|
|
ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร ๓ |
|
๓. วิสัชนา(คำชี้แจง,แก้ข้อสงสัย)
วิจิกิจฉาดังที่กล่าวมาแล้วนั้น จึงล้วนเป็นข้อกังวลสงสัยนอนเนื่องอยู่ในจิต
อวิชชา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อย่างแน่นอน เพราะความที่ยังไม่มีวิชชาคือความรู้ความเข้าใจหรือมีปัญญาเข้าใจและสติรู้เท่าทันในสภาวธรรมของการเกิดขึ้นของทุกข์และการปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ กําจัดอวิชชาหมดสิ้นหรือยังวิชชาให้บริบูรณ์ได้เฉพาะพระอรหันต์เจ้าเท่านั้น อันหมายถึง วงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ได้ถูกตัดขาด ไม่เกิดการหมุนเวียนหนุนส่งกันเป็นวงจรอีกต่อไป คงเหลือแต่เบญจขันธ์หรือขันธ์๕ที่ทำงานให้การดําเนินชีวิตเป็นไปอย่างเป็นสุขและสมบูรณ์, ในกรณีปุถุชนและนักปฏิบัติ ในช่วงแรกอาจทําให้เบาบางลง กําจัดลงได้ส่วนหนึ่งด้วยการเข้าใจสภาวธรรม(ญาณ)และเพียรปฏิบัติตามที่เข้าใจอย่างถูกต้องนั้น, หรือหมายถึงอวิชชาไม่เกิดขึ้นส่วนหนึ่ง ดังนั้นยังคงมีส่วนที่เหลือ ที่จะไปเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารกิเลสต่อไปบ้างเป็นธรรมดา (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน ดับอวิชชา)
สังขาร อันย่อมเกิดจากอาสวะกิเลสและอวิชชาเป็นเหตุปัจจัยร่วมกัน, เมื่อเกิดวิชชาอันได้แก่สติอย่างต่อเนื่องจนเป็นสัมมาสมาธิในองค์มรรคและปัญญายังให้อวิชชาดับไปบางส่วน สังขาร(เฉพาะชนิดที่ก่อให้เกิดทุกข์ในวงจรฯ.หรือเกิดแต่อาสวะกิเลส)ก็ย่อมดับตามไปบางส่วนด้วยเป็นธรรมดาตามหลักอิทัปปัจจยตา, สังขารที่ก่อทุกข์จึงน้อยลงไปตามเหตุ แต่ก็ยังมีสังขารบางส่วนที่ยังคงมีเหลืออยู่ เช่น สังขารทางมโนสังขารได้แก่ความคิดนึกต่างๆ อันเกิดจากความเคยชิน เคยประพฤติปฏิบัติตามที่ได้สั่งสมไว้แต่อดีต อันทําให้เกิดอาการที่เรียกกันว่าจิตปรุงกิเลส หรือจิตปรุงตัณหาขึ้นได้บ้าง โดยทั่วไปมักจะคิดว่าถ้ารู้เท่าทันที่สังขารคิดส่วนที่เหลือนี้แล้ว หรือหยุดเพียงเท่านี้ในวงจรฯ.จะเป็นการดีที่สุดเป็นการตัดหรือดับกระบวนการเกิดทุกข์เสียแต่แรกๆ แต่ในทางปฏิบัติทําได้ยากหรือไม่ได้นั่นเอง เพราะตามความเป็นจริงแล้วเป็นกระบวนการการอธิบายให้เกิดความเข้าใจ(ญาณ)การกําเนิดและการทํางานของสังขาร อันจักยังให้เกิดกระบวนการต่างๆของทุกข์ต่อสืบไปเท่านั้น และดังที่กล่าวมาแล้วว่าสังขารนี้ อาจเกิดขึ้นมาจากการที่นอนเนื่องเน่าเปื่อยหมักหมมแล้วผุดขึ้นมาเองของโคลนตม(อาสวะกิเลส)ใต้ท้องธารก็ได้ เมื่อรู้ทันหรือเกิดสังขารส่วนที่เหลือนี้นั้น ก็หมายถึงว่าตามความเป็นจริงแล้วกระบวนธรรมได้ดําเนินไปถึงองค์ธรรมเวทนาแล้ว จึงเกิดความรู้สึกรับรู้(เวทนา)สังขารนั้นขึ้นได้! และเพราะสังขารมีแรงขับดัน กระตุ้น เร่งเร้าโดยตรงจากอวิชชาและอาสวะกิเลสอันเป็นความจําได้(สัญญา)ชนิดหนึ่งแต่แอบแฝงนอนเนื่องด้วยกิเลสสิ่งที่ทําให้จิตเศร้าหมอง ขุ่นมัว, และเนื่องจากเป็นสัญญาหรือความจําอันจําเป็นในการดํารงชีวิตหรือพระองค์ท่านจัดเป็นสภาวธรรมหนึ่งของชีวิตหรือขันธ์ ๕ เราจึงย่อมไม่สามารถดับให้สูญหรือดับให้สนิทได้โดยตรงๆเหมือนดังภาษาพูด เพราะเป็นกระบวนการธรรมชาติในการดำรงชีวิตของทุกหมู่เหล่า
เมื่อเกิดขึ้นมาในโลกแล้ว
