|
|
ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร ๔ |
|
วงจรปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวารหรือนิโรธ(ฝ่ายดับทุกข์) เป็นวงจรแสดงการดับทุกข์เป็นลําดับขั้น หรือท่านเรียกว่าแบบปฏิโลม, อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตาเช่นกัน คือเมื่อสิ่งนี้ไม่มี ผลนี้จึงไม่มี หรือเพราะสิ่งนี้ดับ ผลนี้จึงดับ เช่น ถ้าเวทนาดับ(ไม่ได้หมายถึงไม่เกิดขึ้น, สูญ, ดับไปตามความหมายทางโลกๆ แต่หมายถึงเข้าใจและมีสติรู้เท่าทันและยอมรับตามความเป็นจริง) ตัณหาที่จะเกิดต่อจากเวทนานั้นจึงเกิดไม่ได้หรือต้องดับไปตามวงจรด้วย, ดังนั้นวงจรหรือวัฏฏะของฝ่ายนิโรธวาร จะอยู่ในรูปเป็นวงจรหรือวงจักรเช่นเดียวกัน กล่าวคือ
เพราะอวิชชาดับ เป็นปัจจัยให้
สังขารดับ เป็นปัจจัยให้
วิญญาณดับ เป็นปัจจัยให้
นาม-รูปดับ เป็นปัจจัยให้
สฬายตนะดับ เป็นปัจจัยให้
ผัสสะดับ เป็นปัจจัยให้
เวทนาดับ เป็นปัจจัยให้
ตัณหาดับ เป็นปัจจัยให้
อุปาทานดับ เป็นปัจจัยให้
ภพดับ เป็นปัจจัยให้
ชาติดับ เป็นปัจจัยให้
ชรา-มรณะดับ....อาสวะดับ......อย่างนี้เป็นความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้
แสดงวงจรปฏิจจสมุปบาท
ฝ่ายนิโรธวาร เป็นลำดับขั้น
อันการดับนั้น ในช่วงแรกไม่จําเป็นต้องดับแต่อวิชชา เพราะต่างล้วนเป็นวงจรอันเนื่องสัมพันธ์กัน เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันอยู่แล้วโดยสภาวธรรม ดังนั้นในขั้นปฏิบัติเราต้องพิจารณาให้เกิดความรู้ความเข้าใจแล้วปฏิบัติตามความรู้ความเข้าใจนั้น อันจักกล่าวต่อไปในภายหน้า
วงจรปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายสมุทยวาร
หรือสมุทัย(ฝ่ายเหตุเกิดทุกข์)หรือท่านเรียกว่าแบบอนุโลม คือพิจารณาแสดงการเกิดทุกข์ เป็นลําดับ อันผู้เขียนแยกออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ๆ เพื่อให้พิจารณาได้ง่าย คือ
อวิชชา
...
เวทนา คือกระบวนธรรมช่วงที่จะทําให้เกิดทุกข์(ปัจจัยให้เกิดความทุกข์)
โยนิโสมนสิการดีๆแล้ว
จักเห็นได้ว่าถ้าตัดอวิชชาออก ก็คือกระบวนการขันธ์๕ที่เกิดขึ้นถึงเวทนา ทําหน้าที่เฉกเช่นกัน
(ดูวงจรเปรียบเทียบในบทที่๙)
ตัณหา
...
ชรา-มรณะ คือกระบวนธรรมช่วงทําให้เป็นทุกข์ อันคือเกิดความทุกข์
หรือสุขอันเป็นความทุกข์อย่างละเอียดอย่างหนึ่งเพราะเก็บสะสมเป็นอาสวะกิเลสเช่นกัน
ในรูปของ ปริเทวะ คือความโหยหา อาลัย อยากมี อยากเป็นเช่นอดีต อันก่อให้เป็นทุกข์ขึ้นในภายหน้าอีกอย่างแน่นอนนั่นเอง
จักเห็นได้ว่าเวทนาเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อหรือกองธรรมสุดท้ายของทําให้เกิดทุกข์ ถ้าปล่อยให้หลุดจากเวทนาต้องเสวยทุกข์อุปาทานจริงๆ, เวทนาจึงจําเป็นต้องมีสติรู้เท่าทันและเข้าใจอย่างถูกต้องเพื่อไม่ให้ทุกข์จริงๆ(ทุกข์อุปาทาน)เกิดขึ้นได้ โดยโยนิโสมนสิการจากขันธ์ ๕ จักเห็นว่าเพราะไม่เข้าใจไม่ยอมรับ"เวทนา" หลงไปยึดความรู้สึกรับรู้นั้นว่าเป็นของตัว เป็นของตนอย่างแท้จริง แล้วจึงเพียรพยายามกําจัดเวทนาเพราะความเข้าใจผิดว่าเป็นตัวความทุกข์ เป็นเรื่องจริงๆที่เกิดกับทุกผู้นาม และทุกข์ส่วนมากเกิดจากเอาเวทนาไปก่อเป็นทุกข์เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจ(อวิชชา)ในเวทนา จนเกิดทุกข์จริงๆขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ และไม่จําเป็น สาเหตุเพียงเพราะตัณหาความไม่อยาก(วิภวตัณหา)ไปก่อไปยึดเวทนาให้เป็นทุกข์จริงๆ
ให้มีสติรู้เท่าทันเวทนา และเข้าใจว่าเวทนาก็สักว่าเวทนา เป็นสุขหรือทุกข์เทียมๆ เป็นแค่ความรู้สึกรับรู้ในสิ่งที่กระทบสัมผัสไม่ใช่ความทุกข์จริงๆ(อุปาทานทุกข์)หรือความสุขจริงจากการหลุดพ้น เป็นเพียงแค่ทุกข์หรือสุขประจําขันธ์หรือทุกข์ประจําชีวิต ชึ่งต้องเป็นไปตามสภาวะธรรม(ชาติ)อย่างแท้จริง อันไม่เที่ยง แล้วต้องดับไป ซึ่งจักเป็นทุกข์ถ้าไปอยาก หรือไปยึดเพราะความทนอยู่ไม่ได้ เป็นอนัตตาไม่มีตัวตนอย่างแท้จริง(หรือมีตัวตนแต่ก็ไม่เป็นแก่นแกนอย่างแท้จริงคือควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาอย่างจริงแท้ไม่ได้) และจักกลับกลายเป็นความทุกข์จริงๆหรืออุปาทานทุกข์ ถ้าเข้าไปยึดไปอยากกับเวทนานั้นๆเข้า
