
คลิกขวาเมนู
มีพุทธดำรัสไว้ว่า
มิจฉาสมาธิ ย่อมบังเกิดแก่ผู้มีมิจฉาสติ
สัมมาสมาธิ ย่อมบังเกิดแก่ผู้มีสัมมาสติ
มิจฺฉาสติสฺส มิจฺฉาสมาธิ ปโหติ
สมฺมาสติสฺส สมฺมาสมาธิ ปโหติ
(อวิชชาสูตร ๑๙/๑)
สมาธิ ที่จัดเป็นมรรคองค์ที่ ๘ หรือก็คือ สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ ที่หมายความถึง สมาธิที่ถูกต้องหรือดีงาม ในทางพุทธศาสนานั้น การปฏิบัติสมาธิในองค์มรรคคือสัมมาสมาธิโดยมีจุดประสงค์ เพื่อเป็นบาทฐานเครื่องอุดหนุนปัญญา กล่าวคือ เป็นเหตุปัจจัยเครื่องหนุนในการเจริญวิปัสสนา เพื่อให้เกิดปัญญานั่นเอง ดังคำกล่าวของท่านหลวงตา มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ที่ได้กล่าวแสดงธรรมบรรยายในเรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติสมาธิ - ปัญญา ไว้ดังนี้
"ดังที่กล่าวไว้ในอนุศาสน์ "สมาธิปริภาวิตา ปญฺญามหปฺผลา โหติ มหานิสํสา" สมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญา ให้พิจารณาสิ่งทั้งหลายรู้ได้แจ่มแจ้งชัดเจนโดยลำดับลำดา "ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ" ปัญญาเมื่อสมาธิได้อบรมแล้วย่อมมีความคล่องตัว คือได้รับการอบรม ได้รับความหนุนมาจากสมาธิแล้ว ย่อมมีความคล่องตัวในการพิจารณาแยกแยะอารมณ์ต่างๆจนถึงกับตัดขาดได้ หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ นั่นท่านว่า "สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ" คือหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ นี่หลักธรรมที่ท่านแสดงเป็นพื้นเป็นฐานอันตายตัวไว้เป็นจุดศูนย์กลางโดยแท้จริง
ท่านจึงสอนให้อบรมสมาธิเพื่อเป็นบาทเป็นฐาน เพื่อให้จิตได้มีความสงบตัว มีความอิ่มตัวในอารมณ์ทั้งหลาย อยู่ด้วยความสงบเย็นใจ เมื่อจิตมีความสงบเย็นใจแล้ว ย่อมพาพิจารณาอะไรเป็นการเป็นงานได้ดีกว่า การใช้ให้จิตพิจารณาทั้งที่จิตหาความเป็นสมาธิไม่ได้ และกำลังหิวโหยในอารมณ์เป็นไหนๆ
การพิจารณาจิตที่ไม่เคยมีความสงบเลยให้เป็นปัญญามักเป็นเรื่องสัญญา เถลไถลออกนอกลู่นอกทางอยู่เสมอๆไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไร จนถึงกับว่าไม่ได้เรื่อง ท่านจึงสอนสมาธิเป็นบาทเป็นฐาน เป็นเครื่องยืนยันว่าจะได้ผลในการพิจารณาทางด้านปัญญา เมื่อสมาธิ(Webmaster - ความตั้งใจมั่น)มีอยู่ภายในจิตใจแล้ว ใจไม่หิวโหย ใจไม่รวนเร ใจไม่กระวนกระวาย ย่อมทำหน้าที่การงานของตนไปโดยลำดับลำดาตามสติที่บังคับให้ทำ จนถึงขั้นปรากฏผลขึ้นมาเป็นปัญญาโดยลำดับลำดา จนถึงขั้นปัญญาที่เห็นเหตุเห็นผลแล้ว และหมุนตัวไปเองโดยไม่ต้องถูกบังคับเหมือนตั้งแต่ก่อนที่เคยบังคับกันนั่นเลย นี่เป็นอย่างนี้"
ธรรมบรรยายดังข้างต้นนี้ของท่านหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน กล่าวแสดงจุดประสงค์สูงสุดของ สัมมาสมาธิ จริงๆ กล่าวคือการใช้ สมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญา จึงเรียกสมาธินั้นได้ว่าเป็น สัมมาสมาธิ กล่าวคือเป็นสมาธิที่ถูกต้องดีงาม เป็นสมาธิในองค์มรรคคือทางปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ จึงไม่ใช่มิจฉาสมาธิ อันมีกันดาษดื่นมาแต่โบราณกาลในหมู่อัญเดียรถีร์อื่นๆมาช้านานเช่นกัน ตลอดจนเกิดขึ้นในหมู่พุทธศาสนิกชนเองด้วยความเข้าใจผิดด้วยอวิชชา ดังพุทธพจน์ที่กล่าวแสดงไว้ข้างต้นว่ามีมิจฉาสมาธิจริง, ที่แม้แต่ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ก็ได้กล่าวแสดงไว้ในธรรมบรรรยายในเรื่องดังนี้ว่า ตัวท่านก็ได้เคยเป็นมาแล้ว จึงนำมากล่าวแสดงไว้เพื่อให้เป็นข้อคิดแก่นักปฏิบัติ ดังท่านได้กล่าวไว้อีกด้วยว่า
"ผู้ที่เป็นสมาธิ ถ้าไม่ออกพิจารณาทางด้านปัญญา จะเป็นสมาธิอยู่อย่างนั้นตลอดไปจนกระทั่งวันตาย ก็หาเป็นนิพพานได้ไม่ หาเป็นปัญญาได้ไม่ ต้องเป็นสมาธิอยู่ตลอดไป นี่ละท่านจึงสอนให้ออกพิจารณาทางด้านปัญญา มีความจำเป็นอย่างนี้ให้ทุกๆท่านจำไว้ให้แม่นยำ นี่สอนด้วยความแม่นยำด้วย สอนด้วยความแน่ใจของเจ้าของ เพราะได้ผ่านมาแล้วอย่างนี้ ติดสมาธิก็เคยติดมาแล้ว
ผมเคยได้พูดให้หมู่เพื่อนฟังฟังมานานแสนนานหลายครั้งหลายหน จนนับไม่ได้นั่นแหละ ว่าได้ติดสมาธินี้มาเสียอย่างจำเจ หรือติดสมาธิมาเสียจนจม พูดง่ายๆจนเป็นความขี้เกียจ, จนเกิดความสำคัญว่าสมาธินี้แลจะเป็นนิพพาน, สมาธินี้แลจะเป็นธรรมชาติที่สิ้นกิเลส จะสิ้นอยู่ตรงนี้ ตรงที่รู้ๆนี่แหละ ไม่มีที่อื่นใดเป็นที่สิ้นกิเลส นั่น เหมาเอาเสียทั้งหมด........ฯลฯ....."
