานแล้ว) หรือเป็นการระลึกรู้เท่าทันที่สังขารูปาทานขันธ์(สังขารหรือจิตตสังขารที่ประกอบด้วยอุปาทานแล้ว) อันเกิดขึ้นเป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง แต่เป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งดั่งสภาพของฟืนที่เคยไฟเสียแล้ว จึงไปถึงองค์ธรรมชราเสียแล้วโดยไม่รู้ตัว ดังภาพแสดงการแปรปรวนของการคิดนึกปรุงแต่งวนเวียนเป็นวงจรของอุปาทานทุกข์ในองค์ธรรมชรานี้
|
...ตัณหา → อุปาทาน → ภพ →
ชาติ → รูปูปาทานขันธ์
+ ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์
เช่นคิดที่เป็นทุกข์ ในวงจรของชรา ล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว |
ที่ชรานี้นี่เอง ที่ปุถุชนพากันเป็นทุกข์เร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายกันด้วยเวทนูปาทานขันธ์ อย่างวนเวียนและเร่าร้อนโดยไม่รู้ตัว
หรือแม้รู้ตัว แต่ไม่สามารถควบคุมบังคับให้หยุดได้เสียแล้ว
เวทนูปาทานขันธ์ นั่นก็คือ ความรู้สึกสุขทุกข์ที่เร่าร้อนด้วยกิเลสที่ยึดมั่น หรือความรู้สึกที่เรียกกันว่า "ทุกข์" ในชรานั่นเอง
ขันธ์ทั้ง
๕ จึงล้วนถูกครอบงำหรือประกอบด้วยอุปาทานอันแรงกล้าเสียแล้วในทุกขันธ์ที่ดำเนินไปในองค์ธรรมชรา
กล่าวคือ เป็นสิ่งที่ควรมีสติรู้เท่าทันเช่นกัน แต่ก็ไม่ดับหรือจางคลายหายไปง่ายๆ เหมือนการเห็นเวทนาหรือการเห็นจิตก่อนถูกครอบงำด้วยตัณหาแลอุปาทาน อาจเกิดจากไม่เข้าใจปฏิจจสมุปบาทอย่างแจ่มแจ้งในเรื่องเวทนา,อุปาทาน,ภพ,ชาติ,ชรา ฯ. หรือเกิดจากสติไม่เท่าทันและไม่ต่อเนื่องในเวทนาและจิตสังขารเมื่อเกิดผัสสะแต่ต้นกระบวนธรรม
กล่าวคือยังไม่มีกำลังสั่งสมของสติ,สมาธิ,ปัญญาบริบูรณ์พอที่จะหยุดการปรุงแต่งอันเร่าร้อนรุนแรงอันประกอบด้วยกำลังของอุปาทานแล้วเหล่านั้น อันปัญญาจะเกิดขึ้นมาได้จากการพิจารณาและการปฏิบัติ จนรู้เห็นด้วยตนเองว่าเป็นไปดังนั้นจริงๆ
และต้องเป็นการรู้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ที่หมายถึง เห็นได้ด้วยตนเองที่ไม่ใช่เพราะน้อมเชื่อด้วยอธิโมกข์ว่า ถ้าปรุงแต่งแล้วย่อมต้องเกิดเวทนา
ที่มักนำให้เกิดตัณหา
อุปาทาน
ภพ
ชาติ...อันเป็นอุปาทานทุกข์ขึ้น
และยังต้องมีสติและสมาธิ(ความตั้งมั่น ที่หมายถึงความต่อเนื่อง)เป็นปัจจัยเครื่องสนับสนุนปัญญาที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องชี้แนวทางให้ เมื่อไม่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งและไม่มีสติรู้เท่าทันจึงไม่มีกำลังจิตพอที่จะหยุดการคิดหรือนึกปรุงแต่งอันรุนแรงเร่าร้อนด้วยกำลังของอุปาทาน จึงหยุดการปรุงแต่งหรือปล่อยวางหรืออุเบกขาไม่ได้ จึงถูกมารยาจิตหลอกล่อให้ไปปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวแต่ก็หยุดไม่ได้เสียแล้ว
ก็เนื่องด้วยความเคยชินที่สั่งสมมานานแสนนาน จนมันทำมันเป็นของมันเอง และเนื่องด้วยกำลังอันแรงกล้าของตัณหาอุปาทานที่ครอบงำเสียแล้วนั่นเอง
อาการเหล่านี้มักเป็นเพราะความเข้าใจผิดว่า สติระลึกรู้เท่าทันในเวทนาหรือจิต แต่ตามความเป็นจริงนั้นเป็นการรู้ตาม คือระลึกรู้เท่าทันในเวทนูปาทานขันธ์หรือสังขารูปาทานขันธ์ในชราอันเป็นที่ตั้งอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ อันเป็นทุกข์และมีกำลังแรงกล้าเสียแล้ว กล่าวคือถูกครอบงำหรือประกอบด้วยอุปาทานแล้ว จึงอยู่ภายใต้อำนาจอันรุนแรงเร่าร้อนแรงกล้าของอุปาทานที่ครอบสัตว์ไว้มาตลอดกาลนานทุกยุคสมัย จึงไม่สามารถดิ้นหลุดออกมาได้ง่ายๆทั้งๆที่เห็นแล้ว ให้พิจารณาตรงนี้ให้แจ่มแจ้งว่าเป็นจริงดังนี้หรือไม่ แล้วฝึกสติให้เห็นเวทนาหรือจิตก่อนที่จะถูกครอบงำหรือประกอบด้วยตัณหาอุปาทานให้ว่องไวและแจ่มแจ้งขึ้น จึงต้องฝึกปัญญาให้เห็นเข้าใจ และฝึกสติให้ระลึกรู้เร็วขึ้นในสิ่งที่เข้าใจในชีวิตประจำวัน ในเวทนาและจิต(จิตสังขารอันเป็นสังขารขันธ์)
ดูภาพประกอบ
ตำแหน่งของเวทนาและสังขารขันธ์(จิต ที่หมายถึงจิตสังขาร) ที่ควรมีสติระลึกรู้เท่าทัน ก่อนถูกครอบงำด้วยตัณหาแลอุปาทาน โดยสังเกตุที่องค์ธรรมเวทนาที่แสดงโดยลูกศรในตำแหน่งที่สติตัดทำลายหรือหยุดชะงักวงจรของทุกข์ แล้วเกิดสัญญาหมายรู้ที่ไม่ประกอบด้วยอุปาทาน จึงหมายรู้ตามความเป็นจริงหรือปัญญา แสดงที่ด้านล่างโดยหลุดออกไปจากวงจรของทุกข์ปฏิจจสมุปบาทแล้ว แล้วเกิดสังขารขันธ์(จิต) จึงเป็นจิตสังขารหรือความคิดที่ย่อมไม่ถูกครอบงำหรือประกอบด้วยตัณหาอุปาทาน จึงมีเพียงเสวยเวทนาเป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาติ กล่าวคือเป็นเพียงทุกข์ธรรมชาติ ที่พึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา พิจารณาสังเกตุด้วยว่า เมื่อใดที่ระลึกรู้เท่าทันที่เวทนาและจิตดังนี้แล้ว มันจางคลายหายไปจริงไหม ถ้าเวทนาหรือจิตสังขารนั้นรุนแรงก็จะมีสภาพดุจดังกองฟืนหรือไม้ขีดที่ลุกไหม้แล้วค่อยๆมอดลงๆจนดับไป เพื่อให้เกิดปัญญาความเข้าใจแจ่มแจ้ง ไม่มีวิจิกิจฉาในธรรมอีกต่อไป
อาการที่ไม่สามารถหยุดการปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านอันเร่าร้อนนี้ จึงเป็นเพราะการรู้เท่าทันในชรา อันยังเป็นการรู้ตาม กล่าวคือยังไม่รู้เท่าทันนั่นเอง แต่การปฏิบัติแรกๆก็ย่อมต้องรู้ตามเป็นธรรมดา และถึงอย่างไรก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงามเป็นการฝึกปฏิบัติและก่อให้เกิดปัญญาญาณ ให้รู้บ่อยๆเป็นทั้งการสั่งสมทั้งปัญญาและสติและสมาธิให้แจ่มแจ้งขึ้นในภาคหน้า, แต่เมื่อเป็นการรู้ตามจึงเสวยทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อน แล้วบางครั้งยังเกิดตัณหาซ้อนเข้าไปอีกโดยไม่รู้ตัว กล่าวคือ อยากให้ทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อนเหล่านั้นมันหายหรือดับไป(มักเป็นในปุถุชน) หรือไม่อยาก(วิภวตัณหา)ให้ทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อนเหล่านั้นมันเกิดขึ้นหรือคงอยู่(มักเป็นในนักปฏิบัติ), อันการรู้ทันหรือรู้ตามนั้น เป็นไปดังที่ท่านหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้กล่าวสอนไว้ในหนังสือ เทสรังสีอนุสรณาลัย เรื่อง "สิ้นโลก เหลือธรรม (นัยที่สอง)" (หน้า ๙๓) ที่ได้กล่าวถึงเรื่อง สติ ที่รู้ทันและรู้ตามไว้ จึงขอกราบอาราธนามาแสดง ดังนี้
"จิต คือ ผู้คิดผู้นึกในอารมณ์ต่างๆ ที่รวมเรียกว่ากิเลสอันเป็นเหตุทำให้จิตเศร้าหมองนั่นเอง จึงต้องฝึกหัดให้มีสติระวังควบคุมจิต ให้รู้เท่าทันจิต ซึ่งคำนี้เป็นโวหารของพระกรรมฐานโดยเฉพาะ คำว่า " รู้เท่า " คือ สติรู้จิตอยู่ ไม่ขาดไม่เกินยิ่งหย่อนกว่ากัน สติกับจิตเท่าๆกันนั่นเอง คำว่า " รู้ทัน " คือ สติทันจิตว่าคิดอะไร พอจิตคิดนึก สติก็รู้สึกทันที เรียกว่า " รู้ทัน " แต่ถ้าจิตคิดแล้ว จึงรู้นี้เรียกว่า " รู้ตาม " อย่างนี้เรียกว่าไม่ทันจิต ถ้าทันจิตแล้ว พอจิตคิดนึก สติจะรู้ทันที ไม่ก่อนไม่หลัง ความคิดของจิตก็จะสงบทันที............"