เวทนา
เวทนาองค์ธรรมสำคัญของชีวิตหรือขันธ์ ๕ และสําคัญยิ่งทั้งในการเกิดทุกข์และดับทุกข์
จําเป็นต้องอธิบายขันธ์ ๕ อย่างคร่าวๆ เพื่อให้เข้าใจเวทนาให้ถูกต้อง เพราะการเข้าใจไม่ถูกต้อง จะทําให้ผู้ปฏิบัติไปพยายามกดข่มเวทนาไม่ให้เกิด เสียเวลาหาทางดับเวทนา อย่างที่ผู้เขียนเคยปฏิบัติมาด้วยไม่รู้ไม่เข้าใจด้วยอวิชชาว่าเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ไม่สามารถดับเวทนาหรือทุกขเวทนาได้โดยตรง เมื่อเข้าใจจักได้ปฏิบัติโดยถูกวิธีและเป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นยินดียินร้ายต่อเวทนา หรือเพื่อให้เวทนานั้นหมดจดนั่นเอง อันจักยังผลให้วงจรของการเกิดทุกข์ไม่ทํางานต่อไป เสมือนหนึ่งดับเวทนาซึ่งจะทําให้เหตุปัจจัยอันทําให้เกิดทุกข์ตัวอื่นๆต้องดับหรืออ่อนกำลังไปด้วย อันเป็นไปตามหลักธรรมอิทัปปัจจยตา
ดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า
|
"ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ถูกทุกขเวทนากระทบเข้าแล้วย่อมเศร้าโศกครํ่าครวญ ฯลฯ. |
|
เขาย่อมเสวยเวทนาทั้ง ๒ อย่างคือ เวทนาทางกาย และเวทนาทางใจ |
|
"เปรียบเหมือนนายขมังธนู ยิงบุรุษด้วยลูกศรดอกหนึ่ง แล้วยิงซํ้าด้วยลูกศรดอกที่ ๒ อีก |
|
เมื่อเป็นเช่นนี้บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนาเพราะลูกศรทั้ง ๒ ดอก |
|
คือทั้งทางกาย(ดอกที่๑), ทั้งทางใจ(ดอกที่๒)ฉันใด |
|
ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ก็ฉันนั้น ........ฯลฯ. |
|
ย่อมเสวยเวทนาทั้ง ๒ ทาง คือ ทั้งทางกาย และทางใจ" |
|
"ฝ่ายอริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ ถูกทุกขเวทนากระทบเข้าแล้ว |
|
ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ครํ่าครวญ..............ฯลฯ |
|
เธอย่อมเสวยเวทนาทางกายอย่างเดียว(รู้สึกรับรู้ยังเจ็บอยู่, รับรู้ทุกขเวทนาอยู่ ไปจนถึงผลของกายสังขาร) |
|
(แต่)ไม่เสวย(ผลอันจักเนื่องต่อจาก)เวทนาทางใจ " |
|
"เปรียบเหมือนนายขมังธนู ยิงบุรุษด้วยลูกศร แล้วยิงซํ้าด้วยลูกศรดอกที่๒ ผิดไป |
|
เมื่อเป็นเช่นนั้น บุรุษนั้นย่อมเสวย(ผลจาก)เวทนาเพราะลูกศรดอกเดียว ฉันใด |
|
อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ ก็ฉันนั้น.....ย่อมเสวย(ผลอันจักเนื่องต่อจาก)เวทนาทางกายอย่างเดียว |
|
ไม่ได้เสวย(ผลอันจักเนื่องต่อจาก)เวทนาทางใจ" |
จากพุทธพจน์นี้ โยนิโสมนสิการ จะเห็นว่า อริยสาวกก็ต้องเสวยเวทนาทางกายไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เนื่องจากเป็นสภาวธรรม (ธรรมชาติ) ดังนั้นเมื่อทางกายรู้ ทางจิตก็ย่อมต้องรับรู้เช่นกัน ดังนั้นทางจิตหรือใจของท่านก็ย่อมต้องรับรู้ทุกขเวทนาที่บังเกิดขึ้นเช่นกัน(รู้ตามความเป็นจริง) แต่ไม่เสวยผลอันจักเกิดขึ้นต่อเนื่องจากเวทนาทางใจนั้น กล่าวคือไม่ก่อตัณหา อุปาทาน จนเกิดอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนขึ้น เพราะท่านหยุดแค่นี้เองด้วยสติ(มหาสติหรือสังขารอันไม่เกิดแต่อวิชชา) จึงไม่ไปยึด ไม่ไปอยาก ไม่เอนเอียง ปรุงแต่ง หรือแทรกแซงจนเกิดตัณหาอุปาทาน อันยังให้เกิดอุปาทานเวทนาทางใจอื่นๆอีก อันเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทานทุกข์อันเป็นความทุกข์จริงๆ ท่านจึงไม่เสวยผลอันต่อเนื่องจากเวทนาทางใจหรือทางกายเหล่านั้น จึงกล่าวได้ว่าไม่ได้เสวย(ผลของ)เวทนาทางใจ(หมายถึงผลลัพธ์ของเวทนาใจที่จะเกิดต่อเนื่องขึ้นคือเกิดอุปาทานทุกข์)
จากพุทธพจน์ดังข้างต้น ถ้าพิจารณาโดยละเอียด แล้วนำมาเขียนเป็นกระบวนธรรมของชีวิตหรือแบบขันธ์๕ แยกแสดงเวทนาออกเป็นของฝ่ายกาย และฝ่ายจิต ก็จะแสดงได้ดังนี้
กาย
สิ่งที่มากระทบ
กายวิญญาณ
ผัสสะ
เวทนาทางกาย
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์
ทางกาย
ดังเช่น สะดุ้งเจ็บ
กาย
สิ่งที่มากระทบ
กายวิญญาณ
ผัสสะ
เวทนาทางใจ
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์
ทางใจ
ดังเช่น โทสะ
หรือเป็นไปดังนี้นั่นเอง
เวทนาทางกาย
กาย
สิ่งที่มากระทบ
กายวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์
ทั้งทางกาย และจิต
เวทนาทางใจ