(จาก หลักเกณฑ์การปฏิบัติสมาธิ - ปัญญา)
จากข้อธรรมข้างต้นของท่านหลวงตามหาบัว คงพอได้ความคิดความเห็นเกี่ยวกับการปฎิบัติสมาธิเพื่ออะไร และในครานี้ เรามากล่าวกันเรื่องสมาธิ จึงมีจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกล่าวเรื่องของฌานด้วย เพราะฌานนั้นความจริงแล้วมีองค์ประกอบหลักที่สำคัญ ก็คือสมาธินั่นเอง แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นๆของฌานคือองค์ฌานเป็นเครื่องเคียงเครื่องประกอบร่วมอีกด้วย ฌานและสมาธิต่างล้วนเป็นดังเช่นการกำมือหรือแบมือ คือแท้จริงแล้วต่างก็ล้วนคือ "มือ" นั่นเอง กำมือหรือแบมือเป็นเพียงอาการหรือกริยาที่แตกต่างกันไปของมือเท่านั้น ฌานและสมาธิจึงเป็นเพียงอาการหรือกริยาของจิต เหมือนดังการกำมือและแบมือที่ย่อมสลับสับเปลี่ยนอาการกันได้ของมือ ดังนั้นฌานและสมาธิในการปฏิบัติจึงมีความเนื่องสัมพันธ์กัน บางครั้งจึงเกิดการสลับสับเปลี่ยนอาการหรือกริยากันได้เช่นกันเหมือนดังมือ ดังจักได้กล่าวโดยละเอียดเป็นลำดับไป
โดยธรรมชาติ นักปฏิบัติจะไปจับยึดเอาความสุข สงบ สบาย ที่บางท่านก็เรียกกันว่าความเบา โปร่ง โล่ง สบาย ที่เกิดขึ้นจากการอำนาจของฌานสมาธิ ด้วยความเป็นธรรมชาติของปุถุชน ที่ย่อมพึงพอใจในความสุขสบายทั้งหลายเป็นธรรมดา จึงเกิดการเสพเพลิน(นันทิ)ไปในรสชาดของ ความสุข ความสงบ ความสบายต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นๆจากอำนาจของฌานสมาธิในช่วงแรกๆ และยังเสริมด้วยความเข้าใจผิดไปอีกว่า เป็นเครื่องหลุดพ้น หรือนิโรธแล้ว โดยไม่รู้ตัวด้วยความไม่รู้ด้วยอวิชชาอันมีมาแต่การเกิดนั่นเอง จึงปล่อยจนเกิดการติดเพลิน(นันทิ)ขึ้นในที่สุดจนให้โทษอย่างรุนแรง ด้วยขาดความเข้าใจว่าต้องประกอบด้วยการวิปัสสนา ดังแสดงออกมาโดยอาการของจิตคืออาการจิตส่งในซึ่งเป็นไปตลอดเวลาทั้งโดยรู้ตัว และโดยไม่รู้ตัว ที่หมายถึงกระทำอยู่เสมอๆ แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจหรือเจตนาจะกระทำ แต่เป็นการกระทำโดยการสั่งสมจนเคยชินยิ่งหรืออัติโนมัติคือสังขารกิเลสหรือสังขารวิบากอันคือองค์ธรรมสังขารในปฏิจจสมุปบาท มักเป็นไปหรือกระทำทั้งโดยรู้ตัวที่เป็นไปเพราะความไม่รู้หรืออวิชชา และทั้งโดยไม่รู้ตัวคือขาดสติ กล่าวคือควบคุมไม่ได้ ทั้งๆที่ความจริงแล้วความสุข สงบ สบายต่างๆเหล่านี้ ยังเป็นเพียงแค่การระงับไปของกิเลสในนิวรณ์ ๕ เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งด้วยอำนาจของจิตที่เกิดแต่ฌานสมาธิ เป็นความสุขหรือวิมุตติแบบวิกขัมภนวิมุตติที่ยังเสื่อมได้ เพราะความที่เป็นปฏิปักษ์กับเหล่านิวรณ์ ๕ เหล่านั้นโดยธรรมหรือโดยธรรมชาติเท่านั้น ดังเช่นน้ำกับไฟ ที่ย่อมไม่อยู่ร่วมกันโดยธรรมหรือธรรมชาติ (อ่านรายละเอียดของความเป็นเหตุปัจจัยกันได้ใน นิวรณ์ ๕)
ดังนั้นคงพอจะเข้าใจสัมมาสมาธิได้พอสังเขปว่า ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อการปฏิบัติ เพื่อเป็นบาทฐานของปัญญา เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสเป็นสำคัญ, ดังนั้นฌานสมาธิที่มีจุดประสงค์อื่นๆ หรือเน้นความสำคัญไปที่ ความสุข ความสงบ ความสบายต่างๆ ตลอดจนด้วยหวังผลในทางโลกิยะหรือทางโลกต่างๆ ปฏิบัติเพื่อหวังในฤทธิ์ ลาภยศ ปฏิบัติเพราะอยากเห็นนู่นเห็นนี่ ปฏิบัติด้วยหวังปาฏิหาริย์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเป็นไปโดยตั้งใจ หรือเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวโดยไม่ได้เจตนาตั้งใจก็ดี ล้วนจัดเป็นมิจฉาสมาธิทั้งสิ้น กล่าวคือไม่ได้ประกอบด้วยจุดประสงค์อันสำคัญยิ่งคือการการเจริญวิปัสสนาเพื่อให้เกิดปัญญาเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก อันเป็นหัวใจของการปฏิบัติ
ผู้ที่เจริญปฏิจจสมุปบาทอันเป็นกระบวนธรรมของจิตในการเกิดขึ้นของทุกข์ จะพิจารณาได้ว่าภพในปฏิจจสมุปบาทที่เกิดเมื่อใดเป็นทุกข์เมื่อนั้น ย่อมครอบคลุมถึงรูปภพอันเกิดแต่รูปฌาน และอรูปภพอันเกิดแต่อรูปฌาน กล่าวคือ เมื่อใดที่กลับกลายเป็นนันทิความติดเพลินความเพลิดเพลินหรือติดใจอยาก อันล้วนคือตัณหาในเวทนาคือสุขเวทนาความรู้สึกสุข,สงบ,สบายอันเกิดแต่อำนาจหรือกำลังของฌานสมาธิ เมื่อนั้นฌานสมาธิที่แม้จัดว่ามีประโยชน์ยิ่งในการปฏิบัติ เป็นองค์มรรคของการปฏิบัติ ก็จะกลับกลายเป็นมิจฉาฌาน,มิจฉาสมาธิอันให้โทษ ไม่ใช่สัมมาสมาธิหรือสัมมาฌานในองค์มรรคอีกต่อไป และเป็นตัวทำให้เกิดทุกข์ขึ้นเสียเองอย่างแสนสาหัส หมายถึงได้ดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิดทุกข์แล้ว จึงเป็นสิ่งที่ควรรู้เพื่อจะได้ไม่ไปปฏิบัติอย่างให้เกิดนันทิความติดเพลินจนเกิดทุกข์ขึ้น กล่าวคือเกิดการติดสุขในฌานสมาธิอันยังให้เป็นทุกข์ขึ้นในที่สุดนั่นเอง ซึ่งมักแสดงออกด้วยอาการจิตส่งใน
ที่สำคัญยิ่งและประสบกันมากที่สุดก็คือ มาปฏิบัติสมาธิกันด้วยจุดประสงส์อันแม้ดีงามเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือเพื่อหวังความสุขอันเกิดขึ้นจากการหลุดพ้นหรือเบาบางจากกิเลสอย่างแท้จริง แต่ด้วยความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง ที่ชักนำพาให้เป็นมิจฉาสมาธิ อันให้โทษรุนแรงได้ทั้งต่อกายและจิต โดยไม่รู้ตัวสักนิด ข้อนี้คือสิ่งที่ผู้เขียนเป็นห่วง จึงนำเรื่องฌานสมาธิมากล่าวแสดง เพื่อป้องกัน และเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่เข้าใจผิดๆไปในการปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว ด้วยไม่รู้อีกด้วยว่ามิจฉาสมาธิและมิจฉาฌานนั้นให้โทษอย่างรุนแรงได้ โดยทั้งไม่รู้และไม่รู้ตัวสักนิดหนึ่ง จวบจนวันตาย เพราะความเป็นสังโยชน์อย่างละเอียดคือรูปราคะและอรูปราคะ ที่ละเอียดอ่อนนอนเนื่องยิ่งนัก