สังขารที่สั่งสมอบรมนั้นเป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งในการดําเนินชีวิต สังขารเหล่านี้
จึงย่อมดับไม่ได้ทั้งหมด จึงพยายามดับแต่สังขารที่เกิดแต่อวิชชาอันยังให้เกิดทุกข์เท่านั้น
โดยการอบรมฝึกฝนเปลี่ยนแปลงให้เกิดความรู้ความเข้าใจ(ปัญญา)อย่างถ่องแท้ขึ้นได้
เพื่อให้เป็นสังขารเหล่านั้นเกิดแต่สัญญาล้วนๆอันปราศจากกิเลสได้
จึงจะยังผลอย่างแท้จริงให้สังขารนั้นปราศจากกิเลสแอบแฝงด้วย โดยการฝึกฝนอบรมปฏิบัติให้เป็นสังขารใหม่ที่ไม่คิดปรุงแต่งด้วยความเข้าใจอย่างถูกต้อง
เพราะการปฏิบัติทางพุทธศาสนาแล้วตามความเป็นจริงก็คือการเปลี่ยนแปลงและสร้างสมกระบวนธรรมหรือจิตหรือจิตตสังขารขึ้นใหม่
อันเปรียบเสมือนดับสังขารอันก่อให้เกิดทุกข์ ให้เป็นสังขารที่เป็นไปอย่างถูกต้องในแนวทางพ้นจากทุกข์อย่างถาวรอย่างเป็นขั้นตอนโดยอาศัยความรู้ความเข้าใจ(ญาณ)ที่จักบังเกิดขึ้นเป็นลําดับจากการศึกษาและปฏิบัติอย่างถูกต้อง
อันมีสติอันเป็นสัมมาสมาธิเป็นบาทฐานช่วยสนับสนุนให้เกิดปัญญา
ถ้าองค์ธรรมสังขารนั้นเกิดขึ้นแล้ว, โยนิโสมนสิการในสิ่งที่เราเห็นหรือรู้สึกในสังขารที่เกิดนั้นให้ดี จะเห็นว่าต้องดำเนินไปตามสภาวธรรมชาติเป็นธรรมดาจนถึงองค์ธรรมเวทนาในปฏิจจสมุปบาทแล้ว, หรือถ้ามองแบบขันธ์๕ ก็คือเกิดถึงเวทนาขันธ์เป็นอย่างน้อยที่สุด หรือไปถึงสังขารขันธ์แล้วโดยไม่รู้ตัว, กล่าวคือองค์ธรรมสังขาร เช่นความคิดเป็นธรรมารมณ์หรือความคิดอย่างหนึ่งแล้ว แต่เป็นความคิดอย่างเป็นเหตุ ที่จะยังให้เกิดผลเป็นสังขารขันธ์แบบต่างๆเช่นการกระทำทางกาย ทางวาจา หรือทางใจหรือคิดที่เป็นผลขึ้นมาอีกทีหนึ่งนั่นเอง ล้วนเกิดขึ้นจากการสั่งสม ประพฤติ ปฎิบัติไว้แต่อดีต จึงเป็นปัจจัยให้วิญญาณเกิด(องค์ธรรมที่ ๓) อันคือระบบประสาทสัมผัสรับรู้มารับรู้รับช่วงในสิ่งที่คิดนั้นตามกระบวนการทํางานของชีวิต, จึงเกิดการผัสสะ(กองธรรมที่๖)กับสฬายตนะอันคือใจ(กองธรรมที่๕) ดูภาพประกอบ แล้วเกิดเวทนา(การรับรู้ความรู้สึกในสิ่งที่ผัสสะนั้น)อย่างแน่นอน อันเป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาท(ในขันธ์๕ก็เช่นเดียวกัน) เราจึงจะทราบหรือรับรู้ได้ว่ามีเวทนา(หรือเกิดถึงสังขารขันธ์ไปแล้ว และปุถุชนส่วนใหญ่ก็ไปถึงสังขารขันธ์ในขันธ์๕ คือคิดหรือกระทําหรือพูดไปแล้ว) นอกจากนี้ยังต้องรู้ตามความเป็นจริง(แยกแยะ)ให้ถูกว่าเป็นสังขารจากปฏิจจสมุปบาทอันก่อให้เกิดทุกข์ หรือสังขารความคิดในขันธ์๕อันจําเป็นในการดํารงชีวิต ไม่ใช่ตัดหรือดับทุกๆความคิดอันเป็นอันตรายอย่างยิ่งทั้งต่อจิตและร่างกาย, และต้องไม่ลืมว่ามีเหตุของทุกข์ที่สามารถเข้ากระทบผัสสะทางสฬายตนะโดยตรงอันคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อีก ๖ ทาง โดยไม่ต้องผ่านสังขารองค์ธรรมนี้
และสังขารคิดที่สั่งสมไว้นี้ก็ต้องมีการผัสสะกับใจอันคือสฬายตนะ(กองธรรมที่๕)ในที่สุด ตามที่กล่าวข้างต้นจึงเกิดเป็นเวทนา