หรือกล่าวง่ายๆก็คือ ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นทั้งต่อกายและใจนั่นเอง
โยนิโสมนสิการ จะเห็นว่ากระบวนธรรมที่เกิดเวทนากายนั้น เป็นไปตามสภาวะธรรมโดยธรรมชาติแท้ๆ จึงคงเกิด คงมี เช่นนี้เป็นธรรมดา ดังนั้นจึงบังเกิดขึ้นแม้แต่ในอริยสาวก สัญญาหมายรู้นั้นเป็นสัญญาหมายรู้โดยธรรมชาติของกาย กระทบกันเมื่อไรย่อมมีเวทนากายเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
ส่วนในกระบวนธรรมที่เกิดเวทนาทางจิตหรือใจนั้น เห็นได้ว่า ดำเนินและเป็นไปเช่นเดียวกัน มีเวทนาทางใจเกิดขึ้นเช่นกันเพราะเป็นสภาวะธรรม แต่ด้วยสติและปัญญาของฝ่ายจิตที่ฝ่ายกายไม่มี จึงไม่ปรุงแต่งต่อไป จึงไม่ดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาท จึงไม่เกิดอุปาทานทุกข์อันเผาลนกระวนกระวายเป็นทุกข์อันเร่าร้อน
ด้วยเหตุดังนี้ท่านจึงตรัสแสดงธรรมไว้ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจในสภาวธรรมอย่างถูกต้อง สิ่งใดเป็นไปตามธรรม(ชาติ) สิ่งใดสามารถแก้ไขดับลงไปได้ด้วยสติและปัญญา เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องแนวทาง ไม่พยายามดับในสิ่งที่ดับไม่ได้ และจงพยายามปฏิบัติในสิ่งที่สามารถดับลงไปได้
ในเรื่องความคิดอันเป็นทุกข์มากระทบใจ ก็เป็นไปเฉกเช่นเดียวกัน ดังนั้นบางครั้งความคิดที่เป็นทุกข์กระทบใจ แล้วเกิดเวทนาทางกายขึ้น เช่น กายและหัวใจสั่นระรัวด้วยเวทนากายที่เกิดขึ้นนั้น จึงเป็นเรื่องปกติแค่ชั่วขณะจิต แต่นักปฏิบัติมักจะเข้าใจว่าเป็นทุกข์ชนิดที่ไม่ควรเกิดขึ้น,ควรดับไปได้ จึงพยายามดิ้นรนต่อสู้หรือกดข่มไว้ จึงเกิดการกระทำปรุงแต่งทางจิตต่างๆนาๆจนเป็นอุปาทานทุกข์จริงๆเพราะไม่ปล่อยวางไปยึดเวทนากายเหล่านั้นจนตัณหาหรือวิภวตัณหาเกิดขึ้น จริงๆแล้วเวทนาทางกายดับมันไม่ได้ มันมีเหตุปัจจัยอยู่ กล่าวคือ รู้ตามความเป็นจริง แล้วอุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉย ไม่เอนเอียงแทรกแซงด้วยถ้อยคิดหรือกริยาจิตใดๆ คือ สามารถดับไม่ให้เกิดอุปาทานทุกข์อันเกิดแต่เวทนาทางจิตอันเผาลนเร่าร้อนกระวนกระวายได้ และเป็นความทุกข์ที่สมควรดับไปอย่างยิ่ง และสามารถดับได้ด้วยธรรมของพระองค์ท่าน ที่ได้สั่งสอนสรรพสัตว์ให้ดับสนิทเหล่าอุปาทานทุกข์นี้ลงไป อันเป็นสิ่งที่พึงกระทำได้
หรือพิจารณาดังต่อไปนี้ก็ถูกต้องดีงามเช่นกัน เพราะพุทธพจน์นี้เป็นพุทธดำรัสที่ตรัสเน้นเวทนาที่เกิดแต่กาย กล่าวคือ ถ้าเป็นธรรมารมณ์หรือความคิด เช่น เมื่อความคิดอันเป็นทุกข์หรือธรรมารมณ์มากระทบแล้ว ย่อมต้องเกิดทุกขเวทนาเป็นธรรมดา(เกิดในองค์ธรรมเวทนานั่นเอง) เหมือนดังต้องธนูดอกแรก อันเป็นไปตามสภาวธรรมชาติ กล่าวคือย่อมเกิดทุกขเวทนาอันรู้สึกรับรู้อันไม่ถูกใจเป็นทุกข์ในขณะจิตแรกเป็นธรรมดา และก็เป็นสภาวะธรรมชาติของการรับรู้ของชีวิต แต่ในเหล่าพระอริยสาวกนั้นท่านมีสติและปัญญาจึงไม่ปรุงแต่งต่อจนเกิดตัณหาอุปาทานภพจนเป็นอุปาทานทุกข์ในชราดังเช่นปุถุชน กล่าวคือ ไม่ต้องธนูดอกที่สองที่เร่าร้อนเผาลน และยาวนานอย่างต่อเนื่องเสียยิ่งกว่าดอกแรกเช่นดังในปุถุชน, ต้องธนูดอกที่สองก็คือทุกขเวทนาทางใจ ซึ่งถูกครอบงำด้วยอุปาทานแล้ว จึงเป็นเวทนูปาทานขันธ์(อุปาทานเวทนาขันธ์)ในชรา อันเป็นไปอย่างต่อเนื่องและแสนเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวาย หรือก็คืออันตรายกว่าธนูดอกแรกมากมายนัก
การดั่งนี้ จึงอุปมาได้ดั่งการ ปาก้อนหินลงนํ้า ย่อมมีระลอกคลื่นเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นปุถุชนหรือพระอริยสาวกจะเป็นผู้กระทำ เพราะเป็นสภาวธรรมชาติ แตกต่างกันที่ปุถุชนนั้นเมื่อปาครั้งแรกไปแล้ว แต่ด้วยความเคยชินของการปรุงแต่งหรือคึกคนองจึงไม่รู้จักหยุด และเพราะไม่รู้ว่าถ้าจะให้นํ้านั้นสงบราบเรียบต้องหยุดการกระทำดังกล่าว จึงคงทะยอยปรุงแต่งโดยการปาก้อนหินใส่นํ้าอยู่เรื่อยๆ ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง จึงเกิดระลอกคลื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่สงบราบคาบลงไป ส่วนฝ่ายอริยสาวกนั้น เมื่อเกิดการกระทำแล้วย่อมเกิดระลอกคลื่นในครั้งแรกเป็นธรรมดา หรือตามสภาวะธรรม แต่ด้วยสติและปัญญาเหล่าอริยสาวกนั้น จึงหยุดการกระทำปรุงแต่งเหล่านี้เสียคือหยุดการปาหินนั้น ระลอกคลื่นอันเกิดแต่เหตุปัจจัยจึงสงบลง ไม่เกิดระรอกคลื่นน้อยใหญ่อีกต่อไป