จากคำสอนของหลวงปู่ นำมาจำแนกแตกธรรมกับปฏิจจสมุปบาทก็จะได้ว่า การระลึกรู้เท่าทันในเวทนาและจิต(จิตสังขาร-สังขารขันธ์) ตามภาพนี้ คือการมีสติรู้ทัน ส่วนการระลึกรู้เท่าทันในเวทนูปาทานขันธ์และสังขารูปาทานขันธ์ในชรา ต้องกล่าวว่าเป็นการรู้ตามนั่นเอง จึงมีอานิสงส์ที่แตกต่างกัน
ขอเน้นสักนิด แม้ไม่สามารถรู้ทันในระยะแรก แต่สามารถรู้ตาม อย่างถูกต้องดีงาม รู้บ่อยๆ ถี่ๆ อย่างผ่อนคลาย กล่าวคือประกอบด้วยจิตหรือสติที่ไม่ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกินไป ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก ถือว่าประโยชน์ยิ่งต่อปัญญาและการปฏิบัติในภายหน้า เป็นการสั่งสมนั่นเอง ไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ อย่าได้เข้าใจผิด อย่าได้คิดท้อแท้ เพราะการรู้ตามบ่อยๆครั้งจนชำนาญย่อมเกิดทั้งปัญญาและสติรู้เท่าทันว่องไวขึ้นไปเป็นลำดับนั่นเอง เพราะเป็นไปดังในสติปัฏฐาน ๔ เช่นกัน ที่รู้ขณะเกิดบ้าง(รู้ทัน) รู้ขณะกำลังแปรปรวนบ้าง(รู้ตาม) รู้เมื่อดับไปแล้วบ้าง(ระลึกรู้ภายหลัง) ก็ล้วนเพื่อให้รู้บ่อยๆก็เพื่อการสั่งสมทั้งในสติและปัญญาจนรู้เท่าทันในที่สุด
![]()
๒. ปุจฉา - แล้วควรจะทำอย่างไร? จึงจะหยุดคิดปรุงแต่งที่เป็นทุกข์เร่าร้อนเผาลนอยู่นี้ได้ มันไม่ยอมหยุดคิดหยุดนึกเลย คอยแต่ผุดคิดผุดนึกขึ้นมาอยู่เสมอๆ
วิสัชนา - อาการไม่สามารถหยุดคิดหยุดนึกปรุงแต่ง หรือฟุ้งซ่านไปปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลานี้ มักเป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อจิตดำเนินอยู่ในองค์ธรรมชรา จึงหมายถึงการถูกครอบงำหรือประกอบด้วยอุปาทานอันแรงกล้าเสียแล้ว กล่าวคือขันธ์ทุกขันธ์ที่เกิดขึ้นล้วนแฝงความว่าเป็นตัวตนหรือเป็นเรื่องราวของตัวของตนอย่างยึดมั่น เมื่อเป็นไปดังนี้แล้ว เมื่อสติระลึกรู้ขึ้นมา และเข้าใจแล้วว่ารู้ตามดังข้างต้นแล้ว มีความรู้สึกหรือเวทนาอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตามย่อมเข้าใจว่าเป็นไปดังนั้นตามธรรม แล้วให้ละตัณหานั้นเสียก่อน แล้วให้ถือ อุเบกขา ในโพชฌงค์ ๗ (ห้ามท้อแท้ ด้วยคิดเสียว่าฝึกสั่งสมการละตัณหา และอุเบกขา ที่เป็นองค์สำคัญยิ่งในการปฏิบัติ) กล่าวคือ เป็นกลาง วางทีเฉย ด้วยการไม่โอนเอียงแทรกแซงด้วยถ้อยคิดหรือกริยาจิตใดๆในเรื่องนั้นๆ (ไม่ใช่การหยุดคิดหยุดนึกทั้งปวง) ปล่อยวาง ด้วยการไม่ไปคิดนึกแทรกแซงว่าดีหรือชั่ว ไม่แทรกแซงว่าถูกหรือผิด ไม่แทรกแซงว่าเราดีเขาชั่ว ไม่แทรกแซงว่าเราถูกเขาผิด ไม่แทรกแซงว่าบุญบาป ไม่แทรกแซงว่าอดีตอนาคต ไม่แทรกแซงว่าสุขหรือทุกข์ เพราะล้วนเป็นกริยาจิตที่หลอกล่อให้ไปปรุงแต่งจนเป็นทุกข์เนื่องต่อสัมพันธ์ไป ดังนั้นผู้มีปัญญาจากการรู้เข้าใจปฏิจจสมุปบาทหรือขันธ์ ๕ ก็จะมีพลังปัญญาหรือพลังจิตที่จะละตัณหา แล้วอุเบกขาได้อย่างมั่นคงกว่า เมื่อมีสติระลึกรู้เท่าทันขึ้นมา อันเนื่องจากการรู้เข้าใจเหตุปัจจัยด้วยตนเองอย่างแจ่มแจ้ง ส่วนผู้ที่ไม่มีปัญญาจากความเข้าใจในธรรม ก็จะไปหาเหตุผลต่างๆนาๆ และย่อมไม่เห็นเหตุปัจจัยอย่างปรมัตถ์ จึงกลายเป็นการดิ้นรนอย่างถูกหลอกล่อให้ไปปรุงแต่งเพื่อหาทางแก้ไขหรือปฏิบัติแบบต่างๆนาๆ ที่กลับกลายเป็นมารยาจิตที่หลอกล่อให้ปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านออกไปปรุงแต่งจนเป็นทุกข์ต่อเนื่องไปอยู่ตลอดเวลา จึงดับทุกข์เหล่านั้นไม่ได้ จึงวนเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์อยู่เยี่ยงนั้น อย่างยาวนานด้วยอวิชชา
การอุเบกขา ก็คือ รู้ตามความเป็นจริง แล้วไม่ไปยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง หรือก็คือ การปฏิบัติดังนี้ต่อเวทนา กล่าวคือ เมื่อเกิดสุขเวทนาก็ไม่ติดเพลิน ไม่บ่นถึง ก็คือละตัณหา แล้วไม่ปรุงแต่งหรือการไม่คิดปรุงแต่งหรืออุเบกขานั่นเอง, เมื่อเกิดทุกขเวทนาก็ไม่พิรี้พิไร ไม่รำพัน ไม่โอดครวญ ก็มีความหมายเดียวกันคืออาการละวิภวตัณหา แล้วไม่ปรุงแต่งหรือไม่คิดปรุงแต่งหรืออุเบกขานั่นเอง ถ้าเป็นอทุกขมสุขก็เพียงรู้เท่าทันและไม่ปรุงแต่งให้เกิดทุกข์หรืออุเบกขาเช่นกัน
ดังนั้นความหมายหรือลักษณาการของการอุเบกขาเหล่านี้ จึงเหมือนกัน แตกต่างแต่การสื่อออกมาเป็นภาษาทางโลก หรือมุมมองในการพิจารณาตามธรรมแบบต่างๆเท่านั้นเอง เช่น ไม่ยึดมั่นหมายมั่น, ปล่อยวาง, อุเบกขา, ไม่ปรุงแต่ง, ไม่คิดนึกปรุงแต่ง, ไม่ยินดียินร้าย, ไม่ฟุ้งซ่านออกไปภายนอก ฯ.
