firework64.gif                

แสดงจิตที่กำลังทำงาน  อุปมาดั่งดอกไม้ไฟในงานฉลอง

        แสดงจิตที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ต่างๆ โดยอาศัยทวาร ๖ กระทบกับอายตนะภายนอกทั้ง ๖ เช่นตากระทบรูป หรือหูกระทบเสียง จึงเกิดจิตหนึ่งหรือวิญญาณขึ้นมาทำหน้าที่ อยู่ในขณะหนึ่งๆ  แต่ก็มีจิตหรืออาการของจิตอื่นๆเกิดขึ้นในขณะหนึ่งๆนั้นร่วมกันอีกด้วยเช่นกัน   แต่จะมีจิตที่เด่นดวงหรือทำงานเด่นชัดอยู่จิตหนึ่ง  จึงคล้ายกับคอมพิวเตอร์ที่ทำงานแบบMultitask คือทำงานหลายหน้าที่หรือหลายโปรแกรมพร้อมกัน แต่มีเพียงหนึ่งที่เด่นปรากฏขึ้นบนจอภาพ  ส่วนที่เหลือก็ทำงานอยู่ตามหน้าที่แห่งตนแต่แอบซ่อนทำงานอยู่เบื้องหลังเท่านั้น

        อุปมาได้ดังพลุที่ยิงขึ้นท้องฟ้า อันย่อมประกอบด้วยพลุจำนวนมากนับสิบนับร้อย แต่ ณ ขณะหนึ่งๆนั้น ย่อมมีพลุที่เด่นดวงในสายตาอยู่หนึ่ง ท่ามกลางพลุอื่นๆที่แปรปรวนไปมา  แต่แล้วต่างก็ล้วนต้องดับไปเป็นที่สุด

        จิตจึงไม่ใช่มีดวงเดียวเป็นตัวเป็นตนอย่างถาวรเที่ยงแท้ชนิดติดมากับตัวตนตั้งแต่เกิดจนตาย  ด้วยเป็นอนัตตา  และเป็นสังขารอย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยมาปรุงแต่ง กล่าวคือ เมื่อครบองค์ของการกระทบกันของอายตนะภายนอกกับภายใน จิตหนึ่งย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ตั้งอยู่ขณะหนึ่งๆ แล้วก็ดับไป  ดังเช่นในบางขณะ จิตที่เกิดจากตากระทบรูปเกิดจักขุวิญญาณ เด่นกว่าจิตที่เกิดจากหูกระทบเสียงเกิดโสตวิญญาณ เป็นต้น  จิตจึงในสภาวะเกิดดับ เกิดดับๆๆๆ......ผลัดกันเด่นในการทำหน้าที่ต่างๆ   จิตนั้นเกิดขึ้นและเป็นไปเฉกเช่นเดียวกับเงา  และเป็นไปดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้

          "ภิกษุทั้งหลาย   การที่ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ จะเข้าใจไปยึดถือว่าร่างกายอันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ ว่าเป็นตัวตน  (webmaster - ขยายความว่า  ถึงแม้ว่าจะเป็นความเข้าใจที่ผิดก็ตาม แต่ก็) ยังดีกว่าจะยึดถือจิตว่าเป็นตัวตน    เพราะว่า กายอันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้  ยังปรากฎให้เห็นว่าดำรงอยู่ (ขยายความว่า  แสดงให้เห็นว่าคงทนอยู่ไม่ได้อย่างแท้จริง อย่างไรเสียก็แสดงให้เห็นว่าอยู่ได้) เพียงปีหนึ่งบ้าง ๒ ปีบ้าง  ๓ - ๔ - ๕  ปีบ้าง  ๑๐ - ๒๐ - ๓๐ - ๔๐ - ๕๐ ปีบ้าง  ๑๐๐ ปีบ้าง  เกินกว่านั้นบ้าง  แต่สิ่งที่เรียกว่า  จิต  มโน  หรือวิญญาณนี้  เกิดดับอยู่เรื่อย ทั้งวันทั้งคืน   (ขยายความว่า  จิตนั้น เกิดแล้วดับ...เกิดแล้วดับๆ เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ประชุมกัน เกิดดับได้่ทั้งในขณะตื่น และแม้ขณะหลับไป เช่น การฝัน   แต่กลับไม่เห็นว่า เกิดแต่เหตุปัจจัยจึงเกิดดับอยู่ตลอดเวลา  จึงไปยึดว่ามีตัวมีตน   จึงเป็นการหลงผิดที่ร้ายกว่าการหลงผิดไปยึดถือว่ากายเป็นตัวตน เพราะกายนั้นยังเห็นการเกิดดับได้ง่ายกว่า)"

(อัสสุตวตาสูตร)

 

เหตุที่พระองค์ท่านกล่าวว่า จิตหรือมโนเกิดดับอยู่เรื่อยทั้งวันทั้งคืน  ก็เป็นไปดังชาติธรรมสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สิ่งทั้งปวงมีความเกิดเป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็สิ่งทั้งปวงที่มีความเกิดเป็นธรรมดาคืออะไรเล่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คือ จักษุ  รูป  จักษุวิญญาณ  จักษุสัมผัสผัสสะ มีความเกิดเป็นธรรมดา

แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย

ก็มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ.

        ดังนั้นจิตดังที่กล่าวไว้ในอภิธรรม ประมวลเรื่องจิตที่แสดงไว้ในพระอภิธรรมปิฎกแล้ว  แจงนับสภาพจิตทั้งหลายไว้ว่ามีจำนวน ๘๙  หรือโดยพิสดารมี ๑๒๑  เรียกว่า จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑
        แบ่ง โดยชาติหรือลักษณะของการเกิดแบบต่างๆ เป็น  อกุศลจิต ๑๒  กุศลจิต ๒๑ (พิสดารเป็น ๓๗)  วิปากจิต ๓๖ (๕๒)  และกิริยาจิต ๒๐;   แบ่ง โดย
ภูมิ เป็น  กามาวจรจิต ๕๔  รูปาวจรจิต ๑๕  อรูปาวจรจิต ๑๒  และโลกุตตรจิต ๘ (พิสดารเป็น ๔๐)  กล่าวคือทั้ง ๘๙ หรือ ๑๒๑ ก็ตาม ต่างก็ล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปดังพลุที่แสดงนั่นเอง คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป  แม้อาจมีจิตเกิดได้ขณะหนึ่งๆได้หลายดวงก็ตามดังพลุ กล่าวคือตามการผัสสะของแต่ละอายตนะนั่นเอง  แต่จะมีจิตหนึ่งที่เด่นชัดที่สุดในขณะหนึ่งๆเท่านั้นเอง  ดังเช่นในขณะนี้ ที่จิตหนึ่งที่เกิดแต่จักษุวิญญาณ ย่อมเด่นชัดกว่าจิตหนึ่ง ที่เกิดแต่โสตวิญญาณ  กล่าวคือจิตหนึ่งที่เกิดแต่จักษุที่สนใจในการอ่านนี้ ย่อมเด่นชัดกว่า จิตหนึ่งที่เกิดจากโสตที่ได้ยินเสียง ที่ก็ยังคงทำงานอยู่เช่นกัน

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