ดังนั้นแม้อริยสาวกยังต้องรับเหตุแห่งทุกข์ที่จรมากระทบแล้วย่อมยังมีเวทนาทางกายแน่นอน ย่อมต้องมีเวทนาทางใจเช่นกันแต่บริสุทธิ์หมดจดด้วยภูมิญาณ ดังนั้นเวทนาทางใจนั้นจึงไม่ได้ส่งผลต่อเนื่องจนเป็นอุปาทานทุกข์ ท่านจึงยังคงต้องธนู ๑ ดอกอันเป็นสภาวะธรรมที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จริงๆจึงเป็นไปดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ ดังที่บางครั้งบางครากล่าวกันสั้นๆ คล้ายดั่งปริศนาธรรม แต่ตามความเป็นจริงแล้วเป็นสัจจธรรม ดังที่กล่าวว่า
เหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น
หรือ
เหตุแห่งทุกข์อันเป็นสภาวะธรรม(ชาติ)นั้นยังคงต้องมีอยู่ แต่เหตุแห่งทุกข์นั้นทําอะไรให้เป็นทุกข์อุปาทานไม่ได้
ขยายความให้ชัดลงไปอีกก็คือ
"เหตุแห่งทุกข์ ดังเช่น ความตาย ความไม่สมปรารถนา ความเจ็บป่วย การประสบสิ่งที่ไม่รักไม่ถูกใจ
การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ฯลฯ.ต่างๆเหล่านี้ ยังคงมีอยู่อันเป็นสภาวธรรมหรือเป็นของปกติตามธรรมชาติ
ที่แม้ไม่มีผู้ใดหลีกหนีได้ นับแต่โบราณกาล จวบจนปัจจุบัน และก็เป็นไปดังนี้ต่อไปในกาลข้างหน้า
แต่ไม่มีตัวตน หรือผู้ที่จะไปรับผลทุกข์นั้น อันเป็นทุกข์ที่เกิดแก่ใจหรืออุปาทานทุกข์นั่นเอง"
ดังนั้นปุถุชนจักดับเวทนาอันเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติ ที่ย่อมต้องเกิดขึ้นเมื่อมีการผัสสะกันไม่ได้เป็นธรรมดา จึงต้องทำความเข้าใจในเวทนาให้ถ่องแท้ จึงจักไม่เป็นความทุกข์จริงๆ(อุปาทานทุกข์)ได้เฉกเช่นอริยสาวก จะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ทรงเล็งเห็นความสําคัญของเวทนา จึงได้ทรงบัญญัติ เวทนานุปัสสนาในมหาสติปัฏฐาน๔ เพื่อให้ใช้สติระลึกรู้เท่าทันหรือพิจารณาเวทนา - สุข, ทุกข์, ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอารมณ์ โดยใช้สติรู้เท่าทันว่าเวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา เป็นเพียงกระบวนการธรรมชาติธรรมดา ในการรับรู้ความรู้สึกในสิ่งที่กระทบผัสสะอันรวมความจํา(สัญญา)ในสิ่งนั้นไว้ด้วย ซึ่งเมื่อเกิดความเข้าใจที่ใจแล้วเพื่อจัก"ไม่ยึดมั่นในเวทนา" เพราะรู้จริงๆโดยปัญญา หรือสัมมาญาณว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง ดับหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นกระบวนการธรรม(ธรรมชาติ)แท้ๆ เกิดแต่เหตุปัจจัย ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ จึงเป็นทุกข์ถ้าไปยึดไปอยาก และเป็นอนัตตาซึ่งไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริงจึงควบคุมบังคับบัญชาไม่ได้ เพราะล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปอยู่เยี่ยงนี้ ถ้าท่านเข้าใจขันธ์ ๕ และปฏิจจสมุปบาทโดยถ่องแท้แล้ว ท่านจะเข้าใจด้วยใจ จักเห็นเวทนาในเวทนาในบางครั้งได้จนแปลกใจ (เวทนานุปัสสนา ในมหาสติปัฏฐาน๔)
พิจารณากระบวนธรรมในการทํางานประสานสัมพันธ์กันของขันธ์ทั้ง ๕ เพื่อความเข้าใจปฏิจจสมุปบาทและองค์เวทนา
เนื่องเพราะปฏิจสมุปบาทและขันธ์ ๕ ความจริงคือกระบวนจิตเดียวกัน เพียงแต่ปฏิจจสมุปบาทเป็นชนิดก่อให้เกิดทุกข์ชนิดอุปาทานทุกข์ ส่วนขันธ์ ๕ เป็นกระบวนธรรมของชีวิตชนิดไม่ก่อทุกข์ และยังจำเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตให้เป็นปกติและสมบูรณ์ กระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕ โดยย่อ เช่นดังนี้
ตา
รูป
วิญญาณ
ผัสสะ
เวทนา
สัญญา
สังขารขันธ์
นี้คือกระบวนการทํางานของขันธ์ทั้ง ๕ ที่ทํางานประสานสอดคล้องสัมพันธ์กัน เป็นกระบวนธรรมของชีวิตที่ใช้ในการดําเนินชีวิตของผู้มีชีวิตทุกหมู่เหล่า แม้แต่พระอรหันต์เจ้า หรือเขียนขยายให้เห็นการทํางานประสานกันของขันธ์ทั้ง๕ ให้เห็นชัดเจนขึ้น ก็จักได้ดังนี้
ตา
รูป
วิญญาณ
ผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญา(หมายรู้)
มโนวิญญาณ
สังขารขันธ์
หรือขยายความเพิ่มขึ้นไปอีก เพื่อความเข้าใจ
ตา
รูป