การปฏิบัติดังนี้ คือ ละตัณหาเสียก่อน แล้วอุเบกขา จึงเป็นการดับอุปาทานทุกข์ที่เร่าร้อนเผาลนอย่างถูกต้อง หรือการดับด้วยการเกิดนิพพิทาจากการรู้เห็นเป็นไปตามความเป็นจริง เช่น ระลึกรู้เข้าใจในไตรลักษณ์ แล้วอุเบกขา การดับด้วยวิธีอื่นๆล้วนเป็นการดับอย่างชั่วคราวหรือกล่าวได้ว่ายังไม่ถูกต้องดีงาม เช่น อาจด้วยกำลังขององค์ฌานกดข่ม กล่าวคือจิตมีฌานสมาธิเป็นเอกจึงไร้นิวรณ์ ๕ จึงไม่สนใจในทุกข์ อันเป็นไปได้เป็นครั้งคราวเท่านั้น ไม่เที่ยง คงทนอยู่ไม่ได้ หรือจากการเบี่ยงเบนบดบังด้วยอริยบถอันเป็นไปตามธรรมชาติ หรือเป็นไปตามพระไตรลักษณ์คือคงทนอยู่ไม่ได้จึงดับไปเอง จึงล้วนไม่ได้เกิดแต่ สติ สมาธิ ปัญญาจากการปฏิบัติอย่างถูกต้องอันเมื่อปฏิบัติบ่อยๆครั้งย่อมสั่งสมเป็นสังขารอันดีงามหรือมหาสติในที่สุด
อีกลักษณาการหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถหยุดการคิดปรุงแต่งได้ คือ การเป็นมิจฉาฌาน,มิจฉาสมาธิ คือ ปฏิบัติสมถสมาธิหรือฌานอย่างไม่ถูกต้องมาก่อน ที่เคยมีอาการติดเพลินเพื่อเสพรสของความสุข,ความสบาย,และความสงบ อันเกิดขึ้นแต่อำนาจขององค์ฌาน,สมาธิโดยไม่รู้ตัวสักนิดในอดีต มักเนื่องจากไม่ได้นำผลอันเกิดขึ้นจากฌานสมาธิเหล่านั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ในการวิปัสสนาหรือธรรมวิจยะอย่างจริงจัง จิตจึงมีสังขารที่สั่งสมไว้หรือความเคยชินในลักษณะชอบเกาะติดแน่นหรือแน่วแน่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นสันดานอันเนื่องจากการสั่งสมในขั้นต้นในอดีตอย่างผิดๆโดยไม่รู้ตัวเพราะขาดการวิปัสสนา จนจิตมีความชำนาญอย่างยิ่งยวดในการเกาะยึดติดสิ่งต่างๆตลอดจนองค์ฌานต่างๆหรือความสุข,สงบ,สบายในสมาธิ กล่าวคือ เมื่อไม่ยึดเกาะหรือกำหนดในสิ่งใดแล้วมีความรู้สึกเคว้งคว้าง ไม่รู้จะให้จิตไปอยู่ที่ไหน ดังนั้นเมื่อจิตหวั่นไหวเลื่อนไหลหลุดจากองค์ฌานหรือสมาธิด้วยเหตุอันใดก็ดี จิตจึงมักหันมายึดเกาะเวทนาหรือความทุกข์หรือความคิดเป็นทุกข์เหล่านั้นที่จรเข้ามากระทบแทนอย่างเหนียวแน่น ไม่ยอมปล่อยคลายด้วยอำนาจของความเคยชินที่สั่งสมโดยไม่รู้ตัว เป็นไปในลักษณะอุปัฏฐานะในวิปัสสนูปกิเลส (วิธีแก้ไขอ่านจิตส่งใน, ติดสุข)
ตลอดจนอาจเกิดแต่ตัณหา,อุปาทานอันเร่าร้อนรุนแรงหรือสั่งสมในเรื่องนั้นๆมานาน(อาสวะกิเลส) จึงมีสภาพดุจดั่งฟืนที่เคยไฟมาแล้ว ที่ย่อมลุกติดไฟ(ของตัณหาอุปาทาน)ได้อย่างง่ายๆรวดเร็วและร้อนแรงกว่าฟืนธรรมดา เมื่อเกิดขึ้นแล้วจึงดำเนินและเป็นไปอย่างรวดเร็วจนถึงเวทนูปาทานขันธ์หรือสังขารูปาทานขันธ์ในชรา จนสติตามไม่เท่าทันเวทนาหรือจิตก่อนถูกครอบงำด้วยตัณหาอุปาทาน จึงอาจต้องพิจารณาดับตัณหาอุปาทานนั้นๆตรงๆเช่นกัน เช่นพิจารณาธรรมให้เกิดนิพพิทา พึงระวังพิจารณาในวิภวตัณหาด้วย คือในความไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้เป็นไป โดยใช้ปัญญาพิจารณาโทษหรือทุกข์นั้นตรงๆเลย หรือหันหน้าสู้ ให้เห็นคุณเห็นโทษตามความเป็นจริงอย่างแจ่มแจ้งอย่างน้อมเกิดนิพพิทา และข้อสำคัญยอมรับตามความเป็นจริง เหมือนดั่งการน้อมยอมรับในเวทนา เพราะปัญญาความเข้าใจในเวทนา ที่เมื่อมีการผัสสะขึ้นย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอทุกขมสุขบ้าง เป็นทุกข์ธรรมชาติ อันเป็นไปตามธรรมหรือเหตุที่มาผัสสะ
หรือไปอยู่กับการบริกรรม เช่นพุทโธ แบบมีสติ หมายความว่าทำในขณะใดก็ได้อย่างมีสติ อย่างต่อเนื่องที่เป็นสัมมาสมาธิในการวิปัสสนา ไม่ได้ต้องการให้เกิดสมถสมาธิ,หรือฌานแต่ประการใด แต่ต้องการให้เป็นเครื่องอยู่ของจิต คือให้จิตมีที่ยึดอย่างมีสติ ไม่ส่งส่ายออกไปปรุงแต่งให้เกิดทุกข์ การบริกรรมนี้จึงต้องเป็นไปอย่างมีสติ ไม่ต้องการให้เลื่อนไหลไปเป็นสมถสมาธิหรือฌานที่ให้แต่ความสงบสบายแต่อย่างใด พุทก็รู้ว่าพุท โธก็รู้ว่าโธ คือ พุท ขึ้นในใจก็ให้รู้ว่าพุท โธ ขึ้นในใจก็ให้รู้ว่าโธ อย่างมีสติ อาจเว้นจังหวะถี่ ยาว สั้น ตามสะดวกไม่ต้องสมํ่าเสมอก็ดี จะได้ไม่เลื่อนไหลเพราะคล่องปากคล่องใจไปสู่สมาธิระดับประณีต ขอให้มีสติเมื่อพุท เมื่อโธก็แล้วกัน การบริกรรมอย่างมีสติไม่เลื่อนไหลนี้ถ้าพิจารณาโยนิโสมนสิการแล้ว ก็เป็นการเจริญจิตตานุปัสสนาอย่างหนึ่ง คือการมีสติระลึกรู้เท่าทันจิต(จิตสังขาร) พุทโธนั้นเป็นจิตสังขารอย่างหนึ่งที่เราสังขารหรือปรุงขึ้นนั่นเอง
ถ้ายังไม่สามารถดับทุกข์ที่กำลังเร่าร้อนเผาลนในชราลงไปได้อีก ก็ให้ใช้วิธีปฏิบัติดังใน ภิกขุณีสูตร อันเป็นการใช้ทั้งสติ สมาธิในการดับทุกข์ที่กำลังเผาลนจนร้อนรุ่ม หรือใช้การเจริญโพชฌงค์ ๗ เฉพาะกาล เป็นเครื่องปฏิบัติ
![]()
๓. ปุจฉา - ทำไมเมื่ออยู่ในฌานสมาธิแล้ว เกิดปัญญาเห็นเข้าใจบางอย่างแล้วจึงผิดพลาด(มิจฉาญาณ) ก็ได้ยินได้ฟังอยู่เสมอๆว่า สมาธิยังให้เกิดปัญญา
วิสัชนา - เพราะได้ยินได้ฟังกันดังนี้บ่อยๆเสมอๆว่า สมาธิทำให้เกิดปัญญา จึงเข้าใจกันเป็นนัยๆอย่างเข้าใจผิดโดยไม่รู้ตัว เหตุเพราะปัญญาที่เกิดขึ้นในฌานสมาธิระดับประณีตและมิได้เกิดขึ้นจากการพิจารณาเห็นเหตุปัจจัยอย่างแจ่มแจ้งแต่เกิดขึ้นเพราะภวังคจิตจึงอาจเป็นเพียงนามนิมิตอย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจผิดหรืออาจถูกก็ได้ด้วยมิจฉาญาณ เหมือนดังความคิดทั่วไปของเราที่มีทั้งถูกบ้างผิดบ้างเป็นธรรมดา แต่นักปฏิบัติมักจะไปยึดถือนิมิตที่เกิดขึ้นว่าถูกต้องอย่างจริงแท้แน่เทียวเสียด้วยอธิโมกข์ จากอำนาจของความอัศจรรย์ ตื่นตาเร้าใจต่างๆอันเกิดแต่อำนาจของฌานสมาธิ ทั้งๆที่อาจเป็นญาณหรือความรู้ความเข้าใจชนิดวิปัสสนูปกิเลสอันก่อโทษหรือมิจฉาญาณ คือ คิดว่าเข้าใจว่าถูกต้อง แต่ไม่ถูกต้อง, สมาธิยังให้เกิดปัญญา ไม่ได้หมายความว่าปฏิบัติแต่ฌานสมาธิแล้วปัญญาหยั่งรู้จะผุด,จะเกิด,จะเห็น,จะเข้าใจขึ้นมาเอง ถ้าผุดขึ้นมาเองเยี่ยงนั้นก็จะเป็นไปในลักษณาการดังที่กล่าว คือนามนิมิต คือ รู้แต่ไม่รู้จริง หรือก็คือรู้อย่างไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงแห่งธรรมนั้นๆนั่นเอง เป็นการไปรู้ตามทิฏฐิความเชื่อความเห็นทฤษฏี หรือสัญญาของตัวของตนที่แอบแฝงนอนเนื่องอยู่ในจิต