ตามปกติแล้ว ผู้เขียนจะไม่เขียนเรื่องแนวการปฏิบัติสมาธิ หรือฌาน เพราะความที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เมื่ออ่านแล้วเกิดความเข้าใจผิดๆ จึงย่อมนำไปปฏิบัติผิดๆ และไม่มีผู้คอยแนะแนวชี้แจงหรือแก้ไขให้ ก็ย่อมยังให้โทษได้เป็นธรรมดา ตลอดจนมีผู้ถามเพราะมีปัญหาอยู่ในเรื่องฌานหรือผลของฌานด้วยความไม่เข้าใจ หรือเกิดวิจิกิจฉาจึงกังวลเพราะเห็นแต่ผู้เขียนกล่าวส่วนใหญ่ถึงโทษของฌาน ดังในเรื่องติดสุข ด้วยเหตุก็เพราะว่า ผลดีของฌานสมาธินั้น มีผู้กล่าวถึงอยู่เนืองๆเป็นอเนก แต่ไม่ใคร่มีผู้กล่าวถึงโทษ ซึ่งหมายเฉพาะถึงมิจฉาสมาธิ คือฌานและสมาธิที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติผิดด้วยเข้าใจผิดหรืออวิชชา คือไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ถูกต้องกล่าวคือ ไม่ได้นำไปใช้ในการสนับสนุนให้เกิดปัญญาหรือการวิปัสสนาในการดับทุกข์อย่างถูกต้อง เพียงแต่คิดหรือเข้าใจไปเองด้วยอวิชชาว่า ปฏิบัติไปอย่างถูกต้องแล้วและดีงามแล้ว เหตุเพราะทุกข์กำลังรุมเร้า หรือเพราะมีความต้องการได้อำนาจคือฤทธิ์ หรือต้องการบางสิ่งบางอย่างแอบแฝงอยู่ในจิตโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมักเป็นไปเพื่อประโยชน์ในทางโลกตามที่เข้าใจผิดๆสืบกันต่อๆมา และข้อสำคัญที่สุด คือ เกิดความติดเพลิน(นันทิ)ในรสอร่อยของฌานสมาธิที่เกิดจากการดับกิเลสอันคือนิวรณ์ ๕(ได้ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น) ด้วยอวิชชาและทั้งไม่รู้และไม่รู้ตัว จึงพาลดำเนินเป็นไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์คือปฏิจจสมุปบาทธรรมโดยไม่รู้ตัว จึงกลับกลายเป็นสังขารที่เกิดแต่กิเลสและสั่งสมเพิ่มพูน จนยังให้เกิดโทษทั้งต่อธาตุขันธ์หรือกาย และจิตอย่างรุนแรงโดยไม่รู้ตัวในภายหน้า ตลอดจนยังให้เกิดวิปัสสนูปกิเลสอันเป็นสิ่งที่ทำให้จิตหลงหรือขุ่นมัวจนทำให้รับธรรมได้ยากหรือไม่ได้ จึงเป็นโทษทำให้ไม่สามารถดำเนินไปในการปฏิบัติธรรมได้อย่างถูกต้องดีงาม เหตุเพราะมีสื่อที่กล่าวไว้ตรงๆน้อยมากซึ่งก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน แต่ขอไม่กล่าวถึง โดยมากจึงมักถ่ายทอดกันมาผ่านทางครูบาอาจารย์ที่เข้าใจธรรมรู้ตามความเป็นจริงเท่านั้นที่จะทำหน้าที่คอยดูแลสั่งสอนและกำกับ สมัยนี้นักปฏิบัติที่อ่านหรือฟัง แล้วนำมาปฏิบัติเองเพราะทุกข์รุมเร้ามีเป็นจำนวนมากขึ้นตามวิวัฒนาการความเจริญของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ที่มีสื่อต่างๆอย่างกว้างขวางทุกรูปทุกแบบ จึงย่อมไม่มีทางรู้ทางเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ได้เลย เพราะความที่เป็นเรื่องอันละเอียดอ่อนลึกซึ้งยิ่งนัก ดังนั้นเมื่อพิจารณาเห็นดังนี้แล้วว่า เป็นมรรคปฏิบัติ ที่จำเป็นต้องใช้ในการเจริญวิปัสสนาเพื่อปัญญาอย่างหนึ่ง และเป็นที่อยากรู้และอยากเข้าใจกันโดยทั่วไป และมีผู้ที่ไม่เข้าใจ และแยกแยะผิดถูก คุณโทษ ชั่วดี ไม่ออกอีกเป็นจำนวนมาก จึงพากันไปปฏิบัติแบบยึดถือยึดติดกันอย่างผิดๆด้วยอธิโมกข์เป็นจำนวนมากทวีคูณอย่างรวดเร็วตามความเจริญทางการสื่อสารของโลก อันยิ่งทำให้การปฏิบัติพาลออกนอกลู่ผิดทางพระศาสนาไปกันใหญ่ ก่อเป็นปัญหาทั้งต่อสุขภาพและสังคมและโดยไม่รู้ตัวว่าเป็นแต่เหตุใด ดังนั้นจึงตัดสินใจเขียนเป็นธรรมทานเท่าที่พอรู้บ้างเล็กน้อย ไว้เป็นแนวทางเพื่อยังประโยชน์ในแนวการปฏิบัติวิปัสสนา เพื่อไม่ให้หลงทาง หรือไปติดเพลินหรือยึดติด,ยึดก่อจนเป็นโทษอันรุนแรงและยาวนานได้ในภายหลัง จึงแสดงอย่างตรงไปตรงมาเป็นที่สุดเท่าที่ภูมิรู้ จึงแสดงทั้งคุณอนันต์ของสัมมาสมาธิและฌาน และโทษมหันต์ของมิจฉาสมาธิและฌาณอยู่ในที โดยอาศัยจากการศึกษาและความเข้าใจจากการโยนิโสมนสิการและการปฏิบัติของผู้เขียนเองเป็นเกณฑ์ ตามที่ได้หลง งงงวย และติดเพลินจนเป็นทุกข์อย่างยิ่งมาแล้วเช่นกันด้วยอวิชชาความไม่รู้ตามความเป็นจริง และก็ได้ประโยชน์อนันต์จากการนำไปใช้สนับสนุนการเจริญวิปัสสนาอย่างถูกต้อง นักปฏิบัติจึงต้องพึงโยนิโสมนสิการในข้อธรรมให้ดี หรือการใช้หลักกาลามสูตรกำกับนั่นเอง
ส่วนผู้ที่ต้องการประโยชน์จากฌานสมาธิ นอกเหนือไปจากการนำไปเจริญวิปัสสนาเพื่อการดับทุกข์ เช่น อยากรู้นั่น อยากเห็นนี่ อยากสุข อยากสบาย อยากให้เป็นไปดังใจปรารถนา ฯลฯ. พึงศึกษาด้วยตนเองอย่างระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง! เพราะเมื่อทำเหตุแล้ว ย่อมมีผลเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรมนั่นเอง
อนึ่งพึงระลึกว่า ทั้งฌานและสมาธิเป็นเป็นเพียงเครื่องอยู่ และเป็นเพียงเครื่องสนับสนุนการเจริญวิปัสสนาเพื่อให้เกิดปัญญา ยังไม่ใช่เครื่องดับกิเลสแต่โดยตรง เพื่อจะได้ไม่หลงเข้าไปจนเกิดการติดเพลิน(นันทิ)ในวังวนของความสุข สงบ สบาย ที่พึงเกิดขึ้นจากการปฏิบัติสมถะ เนื่องจากความหลงว่าเป็นนิโรธ จนเกิดวิปัสสนูปกิเลส ซึ่งจักเกิดอย่างแน่นอนด้วยอวิชชาความไม่รู้จริง
ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือฌานเหล่านี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ
เรากล่าวว่า ยังเป็นเพียงธรรมเครื่องอยู่ให้เป็นสุขในอัตภาพนี้ ในวินัยของพระอริยะ(เท่านั้น)
สมถสมาธิและฌาน ที่ใช้ในพระศาสนาจึงเป็นไปในลักษณะการใช้งานเพื่อเป็นเครื่องเกื้อหนุนปัญญาหรือการเจริญวิปัสสนา กล่าวคือ ปุถุชนย่อมมีจิตหรือใจที่ตามปกติแล้วย่อมซัดส่ายสอดแส่ไปในกิเลส หรือสิ่งต่างๆ หรือก็คือสอดส่ายไปในเหล่ากิเลสคือนิวรณ์ ทั้ง ๕ เหล่าใดเหล่านั้นเป็นธรรมดา จึงจำต้องทำให้สงบระงับลงเสียก่อนด้วยสมถะ ก็เพื่อนำไปใช้ให้ยังประโยชน์ในการวิปัสสนานั่นเอง จึงพอแยกได้ตามที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไปเป็น ๒ ลักษณะ คือ
๑. เจริญสมถสมาธิหรือฌาน จนถึงระดับประณีต เช่น ฌาน ๔ หรือตามกำลังสมาธิของตน แล้วเมื่อถอนออกมา ก็ดำเนินการเจริญวิปัสสนาต่อไป
๒. เจริญสมาธิระดับแค่จิตตั้งมั่นหรือขณิกสมาธิ เมื่อจิตไม่ซัดส่ายสอดแส่ไปภายนอกแล้ว ก็เจริญวิปัสสนาทางปัญญา กล่าวคือ พิจารณาธรรมดังพระไตรลักษณ์ อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท ฯ. เลย วิธีนี้ดีที่สุดเหมาะแก่การปฏิบัติโดยทั่วไป และเมื่อปฏิบัติได้อย่างถูกต้องดีงามกล่าวคือ อยู่ในธรรมะวิจยะหรือการโยนิโสมนสิการได้อย่างแนบแน่น ขณิกสมาธินี้ก็สามารถเจริญหรือเลื่อนไหลเป็นฌานสมาธิในระดับประณีตได้เองอีกด้วยโดยธรรมชาติ ซึ่งมีข้อดีคือมักไม่เกิดการติดเพลินในฌานสมาธิจนเสียการ หรือเรียกกันว่าวิปัสสนาสมาธิ หรือสมาธิเพื่อการวิปัสสนานั่นเอง
กล่าวคือ ไม่ว่าจักปฏิบัติในแบบใด จำเป็นต้องประกอบด้วยการเจริญวิปัสสนาทางปัญญา มิฉนั้นจะทำให้กลับกลายเป็นมิจฉาสมาธิด้วยการติดเพลินหรือนันทิ เกิดวิปัสสนูปกิเลสเสียโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา หรือกล่าวสั้นๆอย่างชัดเจนอย่างมั่นใจก็คือ ถ้าปฏิบัติแต่สมาธิล้วนๆแล้ว ย่อมต้องกลายเป็นมิจฉาสมาธิอันให้โทษอย่างแน่นอนในที่สุด โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าใครๆใดๆทั้งสิ้น
ประโยชน์ของฌานสมาธินั้น จุดประสงค์เพื่อให้เกิดความสงบและกำลังจิตอันเกิดขึ้นจากการระงับไปชั่วขณะของทุกข์ กล่าวคือ การระงับของไปของนิวรณ์ ๕ หรือกิเลสส่วนหนึ่งเสียก่อน กล่าวคือ เมื่อจิตเป็นสมาธินั้นเหล่ากิเลสในนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นอันย่อมระงับไปชั่วระยะหนึ่ง เพราะเป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์หรือคู่ปรับกันโดยธรรมชาติ