ข้อสังเกตุ ถึงแม้สังขารที่สั่งสมไว้อันก่อให้เกิดทุกข์ดับลงแล้วอันได้แก่องค์อรหันต์เท่านั้น อันหมายถึงวงจรหรือวัฏฏะการเกิดทุกข์เท่านั้นที่ถูกตัดขาดลง แต่ท่านมิได้ตายหรือดับขันธ์ ดังนั้นกระบวนการขันธ์๕ของชีวิตยังคงดําเนินอยู่ ท่านจึงยังมีสังขารที่สั่งสม อบรมไว้เช่นเดิม แต่หมดจดปราศจากอวิชชาอันก่อให้เกิดทุกข์เสียแล้ว หรือเป็นเพียงสัญญา(จํา), แต่ทุกขเวทนาอันเกิดแต่การผัสสะกับสฬายตนะเข้ากระทบได้โดยตรงก็ยังคงมีอยู่ อันเป็นสภาวะธรรม(ชาติ)อันคือทุกขเวทนาของขันธ์๕เท่านั้น อันยังพึงมี พึงเกิด ทั้งในองค์อรหันต์ และปุถุชน อันเป็นสภาวะธรรม(ชาติ) จึงควรรู้ตามความเป็นจริง ในการปฏิบัติจักได้ไม่ฝืนกฎธรรมชาติหรือสภาวะธรรม จึงจักสามารถเข้าใจในธรรมและเข้าถึงเป้าหมายได้ ไม่เป็นการไล่จับเงาของตนเองอันมิมีวันสําเร็จ กล่าวคือก็เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ทําให้พยายามปฏิบัติในสิ่งที่เหนือกว่าสภาวะธรรม(ชาติ)อันเกิดขึ้นเนื่องจากความไม่รู้ตามความเป็นจริงโดยถ่องแท้ เช่นหลายๆท่านอาจพยายามดับเวทนา ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเวทนาคืออะไร และโดยไม่รู้ว่าเป็นกระบวนการธรรมชาติของชีวิตโดยแท้จริง, กล่าวคือต้องการให้ทุกขเวทนาใดๆที่มากระทบกายใจแล้วไม่รู้สึกรู้สาเป็นทุกขเวทนาเลย อันจักเป็นไปตามนั้นไม่ได้, มันเป็นความรู้สึกรับรู้ที่ยังคงต้องมีอยู่ เป็นอยู่ ตามธรรมชาติ, แต่ไม่ให้เป็นทุกข์อุปาทานอันกัดกร่อนเร่าร้อนใจนั้นสามารถปฏิบัติได้ตามหลักธรรมของพระพุทธองค์
หมายเหตุ ตามปกติเมื่อเกิด "สังขารอันเกิดแต่อวิชชา" ในปุถุชน ผุดขึ้นมาแล้ว วงจรจะดําเนินไปถึงเวทนา แล้วต้องสติรู้เท่าทันเวทนาและลดละตัณหาให้ได้ ด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของเวทนา และไตรลักษณ์ ถึงความไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นอนัตตา ซึ่งจะเสวยแค่เวทนา แต่ไม่เสวยผลของเวทนา คือไม่เป็นทุกข์เพราะตัณหา>>อุปาทานขันธ์๕ (ความทุกข์แท้ๆ) ดังวงจร ต่อจากสังขาร
สังขาร(คือนึกคิดเรื่องทุกข์ที่สั่งสมไว้)หรือ
สังขารคิดที่ผุดขึ้นมา
วิญญาณ
นาม-รูป
สฬายตนะ
ผัสสะ
เป็นทุกขเวทนา.....
ในขั้นการปฏิบัตินั้น เมื่อมีความรู้สึกรับรู้อันไม่สบายใจไม่ถูกใจแว๊บเกิดขึ้น(ทุกขเวทนา) แล้วมีอาการใจสั่นหรือกายสั่นระรัวหรือคิดเกิดขึ้นไปจนถึงสังขารขันธ์ในขันธ์๕แล้วมีอาการทางสังขารกายแล้ว อย่างนี้เป็นเรื่องปกติเป็นธรรมชาติของจิต ต้องเข้าใจว่าเพราะเกิดเวทนาจากสัญญาจําตามธรรมชาติปกติของปุถุชน ห้ามก็ไม่ได้ (อ่านเรื่องเวทนาในขันธ์๕) แล้วมันก็จะดับในไม่ช้าเพราะขาดเชื้อเพลิงคือตัณหา, แต่ถ้าเรา"ไม่อยาก"ให้เกิด เวทนานั้นจักเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา(วิภวตัณหา)ขึ้นทันที และจะเริ่มปรุงแต่งเพื่อหนีมัน หรือเพื่อความสะใจเรา หรือให้เป็นตามใจปรารถนา.....ฯลฯ, พอตัณหาเกิดแล้วเป็นการเริ่มหัวขบวนรถไฟของทุกข์อุปาทานตัวจริงอันเป็นไปตามกระบวนการเกิดขึ้นของทุกข์ ซึ่งถ้าเกิดเป็นอุปาทานขันธ์แล้วมันจะดับต้องใช้เวลานานและใช้กําลังจิตอย่างมากเพราะความยิ่งใหญ่และกล้าแข็งของอุปาทานผู้ครอบงําสรรพสัตว์ทั้งมวลมาช้านาน และเป็นความทุกข์จริงๆ(อุปาทานทุกข์), เพราะคิดอยากและคิดปรุงแต่งอันเป็นตัณหา จึงเกิดกระบวนธรรมของจิต ต่อจากเวทนาข้างต้นดังนี้
+
ตัณหา
เป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทานยึดมั่นยินดียินร้ายเพื่อสนองตอบความอยากทําให้เกิด
ภพตามกำลังอุปาทาน
ชาติทุกข์เริ่มเกิดแล้ว
ชรา-มรณะ+อาสวะกิเลส