ดังนั้นที่ได้ยินได้ฟังกันเสมอๆว่า สมาธิยังให้เกิดปัญญานั้น มาจาก "สมาธิปริภาวิตา ปญฺญามหปฺผลา โหติ มหานิสํสา" ที่แปลว่า "สมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญา" จึงมีความหมายที่ถูกต้อง ที่หมายถึง จิตที่สงบไม่ซัดส่ายเนื่องจากไร้นิวรณ์ อันเป็นผลจากอำนาจของฌานสมาธิย่อมมีกำลังมาก จึงนำเอามาเป็นกำลังหรือบาทฐาน หรือปัจจัยเครื่องสนับสนุนในการพิจารณาธรรมอันละเอียดอ่อนให้เกิดปัญญาหรือความเข้าใจในธรรมอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงอย่างปรมัตถ์ อันเป็นไปดังการเล่าเรียนหนังสือในทางโลกเช่นเดียวกัน ที่ต้องมีสติ และสมาธิ(อย่างต่อเนื่อง)ในการเล่าเรียน ก็ล้วนเพื่อเป็นเครื่องสนับสนุนให้เกิดปัญญาความรู้ความเข้าใจในวิชชาต่างๆทางโลกนั่นเอง ในทางธรรมก็เป็นไปเฉกเช่นเดียวกันนั้นแล
ท่านหลวงตามหาบัว ได้เทศนาสั่งสอนเกี่ยวกับสมาธิและปัญญาไว้ จึงขอกราบอาราธนานำมาแสดง ณ ที่นี้
"จิตที่เป็นสมาธิ ก็เต็มภูมิ(webmaster - มีขีดจำกัด)ได้เหมือนกัน เมื่อถึงขั้นเต็มภูมิแล้ว จะทำอย่างไรก็ไม่เกินนั้น ไม่เลยนั้นไปอีก ถึงขั้นสมาธิที่เต็มภูมิแล้วก็มีแต่ความแน่วแน่ของจิต ความละเอียดของจิตที่รู้อย่างแน่วแน่เท่านั้น จะให้มีรายละเอียดแหลมคมหรือแยบคายต่างๆแผ่กระจายออกไปฆ่ากิเลสตัณหาอาสวะประเภทต่างๆที่มีอยู่ในใจนั้นไม่ได้ เพราะไม่เห็น เพราะไม่รู้ ด้วยเหตุดังนี้ ท่านจึงสอนให้พิจารณาทางด้านปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องแยบคายกว่าสมาธิอยู่มากมาย จนหาประมาณไม่ได้ นี่แหละปัญญา จึงเป็นปัญญา
ผู้ที่เป็นสมาธิ ถ้าไม่ออกพิจารณาทางด้านปัญญา จะเป็นสมาธิอย่างนั้นตลอดไป จนกระทั่งวันตาย ก็หาเป็นนิพพานได้ไม่ หาเป็นปัญญาได้ไม่ ต้องเป็นสมาธิอยู่ตลอดไป นี่ละท่านจึงสอนให้ออกพิจารณาทางด้านปัญญา มีความจำเป็นอย่างนี้ให้ทุกๆท่านจำไว้ให้แม่นยำ นี่สอนด้วยความแม่นยำด้วย สอนด้วยความแน่ใจของเจ้าของ เพราะได้ผ่านมาแล้วอย่างนี้ ติดสมาธิก็เคยติดมาแล้ว........"
จาก หลักเกณฑ์การปฏิบัติสมาธิ - ปัญญา (๓ พฤษภาคม ๒๕๔๑)
พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
ดังนั้นแม้แต่ผู้ได้เจโตวิมุตติอันเกิดแต่ฌานสมาธิระดับประณีตแล้ว ก็ยังต้องเจริญปัญญาให้เกิดสัมมาญาณขั้นปัญญาวิมุตติ, เจโตวิมุตตินี้จึงไม่กลับกลาย ถึงที่สุดแห่งการดับทุกข์ได้
![]()
๔. ปุจฉา - สติปัฏฐาน ๔ ที่นำมาประกอบการปฏิบัติ ควรปฏิบัติไปตามลำดับหรือไม่ กล่าวคือ เรียงไปตาม กาย เวทนา จิต ธรรม
วิสัชนา - ถ้าเป็นไปในลักษณะการฝึกหรือพิจารณาในเบื้องต้น ก็ฝึกเป็นไปตามลำดับได้เพราะเป็นเหตุปัจจัยเกื้อหนุนสนับสนุนแก่กันและกัน คือ เป็นการสั่งสมไปเป็นลำดับ แต่ในการปฏิบัติจริง หมายถึง การปฏิบัติในชีวิตประจำวันนั้น
เห็นธรรมใดผุดขึ้นก่อน ก็ปฏิบัติในธรรมนั้นๆ จึงถูกต้อง อันอาจเป็นไปตามจริต สติ ปัญญาของแต่ละคน กล่าวคือ มีสติระลึกรู้เท่าทันธรรมนั้นๆ ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับกันแต่อย่างใด คือ ไม่ต้องเห็นต้องเข้าใจในเฉพาะธรรมหรือทุกๆธรรม
![]()
๕. ปุจฉา - เหตุใดจึงไม่ใช้สติเห็นองค์ธรรมสังขาร คือ เห็นความคิดหรือสิ่งปรุงแต่งในองค์ธรรมสังขารนี้เสียแต่แรกๆ เพื่อตัดวงจรปฏิจจสมุปบาทเสียแต่ต้นๆกระบวนธรรม
วิสัชนา - กล่าวคือ ความคิดที่เกิดในองค์ธรรมสังขารเป็นความคิดที่เป็นเหตุ (รวมทั้งความคิดอันเป็นเหตุที่เกิดในองค์ธรรมชรา - รูปูปาทานขันธ์) ล้วนเป็นความคิดชนิดที่เป็นเหตุ อันเกิดขึ้นเนื่องจากอาสวะกิเลสที่สั่งสมนอนเนื่องมาไม่รู้ว่าสักกี่ภพกี่ชาติมาแล้วนั้นอันอาศัยอยู่ในหทัยวัตถุหรือสมองเป็นเหตุปัจจัยร่วมกับอวิชชา จึงยากต่อการเห็นหรือหยั่งรู้เข้าใจในช่วงของการปฏิบัติ อันอาจนำไปสู่ความผิดพลาดในการปฏิบัติได้ แต่ด้วยหลักที่ว่าเมื่อมีเหตุแล้วย่อมต้องเกิดผลขึ้นเป็นธรรมดาตามหลักอิทัปปัจจยตา เมื่อเหตุได้เกิดขึ้นมาแล้วจึงย่อมดำเนินไปตามธรรมนั่นเอง จึงย่อมเกิดผลขึ้นแก่จิต คือ ย่อมต้องดำเนินไปตามสภาวธรรมของจิตหรือชีวิต กล่าวคือเป็นไปโดยธรรมของชีวิตนั่นเอง ดังนั้นเองแม้ในหลักปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ในจิตตานุปัสสนานั้น สิ่งที่ท่านให้เห็นนั้นล้วนเป็นจิตตสังขารอันเป็นผลนั่นเอง ดังเช่น จิตฟุ้งซ่าน จิตมีโมหะ จิตมีโทสะ จิตเป็นสมาธิ ฯ. ล้วนเป็นจิตตสังขารอันเป็นผลของกระบวนธรรมของจิตทั้งสิ้น, หรือในเวทนานุปัสสนาก็ล้วนคือผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนธรรมของจิตเช่นกัน ลองโยนิโสมนสิการจากกระบวนธรรมของจิตในแนวขันธ์ ๕ ดังนี้
ธรรมารมณ์ (คิดอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์)
ใจ
มโนวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจำ
ทุกขเวทนา........ฯ
ไฟ (อันเป็นเหตุ)
กาย
กายวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจำ
ทุกขเวทนา........ฯ