จึงอยู่ด้วยกันไม่ได้ด้วยดี ดั่งนํ้ากับไฟ หรือ นํ้ากับนํ้ามันนั่นเอง เป็นวิกขัมภนวิมุตติที่ยังแปรปรวนได้ ที่แม้เกิดความสุข
สงบ สบายขึ้นอันเกิดจากการระงับไปของนิวรณูปกิเลส ดังนั้นจึงนำความสงบและกำลังจิตที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเครื่องหนุนเพื่อการวิปัสสนา กล่าวคือ
เพื่อใช้จิตที่สงบประกอบด้วยสติไปในการพิจารณาธรรมให้เกิดปัญญาญาณ และเป็นองค์สำคัญยิ่งในการหยุดทุกข์ได้ในระดับหนึ่ง จึงหยุดการคิดปรุงแต่งฟุ้งซ่าน กล่าวคือ จึงถือว่าเป็นกำลังของจิตในการหยุดการคิดปรุงแต่งต่างๆนาๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปรุงแต่งที่เกิดขึ้นในองค์ธรรมชรา อันล้วนแล้วแต่เป็นการปรุงแต่งภายใต้อุปาทานขันธ์๕ อันกล้าแข็งจึงไม่สามารถหยุดได้ด้วยกำลังของจิตปุถุชนธรรมดาๆ ดังที่แสดงในเรื่องปฏิจจสมุปบาท จึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในธรรมให้ถูกต้องดีงาม เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ในฌานสมาธิอย่างถูกต้องดีงามเช่นกัน ไม่ไปติดเพลิน(นันทิ)แต่ในฌานสมาธิด้วยกริยาจิตหรืออาการของจิตแบบต่างๆโดยไม่รู้(อวิชชา)และไม่รู้ตัว จนเกิดวิปัสสนูปกิเลส และปัญหาต่างๆอย่างต่อเนื่องทั้งต่อกายและจิตโดยไม่รู้ตัว ดังเช่น จิตส่งใน อันเป็นอาการแสดงออกของการติดเพลินหรือติดในองค์ฌานต่างๆและเป็นไปโดยไม่รู้ตัวสักนิด
พึงเข้าใจว่า สมาธิและฌานนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยกัน (ปฏิจจสมุปบันธรรม) เพราะสมาธิเป็นเหตุ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดฌานขึ้น ดังนั้นนักปฏิบัติบางคนจึงกล่าวว่าปฏิบัติแต่สมาธิหรือปฏิบัติแต่วิปัสสนา ถามว่า ฌานคืออะไร? ไม่รู้จัก! ไม่เคยปฏิบัติ! แล้วจะเกิดฌานขึ้นได้อย่างไง? กล่าวคือ จึงเป็นฌานอีกด้วยโดยไม่รู้ตัวด้วยไม่เข้าใจ จึงมิใช่คนละเรื่องกัน แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันนั่นเอง ก็เพราะว่า
ฌาน ก็คือ ภาวะจิตสงบประณีต ซึ่งมีสมาธิเป็นองค์ธรรมหลัก
[พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตฺโต)]
ดังนั้นจึงเป็นเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์กันอยู่อย่างแนบแน่นเป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกัน ดังนั้นเมื่อปฏิบัติสมาธิได้ผลดีก็อาจเป็นฌานอันเป็นไปตามสภาวธรรมขึ้นได้เอง และอาจจะไม่รู้ตัวเพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องมาก่อนด้วยอวิชชา ดังนั้นนักปฏิบัติบางท่านปฏิบัติสมาธิแต่เพียงอย่างเดียวและอย่างได้ผลเป็นสมาธิที่พอควรหรือค่อนข้างแน่วแน่เป็นบางครั้ง จึงมีจิตเป็นฌานเกิดขึ้นด้วยแต่ไม่รู้ตัว จึงไม่ยอมรับหรือไม่ยอมเชื่อ, ด้วยฌานและสมาธิสามารถสลับสับกันไปมาได้ อุปมาดั่ง กำมือและแบมือ ซึ่งต่างก็ล้วนคือ มือ ที่เพียงแสดงอาการหรือกริยาที่แตกต่างกันนั่นเอง จึงเกิดอาการสลับสับเปลี่ยนกันได้ในขณะปฏิบัติ ดังในผู้ที่ปฏิบัติสมาธินั้นเมื่อสติอ่อนลงด้วยสั่งสมยังไม่กล้าแข็ง หรือเกิดความล้าจากการที่สติตั้งมั่น จึงเกิดอาการเลื่อนไหลไปสู่ฌานได้โดยธรรมหรือธรรมชาติ เพราะความที่ทั้งสมาธิและฌานนั้นล้วนเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ของชีวิตอย่างหนึ่งเช่นกัน อันเมื่อปฏิบัติได้(ทำเหตุได้ถูกต้อง) ย่อมเกิดผล เหมือนกันแก่คนทุกชาติ ทุกศาสนา ทุกภาษา อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา ดังนั้นจึงยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างถูกต้องแนวทางด้วยจึงจะเป็นสัมมาสมาธิที่อำนวยผลในสัมมาสติและสัมมาปัญญาในการดับทุกข์ อันเป็นสุขสงบบริสุทธิ์อย่างแท้จริง อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา
จิตเป็นสมาธิ จิตเป็นฌาน จำเป็นต้องรู้ต้องเข้าใจไว้ไหม? ในสติปัฏฐานสูตร ในหัวข้อจิตตานุปัสสนา คือการมีสติรู้เท่าทันตามความจริงของจิตคือจิตสังขาร ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ จิตเป็นมหรคตก็รู้ว่า จิตเป็นมหรคต ก็คืออาการที่จิตเป็นฌาน ก็รู้ว่าจิตเป็นฌานนั่นเอง แล้วกล่าวไว้ในตอนท้ายบทอีกด้วยว่า แล้วไม่ยึดมั่นถือมั่น จึงเป็นสิ่งที่ควรรู้เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ให้ถูกทาง และไม่ปล่อยให้เลื่อนไหลเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวคือขาดสติ เพราะคือเกิดการติดเพลินหรือนันทิคือตัณหาขึ้นนั่นเอง จึงเกิดอุปาทานความยึดมั่นโดยไม่รู้ตัว อันเป็นการดำเนินเป็นไปตามวงจรการเกิดขึ้นของทุกข์ ปฏิจจสมุปบาท อันย่อมส่งผลเป็นทุกข์ในที่สุด
ก่อนอื่นควรทำเข้าใจความหมายของ สมาธิ และ ฌาน โดยทั่วๆไปก่อน ตามความหมายใน พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตฺโต) หมายถึงดังนี้
สมาธิ "ความมีใจตั้งมั่น, ความตั้งมั่นแห่งจิต, การทำให้ใจสงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน, การมีจิต(หมายถึงสตินั่นเอง)กำหนดแน่วแน่อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ"
ฌาน "ภาวะจิตสงบประณีต ซึ่งมีสมาธิเป็นองค์ธรรมหลัก, การเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่เป็นอัปปนาสมาธิ(สมาธิแน่วแน่)
สมาธิ
สมาธิ แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ
๑. ขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะ เป็นสมาธิขั้นต้น ซึ่งคนทั่วไปอาจใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่การงานในชีวิตประจำวัน และการปฏิบัติธรรมให้ได้ผลดี และใช้เป็นจุดตั้งต้นในการเจริญวิปัสสนาได้ดี คืออาการที่จิตค่อนข้างแน่วแน่ในสิ่งที่กำหนดคืออารมณ์ ได้ดีพอสมควร คือเป็นระยะยาวพอควร โดยไม่งุ่นง่านหงุดหงิดกล่าวคือด้วยอาการสบายใจ อาจมีการซัดส่ายสอดแส่ออกไปภายนอกบ้างเป็นครั้งคราวออกไปผัสสะกับสิ่งต่างหรือธรรมารมณ์อื่นๆบ้างอยู่ แต่ก็ไม่ถึงกับเตลิดเปิดเปิงไป แล้วก็มีสติระลึกรู้กลับมาอยู่กับอารมณ์ หรือกิจ หรืองานได้ดีดังเดิม
๒. อุปจารสมาธิ สมาธิเฉียดๆ หรือสมาธิจวนจะแน่วแน่ เป็นสมาธิขั้นระงับนิวรณ์ได้ดี ก่อนจะเข้าสู่ภาวะแห่งฌาน กล่าวว่าเป็นสมาธิในบุพภาคคือเบื้องต้นแห่งอัปปนาสมาธิ กล่าวคืออาการของจิตที่แน่วแน่ในอารมณ์ แทบไม่ซัดส่ายออกไปจากสิ่งที่กำหนด(อารมณ์) หรือกิจหรืองานที่กระทำเลย, ด้วยเหตุที่จิตไม่ซัดส่ายไปผัสสะกับกิเลสในนิวรณ์ ๕ ให้เกิดเวทนาต่างๆขึ้น จึงเป็นปัจจัยให้เกิดความสุขความสงบความสบายเพราะกิเลสในนิวรณ์ ๕ จึงเป็นอันระงับไปในขณะนั้นๆ ด้วยปฏิจจสมุปบันธรรม (รายละเอียดของ นิวรณ์ ๕)