(จักขุ)วิญญาณ(แค่รับภาพ)
ผัสสะ
สัญญา(จํา-จากอดีต)
เวทนา(สุขเวทนา,
ทุกขเวทนา, อทุกขมสุข)
สัญญาหมายรู้
(สัญญาที่จําใหม่, หรือสรุป หรือคิดค้น)
มโนวิญญาณ(ใจรับรู้,สื่อสาร,พร้อมสั่งการ)
สังขารขันธ์(เจตนากระทําทางกาย,ทางวาจา,ทางใจ)
นี่คือขันธ์๕ตามปกติที่เหมือนกันทั้งองค์อรหันต์และปุถุชน โยนิโสมนสิการกระบวนธรรมดูตามความเป็นจริง แล้วลองพิจารณาเปลี่ยนเป็นอายตนะอื่นๆดู
แต่ถ้าเรามีตัณหา, หรือสัญญาเจือกิเลสที่สลับซับซ้อน(ปปัญจสัญญา)หรือตัณหาอยาก,ไม่อยากนั่นเอง ที่เกิดขึ้นต่อความรู้สึกรับรู้"เวทนา"ที่เกิดขึ้นนั้น ก็จะเป็นเหตุปัจจัยให้ขันธ์ต่างๆที่เกิดสืบต่อจากเวทนาแปรปรวนไปเป็นอุปาทานขันธ์อันเป็นทุกข์ และจักเกิดขันธ์ ๕ (อันคือความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆ)ใหม่ๆติดตามมาอีกหลายครั้งหลายหนตามวิสัยปุถุชน แต่ย่อมล้วนถูกครอบงําเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์ทั้งสิ้น หรือเกิดเป็นลําดับ ดังพอจักแสดงได้ดังนี้ (เป็นการประมวลธรรมของขันธ์๕ และปฏิจจสมุปบาทร่วมกัน เพื่อให้เห็นรายละเอียดของจิตที่เกิดทุกข์ เพื่อก่อให้เกิดสัมมาญาณอันยังผลให้เกิดความเข้าใจและการปฏิบัติอย่างถูกต้อง)
ตา
รูป
วิญญาณ
สัญญาจํา
+ เวทนา + ตัณหา
อุปาทาน
ภพ
ชาติอันคืออุปาทานสัญญา
อุปาทานสังขารขันธ์
สังเกตุ เวทนาจะใช้ความทรงจํา(สัญญา)ต่างๆเช่น จําอารมณ์ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ อันเกิดจาก รสนิยม, อุปนิสัย, ประสบการณ์...ฯลฯ. ที่เก็บสั่งสมจําในอดีตมาเสพรสรับรู้เป็นตัวตัดสินใจว่าเป็นเวทนาชนิด สุข, ทุกข์, ไม่สุขไม่ทุกข์, หรือชอบ, ไม่ชอบ เฉยๆ ในชั่วขณะจิตเดียว ถ้าไม่ใช้สัญญา(จํา)แล้ว จิตจะจําแนกแยกเวทนาออกเป็น สุข(ถูกใจ,ชอบใจ,สบายใจ), ทุกข์(ไม่ถูกใจ,ไม่ชอบใจ,ไม่สบายใจ) หรือไม่สุขไม่ทุกข์-เฉยๆ ได้อย่างไร? ดังเช่น
ตา
รูป
วิญญาณ(ตา)
ผัสสะ
(สัญญาจําในอารมณ์คือรูป)
เวทนา(ชอบ,ไม่ชอบ,เฉยๆ)
สัญญาหมายรู้
มโนวิญญาณ
สังขารขันธ์
เช่น สังขารขันธ์ทางใจ - คิดว่าสวย ไม่สวย น่าเกลียด, สังขารทางกาย-มอง แอบมอง, สังขารทางวาจา-พูด พูดเพ้อเจ้อ นินทา
ถ้าไม่เข้าใจเวทนา จักเข้าใจหรือพยายามทําว่า"เห็นสักแต่ว่าเห็น" ต้องรู้สึกเฉยๆอย่างเดียว ถ้ารู้สึกว่าชอบใจหรือไม่ชอบใจอันเป็นเวทนา หรือมีสังขารว่าสวย ไม่สวย อันเป็นสังขารขันธ์ทางใจหรือความคิด อันล้วนเป็นสภาวะธรรมชาติธรรมดาๆ แล้วไปคิดว่าปฏิบัติผิดจิตยังมีตัณหา จิตยังมีกิเลส ก็จะพยายามกดข่มให้เห็นไม่ชอบ,ไม่สวย แล้วทําไม่ได้ตลอดไปเพราะสภาวะธรรมมันเป็นเช่นนั้นเอง ในที่สุดก็จักเกิดความท้อแท้ว่าปฏิบัติธรรมแล้วไม่ได้ผล เป็นการเข้าใจผิดอย่างมากเพราะไม่เห็นตามความเป็นจริงในสภาวะธรรม(ชาติ)ของสิ่งนั้นๆ
เกิดเวทนาใดๆแล้ว สักแต่ว่าเวทนา หมายถึงรู้ตามความเป็นจริงและมันเป็นเช่นนั้นเองตามสภาวะธรรม เจ็บก็ยังเจ็บอยู่ ชอบใจก็ยังชอบใจอยู่ เป็นไปตามสภาวะธรรมของมัน แค่รับรู้แล้วอย่าไปยุ่งกับมันอีก คือ อุเบกขาเป็นกลางวางทีเฉยดู วางเฉยเยี่ยงไร? วางเฉยโดยการ รู้แค่เวทนาหรือสังขารขันธ์(คิด) แล้วไม่แทรกแซงไม่ปล่อยให้เลื่อนไหลไปคิดนึกปรุงแต่งทั้งในดีและชั่ว(ในด้านดีและด้านร้าย)ในเวทนาหรือคิดนั้นๆ เพราะล้วนเป็นมารยาจิต ไม่ว่าจะคิดนึกปรุงแต่งหรือแทรกแซงไปในด้านใดๆก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเวทนาขึ้นมาอีก อันอาจเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหา อันพาไปสู่ทุกข์ทั้งสิ้น อันเป็นไปตามกระบวนการเกิดขึ้นของทุกข์ ปฏิจจสมุปบาท
ดังตัวอย่างเวทนา
ใจ
ธรรมารมณ์
วิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจํา
เวทนา เกิดเวทนา(รู้สึกว่าสบาย,ไม่สบาย,เฉยๆ )
.....สังขารขันธ์
ใจ
ธรรมารมณ์
วิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจํา
เวทนา (สุขเวทนา,ทุกขเวทนา,อทุกขมสุขหรือไม่ทุกข์ไม่สุข)
.....ฯลฯ
กาย
มีด
วิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจํา
เวทนา
(ทุกขเวทนา เพราะรู้จำและรู้สึกสึกเจ็บ)
.....ฯลฯ.
ใจ
ธรรมารมณ์(ญาติตาย)
วิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจํา
ทุกขเวทนา
.....ฯลฯ.