ชราอันคือความแปรปรวน,ความวกวน แล้วก็มรณะต้องดับไปเป็นที่สุด และยังมีอาสวะกิเลส อันคือความจําเกิดเป็นผลพลอยได้ตามมาด้วย กระบวนการตอนเกิดแทบจะในขณะจิตเดียวแต่ตอนเสวยทุกข์กลับยาวนานมากเป็นชั่วโมงๆ เป็นวันๆ เป็นปีๆ บางทุกข์เป็นจนกระทั่งวันตาย โดยการเกิดๆดับๆอยู่เรื่อยๆ เมื่อนึกคิดขึ้นมา(สังขารในปฏิจจ.)หรือเกิดการกระทบสัมผัสโดยการได้ยินได้เห็นก็จะเกิดตัณหาขึ้นอีกครั้ง ทุกข์เดิมนั้นก็กลับมาอีกง่ายๆเสมือนหนึ่งท่อนฟืนที่เคยไฟมาแล้ว
ดังนั้นสังขารดับหรือดับสังขาร ที่กองธรรมนี้จึงหมายถึง การที่สังขารนั้นปราศจากเสียซึ่งอวิชชา หรืออาสวะกิเลสนั่นเอง จึงคงมีแต่สังขารความจําความนึกคิดปกติทั่วไปที่ปราศจากอวิชชาเสียแล้ว อันเป็นสิ่งจําเป็นยิ่งในการดํารงชีวิตอันเป็นปกติสุข อันจะเกิดได้บริบูรณ์แก่พระอรหันต์เจ้าเท่านั้น หรือคงเหลือแต่ขันธ์๕ล้วนๆในการดำรงชีวิตอันเป็นสุขยิ่ง ปุถุชนขณะปฏิบัติจึงเพียงลดละสังขารได้บางส่วนตามสภาวะธรรมแห่งตนจากการปฏิบัติ เพราะความที่ยังไม่หมดกิเลสที่แฝงในอาสวะกิเลสนั่นเอง
วิญญาณ, นาม-รูป เป็นกระบวนการอธิบายการทํางานของกระบวนจิตและของกาย ที่ทํางานประสานสอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจของต้นสายปลายเหตุ ตลอดจนถ้าพิจารณาจะเห็นพระไตรลักษณ์ในองค์ธรรมทั้งสอง ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่อย่างแปรปรวน และดับไป เป็นการมองอย่างลึกซึ้งไปในขั้นสูงสุด(ปรมัตถ์)ให้เห็นการเกิดดับที่หมายถึงการทํางานแบบเกิดดับๆๆ..........เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป. จึงต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องด้วย เพื่อไม่ให้เกิดวิจิกิจฉาความสงสัยขึ้น อันเป็นการบั่นทอนปัญญาญาณ
สฬายตนะ เป็นองค์ธรรมที่เป็นกระบวนการธรรมชาติแท้ๆ เห็น ได้ยิน ลิ้มรส ได้กลิ่น สัมผัส ใจ ก็ล้วนแต่สฬายตนะทําหน้าที่ของตนตามหน้าที่อย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถไปทําหรือดับอะไรได้ การปฏิบัติที่องค์ธรรมนี้จึงมีเพียงแต่การสำรวม ระวังในสฬายตนะ ไม่สอดส่าย ไม่แทรกแซง ไม่เสาะหาเท่านั้น เนื่องเพราะเหตุปัจจัยสามารถเข้ากระทบตรงๆได้ ถ้าหลบเลี่ยงได้ในขั้นปฏิบัติย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างแน่นอน ดังเช่น การออกบวชมีพระวินัยเป็นข้อบังคับ หรือการถือสันโดษโดยการธุดงค์เหล่านี้ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติธรรมนั้นก้าวหน้าอย่างรวดเร็วโดยการลดละการกระทบผัสสะกับทางสิ่งต่างๆทางโลกๆนั่นเอง เพราะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ถ้ามีการกระทบผัสสะ เป็นการปิดทวารทั้ง๕ ชั่วขณะระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพื่อใช้สติเต็มกำลังความสามารถเฝ้าระวังรักษาดูทวารที่๖หรือประตูใจหรือจิตนั่นเอง, เมื่อเหตุปัจจัยจากภายนอกอันมี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์สามารถมากระทบจิตหรือใจได้โดยตรงโดยอาศัยสฬายตนะภายในของเราอันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทําให้เกิดการเห็น การได้ยิน การลิ้มรส การดมกลิ่น การสัมผัส เช่น อุบัติเหตุ หรือทุกข์ที่มากระทบใจในการทํางานหรือชีวิตประจําวันโดยที่เราไม่ได้ไปสังขารคิดนึกหรือปรุงแต่งขึ้นมาเอง