๓. อัปปนาสมาธิ สมาธิแน่วแน่ หรือสมาธิที่แนบสนิท เป็นสมาธิระดับสูงสุด ซึ่งมีในฌานทั้งหลาย เป็นสมาธิในฌาน กล่าวคืออาการของจิตที่แนบแน่นแน่วแน่อยู่กับสิ่งที่เป็นอารมณ์อย่างดียิ่ง คือไม่หลุดออกไปจากอารมณ์หรือสิ่งที่กำหนดหรือกิจที่ทำอยู่ในขณะนั้นๆเลย เป็นอาการเบื้องต้นของปฐมฌานนั่นเองที่แน่วแน่ในสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ คือวิตก พร้อมทั้งวิจารนั่นเอง
โดยทั่วไปจึงจัดเป็น ๓ ระดับดังข้างต้น แต่ก็มีตำราหรือคัมภีร์บางแห่ง ได้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคือ วิปัสสนาสมาธิ แทรกอยู่ระหว่าง ขณิกสมาธิและอุปจารสมาธิ จึงจัดเป็น ๔ เป็นสมาธิที่ใช้ในการเจริญวิปัสสนา คือใช้ขณิกสมาธินั้นพร้อมไปในการพิจารณาธรรมหรือโยนิโสมนสิการ คือการวิปัสสนานั่นเอง จึงเรียกเฉพาะเป็นวิปัสสนาสมาธิ และเมื่อใช้วิปัสสนาสมาธินี้ได้อย่างแนบแน่นดีงามแล้ว ก็สามารถไหลเลื่อนไปเกิดสมาธิหรือฌานในระดับประณีตขึ้นได้เองเป็นลำดับอีกด้วย จึงเป็นสมาธิที่เหมาะแก่การเจริญวิปัสสนาเป็นที่สุด
สมาธิ สามารถได้จำแนกออกเป็น ๓ ในอีกลักษณาการหนึ่งเช่นกัน แต่เป็นการจำแนกแตกธรรม ตามการปฏิบัติหรือการใช้งาน คือ
สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่ดีงามยิ่ง เป็นสมาธิเพื่อความหลุดพ้น กล่าวคือ เป็นสมาธิเพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ในการวิปัสสนา เพื่อให้เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง จึงเป็นสมาธิในองค์มรรค ๘ อันดีงามยิ่งนั่นเอง
สมาธิ เป็นสมาธิโดยทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จึงมีคุณประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ในชีวิตการงาน
มิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดจากการปฏิบัติผิด จนไปเกิดการติดเพลินคือหลงเพลินไปในความสุข สงบ สบายต่างๆที่เกิดขึ้นจากอำนาจของฌานสมาธิ เสริมด้วยเข้าใจผิดหรืออวิชชาด้วยอีกว่าเป็นหนทางแห่งการหลุดพ้นโดยตรง ไม่เข้าใจว่าเพื่อเป็นบาทฐานหรือเครื่องสนับสนุนในการเจริญวิปัสสนาให้เกิดสัมมาญาณอันเป็นมรรคองค์ที่ ๙ จึงมักจมแช่หรือกำหนดอยู่แต่ในฌานสมาธิด้วยสุขสงบสบาย หรือเป็นการปฏิบัติเพื่อหวังนำไปใช้ประโยชน์ในทางโลกแบบผิดๆ ด้วยเข้าใจผิดเป็นไปในทางอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เป็นสมาธิที่ก่อให้เกิดทุกข์และโทษภัยเป็นที่สุดในภายหน้า
ฌาน
ฌาน ประกอบด้วย องค์ฌาน อันมี ๖ เป็นเหตุปัจจัยกัน หมายถึง ฌาน มีสมาธิความตั้งใจมั่นดังข้างต้นเป็นองค์ธรรมหรือองค์ประกอบหลักดังที่กล่าวแล้ว ยังประกอบด้วยองค์ธรรมหรือองค์ประกอบของฌานที่สำคัญๆอีก ๖ องค์ ด้วยกัน คือ
๑. วิตก ความตรึก, ตริ, การคิด, ความดำริ, การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ หรือ การตรึงจิตไว้กับอารมณ์, อารมณ์ ในทางธรรมหรือพุทธศาสนาจึงหมายถึง สิ่งที่จิตไปยึดเหนี่ยว หรือกำหนด ดังเช่น จิตไปยึดเหนี่ยวในคำบริกรรมต่างๆ เช่น พุทโธ ดังนั้นคำบริกรรม"พุทโธ"จึงทำหน้าที่เป็นอารมณ์, จิตยึดเหนี่ยวหรือกำหนดในสัมมาอรหังเป็นอารมณ์, หรือจิตยึดเหนี่ยวหรือกำหนดตามลมหายใจเป็นอารมณ์, หรือจิตยึดเหนี่ยวการคิดพิจารณาในธรรมเป็นอารมณ์(วิปัสสนาสมาธิ), การยึดเหนี่ยวหรือกำหนดในการอิริยาบถ คือการเคลื่อนไหวในส่วนต่างๆของร่างกายเป็นอารมณ์ เช่น อาการเคลื่อนไหวของมือ, ท่าร่ายรำ, ท่าเต้น, จิตยึดเหนี่ยวในการเต้นทั้งร้องรำทำเพลง การเต้นรำบูชา การบูชายัญ ฯลฯ.
ฌานสมาธิ ความจริงยิ่งแล้ว จึงมีแฝงอยู่ในทุกศาสนา เพียงแต่มีความแตกต่างกันในรูปแบบที่ปฏิบัติกันไปเท่านั้นเอง, ส่วนในพุทธศาสนานั้น ก็มีความโดดเด่นแตกต่างกว่าศาสนาอื่นๆ ตรงที่การนำสมาธิหรือฌานไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติต่อไปคือเจริญวิปัสสนา ด้วยจุดมุ่งหมายให้เกิดสัมมาญาณ ที่ยังให้เกิดสัมมาวิมุตติ เป็นที่สุด
คำว่า" วิตก" นี้มาจากบาลี จึงไม่ใช่ความหมายในภาษาไทยที่หมายความกันว่า ความเป็นกังวล
๒. วิจาร ความตรอง, การพิจารณาอารมณ์, การปั้นอารมณ์, การฟั้นอารมณ์ คือการเคล้าอารมณ์ให้เข้าเป็นเนื้อเดียว หรือกลมกลืนราบรื่นไปกับจิตหรือสติ หรือก็คือการทำจิตหรือสติให้แน่วแน่เบิกบานหรือยินดี(ปราโมทย์)ในอารมณ์ที่นำมาเป็นเครื่องวิตกนั่นเอง
จึงไม่ใช่คำว่า " วิจารณ์ " ในทางโลกหรือภาษาไทย อันมีความหมายถึง การติชม, การแสดงความคิดเห็น
๓. ปีติ ความซาบซ่าน, ความอิ่มเอิบ, ความดื่มด่ำในใจ อันยังผลให้รู้สึกสุขสบายทั้งต่อกายและจิต จัดแบ่งออกตามอาการที่ปรากฎมี ๕ คือ
๓.๑ ขุททกาปีติ ปีติเล็กน้อยพอขนลุก ขนชัน น้ำตาไหล นํ้าตาคลอ หรือนํ้าตาซึม ด้วยความอิ่มเอิบ ด้วยความยินดี
๓.๒ ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะรู้สึกแปลบๆ ดุจฟ้าแลบ หรือดั่งยุงกัด มดไต่ ไรตอม หรือคล้ายมีประจุอ่อนๆ ยุบยิบหรือแปลบๆตามบางส่วนของกายหรือใบหน้า
๓.๓ โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นระลอก รู้สึกไหลซู่เป็นระยะๆ ดุจดั่งคลื่นที่ซัดฝั่งเป็นระลอกๆ เช่น ดั่งรู้สึกขนหัวลุกชันเป็นระลอกๆซู่ หรือความรู้สึกซู่ซ่ากายเช่นขนลุกขนชันเป็นระลอกๆ (คล้ายดั่งอาการเวลาปวดท้องถ่าย)
๓.๔ อุพเพคาปีติ ปีติโลดลอย ใจฟู รู้สึกตัวเบา หรือ(รู้สึกราวกับว่า)ตัวลอย เปล่งอุทานเป็นคำพูดต่างๆนาๆออกมาด้วยความอิ่มเอิบ ร้องไห้โฮ สะอึกสะอื้น หรือตัวโยก ตัวคลอน กายสั่นเทิ้ม แหงนคอหงาย คู้กายควํ่า หรือรู้สึกว่าตามร่างกายหรือศีรษะมีอาการยืด หด ขยาย...พอง ยุบ ฯลฯ. ผู้เขียนเรียกปีติแบบนี้ว่า ปีติแบบโลดโผน
๓.๕ ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน อิ่มเอิบ ซาบซ่านอาบไปทั่วร่าง เย็นซาบซ่าน หรือคล้ายมีมวลประจุอ่อนๆ ลูบไล้ซาบซ่านไปทั่วร่าง เป็นองค์ประกอบของสมาธิโดยทั่วๆไป
บางคนมีปีติที่รุนแรงโลดโผนแบบอุพเพคาปีติ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เกิดความตกใจหรือกลัว จนเกิดวิจิกิจฉาหรือต้องหยุดปฏิบัติไปก็มี หรือด้วยอวิชชาความไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงฟุ้งซ่านหรือปรุงแต่งไปต่างๆนาๆทั้งจากเจ้าตัวเอง และผู้พบเห็น หรือผู้สั่งสอน ดังเช่น ปีติจนกายสั่นเทิ้ม หรืออุทานคำพูดออกมาแบบต่างๆนาๆ ก็มักเกิดการเข้าใจผิด, สอนกันผิดๆ, อ้างกันไปผิดๆว่า เป็นเจตภูตหรือกายทิพย์กำลังออกจากร่างไปเสียก็มี เป็นผีเข้า เป็นเจ้าทรง เป็นองค์ประทับ ยิ่งถ้าผู้ปฏิบัติและผู้พบเห็นหรือผู้สอนไปประกอบน้อมเชื่อด้วยอธิโมกข์ ในที่สุดก็จะรู้สึกและเข้าใจว่าเป็นไปดังนั้นจริงๆอย่างเหนียวแน่นด้วยมายาของจิต ด้วยไม่รู้หรืออวิชชา ว่าเป็นเพียงอาการของปีติ อันเป็นฌานวิสัย อันเป็นอจินไตย จึงเกิดได้นานารูปแบบตามจริต, การสั่งสม, วิสัยการปฏิบัติของนักปฏิบัติเอง ฯลฯ. เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติอย่างหนึ่งของปีติเองเป็นธรรมดาๆ