เศร้าใจในการสูญเสีย แต่ต้องแค่นั้นเอง ไม่ปล่อยให้จิต(คือรู้เท่าทันหรือมีสติ)คิดนึกปรุงแต่งอันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้นได้ เศร้าใจนั้นเศร้าใจอยู่ แต่ต้องไม่ครํ่าครวญ, ไม่พิรี้พิไร, ไม่รําพัน, ไม่บ่นถึง น่าเศร้านัก ไม่น่าตาย น่าอย่, ควรอยู่กับเราต่อ น่าอยู่ให้เราปรนปฏิบัติก่อน, น่าอยู่เป็นเพื่อนเรา, เราน่าตายก่อน ต่างๆเหล่านี้ อันล้วนแล้วแต่เป็นความคิดนึกปรุงแต่งที่เกิดขึ้นมาหลายๆความคิดปรุงแต่งนั่นเอง สิ่งเหล่านี้แหละที่ก่อให้เกิดทุกขเวทนาอย่างเป็นระยะๆหรืออย่างต่อเนื่องจนเกิดตัณหา>>อุปาทานขึ้นในที่สุด เพราะอาจเกิดตัณหาอันเนื่องมาจากเวทนาของคิดนึกปรุงแต่งตัวใดตัวหนึ่งเหล่านั้น, เพราะความคิดนึกปรุงแต่งนั้นล้วนเป็นขันธ์๕อย่างหนึ่งอันยังต้องเกิดเวทนาขึ้นใหม่, อันอาจมีเวทนาที่เกิดขึ้นจากความคิดนึกปรุงแต่งใดปรุงแต่งหนึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อันยังให้เกิดอุปาทาน เข้ากระบวนการการเกิดขึ้นของทุกข์ในที่สุด คือเมื่อ
อุปาทานไม่ได้รับการตอบสนอง
ไม่เป็นไปตามใจปรารถนา
ภพชนิดปฏิฆะขุ่นเคือง แล้วเกิด
ชาติ-เริ่มการเกิดทุกข์อุปาทานจริงๆ
เห็นได้ว่าเวทนาใช้สัญญา(ความจํา)ในอารมณ์(เช่นรูป)จากอดีตหรือประสบการณ์ร่วมด้วย จิตจึงจําแนกรู้เวทนาตามความรู้สึกและจดจำได้ เป็น ๓ พวกใหญ่ๆ คือ สุข, ทุกข์, ไม่สุขไม่ทุกข์ (สุขเวทนา,ทุกขเวทนา,อทุกขมสุข) จะเห็นว่าเวทนาเป็นกระบวนธรรมหรือสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ตรงๆ เพราะเป็นสภาวธรรมหรือกฏของธรรมชาติของผู้มีชีวิต แต่ก็สามารถทําให้หมดจด(จากกิเลส) ด้วยการไม่ยึดมั่นในเวทนาเพราะสัญญาจําเช่นกันแต่เป็นชนิดที่เข้าใจหรือมีสติปัญญาความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในธรรมและไตรลักษณ์ จนจิตสงบเป็นนิรามิสเวทนาคือเสวยเวทนาที่ไม่มีอามิส คือไม่เจือกิเลสตัณหา ด้วยความรู้ความเข้าใจว่าเวทนาเป็นแค่เพียงเสวยอารมณ์หรือรับรู้และจําในอารมณ์ ไม่ใช่ความทุกข์จริงๆ ยอมรับเวทนาตามความเป็นจริง แล้วให้หยุดเพียงแค่นี้เอง ถืออุเบกขาโดยไม่แทรกแชงไปคิดนึกปรุงแต่งอันเป็นขันธ์๕ชนิดหนึ่งเช่นกันแต่มักก่อให้เกิดทุกข์เพราะยังให้เกิดเวทนาขึ้นใหม่ อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาอันยังให้เกิดอุปาทานทุกข์, เป็นขบวนของทุกข์อันเนื่องมาจากมีความอยากหรือไม่อยากเกิดขึ้นในเวทนาของการคิดนึกปรุงแต่ง, เมื่อไม่มีตัณหาก็ทําให้เป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร(ดับทุกข์)
ตา
+ รูป
วิญญาณ จึงเป็นปัจจัยให้
สัญญาจํา
แต่เวทนาดับ
ที่หมายถึงรู้เท่าทันและเข้าใจ จึงเป็นปัจจัยให้
ตัณหาดับ
จึงเป็นปัจจัยให้
อุปาทานดับ
จึงเป็นปัจจัยให้
ภพดับ
จึงเป็นปัจจัยให้
ชาติดับ
จึงเป็นปัจจัยให้
ชรา-มรณะดับ
อาสวะก็ดับไปด้วย
(ณ ขณะนี้ ยังเป็นการดับเฉพาะเรื่องนั้นๆอยู่)
ทุกข์อุปาทานก็จักเกิดไม่ได้จึงไม่เสวยทุกข์อุปาทาน เป็นไปตามกฎอิทัปปัจยตาคือ "เมื่อเหตุปัจจัยนี้ไม่มี ผลนี้ก็ไม่มี" หรือ "เพราะเหตุปัจจัยนี้ดับ ผลนี้จึงดับ"
เวทนาดับ หรือดับเวทนานี้เป็นภาษาธรรม ที่หมายถึงเวทนานั้นมีอยู่แต่ไม่มีกิเลสร้อยรัดเพราะสติรู้ทันและเข้าใจจากการฝึกฝนอบรม หรือเป็นเวทนาที่ไม่มีอามิสนั่นเอง จึงทําให้กระบวนการจิตที่เกิดนั้นแปรปรวนไปเป็นขันธ์๕ธรรมดาๆอันไม่เป็นทุกข์ ดังกระบวนธรรมนี้
ตา+รูป+วิญญาณ
สัญญาจํา
แต่เวทนาดับ หรือเวทนาไม่มีอามิส
สัญญาหมายรู้หมดจด
สังขารขันธ์ธรรมชาติ