โยนิโสมนสิการโดยแยบคายพิจารณาดูจากกระบวนธรรมขันธ์ ๕ ของกายที่ถูกไฟกระทบผัสสะ เมื่อไฟมากระทบถูกกายเข้า เป็นไปได้ตามธรรมหรือไม่? ที่จะไม่เกิดกายวิญญาณหรือประสาทรับรู้ทางกายขึ้น ไม่เกิดการผัสสะ ไม่เกิดสัญญาจำและเข้าใจได้ ไม่เกิดเวทนาชนิดทุกขเวทนาความรู้สึกรับรู้อันเกิดแต่ไฟได้หรือ ไปห้ามธรรมหรือสภาวธรรมใดธรรมหนึ่งเหล่านี้ไม่ให้เกิด,ไม่ให้มี ล้วนเป็นไปไม่ได้ จึงเกิดขึ้นและเป็นไปตามสภาวธรรมโดยธรรมชาติ ลองพิจารณาด้วยว่าถ้าไม่เกิดทุกขเวทนาขึ้นจะดำเนินชีวิตอยู่ได้ไหม! อย่างกรณีนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับกาย กล่าวคือเมื่อไม่เกิดทุกขเวทนา ย่อมไม่เกิดสังขารขันธ์ทางกาย ดังเช่น การที่กายสะดุ้งหนีออกจากไฟเพราะทุกขเวทนา กายส่วนนั้นๆย่อมมอดไหม้ไปโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นทุกขเวทนาจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งโดยธรรมชาติในการดำรงชีวิตเพื่อป้องกันหรือหลีกเลี่ยงจากทุกข์โทษภัยบางประการเช่นกัน ไม่มีเสียก็อยู่ไม่ได้ในโลกนี้ และเพราะทุกขเวทนาเหล่านี้นี่เองมนุษย์จึงขวยขวายทำมาหากิน ประกอบอาชีพ, จึงกล่าวอยู่เนืองๆว่าถ้าเกิดองค์ธรรมสังขารในปฏิจจสมุปบาทขึ้นแล้ว อย่างน้อยต้องดำเนินไปตามธรรมหรือธรรมชาติของชีวิตจนถึงองค์ธรรมเวทนา แล้วจึงแทรกแซงได้ด้วยสติและปัญญา ถ้าโยนิโสมนสิการโดยแยบคายจะพบว่ากระบวนธรรมดังนี้เกิดขึ้นและเป็นไปเหมือนกันในอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ดังนั้นทั้งสองกระบวนธรรมข้างต้นจึงเกิดขึ้นและเป็นไปในลักษณาการเดียวกัน
แล้วที่องค์ธรรมเวทนาที่เกิดขึ้นนี้จะดำเนินต่อไปจนจบสิ้นกระบวนธรรมของจิต เช่น ถ้ามีสติปัญญารู้เท่าทัน ก็ดำเนินเป็นขันธ์ ๕ อันประกอบด้วยสติปัญญาอันไม่เป็นอุปาทานทุกข์ กล่าวคือ เป็นกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ อันมีเพียงเวทนาต่างๆยังเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเป็นไปตามธรรม แต่ไม่เกิดอุปาทานทุกข์อันเผาลนเร่าร้อน อันเป็นไปดังนี้
คิด(อันเป็นเหตุ)
ใจ
มโนวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจำ
ทุกขเวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์ (คิดอันเป็นผล)
หรือถ้าไม่มีวิชชา
ก็จักดำเนินต่อไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทอันคือเกิด ตัณหา...
...ชราอันเร่าร้อนเผาลนด้วยไฟของเวทนูปาทานขันธ์ ดังนี้
คิด(อันเป็นเหตุ)
ใจ
มโนวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจำ
ทุกขเวทนา
ตัณหาไม่อยากให้เกิดขึ้น
อุปาทาน
ภพ
ชาติ
ชราอันเร่าร้อนเผาลนด้วยไฟของเวทนูปาทานขันธ์ในอุปาทานขันธ์ ๕ หรือชรา
.........ฯ.
![]()
๖. ปุจฉา - สติที่ควรรู้เท่าทันในปฏิจจสมุปบาทมีอะไรที่สำคัญบ้าง
วิสัชนา - เมื่อมีปัญญาแล้ว จะเห็นได้ว่าที่สำคัญควรมีสติรู้เท่าทันมี
๑. เวทนาที่เกิดขึ้นในองค์ธรรมเวทนา (ถ้าพิจารณาในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ก็เทียบเท่ากับการปฏิบัติเวทนานุปัสสนา และธรรมานุปัสสนาในขันธ์ ๕)
๒. จิตสังขาร(คิด)ที่เกิดขึ้น(ผล) ขอยกตัวอย่างจากกระบวนธรรมข้างบน ชนิด ที่คิดแล้วไม่เป็นอุปาทานทุกข์ กล่าวคือ ไม่เป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาท แต่ก็ต้องรู้เท่าทันจิต(สังขารขันธ์)นั้นเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ไปคิดปรุงแต่งให้เกิดอุปาทานทุกข์ต่อไป (เทียบเท่ากับจิตตานุปัสสนา และธรรมานุปัสสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขันธ์ ๕ ในสติปัฏฐาน ๔)
คิด(อันเป็นเหตุ)
ใจ
มโนวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจำ
เวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์ (จิตสังขาร คิดที่เกิดขึ้นอันเป็นผล)
คิดนึกแรกเป็นธรรมารมณ์หรือความคิดที่เป็นเหตุ ส่วนความคิดที่เกิดหลัง เป็นสังขารขันธ์ชนิดจิตสังขาร อันเป็นผล
๓. เวทนูปาทานขันธ์(เวทนา) ในองค์ธรรมชรา (เทียบเท่ากับปฏิบัติเวทนานุปัสสนาและธรรมานุปัสสนาในอุปาทานขันธ์ ๕ ในสติปัฏฐาน ๔)
๔. สังขารูปาทานขันธ์(จิตสังขารอันเป็นผลที่ประกอบด้วย) ในองค์ธรรมทั้งชาติ(เพราะที่ชาตินี้เป็นที่เกิดของทั้งสัญญูปาทานขันธ์และสังขารูปาทานขันธ์
) และชรา(เพราะในชราเป็นที่เกิดของอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ อย่างวนเวียนเป็นวงจร จึงเกิดจิตสังขารประเภทสังขารูปาทานขันธ์ขึ้นด้วย - อยู่ในภาพวงจรเล็กสีแดง
) (เทียบเท่ากับจิตตานุปัสสนาและธรรมานุปัสสนาในอุปาทานขันธ์ ๕ ในสติปัฏฐาน ๔)
๕. มีสติระลึกรู้ พิจารณาในปฏิจจสมุปบาทธรรมอยู่เสมอๆ
หรือกล่าวอย่างง่ายๆ คือ สติระลึกรู้พิจารณาปฏิจจสมุปบาทอยู่เสมอๆ และรู้เท่าทันเวทนา จิต(จิตสังขาร) เวทนูปาทานขันธ์ (เวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน อันเร่าร้อนเผาลนในชรา) สังขารูปาทานขันธ์ (จิตสังขารที่ประกอบด้วยอุปาทาน อันความเร่าร้อนเผาลนในชรา)
เมื่อยังปฏิบัติอยู่ ให้ปฏิบัติไปในการดำเนินชีวิตประจำวัน เมื่อรู้เท่าทันในสิ่งใดก็ได้ อันเป็นไปตามกำลังสติ,สมาธิ,ปัญญาในขณะนั้น แล้วไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด กล่าวคือ เกิดเวทนาอย่างไรก็รู้เข้าใจว่าเป็นไปอย่างนั้นตามธรรมชาติ เมื่อเป็นสุขเวทนาก็ไม่ติดเพลิน เมื่อเป็นทุกขเวทนาก็ไม่พิรี้พิไร ไม่รำพันโอดครวญ หรือก็คือการถืออุเบกขาเป็นกลางวางทีเฉย โดยไม่เอนเอียงไปแทรกแซงด้วยถ้อยคิดหรือกริยาจิต ใดๆ ไม่ยึดว่าดีชั่ว ไม่ยึดว่าถูกผิด ไม่ยึดว่าบุญบาป
![]()
๗.