๔. สุข ความสบาย, ความสำราญ (สุข สบาย, มีความผ่อนคลายและสงบกว่าปีติ กล่าวคือ คล้ายปีติที่มีทั้งสุขสบาย แต่เด่นชัดทางกายและใจน้อยกว่าและรุนแรงโลดโผนน้อยกว่าปีติ แต่อยู่ยาวนานกว่า)
๕. อุเบกขา ความสงบ ความมีใจเป็นกลาง ความวางเฉยต่อสังขารสิ่งปรุงแต่งต่างๆ
๖. เอกัคคตา ความมีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว คือ ความมีจิตแน่วแน่เป็นเอกหรือเป็นสำคัญ
ฌาน จัดแบ่งออกเป็น ๒ ระดับใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ รูปฌาน และอรูปฌาน
รูปฌาน หมายถึงฌานที่ใช้รูปอันหมายถึงสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยอายตนะทั้งหลายเป็นอารมณ์หรือเป็นองค์วิตก เช่น คำบริกรรมต่างๆ ลมหายใจ แสง สี วัตถุ เช่น กระดูก ขน ผม ฯลฯ ใช้เป็นเครื่องกำหนดหรือเครื่องตรึงจิต หรือกสิณนั่นเอง แบ่งย่อยออกเป็นอีก ๔ ระดับ เรียกกันว่า ฌาน ๔ คือ
๑. ปฐมฌาน มีองค์ ๕ กล่าวคือ เมื่อเกิดปฐมฌานขึ้นย่อมมีองค์ประกอบของฌานอีก ๕ องค์ร่วมด้วย คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
๒. ทุติยฌาน มีองค์ ๓ (ปีติ สุข เอกัคคตา)
๓. ตติยฌาน มีองค์ ๒ (สุข เอกัคคตา)
๔. จตุตถฌาน มีองค์ ๒ (อุเบกขา เอกัคคตา
ฌาน ๕ ก็เหมือนอย่าง ฌาน ๔ นั่นเอง แต่ตามแบบอภิธรรม ท่านซอยละเอียดออกไป โดยเพิ่มข้อ ๒ แทรกเข้ามา คือ ๑. ปฐมฌาน มีองค์ ๕ (วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา) ๒. ทุติยฌาน มีองค์ ๔ (วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา) ข้อ ๓. ๔. ๕. ตรงกับข้อ ๒. ๓. ๔. ในฌาน ๔ ข้างต้นตามลำดับ
อรูปฌาน หมายถึงฌานที่ใช้สิ่งที่เป็นอรูปธรรมหรือสิ่งที่ไม่มีตัวไม่มีตนคืออรูป เป็นเครื่องกำหนดหรือเครื่องอยู่ คือเป็นอารมณ์ แบ่งออกเป็นอีก ๔ ระดับเช่นกัน คือ
กำหนด อากาศหรือช่องว่าง (อากาสานัญจายตนะ)
กำหนด วิญญาณ (วิญญานัญจายตนะ)
กำหนด ความว่างหรือความไม่มีสิ่งใด (อากิญจัญญายตนะ หรือสุญญตาก็เรียกกัน)
กำหนด ภาวะที่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ คือ เลิกกำหนดสัญญาในสิ่งใดๆ (เนวสัญญานาสัญญายตนะ)
ดังที่กล่าวมาเหล่านี้ เป็นอาการโดยพื้นฐานของสมาธิและฌานในเบื้องต้นโดยทั่วไป แต่เมื่อเป็นวสีคือมีความชำนาญจาการปฏิบัติ ก็ไม่เป็นลำดับดังข้างต้นได้ ขึ้นกับวสี และเหล่าจริต สติ สมาธิ และแนวทางปฏิบัติที่ได้สั่งสมนั่นเอง
รูปฌาน หรือเรียกกันทั่วๆไปว่าฌาน
จัดแบ่งโดยทั่วไปเป็น ๔ ระดับ จึงมักเรียกกันทั่วไปว่า ฌาน ๔ อันมี
๑. ปฐมฌาน ในสภาวะของปฐมฌาน ประกอบด้วยความมีใจแน่วแน่หรือตั้งมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้แล้วคือสมาธิ แล้วยังประกอบด้วยองค์ประกอบของฌานหรือองค์ฌานอีก ๕ องค์ อันมี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา หมายความว่า ในปฐมฌานนี้มีองค์ฌานทั้ง ๕ ที่กล่าวนี้ เกิดขึ้นร่วมกับสมาธิที่เป็นองค์หลัก กล่าวคือ มีองค์ฌานทั้ง ๕ เกิดขึ้นทำหน้าที่หรือทำงานอยู่เป็นองค์ประกอบหรือส่วนประกอบที่สำคัญร่วมด้วย เพียงแต่จะเห็นความเด่นชัดแรงเข้มขององค์ฌานต่างๆมีแตกต่างกันไป เช่นในปฐมฌาน จะเห็น วิตก วิจาร และปีติ ได้เด่นชัดกว่า สุข และ เอกัคคตา อันละเอียดอ่อนถูกบดบังอยู่ด้วยองค์วิตก วิจาร และปีติ แต่ก็เกิดขึ้นแล้วในขณะนั้นๆเช่นกัน
๒. ทุติยฌาน ในสภาวะของทุติยฌาน หรือฌาน ๒ ประกอบด้วยจิตเป็นสมาธิและองค์ฌาน ๓ องค์ มี ปีติ สุข เอกัคคตา สภาวะขององค์ฌานที่แรงเข้มจนเด่นชัดในฌาน ๒ ก็คือปีติ
๓. ตติยฌาน ในสภาวะของตติยฌาน หรือฌาน ๓ ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ องค์ มี สุข เอกัคคตา สภาวะองค์ฌานที่เด่นชัดคือสุข
๔. จตุตถฌาน ในสภาวะของจตุตถฌาน หรือฌาน ๔ ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ องค์เหมือนตติยฌานหรือฌาน ๓ อันมี เอกัคคตา และอุเบกขา สภาวะองค์ฌานที่เด่นชัดคือเอกัคคตา จิตอันแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียวของจิต จึงเป็นเหตุให้เกิดผลคืออุเบกขาความวางเฉยตามมาเอง ก็อันเนื่องจากจิตแน่วแน่เป็นเอก(เอกัคคตา)จึงย่อมระงับการฟุ้งซ่านสอดแส่ไปในสิ่งอื่นโดยสิ้นเชิง จึงเป็นกลางหรืออุเบกขาวางเฉยต่อสังขารทั้งปวง เกิดตามร่วมขึ้นมาด้วยโดยธรรมหรือธรรมชาติ ด้วยความเป็นไปตามหลักเหตุปัจจัยคือปฏิจจสมุปบันธรรมนั่นเอง
อาการขององค์ฌานต่างๆในฌาน ดังเช่น ปีติและสุขอันเป็นองค์ประกอบของฌานนั้นคล้ายคลึงกัน จนยากต่อการสื่อเป็นภาษาเพื่อแสดงความหมายหรือความรู้สึกอย่างตรงๆแทบไม่ได้ ตามปกติแล้วเป็นอาการปัจจัตตัง แต่จะพยายามสื่อหรือยกตัวอย่างให้พอเห็นพอให้เข้าใจได้บ้างพอสังเขป ดังนี้
ดังเช่น เมื่อได้มาพบกันโดยบังเอิญกับบุคคลอันเป็นที่รักใคร่ชอบพออย่างมากหรือเป็นที่เคารพนับถืออย่างมากที่ไม่ได้เจอะเจอกันเป็นเวลานานและมีความคิดถึงด้วยความรักเอาการอยู่ ดังนั้นเมื่อเกิดมาประสบพบกัน อาการที่เกิดขึ้นเมื่อไปพบกันเข้าในขณะจิตแรกๆนั้น จะเกิดอาการทางโลกๆที่เรียกกันว่าความยินดี คือ มีความรู้สึกอิ่มเอิบและเป็นสุข จนบางครั้งนํ้าตาซึมหรือนํ้าตาไหลเอิบอาบ(คืออาการขุททกาปีติ) และอาจประกอบด้วยการอุทานทักทายกันลั่นด้วยอาการลิงโลดยินดี เหล่านั้นเป็นอาการปีติหรือความอิ่มเอิบใจ ซาบซ่านใจ, หลังจากนั้นสักพักแล้วจิตก็ย่อมคลายอาการของความอิ่มเอิบลิงโลดยินดีอันรุนแรงหรือปีติดังกล่าวลงโดยธรรมหรือธรรมชาติ กล่าวคือย่อมเกิดอาการผ่อนคลายขึ้น ปีติแผ่วเบาลงจนดับไปคือปัสสัทธิ, แล้วจึงเริ่มการสนทนาปราศัย คือทักทาย พูดคุย หรือถามไถ่ในสารทุกข์สุขดิบ อันย่อมประกอบด้วยอาการของความสุข ความสบายใจที่ได้มาพบกัน แต่อาการแผ่วเบากว่าปีติข้างต้น เหล่านี้คืออาการของสุขนั่นเอง