มีทุกข์อีกประการหนึ่งที่มักเกิดขึ้นกับ ผู้ที่เป็นทุกข์มากๆ และ นักปฏิบัติ ซึ่งทําให้เป็นทุกข์มากขึ้นทวีคูณโดยที่ไม่รู้ตัว คืออาการ "ไม่อยาก" ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เป็น ไม่อยากให้เกิด ไม่น่าจะเกิด ไม่น่าจะเป็น โดยไม่รู้แจ้งว่าอาการ "ไม่อยาก" นี้คือตัณหาตัวสําคัญ(วิภวตัณหา) เมื่อเราเข้าใจปฏิจจสมุปบาทแล้วเมื่อเป็นทุกข์สามารถแก้ทุกข์ได้ โดยก่อนอื่นต้องเข้าใจ และรู้เท่าทัน มีสติรู้เท่าทันว่า "เป็นทุกข์ ครบวงจรปฏิจจสมุปบาทแล้ว" คือ ณ.ขณะนั้น กําลังเกิดอุปาทานขันธ์๕ เกิดดับๆๆๆ...ในชราแล้ว ไม่สามารถดับทุกข์ที่เวทนาได้ ด้วยไม่รู้เท่าทันเวทนาหรือด้วยเวทนานั้นแก่กล้า จึงมีตัณหาเกิดขึ้น จึงเกิดเป็นทุกข์แล้ว สติตรงนี้สําคัญ จะแก้ไขดับทุกข์ได้โดยพิจารณาในวงจรปฏิจจ.ในกระบวนการเป็นทุกข์ โดยเริ่มที่
ตัณหา
เป็นปัจจัย
จึงมี อุปาทาน
เป็นปัจจัย
จึงมี ภพ
เป็นปัจจัย
จึงมี ชาติ
เป็นปัจจัย
จึงมี ชรา-มรณะ
และขณะนี้กําลังเกิดอุปาทานขันธ์๕ อันเป็นทุกข์ ในกองธรรมชราอันแปรปรวนเกิดดับๆ ดังนี้
รูปูปาทานขันธ์
ใจ
วิญญาณูปาทานขันธ์
สัญญูปาทานขันธ์(จํา)
เวทนูปาทานขันธ์
สัญญูปาทานขันธ์
สังขารูปาทานขันธ์
หรือเขียนในรูปวงจรให้มองภาพออกได้ง่ายขึ้น และตัดสัญญูปาทานขันธ์(จํา)ออกเพื่อให้พิจารณาได้ง่ายและสอดคล้องกับวงจรปฏิจจสมุปบาทอันละเว้นสัญญาจํานี้ไว้เพราะแฝงมาอยู่แล้วในอาสวะกิเลส, จักเห็นการเกิดอุปาทานขันธ์๕ทั้ง๕อย่างวนเวียนเป็นระยะๆหรืออย่างทะยอยต่อเนื่องเป็นวงจรเล็กๆ หรือการเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์ (ภาพวงจรปฏิจจสมุปบาท จากบทที่๙)
|
.....ตัณหา
→ อุปาทาน
→ ภพ → ชาติ → รูปูปาทานขันธ์
+ ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์
เช่นคิดที่เป็นทุกข์ ในวงจรล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว |
ในกรณีที่กําลังเป็นทุกข์เช่นนี้แล้วในชรา, กระบวนการจิตของเรากําลังทํางานอยู่ดังเช่นกระบวนธรรมข้างบน อันหมายถึงทุกๆขันธ์ล้วนถูกครอบงําด้วยอุปาทานที่ยึดแต่ความพึงพอใจของกูเป็นใหญ่ทั้งสิ้น ความรู้สึก สัญญาหมายรู้ต่างๆ จึงเป็นไปตามอํานาจของอุปาทานที่ครอบงําแล้วทั้งสิ้นจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ดี ก็ไม่อาจถอดถอนออกจากอุปาทานนี้ได้ตรงๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าอุปาทานนั้นกล้าแข็งยิ่งนัก ซึ่งเกินกําลังของมนุษย์ปุถุชนที่จะหักหาญเอาโดยตรง จําเป็นต้องใช้อุบายวิธี ถืออุเบกขาเป็นกลางวางเฉยเสีย โดยไม่ไปยุ่งกับอุปาทานโดยตรง แต่ตัดกําลังของมันเสียที่เหตุเกิด อันคือมันจะเกิดได้ต้องแฝงมากับอุปาทานขันธ์ต่างๆของความคิดนึกปรุงแต่งในชรานั่นเอง เราจึงใช้อุเบกขาเป็นกลางวางเฉย (อันต้องใช้กําลังของจิตหรือสติชนิดน้อยหรือง่ายที่สุดแล้ว, แต่ก็ยังยากแสนยาก จึงต้องหมั่นฝึกฝน อบรม) วางเฉยโดยไม่คิดนึกปรุงแต่งหรือการเอนเอียงแทรกแซงไปทั้งในด้านดีหรือร้าย เช่น เราถูก เขาผิด, เราดี เขาชั่ว,นี่บุญ นั่นบาป เพราะต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นมารยาจิตที่หลอกล่อเราทั้งสิ้น ให้เกิดความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆขึ้นอีก อันเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา....อันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา..อุปาทานในที่สุด ตามที่ได้กล่าวมาแล้วบ่อยครั้ง
อุเบกขา เป็นกลางวางเฉย วางเฉยนี้ มีผู้เข้าใจผิดกันมากว่า ต้องเฉยๆ หรือรู้สึกเฉยๆ จึงพยายามวางจิตให้เฉยๆไม่รับรู้อันใด อันเป็นการเข้าใจผิดเพราะภาษาพูดพาไป
หรือปฏิบัติดังที่ท่าน หลวงปู่ ดูลย์ อตุโล ได้สั่งสอนไว้ดังนี้
"ไม่เออออ คล้อยตาม หรือผลักไส ไม่ไปวิวาทโต้แย้งกับจิต ให้จิตมีโอกาสหลอกล่อ ปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นราวยืดยาวออกไป อย่าใส่ใจอย่าวิพากษ์วิจารณ์พอแค่รู้อารมณ์ แล้วหยุดเพียงเท่านี้."
ดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คงพอเห็นได้แล้วว่า ถ้าสติรู้เท่าทันที่เวทนา(เวทนานุปัสสนา)นั้น เรายังไม่เข้าไปในกระบวนการทุกข์ จิตจึงเบาสบายกว่า ไม่ร้อนรุ่ม เสวยแค่เวทนาอันเป็นไปตามสภาวธรรม, แต่ถ้ารู้เท่าทันเมื่อเป็นทุกข์เกิดขึ้นแล้วเราต้องใช้ทั้งเวทนาเห็นเวทนา หรือจิตเห็นจิตหรือเห็นคิด อันเป็นจิตตานุปัสสนามาดับทุกข์ที่เกิดนั้นเพื่อให้ดับไปโดยเร็วและสั้นที่สุด ทั้งสองจึงล้วนเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติ ท่านจึงจัดทั้งสองอยู่ในทางสายเอกในการปฏิบัติ เพื่อลดละหรือดับอุปาทานดังที่กล่าวไว้ในบทท้ายของสติปัฏฐาน๔
การปฏิบัติเวทนานุปัสสนาและจิตตานุปัสสนา ก็เพื่อฝึกสตินั้นไปพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงหรือสภาวธรรมของเวทนาและจิตสังขารต่างๆที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดนิพพิทาทั้งต่อเวทนาและจิตสังขาร(คิด)ต่างๆ คือเห็นการเกิดขึ้นของกองทุกข์จากเวทนาและจิตสังขาร ตลอดจนเห็นการเกิดๆดับๆ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เพื่อให้เกิดนิพพิทาญาณต่อเวทนาและจิตสังขาร คือคลายกำหนัดหรือคลายความอยากความยึดในเวทนาและจิตสังขารต่างๆนั่นเอง
และแม้แต่ความคิดนึกทั่วๆไป อันเป็นขันธ์๕ตามธรรมชาติ ก็ต้องใช้ทั้งเวทนานุปัสสนาและจิตตานุปัสสนาร่วมกันเช่นนี้ อยู่เช่นกัน อันเป็นการป้องกันไม่ให้ความคิดธรรมดาๆ ไปก่อความคิดนึกปรุงแต่ง ฟุ้งซ่าน เรื่อยเปื่อย อันยังให้เกิดเวทนาอันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา ต้นเหตุแห่งทุกข์นั่นเอง
โดยปกติแล้วเรามักมีความรู้สึกว่าตัดหรือดับ(ภาษาธรรม)เวทนาไม่ขาด เพราะกําลังแห่งจิตไม่พอ แต่ตามความเป็นจริงแล้วกลับมักเกิดจากแยกแยะไม่ออกและสติรู้ทันเวทนาหรือตัณหาไม่ทัน คือมีสติรู้ทันช้าเกินไป จนเข้าสภาพเป็นอุปาทานขันธ์๕ในชราอันแข็งแกร่งเพราะประกอบด้วยอุปาทานแล้ว ซึ่งตําแหน่งนี้ต้องใช้กําลังของจิตอย่างมากหรืออุบายวิธี เช่นอุเบกขาเป็นกลางวางเฉย วางเฉยที่หมายความว่าไม่แทรกแซงโดยไม่คิดนึกปรุงแต่ง เอนเอียง โน้มเอียง ไปในทางใดๆ ไม่ว่าทางดีหรือร้าย ไม่ว่าจะเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต ก็เพื่อไม่ให้เกิดเวทนาอื่นๆต่อเนื่องอีกนั่นเอง
ที่องค์ธรรมชราอันเป็นที่เกิดของอุปาทานขันธ์๕ต่างๆหรือความทุกข์
ดังวงจรที่แสดงนี้
|
ขยาย อุปาทานขันธ์๕ในชรา วงจรปฏิจจ...>>
สังขารูปาทานขันธ์13
>> รูปูปาทานขันธ์24
+ ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์25 สังขารูปาทานขันธ์
เช่นคิดที่เป็นทุกข์ 28 ( 24, 25, 26, 27, 28 ล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ทั้งสิ้น เพราะมาจากอุปาทานสังขารขันธ์ 13 อันถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว ) |
เป็นตําแหน่งที่นักปฏิบัติจะรู้สึกหงุดหงิดที่สุดหรือก่อให้เกิดวิจิกิจฉาความสงสัยในปฏิจจสมุปบาทอย่างรุนแรงอยู่เสมอๆว่า มีสติรู้เท่าทันเห็นทั้งเวทนาและจิต(ความคิด)อย่างชัดเจน แต่เหตุไฉนจึงไม่สามารถดับทุกข์ได้ อันเป็นไปตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้นคือ สติรู้เท่าทันจริง แต่เป็นไปในองค์ธรรมชราคือไปรู้เท่าทันในเวทนูปาทานขันธ์(26)หรือสังขารูปาทานขันธ์(28) อันถูกครอบงําหรือประกอบด้วยอุปาทานอันกล้าแข็งเสียแล้วโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง คือสติที่เห็นเวทนาหรือจิตคิดอันเป็นสังขารขันธ์นั้น แท้ที่จริงเป็นการเห็นเวทนูปาทานขันธ์(26)หรือสังขารูปาทานขันธ์(28)อันถูกครอบงําเสียแล้วด้วยอุปาทานที่ล้วนแล้วแต่แอบแฝงความพึงพอใจของตัวของตนอยู่ตลอดเวลาแต่โดยไม่รู้ตัว ที่มีอํานาจอันยิ่งใหญ่ที่ครอบงําทุกสรรพสัตว์มาตลอดทุกกาลสมัย! จึงไม่ใช่เรื่องที่ปุถุชนเพียงเห็นแล้วก็สามารถสละวาง เป็นกลางได้ง่ายๆ จำเป็นต้องใช้อุเบกขาที่ต้องหมั่นฝึกฝนปฏิบัติ
ดังนั้นกิจอันพึงกระทำยิ่งต่อเวทนา เพื่อไม่ให้เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาทำงานขึ้น จึงเป็นดังนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลอาศัยจักษุ(ตา) และรูป เกิดจักษุวิญญาณ ความประจวบกันของธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ และเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ย่อมเกิดความเสวยอารมณ์(เวทนา) เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง (อันควรทำความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่ามันต้องเป็นไปเช่นนั้นเองเป็นธรรมดา เป็นไปตามธรรม)
เขา(บุคคล)อันสุขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พูดถึง ไม่ดำรงอยู่ด้วยความติดใจ(หรืออุเบกขานั่นเอง) จึงไม่มีราคานุสัยนอนเนื่องอยู่
อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่(รำพันว่า)ลำบาก ไม่ร่ำไห้ ไม่คร่ำครวญทุ่มอก ไม่ถึงความหลง(โมหะ เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงหลงไปอยากด้วยตัณหา หรือไปยึดว่าเป็นของตัวหรือของตน หรือไปคิดนึกปรุงแต่งฟุ้งซ่านนั่นเอง)พร้อม (หรืออุเบกขานั่นเอง) จึงไม่มีปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่
อันอทุกขมสุขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมทราบชัดความตั้งขึ้น(เกิดขึ้น) ความดับไป คุณ โทษ และที่สลัดออกแห่งเวทนานั้น ตามความเป็นจริง(หรืออุเบกขานั่นเอง) จึงไม่มีอวิชชานุสัยนอนเนื่องอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลนั้นละราคานุสัยเพราะสุขเวทนาบรรเทา, ละปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนาบรรเทา, ถอนอวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา, (และ)ยังวิชชาให้เกิดขึ้นเพราะละอวิชชาเสียได้ แล้วจักเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
ข้อความเดียวกันใน เสียง-หู, กลิ่น-จมูก, รส-ลิ้น, สัมผัส-กาย, ธรรมารมณ์(คิดนึก)-ใจ
(ม.อุ.๑๔/๘๒๓/๔๙๓)
เมื่อปฏิบัติได้ดังนี้ เวทนานั้นย่อมไม่เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้น
แล้วทุกข์อุปาทานจะเกิดขึ้นได้อย่างไร!