เช่นการทํางานต้องสื่อสารติดต่อกับบุคลอื่นๆอาจกระทบทางตา ทางหู ทางสัมผัสเสียดสี, แม้แต่การขับรถดังเช่นเมื่อใครปาดหน้าเข้ากระทบทางตาไปถึงใจ, คนที่เรารัก ตายจากไปซึ่งเป็นธรรมารมณ์หรือทางใจที่มากระทบเอง มิได้เป็นสังขารหรือปรุงแต่งขึ้น หรือเป็นสิ่งที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าเหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ และเป็นสภาวะธรรมที่ไม่สามารถควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาได้นั่นเอง, วัฏฏะหรือวงจรจะเริ่มเกิดจากสฬายตนะ, ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า วงจรหรือวัฏฏะนั้นไม่มีต้น ไม่มีปลาย เป็นวงจักรหรือวงจร ที่ทะยอยหมุน หนุนเนื่องให้เคลื่อนไหวแบบเกิดดับๆอยู่ตลอดเวลา, ดังนั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่ขันธ์๕อันเป็นการอธิบายกระบวนการของชีวิตจึงยังคงต้องดําเนินไปตามสภาวะธรรม(ชาติ) ดังนั้นเมื่อวงจรถึงเวทนาแล้ว ต้องใช้สติที่รู้เท่าทันและเข้าใจในเวทนา, สักว่าเวทนา มิฉนั้นจะเกิดตัณหา อันต้องเสวยทุกข์จริงๆ ไม่ใช่แค่ทุกขเวทนา ดังกระบวนธรรมในวงจรปฏิจจ.
รูปที่มากระทบ+เข้าทางสฬายตนะ(ตา)
เกิดวิญญาณรับรู้
ผัสสะ
เวทนา
แล้วต้องหยุด อันหมายถึงมีสติรู้เท่าทัน อันหมายถึงเข้าใจในเวทนาด้วยว่าสักแต่ว่ามันเป็นไปตามสภาวะธรรมของมันเช่นนั้นเอง(คือปัญญา) เวทนาจึงไม่ออกฤทธิ์ บางครั้งผู้เขียนอาจใช้คําว่าหยุดหรือดับหรือตัดแต่ล้วนหมายถึงเฉกเช่นนี้, ดังนั้นการหยุดที่เวทนาเพราะความเข้าใจในเวทนาอย่างหมดจด จนไม่ยึดมั่นถือมั่นในเวทนานั้น, และหยุดความอยากหรือความไม่อยากอันคือตัณหาที่เกิดต่อจากเวทนานั้น ดังที่ท่าน หลวงปู่ดูลย์ อตุโลกล่าวไว้คือ
"ไม่เออ ออ, ไม่ผลักไส, หยุดคิดนึกปรุงแต่ง(เพราะคิดนึกปรุงแต่ง คือขันธ์๕อันก่อให้เกิดเวทนาขึ้นอีกอันอาจยังให้เกิดตัณหาขึ้นได้นั่นเอง-ผู้เขียน) ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับจิต ไม่ให้จิตถือโอกาสปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นราว"
สําหรับที่กองธรรมสฬายตนะนี้ อย่าลืมว่าโดยปกติมีอาสวะกิเลสและอวิชชา(ความจําของอาสวะกิเลสอันทําให้จิตขุ่นมัว เศร้าหมอง และยังไม่รู้เห็นตามความเป็นจริงเพราะอวิชชา)แฝงอยู่ในทีอยู่แล้ว อันไหลเลื่อนไปตามวงจร, ดังนั้นโดยปกติจึงต้องมีความสำรวม ระวัง ไม่ประมาทใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ตัวอย่างเหตุเกิดทางสฬายตนะโดยตรง เช่น ไปเดินเล่น ไม่ได้ตั้งใจซื้อของ, เดินๆอยู่เกิดเห็นของถูกใจถูกรสนิยม (หรือโยนิโสมนสิการ ไปเจอคนที่เกลียดเข้าก็ได้ จะมองเห็นได้ชัดขึ้น) ใช้ปฏิจจสมุปบาทหรือขันธ์๕แสดงกระบวนธรรมได้ดังนี้
รูป(ของที่ถูกใจอันเป็นปัจจัยจากภายนอก)+สฬายตนะ(ตาหรือใจ)+เกิดวิญญาณ
ผัสสะ
สุขเวทนา(ชอบใจ,สบายใจ)
อาการชอบใจ สบายใจนี้เป็นปกติตามธรรมชาติ อย่าไปคิดว่าจิตไม่ดี มีตัณหา เป็นเวทนาตามปกติเพราะสัญญาความจํา เป็นตัวจําแนกเป็นสุขเวทนา แค่ถูกใจ สบายใจในสิ่งที่เห็นกระทบสัมผัสนั้น ยังไม่มีตัณหาจริงๆเกิดขึ้น, แต่พอมีความรู้สึกอยากนั่นจึงเป็นตัณหาความอยากได้เกิดขึ้นจริงๆแล้ว, หรือเกิดความคิดปรุงแต่งต่างๆนาๆ เช่น น่าซื้อ น่าครอบครอง บ่นถึงว่าอยากได้ นั่นจึงเป็นการเริ่มคิดนึกปรุงแต่งอันจะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาขึ้นอีกและเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาความอยากขึ้นมา มาแล้วหัวขบวนรถไฟของความทุกข์อุปาทานจริงๆ...แล้วจึงเกิดไปตามวงจรของทุกข์....อุปาทาน....ภพ....ชาติการเกิดขึ้นของอุปาทานขันธ์อันเป็นความทุกข์แท้ๆ