ถ้าพิจารณาโดยแยบคายจริงๆคือการโยนิโสมนสิการต่อไป ก็จะพบว่าจิตขณะนั้นก็ประกอบด้วยเอกัคคตาด้วย กล่าวคือ มีจิตที่ค่อนข้างแน่วแน่หรือจดจ่อเป็นเอกอยู่กับบุคคลนั้น ไม่สนใจหรือให้ความสนใจน้อยลงในบุคคลหรือแม้สิ่งอื่นๆรอบข้าง บุคคลนั้นจึงเป็นเอกหรือธรรมเอก ส่วนบุคคลอื่นๆรอบข้างหรือสิ่งอื่นในชั่วขณะนั้น เป็นเพียงฉากหรือองค์ประกอบย่อยๆเท่านั้น เมื่อพิจารณาต่อไปให้ดีโดยแยบคายก็จะพบความจริงว่า ในขณะแรกที่ประสบพบกันนั้น บุคคลอันเป็นที่รักที่คิดถึงนั้นได้ทำหน้าที่เป็นอารมณ์หรือองค์ฌานวิตกโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง กล่าวคือ เป็นที่กำหนดหรือเป็นที่ยึดหมายของจิตในขณะนั้นเพียงแต่เป็นไปโดยไม่รู้ตัว และจิตขณะนั้นก็ได้มีการวิจารเคล้าแนบแน่นกลมกลืนลื่นไหลด้วยความสบายใจไปกับการวิตกในบุคคลคนนั้นด้วยความยินดีแล้วนั่นเอง จึงสอดส่ายไปในสิ่งต่างๆน้อยลงโดยไม่รู้ตัว จึงยังให้เกิดองค์ฌานต่างๆขึ้นคือ สุข เอกัคคตา โดยอาการของธรรมหรือโดยธรรมชาติที่เป็นเช่นนี้เอง เป็นธรรมดา
จริงๆแล้วอาการดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นอาการของฌานที่เกิดโดยธรรมชาติของชีวิตนั่นเอง เพียงแต่ไม่รู้ด้วยอวิชชาเพียงเพราะไม่ได้เล่าเรียนรู้มา และเพียงแต่ไม่แรงเข้มเด่นชัดดังในขณะปฏิบัติพระกรรมฐานที่มีจิตแน่วแน่เป็นสมาธิกว่า และตั้งใจจดจ่ออย่างแน่วแน่เป็นเอก จึงมีกำลังเพราะไม่ซัดส่ายสอดแส่ไปภายนอกจึงย่อมสังเกตุเห็นอาการต่างๆที่เกิดขึ้นและเป็นไปได้เด่นชัดมากกว่า จึงแรงเข้มจนเด่นชัดขึ้นกว่าในสภาวธรรมทั่วไปตามธรรมดา แต่ความจริงยิ่งแล้วก็เหมือนกันทุกประการ และประกอบครบด้วยองค์ฌานทั้ง ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ดังแสดงข้างต้น จึงควรเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ ก็เพื่อที่ไม่ไปยึดติดยึดถือด้วยอธิโมกข์ หรือตามความเชื่อผิดๆ(มิจฉาทิฏฐิ) หรือตามการปรุงแต่งต่างๆนาๆด้วยความเข้าใจอย่างผิดๆด้วยอวิชชาสืบๆกันต่อมา สมาธิหรือฌานแม้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติวิปัสสนา แต่ต้องขาดเสียซึ่งการติดเพลินหรือติดใจอยาก(นันทิ)แม้ที่เกิดจากความไม่รู้หรืองมงาย จึงปฏิบัติจนไปติดเพลิน กล่าวคือ ต้องเป็นการปฏิบัติเพื่อให้ใจสงบก็เพื่อนำไปใช้ให้เป็นบาทเป็นฐานหรือเป็นเครื่องเกื้อหนุน เป็นกำลังไปในการเจริญปัญญาหรือวิปัสสนา เพื่อการดับไปแห่งทุกข์นั่นเอง จึงจักถือว่าเป็นสัมมาสมาธิในทางพุทธศาสนา แต่ถ้าเป็นไปโดยอาการของการติดเพลินในความสุข สงบ สบาย หรือเพื่ออิทธิฤทธิ์ เพื่อประโยชน์ในทางโลก ลาภ ยศ ชื่อเสียง สรรเสริญ ก็จัดว่าเป็นมิจฉาฌานสมาธิทั้งสิ้น อันยังโทษให้ในภายหลังโดยไม่รู้ตัว ต้องพิจารณาโดยแยบคายเพราะมักแอบแฝงอยู่ในจิตในรูปของการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั่นเอง กล่าวคือเป็นไปโดยไม่รู้ตัว, มิจฉาสมาธิและมิจฉาญาณมักแสดงอาการของการติดสุข ด้วยอาการจิตส่งในไปเสพรสความสุข หรือแม้ทุกข์ที่จรมา
นักปฏิบัติมักยึดติดครูบาอาจารย์ด้วยกริยาจิตของฌานสมาธิดังนี้เช่นกัน กล่าวคือเมื่อไปหาครูบาอาจารย์หาได้สนใจในธรรมหรือคำสอนอย่างจริงจังให้เกิดปัญญาขึ้นไม่ กล่าวคือไม่ได้นำธรรมหรือคำสอนนั้นๆมาเป็นวิตกหรือเครื่องพิจารณาเลย กลับไปคอยยึดในตัวครูบาอาจารย์เป็นวิตก และวิจารเคล้าจิตไปในตัวอาจารย์ด้วยความอิ่มเอิบยินดีด้วยหวังในบุญในกุศลหรือด้วยศรัทธาที่มักเป็นอธิโมกข์โดยไม่รู้ตัว เมื่ออยู่ใกล้ครูบาอาจารย์แล้วจึงรู้สึกสุขสงบสบาย ปลอดจากทุกข์ด้วยอำนาจของฌานนั่นเองที่เกิดขึ้นจากระงับไปของนิวรณ์ ในขณะนั้น และเป็นไปดังนี้โดยไม่รู้ และไม่รู้ตัวสักนิด จึงไม่เกิดประโยชน์อันควร และมักยังให้เกิดอธิโมกข์ อันเป็นวิปัสสนูปกิเลส ยึดมั่นแต่ในครูบาอาจารย์แต่อย่างงมงายขาดเหตุผล ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่เป็นไปตามหลักกาลามสูตร
ฌาน เมื่อปฏิบัติจนเป็นสังขารที่สั่งสมอย่างดีแล้ว คือเป็นวสี มีความชำนาญขึ้น ก็สามารถทำให้เกิดขึ้นได้แม้ในวิถีจิตปกติในขณะดำเนินชีวิต เป็นไปคล้ายในลักษณะอาการที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติที่กล่าวข้างต้น ที่เกิดในวิถีจิตชีวิตปกติธรรมดา จึงมักก่อปัญหาแก่ผู้ติดเพลินกล่าวคือ เสพเพลินอยู่ตลอดเวลาไป แม้ในวิถีจิตจนเกิดการติดเพลินอย่างรุนแรง คือเมื่อไม่สามารถทรงอยู่ได้เพราะเป็นเพียงสังขารอย่างหนึ่ง หรือเลื่อนไหลซัดส่ายจากการผัสสะใดๆก็ดี ย่อมเกิดความไม่สบายกาย ไม่สบายใจอย่างรุนปรงขึ้น
สภาวะของฌาน
เมื่อจะเริ่มปฏิบัตินั้น ต้องตกลงใจเลือกสิ่งที่จะเป็นอารมณ์เพื่อเป็นเครื่องวิตกคือไว้ตรึงจิต อันหมายถึง สิ่ง หรืออุบายวิธีที่จะให้เป็นที่ยึดเหนี่ยว,ที่กำหนด หรือเป็นที่อยู่ หรือเครื่องอยู่ของจิตเสียก่อน ดังเช่นอาจเป็น ลมหายใจ, คำบริกรรมต่างๆดังเช่น พุทโธ สัมมาอรหัง อัฐิ(กระดูก) ผม ขน บทสวดมนต์ต่างๆ ฯลฯ, การเพ่ง(กสิณ)ในวัตถุใดเป็นอารมณ์ หรือจับหรือน้อมมโนภาพไปในส่วนใดส่วนหนึ่งของกายหรือภายในกาย, การเพ่งอยู่ที่อิริยาบถการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างสมํ่าเสมอ ซํ้าซ้อนเป็นอารมณ์ ดังเช่น กระบังลม(ท้อง)ที่หายใจเข้าออก และอาจมีการบริกรรมสำทับไปด้วยอีกก็ได้เช่น ยุบหนอ พองหนอ, การกำหนดจิตอยู่กับการเคลื่อนไหวของมือ ของนิ้ว หรือการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่างๆ โดยมักเคลื่อนไหวอย่างเป็นจังหวะซ้ำ้ซ้อนต่อเนื่อง, การเดินจงกรม อย่างมีกริยาจิตติดตามหรือจดจ่อในท่วงท่า หรือการร่ายรำมวยจีนที่ย่อมมีกริยาจิตติดตามท่วงท่าหรือการร่ายรำ, การกำหนดจิตอยู่กับการร้องเพลงหรือสวดมนต์ อาจพร้อมการเคลื่อนไหวโยกตัว ฯลฯ. สิ่งต่างๆดังที่กล่าวนี้ จึงล้วนทำหน้าที่เป็นอารมณ์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการทำสมาธิหรือฌานนั้นสามารถกระทำได้ในทุกอริยบถนั่นเอง ไม่ใช่ต้องนั่งนิ่งๆหลับตาแต่อย่างเดียวเพราะขึ้นอยู่กับจิตเป็นสำคัญ ดังนั้นการเลือกอารมณ์์ใดๆมาเป็นเครื่องวิตก จึงขึ้นอยู่กับจริต, ศรัทธา, ผู้สอน การฝึกฝนและประสบการณ์ของนักปฏิบัติเองเป็นสำคัญ และบางอย่างก็อาจเหมาะหรือให้ผลเลิศกับนักปฏิบัติคนหนึ่ง แต่ก็อาจไม่เหมาะกับอีกบุคคลหนึ่งก็เป็นไปได้ ด้วยเหตุดังนี้นี่เอง แม้กระทั่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ทรงบัญญัติบันทึกในพระไตรปิฎกไว้ถึง ๔๐ แบบด้วยกัน เรียกกันว่า กรรมฐาน ๔๐ ไว้ในเลือกปฏิบัติ, แต่ในปัจจุบันนี้ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกมากมายตามแต่สำนักปฏิบัติหรือผู้สอนต่างๆ ที่พากันบัญญัติขึ้นมาใหม่ๆ แต่มักเป็นไปโดยไม่รู้เหตุผลอย่างแจ่มแจ้งเพราะ่มักมาจากการสังเกตุ,การทดลอง,การถ่ายทอดหรือความเชื่อบางประการ, เมื่อหลากหลาย เมื่อปฏิบัติไป นักปฏิบัติจึงพากันกังวลแอบเกิดวิจิกิจฉาขึ้นว่า ที่ปฏิบัติมาถูกหรือผิด? ควรใช้อะไรเป็นอารมณ์หรือเครื่องกำหนด,เครื่องอยู่หรือเครื่องล่อจิตกันแน่?, อาจารย์คนนี้สอนดีกว่า?, อาจารย์คนไหนอะไรดีกว่า?, ตามตำราหรือคัมภีร์หรือไม่?, แบบใดจึงจะให้ผลดีกว่ากัน?.....ฯลฯ.