ปุจฉา - ทำไมไม่ปฏิบัติดับอวิชชา เสียแต่เริ่มต้นเลย ดับอวิชชาเสียวงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ก็ดับแล้ว แม้แต่พระองค์ท่านก็ตรัสไว้ว่า เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ
...อาสวะกิเลสจึงดับ ฯ. เสียเวลาเปล่าๆไปกับการปฏิบัติในการพิจารณาองค์ธรรมอื่นๆให้ล่าช้า
วิสัชนา - กล่าวคือ พูดนะง่าย เพราะจิตเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน แปรปรวน และรวดเร็วสุดหยั่ง ดั่งที่มีพระพุทธตรัสไว้อยู่เนืองๆ การดับอวิชชานั้นเป็นของละเอียดอ่อนลึกซึ้งอย่างที่สุด จึงต้องปฏิบัติสร้างภูมิรู้ภูมิญาณในสิ่งที่เป็นพื้นฐานให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งประจักษ์ด้วยตนเองเสียก่อน เพราะเมื่อนักปฏิบัติขาดปัญญาความเข้าใจ เมื่อปฏิบัติไปย่อมมีการติดขัดขึ้นในระยะแรกขึ้นเป็นธรรมดา ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามความเข้าใจว่าง่ายๆ พลังจิตอันเกิดแต่พลังปัญญาจะหายไป นั่นเนื่องจากวิจิกิจฉามีความกังวลสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา สงสัยว่าผิดบ้าง ไม่ถูกต้องบ้าง เมื่อเกิดหลายๆครั้งขึ้นเพราะยังไม่แจ่มแจ้ง และไม่รู้เหตุตามความเป็นจริงอย่างปรมัตถ์จึงแก้ไขอย่างไม่ได้ดับที่เหตุอย่างถูกต้อง แต่แก้ไขไปอย่างงูๆปลาๆด้วยความไม่รู้(อวิชชา) ในที่สุดก็แก้ไขไม่ได้ ก็จะท้อแท้ถดถอยไปในที่สุด ไปค้นคว้าหาความรู้ใหม่ หาอาจารย์ใหม่ หาที่ยึดที่เกาะใหม่บ้าง ตามที่เขาว่าดัง ว่าดี ว่าเก่ง หรือตามที่เขารํ่าลือกันต่อๆมา เป็นต้น อันอาจพาเข้ารกเข้าป่าอีกเสียด้วย คือ หลงทาง จึงเป็นการวนเวียนว่ายตายเกิดอยู่เยี่ยงนี้ ทั้งๆที่มีความเข้าใจมาถูกต้องถูกทางดุจดั่งมีของวิเศษอยู่ในมือแต่ไม่มีปัญญาเห็นในคุณค่าจึงทิ้งไป
ส่วนนักปฏิบัติที่ปฏิบัติจนมีความเข้าใจ(ปัญญา)อย่างแจ่มแจ้ง เมื่อปฏิบัติไปในระยะแรกก็ย่อมมีการติดขัดน้อย เมื่อติดขัดยังเป็นอุปาทานทุกข์อยู่ ก็สามารถใช้ปัญญาพิจารณาแก้ไขจนเข้าใจว่าอะไรเป็นเหตุได้อย่างถูกต้องดีงาม จึงย่อมสามารถแก้ไขที่เหตุได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วกว่า อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา และไม่เสียพลังจิตพลังปัญญาไปในการติดขัดนั้น กลับทำให้ปัญญาญาณ กระจ่าง สว่าง ขึ้นไปเป็นลำดับเสียอีก กลับกลายเป็นการเพิ่มพูนพลังจิต,พลังปัญญาหรือวิชชาอันเนื่องจากความมั่นใจขึ้นไปเรื่อยๆจากการได้ไปรู้ ได้ไปเห็นได้ ได้ด้วยตนเอง จนในที่สุดย่อมดับอวิชชาอย่างถูกต้องดีงาม
![]()
๘. ปุจฉา - การปฏิบัติเป็นการปฏิบัติแต่ปัญญาอย่างเดียวก็พอหรือ?
วิสัชนา - ไม่ใช่ จริงแล้วในขั้นต้นเป็นการปฏิบัติตามมรรคองค์ ๘ นั่นเอง กล่าวคือต้องมีปัญญาหรือสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ จึงเกิดทาน ศีล สติ สมาธิ อันเพื่อยังให้เกิดมรรคองค์ ๑๐ อันจักบังเกิดเพิ่มขึ้นอีก ๒ องค์ คือ สัมมาญาณ(ปัญญาอันยิ่ง) และสัมมาวิมุตติ ความสุขอันสงบบริสุทธิ์ยิ่งอันเกิดแต่การหลุดพ้นไปจากกองอุปาทานทุกข์ กล่าวคือ ต่างเป็นเหตุเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่กันและกันดุจเดียวดั่งวงจรปฏิจจสมุปบาท จึงดำเนินไปดังนี้
ปัญญา
ศีล
สติ
สมาธิ = สัมมาญาณ
สัมมาวิมุตติ
หรือก็คือการปฏิบัติใน มรรคองค์ ๘ นั่นเอง อันประกอบด้วย
ปัญญา(๑.เห็นชอบ, ๒.ดำริชอบ)
ศีล(๓.วาจาชอบ, ๔.กระทำชอบ, ๕.เลี้ยงชีพชอบ)
สมาธิ(๖.ความเพียรชอบ, ๗.สติชอบ, ๘.สมาธิชอบ) ชอบที่หมายถึง ต้องถูกต้องดีงาม ไม่งมงาย
เมื่อมรรคทั้ง ๘ ยังให้เกิดสัมมาญาณ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาวิมุตติ จึงเกิดมรรคมีองค์ ๑๐ ของพระอริยเจ้า
กล่าวคือต้องมีฝ่ายปัญญาเห็นชอบหรือมีความคิดความเห็นที่จะออกจากทุกข์เป็นเบื้องต้นเสียก่อนจึงปฏิบัติธรรม จึงมีฝ่ายศีล ข้อบังคับที่ทำให้ผู้ปฏิบัติสุขสงบในระดับหนึ่ง มิฉนั้นก็เกิดการเบียดเบียน จนย่อมไม่สามารถอยู่ได้อย่างเป็นสุขสงบได้พอควรแก่การใช้งาน จนเป็นปัจจัยเครื่องสนับสนุนการอบรมขั้นสมาธิได้ อันทั้ง ๘ จึงเป็นไปเพื่อเป็นบาทฐานให้เกิดกำลังจิตในการพิจารณาธรรมให้เห็นอย่างแจ่มแจ้ง(สัมมาญาณ)จึงเป็นการปฏิบัติในขั้นปัญญา กล่าวคือ สัมมาญาณเป็นผู้ชี้แนวทางให้สติและสมาธิที่เกิดจากมรรคองค์ ๘ อีกครั้งหนึ่ง จึงเกิดสัมมาวิมุตติขึ้นได้
กล่าวคือ จึงต้องมีมรรค ๘ จึงรวมสติและสมาธิ เป็นบาทฐานเครื่องสนับสนุนให้เกิดสัมมาญาณขึ้นนั่นเอง จึงทำให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างมีกำลัง เพียงแต่ในหนังสือหรือเว็บนี้เน้นไปในทางการสร้างและปฏิบัติในขั้นสัมมาญาณ และโดยเฉพาะปฏิจจสมุปบาท ที่สามารถยังให้เกิดสัมมาญาณได้อย่างดียิ่ง อันกล่าวได้ว่าเป็น มงกุฏแห่งธรรม ตลอดจนขันธ์ ๕ และพระไตรลักษณ์ ในระดับสัมมาญาณ จึงอาจกล่าวทางด้านอื่นๆน้อยลงไปเป็นธรรมดา แต่ต่างล้วนเป็นเหตุปัจจัยเครื่องสนับสนุนแก่กันและกันในการปฏิบัติดังกล่าว
การกล่าวถึงฌานสมาธิในทางไม่ดีนั้น พึงเข้าใจด้วยว่าเป็นการกล่าวถึงมิจฉาสมาธิหรือมิจฉาฌานที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติเพราะความเข้าใจผิดเท่านั้น เพื่อเป็นข้อสำรวมสังวรระวัง ไม่ให้เป็นอุปสรรคขวากหนามในการปฏิบัติ
![]()
๙. ปุจฉา - ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้อง จะไม่เป็นอุปาทานทุกข์ ใช่หรือไม่
วิสัชนา - ใช่ ควรมีความเข้าใจอย่างถูกต้องด้วย กล่าวคือ ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้องมีทั้งสติ ปัญญา สมาธิ แล้วจะไม่เป็นอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายและมักยาวนาน แต่ยังคงมีเวทนาเช่นทุกขเวทนาเป็นไปตามธรรม แล้วก็จางคลายดับไปเพราะขาดเหตุก่อหรือเหตุเกิดขึ้นอีก เพราะเป็นกระบวนธรรมของชีวิตที่เมื่อเกิดผัสสะแล้วย่อมต้องมีการรับรู้ตามความเป็นจริง จึงต้องเข้าใจจึงยอมรับสภาพของเวทนาตามความเป็นจริง ไม่ไปดิ้นทุรนทุรายจนเป็นอุปาทานทุกข์ขึ้นจริงๆ