หรือ นั่งคุยกันอยู่ดี ๆ
หู
+ เสียง(คิดไม่ตรงกัน สื่อมาทางเสียง) + เกิดวิญญาณ ผัสสะ
ทุกขเวทนา(ไม่ชอบ,
ไม่ถูกใจ, ไม่เห็นด้วย, ไม่สบายใจ)
อาการไม่ชอบ,ไม่ถูกใจนั้น ถือว่าเป็นอาการปกติธรรมชาติของจิตดีอยู่ และอาจมีเวทนากายร่วมด้วยเช่นมือไม้สั่น หรือใจสั่น อ่อนเปลี้ย(ใจสั่นที่นี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกาย มิใช่จิตหรือจิตสังขารเพราะมิได้เจตนา-สัญเจตนาปรุงแต่งขึ้น) อันต้องเกิดขึ้นเช่นนี้เป็นธรรมดา ไม่ได้เป็นทุกข์จริงๆ เป็นเพียงแค่ทุกขเวทนาอันเป็นธรรมชาติย่อมต้องเกิดเป็นธรรมดาเพราะจําและเข้าใจความหมายของเสียงที่ไม่ถูกใจอันมากระทบ(แต่จะดับไปอย่างรวดเร็ว), แต่ถ้าอยากให้เขาเห็นตรงกับเรา หรืออยากให้หยุดพูด, ไม่อยากให้พูด, ไม่อยากได้ยิน ตัณหาได้เกิดขึ้นแล้ว....แล้วจึงดำเนินไปตามวงจรการเกิดขึ้นของทุกข์ >> อุปาทาน >> ภพ >> ชาติการเริ่มเกิดขึ้นของอุปาทานขันธ์ อันเป็นความทุกข์แท้ๆ หรืออุปาทานทุกข์ในที่สุด
สําหรับผู้ที่ยังไม่เข้าใจขันธ์๕ - โยนิโสมนสิการให้เห็นหรือเข้าใจว่า เนื่องจากก่อนเกิดเวทนาจะมีข้อมูลของความจําคือสัญญาขันธ์จําเกิดขึ้นก่อนติดมาด้วย อันถ้าพูดถึงกระบวนการเกิดทุกข์ก็คืออาสวะกิเลสความจําหรือสัญญาที่มีกิเลสที่นอนเนื่องแฝงมาด้วยแล้ว ดังนั้นในนักปฏิบัติบางครั้งอยู่คนเดียวเรารู้สึก จิตจักเบาสบาย เพราะไม่มีสังขารคิดหรือมีสติรู้เท่าทัน แต่เมื่อออกไปข้างนอกกระทบกับสิ่งต่างๆนาๆ เราจักรู้สึกมีโมหะหรืออารมณ์แปรปรวนอย่างง่ายดายจนเกิดความฉงนขึ้น อันนี้แหละเกิดจากสฬายตนะไปรับกระทบผัสสะกับอายตนะภายนอกคือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ โดยตรง อันมีมากมายแล้วสติตามไม่ทัน มัวแต่สาระวนระวังแต่สังขารคิดที่สั่งสมในปฏิจจสมุปบาทเท่านั้น ดังกระบวนจิต วงจรปฏิจจ.
ตา
+ รูปโดยตรง + ทําให้วิญญาณเกิด เกิดการผัสสะ
เวทนา มีการรับรู้และจําได้ในอารมณ์(คือรูปที่กระทบ)
เพราะ"สัญญาจํา"(มองแบบขันธ์๕), หรือ "อาสวะกิเลส"(มองแบบปฏิจจ. อันแอบแฝงนอนเนื่องอยู่แล้วในวิญญาณ, ในผัสสะ)เป็นตัวทําให้เกิดการจําแนกเวทนาออกเป็นชนิด สุขเวทนา, ทุกขเวทนา, อทุกขมสุข
ผัสสะ เป็นเพียงกระบวนการธรรมชาติธรรมดาของชีวิตที่ต้องเกิดขึ้น เป็นการอธิบายกระบวนการรับรู้ที่เกิดมาจากความเป็นเหตุปัจจัยกันของอวัยวะที่ใช้ในการสื่อสาร-สฬายตนะกับอายตนะภายนอกต่างๆ(รูป เสียง กลิ่น ฯ.)พร้อมกับเกิดวิญญาณ-การสื่อสารข้อมูลของการกระทบผัสสะกันนั้น อันคือผลของการประจวบกันของ สฬายตนะ+อายตนะภายนอก+วิญญาณ ทั้ง๓ ดังพุทธพจน์ที่ตรัสอยู่เนืองๆ