พึงเข้าใจว่า การใช่สิ่งใดเป็นอารมณ์ในการวิตกนั้น สิ่งเหล่านั้นทั้งปวงความจริงแล้วล้วนเป็นเพียงอุบาย อันเป็นคำบาลีที่หมายถึงวิธี กล่าวคือต่างล้วนเป็นเพียงอุบาย ให้จิตมีที่ยึดเหนี่ยว กล่าวคือมีที่อยู่อันเหมาะอันควรทั้งสิ้น ก็เพื่อจิตจักไม่ซัดส่าย สอดแส่ คือฟุ้งซ่านออกไปผัสสะปรุงแต่งต่อสิ่งต่างๆทั้งภายนอกและภายในเอง ก็เพื่อที่จิตจะได้รวมเป็นหนึ่งหรือเป็นธรรมเอกกับในสิ่งหรืออารมณ์ที่ใช้เป็นเครื่องวิตก คือแน่วแน่เป็นสมาธิเบื้องต้นเสียก่อน ดังนั้นจึงไม่ควรวิจิกิจฉาหรือปรุงแต่งไปกังวลจนเสียการแต่อย่างใด เหตุเพราะความกังวลสงสัยหรือวิจิกิจฉาเป็น ๑ ในนิวรณ์ ๕ นั้น ซึ่งเป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับฌานสมาธิโดยตรงตามธรรมหรือโดยธรรมชาติ กล่าวคือเมื่อมีนิวรณ์ ๕ ใดเกิดขึ้น ฌานหรือสมาธิก็ไม่อาจสำเร็จผลได้เพราะความเป็นเหตุเป็นปัจจัยคือปฏิจจสมุปบันธรรมนั่นเอง คือจิตซัดส่ายไปปรุงแต่งจนเกิดเวทนาต่างๆนาๆขึ้น จึงย่อมรวมเป็นสมาธิไม่ได้เป็นธรรมดา, ส่วนเมื่อเกิดฌานสมาธิแล้ว นิวรณ์ ๕ ก็ไม่สามารถเข้าครอบงำได้ในขณะนั้น ด้วยความเป็นปฏิปักษ์กันโดยธรรมดังกล่าว, แต่ในปฏิบัติบางอย่าง ก็มีการใช้อารมณ์บางอย่างเป็นวิตกหรือกสิณ ที่มีจุดประสงค์เพื่อต้องการเห็น,ให้เข้าใจในบางอย่างให้กระจ่างชัดตามความจริง ก็เพื่อให้เกิดนิพพิทาคลายความยึดคลายความอยากจากการไปรู้ความจริงในสิ่งที่นำมาวิตกนั้น ดังเช่น อสุภ(ศพ) กระดูก ผม ขน ฯลฯ. ก็พึงใช้สิ่งนั้นๆเป็นเครื่องกำหนดหรือเครื่องอยู่โดยการใช้เป็นคำบริกรรมหรือกสิณได้ ก็เพื่อให้จิตได้ไปยึดเหนี่ยวหรือกำหนดในสิ่งนั้นๆได้อย่างเหนียวแน่นหรือแนบแน่นนั่นเอง
ดังนั้นเมื่อเลือกได้อารมณ์เป็นเครื่องวิตกหรือเครื่องอยู่หรือเครื่องกำหนดแล้ว ก็พึงปฏิบัติแบบสมาธิโดยทั่วไป คือมีสติอยู่กับคำบริกรรมเป็นต้น กล่าวคือ วิตก หมายถึงการยกจิตหรือสติตรึงกับสิ่งที่ยึดเป็นอารมณ์นั่นเอง หรือก็คือมีสติอยู่กับอารมณ์เช่นคำบริกรรม"พุทโธ" และวิจาร คือการเฟ้นหรือเคล้าให้จิตหรือสตินั้นเข้ากลมกลืนลื่นไหลไปกับอารมณ์นั้นๆได้เป็นอย่างดีหรือแนบแน่นหรือกลมกลืน เพื่อให้เกิดสมาธินั่นเอง, เมื่อ วิตก วิจาร อยู่ในหน้าที่ได้อย่างดีแล้ว ย่อมหมายถึงจิตย่อมสอดส่ายออกไปปรุงแต่งต่ออารมณ์หรือสิ่งต่างๆน้อยลง จิตจึงอยู่แต่กับสิ่งที่วิตกตั้งไว้เป็นอารมณ์เป็นส่วนใหญ่ อันคือช่วงการของสมาธิในระดับขณิกสมาธินั่นเอง เมื่อจิตดำเนินต่อไปได้จนเป็นสมาธิแน่วแน่เป็นลำดับในวิตกนั้นๆได้ในที่สุดแล้ว นิวรณ์ ๕ อันเป็นทุกข์จึงย่อมถูกระงับไปด้วยหลักเหตุและผลหรือหลักปฏิจจสมุปบันธรรมนั่นเอง เพราะการที่จิตแน่วแน่ย่อมไม่ซัดส่ายไปปรุงแต่งให้เกิดการกระทบกับกิเลสของนิวรณ์ทั้ง ๕ นั่นเอง และองค์ฌานอื่นๆที่เหลือก็จะสำเร็จขึ้นโดยธรรมหรือธรรมชาติ กล่าวคือเกิดขึ้นเองตามสภาวธรรมหรือโดยธรรมชาติ อันเป็นเหตุเนื่องมาจากจิตเป็นสมาธินั่นเอง มิได้เกิดแต่บุญหรือกุศลแต่อย่างใด แต่เป็นไปเพราะทำเหตุถูกต้อง จึงเป็นปัจจัยให้เกิดผลขึ้นอย่างนี้เป็นธรรมดา เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรมนั่นเอง, จึงเกิดองค์ฌานต่างๆขึ้นอันมี ปีติ คือ ความอิ่มเอิบ ความซาบซ่าน, สุข คือ ความสุข ความสบาย, และเอกัคคตา คือความมีจิตแน่วแน่แต่ก็ยังไม่เป็นหนึ่งเดียวบริบูรณ์ถึงขีดสุดเพราะยังประกอบด้วยองค์ฌานอื่นๆดังที่กล่าวนั้นก็ยังคงมีอยู่ แต่ความรู้สึกจะเด่นชัดออกไปทางปีติ และแม้การวิตก วิจารก็ยังคงมีอยู่ ตามความจริงนั้นจึงครบองค์ทั้ง ๕ แล้ว อันประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา อันคือครบองค์ประกอบของปฐมฌาน คือประกอบด้วยสมาธิและองค์ฌานทั้ง ๕, เพียงแต่ว่า สุข และเอกัคคตาอันเป็นของละเอียดอ่อนเบาบางอันประณีตกว่านั้น ถูกบดบังอยู่ด้วยกำลังของวิตก วิจาร และโดยเฉพาะปีติ ที่แรงเข้มเด่นชัดกว่า และปีติอันย่อมจะปรากฏอาการต่างๆได้อย่างหลากหลายตามวิสัยของนักปฏิบัติเป็นเหตุปัจจัย ดังตัวอย่างในปีติที่กล่าวข้างต้นมาแล้ว
ปฐมฌาน