![]()
๑๐. ปุจฉา - ทำไมจึงไม่กล่าวเรื่องภพเรื่องชาติในภายภาคหน้าบ้าง และทำไมสังขารหรือตัวตนก็เกิดมาแล้ว จึงมีนาม-รูป หรือรูปนามที่น่าจะหมายถึงตัวตนหรือชีวิตขึ้นอีกครั้ง
วิสัชนา - ในองค์ธรรม สังขาร วิญญาณ นามรูป และสฬายตนะ นี้เป็นที่วิจิกิจฉากันโดยทั่วไปในนักปฏิบัติที่ทำการโยนิโสมนสิการ หรือ ธรรมวิจยะ จนไม่สามารถดำเนินก้าวหน้าไปในปฏิจจสมุปบาทธรรมได้อย่างถูกต้องดีงาม เพราะความที่จะไปนึก ไปคิด หรือไปพิจารณาอย่างยึดติดยึดถือหรือตามทิฏฐิความเชื่อ,ความเข้าใจว่า มีตัวตนหรือมีชีวิตได้กำเนิดเกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมต้องมีสังขารที่เข้าใจไปว่าหมายถึงกายหรือตัวตนหรือชีวิต, วิญญาณที่เข้าใจไปว่าเป็นเจตภูตบ้างหรือปฏิสนธิวิญญาณบ้าง, รูปนามที่เข้าใจไปว่าหมายถึงตัวตนหรือชีวิตหรือขันธ์๕ที่จะเกิดขึ้นมาอีก และสฬายตนะที่เข้าใจไปว่าเกิดขึ้นพร้อมตัวตนหรือชีวิต เพราะทั้งรูปนามก็ครบบริบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้วในชาตินี้หรือปัจจุบันนี้ จึงเป็นเหตุให้ไปนึก,ไปตีความเป็นไปในเรื่องข้ามภพข้ามชาติเข้าร่วมด้วยเสีย ดังนั้นจึงเป็นที่สงสัยกันโดยไม่รู้ตัวกันเป็นอย่างยิ่งว่าทำไมจึงต้องมาแสดงองค์ธรรมเหล่านี้ หรือองค์ธรรมเหล่านี้ทำไมจึงมีเกิด จึงมีขึ้นมาอีกทั้งๆที่ในเมื่อปัจจุบันนี้ก็มีอยู่แล้วอย่างครบถ้วน จึงไปเข้าใจตีความนัยกันไปดังนั้นว่าเป็นการกล่าวถึงการเกิดในภพชาติในภายภาคหน้ากันเสียแต่ฝ่ายเดียว ทั้งๆที่พระพุทธองค์ท่านต้องการแสดงธรรมของการเกิดขึ้นเพื่อการดับไปแห่งอุปาทานทุกข์เป็นสำคัญ เสียตั้งแต่ภพ,ชาติในปัจจุบันนี้ เป็นแก่นแกนสำคัญที่สุด ขอให้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องตามความเป็นจริงแห่งธรรมด้วยว่า ตัวตน หรือ รูปนาม หรือ ชีวิต ในขณะปัจจุบันนี้ได้มีอย่างครบถ้วนอยู่แล้วก็จริงอยู่ แต่ที่กล่าวในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง แสดงสภาพหรือสภาวะหรือการทำงานต่างๆของกระบวนธรรมของจิตหรือชีวิตที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอุปาทานทุกข์หรือความทุกข์ขึ้น แต่ละองค์ธรรมจึงมีลักษณาการคล้ายอาสวะกิเลสที่ยังนอนเนื่องอยู่ กล่าวคือ มีขันธ์๕ หรือมีชีวิตนั้นอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ก็จริงอยู่ แต่ยังนอนเนื่อง เป็นแมวนอนหวด ที่ยังไม่ทำหน้าที่วิ่งไล่จับหนู กล่าวคือยังไม่ได้ทำงานอย่างจริงจัง หรือยังไม่ทำงานอย่างเป็นชิ้นเป็นอันตามกิจหรืองานที่จรมาผัสสะหรือเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อมีเหตุปัจจัยต่างๆจรมาหรือเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการทำงานเป็นไปตามกระบวนธรรมของจิตอันเป็นสภาวธรรมชาติของชีวิต ดังนั้นเมื่อไม่สามารถทำเหตุให้ปัญญาเห็นเข้าใจได้แต่เบื้องต้น ผลเบื้องปลายจึงผิดพลาดไปเป็นธรรมดา ด้วยเหตุดังนี้จึงทำให้ปฏิจจสมุปบาทอันดีงามลึกซึ้งถูกต้องตามพระพุทธประสงค์เป็นลำดับแรก จึงแทบสูญหายไปเพราะความตีความกันอย่างเดียวไปเกี่ยวกับภพชาติในภาคหน้า (อ่านการตีความปฏิจจสมุปบาท ประกอบการพิจารณา)
![]()
๑๑. ปุจฉา - เมื่อเกิดความอยากหรือไม่อยากในสิ่งใดๆหรือก็คือตัณหาแล้ว และได้รับความสนองตอบตามต้องการ ก็จะเกิดความรู้สึกเป็นสุขขึ้น ก็เท่ากับดับทุกข์ไปแล้ว ทำไมต้องไปเสียเวลายุ่งยากในการศึกษาปฏิบัติแบบต่างๆนาๆ สนองตอบเขาไปก็สิ้นเรื่อง
วิสัชนา - ก็เป็นสุขอย่างหนึ่งจริงๆแบบทางโลกหรือโลกิยสุข ในขณะนั้นจริงๆ เพียงแต่ว่าสุขนี้ยังมีความไม่เที่ยง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงไม่สุขชนิดสงบบริสุทธิ์เย็นจริง เพราะล้วนยังแฝงความเร่าร้อนซ่อนเร้นอยู่ด้วย จึงยังเป็นการดำเนินและเป็นไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ปฏิจจสมุปบาทอยู่ ไม่ได้ตัดทำลายวงจรอุบาทนี้ลงไปแต่ประการใด แต่ด้วยอวิชชาจึงไม่รู้ กล่าวคือ เมื่อสุขเหล่านั้นมีอาการแปรปรวนและดับไปแล้ว(มรณะ) ยังเกิดกระบวนธรรมของจิตในการเก็บสั่งสมพอกพูนเป็นอาสวะกิเลส เช่นในรูปปริเทวะ คือจักเกิดอาการพิรี้ พิไร ครํ่าครวญ คิดถึงถึงสุขเหล่าใดเหล่านั้นขึ้นอีกในภายหน้า อันเป็นสภาวธรรมของสัญญาความจำจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงย่อมทำให้เกิดการแสวงหาอันย่อมเร่าร้อนขึ้นอีก เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยๆไป เมื่อสนองตอบไม่ได้ตามปรารถนาเมื่อใดจากสุขก็จะเกิดความรู้สึกเป็นทุกข์และสั่งสมนอนเนื่องอีกเช่นกัน แม้เมื่อได้ตามปรารถนาก็ยิ่งสั่งสมพอกพูนยิ่งๆขึ้นไปนั่นเอง จึงวนเวียนเป็นวงจรอุบาทของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ โยนิโสมนสิการ พิจารณาได้ง่ายๆ จากแค่เรื่องเพศหรือเรื่องอาหารที่อร่อยถูกใจ ถ้าอร่อยก็ติดใจจำ แล้วรำลึกหรือคิดถึงขึ้น(ปริเทวะ)ในภายหน้า จึงเกิดอาการต้องขวยขวายกระวนกระวายออกไปสนองตอบอีกเช่นนี้อยู่เสมอๆในภายภาคหน้า ถ้าวันใดรำลึกขึ้นมาแต่ไม่สามารถสนองตอบได้ก็รู้สึกเป็นทุกข์เร่าร้อนกระวนกระวายเพียรวนเวียนวุ่นวายปรุงแต่งหาหนทางสนองตอบ เมื่อไม่ได้ดังใจแม้จะต้องดับไปตามธรรมหรือพระไตรลักษณ์ก็จริงอยู่ แต่ก็ยังผุดขึ้นมาใหม่ได้อีก จึงเวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้นี่เอง
![]()
๑๒. ปุจฉา - ถ้าอย่างนั้นสุขและทุกข์ล้วนไม่เอา ไม่เฉยๆเป็นท่อนไม้เป็นหุ่นยนต์หรือแข็งทื่อไปหรือ หลีกเลี่ยงเสียทุกอย่าง เอาแต่สุข ไม่เอาทุกข์ไม่ได้หรือ?