เวทนา เป็นเหตุปัจจัยโดยตรงให้เกิดตัณหาอันเป็นสมุทัย และเวทนาเป็นหนึ่งในกระบวนการของชีวิตคือขันธ์๕ ที่สําคัญยิ่ง จึงเป็นสิ่งที่สมควรทําความเข้าใจอย่างยิ่งยวด เพราะเวทนาอ่อนแรงลงเพราะรู้เท่าทันและเข้าใจ(สัมมาญาณ)เท่าใด ตัณหาก็ย่อมต้องอ่อนแรงตามลงไปฉันนั้น เป็นปัจจัยกันโดยตรง, และที่เวทนานี้เป็นจุดทางแยกอันสำคัญยิ่งของจิต ระหว่างกระบวนจิตอันจักดำเนินไปแบบขันธ์๕อันเป็นธรรมชาติฝ่ายไม่เป็นทุกข์ หรือจักดำเนินไปตามกระบวนปฏิจจสมุปบาทอันเป็นธรรมชาติฝ่ายให้เกิดทุกข์ จึงต้องกล่าวอย่างละเอียด จึงขอกล่าวต่อในภายหน้า
ตัณหา เป็นความรู้สึกทะยานอยากหรือความไม่อยากในเวทนา(ความรู้สึกรับรู้)ที่เกิดขึ้น จึงมีเวทนาเป็นปัจจัยโดยตรงจึงเกิดขึ้นได้ ตัณหานี้เป็นสภาวะธรรมชาติเช่นกัน แต่ถือเป็นส่วนเกินของกระบวนการธรรมชาติในการดํารงของชีวิตอย่างเป็นสุข และเนื่องจากมีกําลังแรงกล้าอันเราได้ฝึกปรือสั่งสมมาแต่กำเนิดโดยไม่รู้ตัว จึงต้องใช้อุบายวิธีต่างๆให้อ่อนกําลังลงอันเกิดจากมีสติรู้เท่าทันและเข้าใจเวทนา อันทําให้ตัณหาไม่เกิดขึ้นหรืออ่อนกําลังลง ตลอดจนใช้กําลังของจิตเข้าดับหรือหักหาญโดยตรง เพราะตัณหานั้นสามารถเติบโตกล้าแข็งขึ้นเรื่อยๆได้ ลองโยนิโสมนสิการย้อนระลึกชาติ หรือระลึกขันธ์ที่เคยเกิดเคยเป็น, เมื่อมีความอยากในสิ่งใดแล้วได้สมปรารถนา ก็จะมีความอยากในสิ่งอื่นๆเกิดขึ้นตามมาโดยไม่รู้ตัว หรือถ้าเกิดความอยากในสิ่งเดิมๆทั้งๆที่ผ่านมาเป็นเวลานานแล้วก็จะเกิดความอยากในสิ่งนั้นอีกเป็นไปในลักษณะให้ดีขึ้น ให้สวยขึ้น ให้ดีกว่าเดิมขึ้นตลอดเวลา จึงสามารถกล่าวได้ว่าตัณหานั้นสามารถเติบโตกล้าแข็งขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องใช้อุบายวิธีต่างๆในการปฏิบัติเพื่อลดทอนกำลังทั้งของตัณหาและอุปาทาน เช่นการพิจารณากาย การพิจารณาพระไตรลักษณ์ ฯลฯ.เพื่อให้เกิดความหน่ายคลายกำหนัดอันหมายถึงความชื่นชมยินดีจากการรู้ความจริง ตัณหานั้นเป็นสิ่งที่นักปฏิบัติจะต้องดับหรือทําลายให้ได้ ในที่สุดของการปฏิบัติ
อุปาทาน เป็นปัจจัยที่ทําให้เกิดอุปาทานขันธ์๕ที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่าเป็นทุกข์ทั้งมวล อันคือความทุกข์อันหลากหลายนั่นเอง อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจในตนของตน เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงใช้อุบายวิธีถึง๘๔,๐๐๐พระธรรมขันธ์ เพื่อดับอุปาทานนี้ ดังพุทธพจน์
ผู้ไม่มีอุปาทานย่อมบรรลุพระนิพพาน
(เวสาลีสูตร ๑๘/๑๒๓)
ถ้าโยนิโสมนสิการจักเห็นได้ถึงกําลังอันยิ่งใหญ่ ตั้งแต่อดีตกาลจวบจนปัจจุบันและต่อไปในอนาคตกาล จึงไม่มีมนุษย์ปุถุชนตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลายสามารถหลุดรอดจากเงื้อมมือของอุปาทานได้ มีแต่เพียงผู้ที่เป็นพระอริยะเจ้าเท่านั้น จึงต้องเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่และกําลังอันแรงกล้า ซึ่งเมื่อเข้าครอบงําจนเกิดภพเกิดชาติแล้วจึงดิ้นไม่หลุด เราจึงต้องหาอุบายวิธีมาตัดทอนกําลังของมัน และตลอดจนอุบายวิธีไม่ให้มันเกิดหรือทํางาน ถ้ามองไม่เห็นกําลังของอุปาทานลองพิจารณาดูภพหรือภาวะที่ถูกครอบงําแล้วด้วยอุปาทานเช่น ภพหรือสภาวะหรือสถานะของความเป็นแม่ เป็นพ่อ เป็นลูก เป็นเจ้านาย เป็นเจ้าของ เป็นลูกจ้าง ฯลฯ. นั่นแหละเป็นภพย่อยๆของกามภพที่ถูกครอบงําด้วยอุปาทาน จนมีภพแล้วทั้งสิ้นและโดยไม่รู้ตัว ตลอดจนภพต่างๆที่เกิดในชีวิตประจําวัน วันละหลายสิบ,หลายร้อยครั้ง อันเมื่อเกิดภพเมื่อใด มีทุกข์เป็นที่สุดเมื่อนั้น.