วิสัชนา - ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่อย่างนั้น แต่หมายความว่าทั้งสุขและทุกข์และยังรวมถึงอทุกขมสุข ก็ยังคงมี คงเป็นเช่นนั้นตามธรรมของเขา แต่ต่างล้วนไม่ติดเพลินหรือยึดมั่น ดังเช่น อาหารอันอร่อยหรือไม่อร่อยก็ตามที เป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาติของอาหารนั้นๆอันพร้อมด้วยสัญญาความจำได้นั่นเอง อร่อยก็กินและรู้ถึงความเอร็ดอร่อยนั้นเป็นธรรมดาแต่ไม่ติดเพลิน(นันทิ)ด้วยสติและปัญญา ส่วนที่ไม่อร่อยก็กินและย่อมรับรู้รสถึงความไม่อร่อยเหล่านั้นเป็นธรรมดา แต่ไม่ผลักไสปรุงแต่งหงุดหงิดด้วยติดเพลินคำนึงถึงรสชาดความเอร็ดอร่อย จึงเป็นไปดังเช่นเดียวกับฌาน,สมาธิที่เป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะเจ้าที่ไม่ยังโทษใดๆเป็นวิหารธรรมเครื่องอยู่อันเป็นสุขยิ่งเมื่อต้องการใช้ เพราะไม่ได้เกิดแต่การติดเพลิน ทั้งๆที่ท่านมีอยู่เป็นธรรมดาจากการปฏิบัติ ส่วนปุถุชนนั้นเมื่อมีฌานสมาธิเกิดขึ้นก็ไปติดเพลินหรือเพลิดเพลินในรูปแบบต่างๆนาๆอันสลับซับซ้อนด้วยอวิชชา จนก่อทุกข์โทษภัยขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวว่าเกิดแต่นันทิ
ย่อมเป็นที่ใฝ่ฝันของปุถุชนทุกคนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้เขียนเองแต่อดีต อยากมีแต่สุข ไม่เอาทุกข์ จึงเกิดการพยายามยึดสุข และผลักไสทุกข์ คิดว่าดีที่สุดและถูกต้องเนื่องแต่อวิชชาจึงไม่รู้ เพราะดูเผินๆแล้วก็น่าจะเป็นได้ แต่ตามความเป็นจริงแล้ว สุขทางโลกหรือโลกิยสุขนั้น ไม่เที่ยง คงทนอยู่ไม่ได้ จึงเป็นทุกข์ในที่สุด เป็นอนัตตาที่ไม่มีแก่นแกนแท้จริง ดังนั้นเมื่อสั่งสมหรือยึดในสุขโดยไม่รู้ตัว จิตก็ย่อมสั่งสมความต้องการความอยากหรือเพิ่มความแก่กล้าของกิเลสขึ้นเรื่อยๆ ตามกระบวนจิตที่ได้สั่งสมปรุงแต่งแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว จนย่อมเกิดสภาวะไม่สมหวังอันเป็นทุกข์ขึ้นในที่สุด เพราะสุขทางโลกที่เกิดขึ้นเหล่านั้น จะล้วนเก็บจำเป็นอาสวะกิเลสในรูปปริเทวะ กล่าวคือ โดยอาการพิรี้พิไร อาลัย รำลึก คิดถึงจนกำเริบเสิบสานขึ้นเป็นอุปาทานทุกข์นั่นเอง
![]()
๑๓. ปุจฉา - พิจารณาอย่างไรในปฏิจจสมุปบาท ให้เกิดนิพพิทา
วิสัชนา - พิจารณาการเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์ วนเวียนเป็นวงจรไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ก็ตามที ต่างล้วนสั่งสมเป็นอาสวะกิเลส แล้วร่วมด้วยอวิชชายังให้เกิดทุกข์ขึ้นอีก แล้วก็ดับไป แล้วก็เกิดขึ้นอีกเยี่ยงนี้ เป็นวงจรที่ทำให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์หรือสังสารวัฏ ทำให้ไม่สามารถดับภพดับชาติอันเป็นทุกข์ไปได้ หมั่นพิจารณาว่าเป็นมายาจิตที่หลอกล่อให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์หรือสังสารวัฏ
๑๔. ปุจฉา - เหตุใด วิญญาณไม่เกิดก่อนสังขาร เกิดมาเป็นตัวเป็นตนแล้ว ย่อมมีวิญญาณ(เจตภูติ)ติดตัวมาด้วยแล้วไม่ใช่หรือ?
วิสัชนา - อ่านคำตอบใน รายละเอียดขององค์ธรรม วิญญาณ-นามรูป-สฬายตนะ-ผัสสะ
![]()
๑๕. ปุจฉา - ทำไมไม่ดับเวทนาเสีย ก็ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาแล้ว
วิสัชนา - เพราะเวทนานั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหรือขันธ์ ๕ อันมี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตอยู่ ไม่มีเสียก็ดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้อย่างแน่นอน การดับเวทนาจึงเป็นภาษาธรรม ที่หมายถึง ปัญญารู้เข้าใจตามความเป็นจริง และมีสติรู้เท่าทัน จนไม่ไปยึดติดยึดถือในเวทนาเหล่านั้นจนเกิดตัณหาขึ้น จึงมิได้หมายถึงการทำให้ดับสูญหายไปแต่ประการใด ส่วนตัณหานั้นไม่ใช่ส่วนประกอบอันจำเป็นของชีวิตหรือขันธ์ ๕ ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ละได้เสียกลับเป็นสุขสงบอันบริสุทธิ์ยิ่ง เพราะไม่มีความเร่าร้อนแอบแฝงอยู่ในความสุขสงบนั้น เหมือนดังความสุขทางโลก และตัณหาความจริงแล้วก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญาความจำชนิดอาสวะกิเลสที่สั่งสมไว้ได้เช่นกัน เกิดแต่ตัวตนของตนเป็นผู้ปรุงแต่งขึ้น และยิ่งมีมากเท่าใดก็ยิ่งทุกข์เท่านั้น ส่วนเวทนานั้นเกิดขึ้นตามสภาวธรรมที่เมื่อเหตุปัจจัยครบเกิดการผัสสะย่อมต้องเกิดเวทนาเป็นธรรมดา
![]()
๑๖. ปุจฉา - ทำไมจึงกล่าวว่าองค์ธรรมสังขารในวงจรปฏิจจสมุปบาทเป็น "สังขารกิเลส" ?
เนื่องเพราะเป็นสังขาร ที่หมายถึงการกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากอาสวะกิเลสที่สั่งสมไว้หรือกิเลสที่นอนเนื่องอยู่นั่นเองเป็นบาทฐาน กล่าวคืออาสวะกิเลสที่นอนเนื่องอยู่นั้นได้ผุดขึ้นมาหรือถูกกระตุ้นเร้าจนเกิดการตื่นตัวขึ้นมาเป็นกิเลสด้วยอวิชชาความไม่รู้ความจริง
![]()
๑๗. ปุจฉา - ผมพยายามหยุดคิด หยุดนึก ในที่สุดรู้สึกว่ามีอาการขี้หลงขี้ลืม แช่นิ่งๆ ทื่อๆ เบลอ มีความรู้สึกว่าไม่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จึงมีความสงสัยในการปฏิบัติ และในบางครั้งก็ทานอาหารไม่รู้รสชาด เป็นการปล่อยวางหรือการปฏิบัติมาถูกต้องหรือเปล่าครับ?
วิสัชนา - ผิดครับ นี่ก็เป็นปัญหาใหญ่ในหมู่นักปฏิบัติ ต้องหยุดแต่คิดนึกปรุงแต่ง หรือหยุดจิตฟุ้งซ่านไปปรุงแต่งครับ การไปหยุดคิดหยุดนึกโดยไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริงว่าดีชั่ว ถูกผิด จึงเกิดอาการดังนั้นขึ้น กล่าวคือเมื่อพยายามหยุดคิดหยุดนึกบ่อยๆเข้าก็กลายเป็นสังขารกิเลสที่สั่งสมไว้ จึงหยุดการคิดทั้งดีทั้งชั่วไปเสียจนเลยเถิด ควบคุมไม่ได้ เพราะเป็นไปตามความเคยชิน หรือเรียกว่าอัติโนมัติก็ได้ และแก้ไขได้ยาก ดูเวทนานุปัสสนาและจิตตานุปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ ซิครับ ยังต้องมีสติระลึกรู้ตามความเป็นจริงของธรรมก่อนว่า เป็นเวทนาหรือจิตเยี่ยงไรในช่วงปฏิบัติ แล้วจึงอุเบกขาหรือก็คืออาการไม่ยึดมั่นถือมั่นใดๆครับ การพยายามไปหยุดคิดนึกเสียดื้อๆโดยขาดปัญญาความเข้าใจจึงเป็นโทษครับ จึงเกิดการหยุดความคิดนึกที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของขันธ์ ๕ โดยไม่รู้ตัวด้วยการทำไปเองด้วยความเคยชินด้วยอวิชชา ส่วนการไม่รับรู้รสชาดในบางขณะนั้น ก็อย่าไปเข้าใจผิดว่าดี ว่าได้ปล่อยวางไม่พัวพันในรสชาดได้แล้ว ก็เกิดมาแต่การที่จิตหยุดคิดหยุดนึกในฝ่ายธรรมารมณ์ความคิดอันเป็นฝ่ายเหตุ อันจัดเป็นองค์ธรรมสังขาร อย่างขาดปัญญาบ่อยๆจนชำนาญ จึงเลยเถิดไปตัดหรือกดข่มเวทนาได้เป็นครั้งคราวโดยไม่รู้ตัวครับ ที่ถูกต้อง คือรับรู้รสชาดตามความเป็นจริง อร่อยก็รู้ว่าอร่อย แล้วไม่ติดเพลิน ไม่อร่อยก็รู้ว่าไม่อร่อย แล้วไม่ปรุงแต่ง จึงเป็นการอุเบกขาที่ถูกต้อง (สังขารขันธ์ ที่หมายถึงจิตสังขาร จึงจะเป็นสิ่งที่ควรรู้เท่าทันแล้วอุเบกขา หยุดคิดหยุดนึกปรุงแต่ง)
ถ้าโยนิโสมนสิการโดยแยบคายในปฏิจจสมุปบาทหรือขันธ์ ๕ หรือสติปัฏฐาน ๔ ก็ตามที จะพบว่าความจริงแล้ว ไม่ใช่การหยุดคิด หยุดนึกแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะการใช้ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกันโดยทั่วๆไปมาพยายามอธิบายธรรมหรือจิตที่แสนจะละเอียดอ่อนจึงเกิดการสับสน จริงๆแล้วการหยุดคิดนึกปรุงแต่ง หมายถึง การมีสติระลึกรู้ตามความเป็นจริงและเท่าทันในเวทนา หรือสังขารขันธ์ชนิดจิตสังขารที่เกิดขึ้น แล้วจึงหยุดการคิดนึกปรุงแต่งต่อจากสังขารขันธ์ ชนิดจิตสังขารที่เกิดขึ้นมานั้น หรือก็คือความคิดอันเป็นผล เช่น จิตมีโมหะ โทสะ โลภะ จิตฟุ้งซ่าน ฯ.<