ส่วนรูปภพ และอรูปภพนั้นก็เป็นดังเช่นกามภพ คือมีภพย่อยๆอีกมากมาย ดังเช่นการเกิดในภพโลกมนุษย์เป็นชาวโลกแล้ว แต่ก็มีภพย่อยเป็นภพคนไทยดั่งนี้เป็นต้น ดังนั้นทั้งในรูปภพและอรูปภพจึงมีภพย่อยๆคล้ายๆกามภพเช่นกัน เพียงแต่ถูกครอบงำไว้ภายใต้อำนาจของภพใหญ่อันคือรูปภพ หรืออรูปภพ จึงมีกำลังอันจะส่งอิทธิพลส่งถึงภพย่อยๆดังกล่าวเช่นอยู่ในรูปภพแต่ก็มีภพความเป็นพ่อเป็นแม่อยู่ เพียงแต่ภพของความเป็นพ่อหรือแม่นี้มีอิทธิพลของรูปภพแอบแฝง บางครั้งจะดุดัน บางครั้งก็เมตตา บางครั้งก็เฉื่อยชาผิดวิสัย คือมีกำลังผิดไปจากกามภพทั่วๆไป
ภพ หรือภูมิ เป็นการอธิบายสภาวะหรือบทบาทหรือสถานะที่ได้เกิดขึ้นณ.ขณะนั้นหรือช่วงเวลาหนึ่งๆอันอาจเป็นระยะสั้นหรือยาวก็ได้ เช่นรูปภพเกิดได้เป็นปีๆหรือจนกว่าจะตายจากกัน ภพของความเป็นพ่อเป็นแม่ดังนี้เป็นต้น จึงเกิดสภาวะภพย่อยๆในกามภพ แต่ล้วนส่งอิทธิพลต่อชีวิตโดยเฉพาะจิตใจตลอดเวลา อันล้วนเกิดขึ้นจากอุปาทานเป็นปัจจัยโดยตรง เป็นการแสดงให้เกิดความความรู้ความเข้าใจในภพหรือสภาวะอย่างถูกต้อง หรือสภาวะหรือภพของจิตในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ
ชาติเป็นการอธิบายการเริ่มเกิดขึ้นของกองทุกข์อันแท้จริง เป็นการเริ่มเกิดขึ้นของอุปาทานขันธ์อันเป็นทุกข์ ซึ่งเป็นความทุกข์ที่แท้จริงที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนว่าดับได้ และควรให้ดับสนิทไป
ชรา-มรณะและอาสวะกิเลส มีพุทธพจน์ตรัสไว้โดยตรงอยู่แล้วว่าเป็นสมุทัย สาเหตุแห่งทุกข์โดยตรง, เพราะในแง่มุมมองของปฏิจจสมุปบาทนั้น ชรา-มรณะและอาสวะกิเลสแสดงความเป็นเหตุปัจจัยหลักที่ทําให้เกิดการเคลื่อนหมุนหนุนเนื่องเป็นวงจรของทุกข์ได้ต่อไปในภายหน้าอย่างไม่มีขีดจํากัดอันเนื่องมาจากความจําได้ของอาสวะกิเลสนั่นเอง (ส่วนในอริยสัจนั้นเป็นการมองในแง่มุมมองของสาเหตุที่ทําให้เกิดทุกข์, แก่นธรรมทั้งสองจึงสอดคล้องกลมกลืนมิได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด) เพราะจิตที่ขุ่นมัวเศร้าหมองอันเกิดจากความทุกข์,แม้กระทั่งความสุขทางโลกอันจริงๆแล้วเป็นทุกข์อย่างละเอียดนั้น ต่างก็ล้วนก่อให้เป็นอาสวะกิเลสหรือความจำที่มีกิเลส อันเป็นตัวเร่งเร้า ส่งเสริม กระตุ้น สนับสนุนให้เกิดอวิชชาความไม่รู้และไม่มีสติรู้เท่าทันตามความเป็นจริงในเรื่องทุกข์และการดับทุกข์หรือคือการทําให้กิเลสตัณหาอุปาทานที่นอนเนื่องอยู่ในจิตเกิดการคุกรุ่นขึ้น อันยังให้เกิดสังขาร อันคือความคิด, ความนึก ตามที่ได้ความเคยชิน ตามที่ได้สั่งสมไว้จากการกระทําในอดีต (สังขารในปฏิจจสมุปบาทก็คือสังขารวิบาก-การกระทําที่เกิดขึ้นที่เนื่องมาจากผลของการกระทําที่สั่งสมในอดีต) เกิดขึ้นมาหรือผุดขึ้นมาเอง อันจักยังให้วงจรดําเนินต่อไปเป็นวัฏฏะอันไม่สิ้นสุด ยังให้เกิดความทุกข์อย่างต่อเนื่อง เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